เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 589 อริยอัครจักรพรรดิโลภนิมิต ช่วงบรรลุขั้น
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 589 อริยอัครจักรพรรดิโลภนิมิต ช่วงบรรลุขั้น
ในวันนี้ แดนเซียนพรหมเกิดฝนตกหนักลงมาอย่างที่
ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แผ่คลุมแผ่นดินเก้าส่วน ทะเลสาบและ
มหาสมุทรนับไม่ถ้วนเกิดคลื่นกระเพื่อม ทุกสรรพชีวิตต่างก็ได้
นับน้ำฝนครั้งนี้
จักรพรรดิเซียนบางส่วนมองสถานการณ์ฝนพลาง
ตระหนักรู้วิชามรรคาธรรมชาติ
ฝนตกส่งเสียงดังอื้ออึง แต่กลับนำพาความสงบมาให้ทุก
สรรพชีวิต เหล่าจักรพรรดิเซียนที่รีบร้อนจะบรรลุขั้นพรหม
เหล่านั้นก็จิตใจสงบลงเช่นกัน ต่างก็ชมสายฝนที่ไม่เคยเกิดขึ้น
มาล้านปีครั้งนี้
ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ฟ้าหลังฝนสดใส
ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นมา สาดแสงไปทั่วหล้า ปรากฏรุ้งกินน้ำขึ้น
เหนือเมฆ พาดผ่านเทือกเขา ดูงดงามยิ่งนัก
ภายในทะเลเมฆปรากฏเงาร่างโผล่ขึ้นมาทีละร่าง ล้วน
เป็นเด็กหนุ่มสาว สวมเสื้อคลุมหลากสี พวกเขาโผบินอย่างอิสระ คึกคักมีชีวิตชีวามาก
เจียงฉางเซิงมองเห็นภาพนี้
เขาไม่ได้พอใจกับเผ่าพันธุ์ที่ตัวเองสร้างมากเท่าไรนัก
แต่ก็ไม่ได้ผิดหวัง ถึงอย่างไรก็เป็นการลองครั้งแรก
เขาไม่ได้ใช้แค่พลังอาคม แต่ยังมีพลังแห่งบุญบารมีของ
ตนเอง
ตนเป็นผู้สร้างวิถีเซียน บุญบารมีของเขาย่อมมีมากที่สุด
ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดสร้างบุญบารมี เขาก็จะได้รับบุญบารมี
ส่วนหนึ่งมาด้วย
นอกจากบุญบารมีแล้ว เขายังสามารถใช้ทุกอย่างของ
ตนเองสำ แดงวิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์ได้อีก
อะไรคือไร้รูปไร้ลักษณ์ ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เขาสร้างขึ้น
มานั้นไร้รูปไร้ลักษณ์ แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เขา
สร้างกับตัวเขาที่ไร้รูปไร้ลักษณ์ จับต้องไม่ได้ วิเคราะห์ไม่ได้
เขาเริ่มสนใจเผ่าพันธุ์ที่ตนเองสร้างขึ้น ขณะเดียวกัน เขา
ยังพบว่าหลังฝนวิญญาณครั้งนั้นหยุดลง ภูตวิญญาณกลาง
ฟ้าดินเกิดการวิวัฒนาการ และยังมีสิ่งมีชีวิตใหม่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อสิ่งมีชีวิตมีมากขึ้น เหล่าจักรพรรดิเซียนก็เริ่มรับ
ลูกศิษย์ ในมุมมองของพวกเขา สิ่งมีชีวิตของแดนเซียนพรหม
อย่างไรก็มีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตของแดนเซียนเอกเท
วะ
เผ่าพันธุ์ที่เจียงฉางเซิงสร้างก็เริ่มถูกจักรพรรดิเซียนค้น
พบกันมากขึ้น พวกเขาก็มีนามของตนเองเช่นกัน
เผ่าภูตเซียน!
เผ่าภูตเซียนเกิดมาก็เป็นเซียนพิภพ สามารถควบคุม
สภาพอากาศ แปลงกายเป็นได้ทุกสรรพสิ่ง เพราะเผ่าภูตเซียน
ไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้ จึงทำให้เหล่าจักรพรรดิเซียน
ไม่เกรงกลัวพวกเขา ซ้ำ ยังปลงอนิจจังกับความยุติธรรมของ
มรรคาสวรรค์
ในช่วงเวลาต่อมา เผ่าภูตเซียนได้เป็นเป้าหมายใน
การแย่งชิงของเหล่าจักรพรรดิเซียน จักรพรรดิเซียนแทบ
ทุกคนต่างก็รับภูตเซียนเป็นศิษย์
เจียงฉางเซิงสร้างเผ่าพันธุ์ที่สองขึ้นมา ทว่าเผ่าพันธุ์นี้
ไม่ได้อยู่ในแดนเซียนพรหม แต่อยู่ที่ห้วงสุญญตาของพันมหาโลกา
แต่เรื่องดีอยู่ได้ไม่นาน
เพิ่งปล่อยออกไปได้ไม่กี่พันปี เผ่าพันธุ์นี้ก็ถูกฆ่าล้าง
เผ่าพันธุ์
ดูท่าการจะสร้างเผ่าพันธุ์เพื่อไปเก็บข้อมูลที่พันมหา
โลกาคงยังไม่สมเหตุสมผลพอ
วิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์ของเจียงฉางเซิงยังไม่สามารถ
สร้างเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ในตอนนี้ อีกทั้งพื้นที่อาศัย
ในพันมหาโลกาก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้นด้วย
เจียงฉางเซิงจึงได้แต่วางความคิดนี้ลงก่อน จากนั้นปิด
ด่านฝึกบำเพ็ญต่อ
การฝึกวิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์ทำให้เขาได้รู้แจ้ง
ไม่น้อย เดิมทีเขาก็เข้าใกล้การบรรลุขั้นมากแล้ว ตอนนี้เหลือ
อีกแค่ปราการด่านสุดท้าย
รอเขาบรรลุขั้นไปขั้นถัดไปเมื่อไร เขาก็จะประกาศเรื่อง
การแบ่งภาคส่วนของขั้นพรหมกับเหล่าจักรพรรดิเซียนหลังจากที่เจียงฉางเซิงเริ่มปิดด่านบรรลุขั้นถัดไป แดน
เซียนพรหมก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เหล่าจักรพรรดิเซียนเริ่มปิดด่านกันมากขึ้น บ้างก็ออกเดินทาง
เผยแผ่ลัทธิ สั่งสอนสิ่งมีชีวิต ทำให้แดนเซียนพรหมคึกคัก
มากยิ่งขึ้นกว่าเก่า
หมื่นปีต่อมา แดนเซียนพรหมเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต พลัง
ชีวิตเปี่ยมล้น
ขณะเดียวกัน สงครามนอกแดนเซียนพรหมยังเกิดขึ้นถี่
มากขึ้น ผู้แข็งแกร่งที่คิดจะรุกรานแดนเซียนพรหมมีให้เห็น
มากขึ้น กระทั่งถึงขนาดที่ขั้นพรหมอย่างผู้บรรลุแห่งดาวเหนือ
ยังต้องลงมือ ซ้ำ แล้วยังมีจักรพรรดิเซียนบาดเจ็บสาหัส
ความแข็งแกร่งของมารนอกฟ้าเริ่มฝังลึกลงในใจของทุก
สรรพชีวิตในแดนเซียนพรหมขึ้นทีละนิด
อีกด้านหนึ่ง
ตั้ง
แต่ที่จักรพรรดิสวรรค์ประกาศกฎสวรรค์ของมรรคา
จารย์ ผู้เหินสู่เบื้องบนไม่ใช่แค่ไม่ลดลง ซ้ำ ยังเพิ่มมากขึ้นตัวตนที่ฝึกถึงจักรพรรดิเซียนได้ใช้ชีวิตมาคุ้มค่าแล้ว ยืน
อยู่บนจุดสูงสุดของหนึ่งโลกแล้ว ภายในใจพวกเขาก็ย่อม
มีความหวังและความมั่นใจอันแรงกล้า พวกเขาต่างก็คิดว่า
ตนเองยังพัฒนาขึ้นไปได้อีก
เมื่อมารนอกฟ้ามากันมากขึ้น จักรพรรดิเซียนบางส่วน
ภายในแดนเซียนพรหมก็เริ่มออกไปเพื่อสร้างชื่อเสียงและ
บารมี
ส่วนในแดนเซียนเอกเทวะ ผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ
อัครเซียนยุทธ์ซูอิ๋น
ซูอิ๋นบรรลุขั้นจักรพรรดิเซียนแล้ว ประกอบกับกายทอง
คงกระพันขั้นสูงจึงไร้คู่ต่อกร เขาลงทัณฑ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่
กระทำความผิดไปไม่รู้กี่คน อำนาจบารมีของเขาขึ้นไปจนถึง
จักรพรรดิเซียนในแดนสวรรค์และลงมาถึงทุกสรรพชีวิต
ทุกคนล้วนมองเขาเป็นวีรบุรุษ
… ท่า
มกลางความว่างเปล่า ทุกที่มีแต่เงาร่างที่กำลังต่อสู้
กัน เจียงเจี่ยนยืนอยู่บนศีรษะของมังกรสีทอง กำลังกอดอกมองถงชื่อกับถงเสวี่ยที่กำลังต่อสู้อยู่
‘อัจฉริยะของชะตาเร้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แม้
จะเปลี่ยนไปฝึกวิถีเซียนก็ยังมีพรสวรรค์สูงมาก’
เจียงเจี่ยนปลงอยู่ในใจ ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้เขาปิด
ด่านฝึกบำเพ็ญ ช่วงครึ่งปีมานี้แทบจะไม่ได้ออกมาเลย ในการ
ร่วมรบกับศิษย์ทั้งสอง ถงชื่อกับถงเสวี่ยได้สร้างความตกใจให้
กับเขาอย่างมาก
เพียงแต่ว่า…
เจียงเจี่ยนมองไปที่มารนอกฟ้าเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่
ไม่สบายใจ
ช่วงนี้แดนเซียนพรหมถูกลอบโจมตีถี่มากขึ้นเรื่อยๆ
จำ นวนของศัตรูก็เพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่จะผ่านทางมาที่นี่ คิด
ว่าในแดนเซียนพรหมมีมหาโชควาสนา ดังนั้นจึงคิดที่จะ
รุกราน
ทว่าการที่มีสิ่งมีชีวิตร่อนเร่มากขนาดนี้ ก็แสดงว่าห้วง
สุญญตาเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
วันนี้ เขาได้พบพวกมรรคาอริยะ!คู่ต่อสู้ของถงชื่อกับถงเสวี่ยคือพวกมรรคาอริยะสี่คน
เป็นอริยเทวะสี่คน
เจียงเจี่ยนอยู่ที่ชะตาเร้นมานานมาก ย่อมเข้าใจการต่อสู้
ของมหาวิถีบำเพ็ญหลุดพ้นทั้งสาม เขากังวลว่าไฟสงคราม
จะลามไปถึงวิถีเซียน
“ไม่นึกเลยว่าอัจฉริยะสองคนของชะตาเร้นจะซ่อนอยู่ที่
นี่เอง ในมหาค่ายกลนั่นซ่อนความลับของชะตาเร้นเอาไว้
อย่างนั้นหรือ”
อริยเทวะผู้หนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม จิตสังหาร
ปะทุขึ้น ทำให้พลังของเขาเหนือกว่าเทวะหลุดพ้น
ถงชื่อแค่นเสียงขึ้นจมูก “ข้าก็ไม่นึกเหมือนกันว่าคนของ
มรรคาอริยะจะกล้าโผล่หัวออกมาอีก!”
อริยเทวะจิตสังหารหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆๆ ดูท่าพวก
เจ้าคงยังไม่รู้เรื่องสินะ ชะตาเร้นของพวกเจ้าใกล้จะถูกมรรคา
อริยะตีแตกแล้ว มัชฌิมาพิทักษ์ก็ยังเอาตัวเองไม่รอดเลย
เหมือนกัน!”เมื่อได้ยินดังนั้น ถงชื่อกับถงเสวี่ยก็ขมวดคิ้ว ขณะที่
พวกเขากำลังใจลอยนั้นพลันมีไม้พลองสีเงินฟาดมาจาก
ส่วนลึกของห้วงสุญญตาด้วยความเร็วสูงสุด ทั้งสองคนหน้า
เปลี่ยนสี หลบไม่ทันแล้ว ได้แต่เคลื่อนพลังอาคมตามสัญ
ชาตญาณ
ตึง!
เจียงเจี่ยนมาปรากฏตรงหน้าถงชื่อ ใช้แขนขวารับ
ไม้พลองสีเงิน พลังทั้งสองปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่น
สะเทือนจนหูแทบหนวก ประกายสายฟ้านับไม่ถ้วนไหลผ่าน
ไม้พลองสีเงินเข้ามา จะเข้าสู่ร่างของเจียงเจี่ยน
“หึ!”
ดวงตาแนวตั้งตรงหน้าผากของเจียงเจี่ยนเปล่งแสง
สีทอง ขับไล่ประกายสายฟ้ารอบตัว กระแทกไม้พลองสีเงิน
กระเด็นออกไป
เขาปรายตามองไป เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงส่วนลึกห้วง
สุญญตา รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าแก่ชรา ยังคงอยู่ในท่าถือไม้พลอง เพียงแต่ว่าไม้พลองสีเงินไม่ได้อยู่ในมือเขา แต่
ควบคุมผ่านอากาศ
“อริยราชันมรคา ไม่นึกเลยว่าจะได้พบเจ้าที่นี่!” เจียง
เจี่ยนหรี่ม่านตาลง ไม่ได้เก็บซ่อนจิตสังหารไว้แม้แต่น้อย
อริยราชันมรคาเก็บมือ ไม้พลองสีเงินก็มาปรากฏข้าง
หลังเขา ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าไร้คลื่นอารมณ์ “เจียนเจี่ยน
อัจฉริยะต่างวิถีของชะตาเร้น ข้าชื่นชมเจ้ามาก ออกจากชะตา
เร้นแล้วมาเป็นกำลังให้ข้าเถิด ชะตากรรมของชะตาเร้นอยู่ได้
อีกไม่นานแล้ว มรรคาอริยะจะทำลายชะตาเร้นกับ
มัชฌิมาพิทักษ์ มาเข้าร่วมกับข้าเถิด ข้าพาเจ้าไปได้ไกลยิ่งกว่า
ไปพบโลกที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่าได้”
เจียงเจี่ยนหยิบง้าวสามแฉกสองคมออกมาก่อนจะพูด
ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คำพูดเช่นนี้ แม้แต่ตัวพวกเจ้าเองก็ยังไม่
เชื่อเลยด้วยซ้ำ !”
พูดจบเขาก็กระโดดขึ้น มาปรากฏอยู่ตรงหน้าอริยราชัน
มรคาราวกับคลื่นย้ายในพริบตา ฟันดาบลง สั่นสะเทือนห้วง
สุญญตาอริยราชันมรคาหลบอย่างเร็วไว เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น ผู้
แข็งแกร่งอีกสองคนก็เข้าร่วมการต่อสู้ด้วย ร่างเคลื่อนย้ายไป
มาไม่หยุด พลังเทพที่เกิดจากการต่อสู้แผ่ขยายออกเป็น
วงกว้างมาก ราวกับว่าทั้งห้วงสุญญตากำลังระเบิด
ไม่หยุดหย่อน
ถงชื่อกับถงเสวี่ยหันกลับมุ่งหน้าไปการต่อสู้อื่น
จักรพรรดิเซียนเหาะออกมาจากแดนเซียนพรหมเพื่อ
เข้าร่วมสงครามกันมากขึ้น แต่สถานการณ์รบในครั้งนี้ต่าง
ไปจากเดิม การต่อสู้ไม่ได้จบลงอย่างรวดเร็ว แต่เข้าสู่ความ
ยืดเยื้อ ไม่ใช่แค่ฝ่ายวิถีเซียนที่มีจำ นวนเพิ่มมากขึ้น จำ นวน
ของสิ่งมีชีวิตที่รุกรานมาก็กำลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน
หลายชั่วยามต่อมา
ส่วนลึกของห้วงสุญญตาปรากฏวงแหวนสีม่วงขึ้นหลา
ยวง แผ่ขยายออกอย่างรวดเร็ว ดวงดาราและแผ่นดินอัน
เปลี่ยวร้างมากมายลอยออกมา ด้านบนนั้นล้วนเป็นกองทัพ
เทพของมรรคาอริยะบนแผ่นดินหนึ่งในนั้น บนภูเขาสูง สตรีเสื้อคลุมยาว
กลางหมอกสีเขียวเข้มนั่งอยู่บนบัลลังก์หิน บนเสื้อคลุมของ
นางเต็มไปด้วยลวดลายอักขระแปลกประหลาด สวมกวาน
คล้ายกับกรงเล็บสองอันประกบกัน นางมีท่าทีเกียจคร้าน
เหมือนกำลังงีบหลับ
บุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นตรงหน้านาง ก่อนจะพูดด้วย
น้ำเสียงหนักแน่น “ท่านอัครจักรพรรดิ โลกเบื้องหน้าเกี่ยวข้อง
กับชะตาเร้นอย่างที่ท่านคาดการณ์ไว้จริงๆ พวกเราพบ
อัจฉริยะจากชะตาเร้นสองคน แต่ก็ยังยืนยันไม่ได้ว่าในโลกนั้น
ซ่อนผู้แข็งแกร่งไว้อีกเท่าใด”
สตรีลึกลับผู้นี้คืออริยอัครจักรพรรดิของมรรคาอริยะ
มีนามว่าอริยอัครจักรพรรดิโลภนิมิต กองทัพนี้ก็นำทัพโดย
นาง
อริยอัครจักรพรรดิโลภนิมิตเงยหน้าขึ้นช้าๆ “นิมิตแห่งนี้
ยังไม่สงบพอ ในเมื่อเกี่ยวข้องกับชะตาเร้นก็ทำลายเสียให้
สิ้นซาก จะได้รีบไปรวมกับกองทัพอื่นเพื่อทำลายชะตาเร้น”
“รับคำสั่ง!”บุรุษผู้นั้นหายวับไปทันควัน
อริยอัครจักรพรรดิโลภนิมิตยืดสองมือขึ้นบิดขี้เกียจ ยืด
เหยียดเรือนร่างอันอ่อนช้อยของตน
“ก่อนพวกเจ้าจะตาย ก็จงดื่มด่ำในความฝันอันน่า
เพ้อเจ้อให้เต็มที่เสียเถิด!”
พูดจบ หมอกสีขาวบนใบหน้าของอริยอัครจักรพรรดิโลภ
นิมิตก็หายไป เผยใบหน้าที่งดงามแต่เย็นชาออกมา
ดวงตาของนางสว่างไสวราวกับซ่อนทะเลดาราสองแห่ง
เอาไว้
ขณะเดียวกัน
สวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม ภายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงลืมตาตื่นขึ้น เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อน
จะเอ่ยในใจ ‘นี่มันพลังแห่งมหามรรคาใดกัน’
เขารู้สึกว่ามีพลังหนึ่งจะกระชากเขาเข้าไปในแดนนิมิต
ค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์เกิดช่องโหว่เชื่อม
ไปนอกฟ้า ดังนั้นค่ายกลนี้จึงต้านทานพลังจากภายนอกไม่ได้
อย่างสมบูรณ์เขาแค่เคลื่อนจิตก็ลบล้างพลังนั้นหายไป ทว่าก็ยังไม่คิด
ที่จะลงมือ แต่ให้แดนเซียนพรหมเผชิญหน้าก่อน
ส่วนเขาก็เตรียมจะบรรลุขั้นแล้ว
“ผ่านไปหนึ่งล้านหกแสนปีแล้วจากการบรรลุขั้น
ครั้งก่อน ยาวนานจริงๆ เกือบจะลืมรสชาติของการบรรลุขั้น
ไปแล้ว”
เจียงฉางเซิงยิ้ม ช่วงนี้เขารู้สึกว่าห้วงสุญญตาจะเกิด
เรื่องใหญ่ขึ้น เขารู้สึกได้ว่ามีตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกำลังต่อสู้อยู่
ในดินแดนอันไกลโพ้นมาหลายครั้งแล้ว
เห็นได้ชัดว่ามหาสงครามของวิถีบำเพ็ญหลุดพ้นเข้าสู่
ช่วงใหม่แล้ว
ขณะที่เจียงฉางเซิงกำลังคิดจะบรรลุขั้นนั้น ทุกสรรพชีวิต
ในแดนเซียนพรหมก็เริ่มเข้าสู่ห้วงหลับใหล
“อมิตตาภพุทธ!”
เสียงน่าเกรงขามดังขึ้นพร้อมกับเสียงระฆังดังกึกก้อง
ทุกสรรพชีวิตพลันตื่นขึ้นบริเวณชายขอบแดนเซียนพรหมปรากฏสี่เงาร่างขึ้นมา
นั่นคือราชันมรรคานิพพาน ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือ มหาเถระ
กษิติครรภ์และบรรพจารย์เสวียนถี
“ให้สหายหมื่นพุทธปกป้องแดนเซียนก็แล้วกัน ส่วน
พวกเราออกมาสู้กันเถิด” ราชันมรรคานิพพานกล่าว
บรรพจารย์เสวียนถีลูบเคราพลางพูดยิ้มๆ “ช่วงนี้ข้าเพิ่ง
รู้แจ้งอภินิหารพลิกผันอดีตและอนาคต จะได้ลองวิชาพอดี
เลย”
…………………