เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 60 ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ อายุขัยในวิถียุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 60 ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ อายุขัยในวิถียุทธ์
เจียงฉางเซิงคิดสักพักจึงใช้พลังวิญญาณปลุกเซียวเต้าเทียนให้ฟื้นขึ้นมา เซียวเต้าเทียนได้วิชาหวนชีวันช่วยต่อลมหายใจ เมื่อครู่นี้เพียงแค่เดือดดาลจนหมดสติไปเท่านั้น
ครั้งนี้เจียงฉางเซิงใช้เนตรเทวะลวงตาสะกดจิตเซียวเต้าเทียนเพื่อสอบถามถึงตำแหน่งที่อยู่ของสำนักหลังบัลลังก์หอมังกรมหายาน เซียวเต้าเทียนตอบไปตามจริง หลังจากจดบันทึกรายละเอียดต่างๆ เสร็จแล้ว เจียงฉางเซิงก็ปล่อยให้เซียวเต้าเทียนสิ้นใจตาย
เขาเรียกวั่งเฉินเข้ามาและให้วั่งเฉินลากศพเซียวเต้าเทียนออกไป
วั่งเฉินลงมืออย่างระมัดระวัง สายตาที่เขาเหลือบมองไปยังเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้เขาจะเคยเห็นการต่อสู้ตะลึงหล้าของเจียงฉางเซิงมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่การต่อสู้ในวันนี้ก็ยังทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาใหม่อีกครั้ง
ช่างแข็งแกร่งเหลือประมาณ!
เจียงฉางเซิงรอครู่หนึ่ง ในที่สุดก็มีอักษรบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
[ปีเฉียนอู่ที่สอง เซียวเต้าเทียนแห่งหอมังกรมหายานนำเทวชนสามสิบสองคนมาโจมตี เจ้ารอดชีวิตจากการล้อมโจมตีของพวกเขา พ้นภัยถูกสังหารไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียน นามว่า ‘ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ’]
ยอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียน!
เจียงฉางเซิงพลันมีรอยยิ้มบนใบหน้า รัศมียูไลก็เป็นยอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนด้วยเช่นกัน ซึ่งความแข็งแกร่งของวิชานี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว เขาย่อมตั้งตารอให้ได้ยอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาเริ่มรับการถ่ายทอดฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ รู้สึกประทับใจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
บอกว่าเป็นการขังสวรรค์ เมื่อฝึกเป็นผลสัมฤทธิ์ก็จะสามารถกักขังสวรรค์ได้จริงๆ!
แน่นอนว่าที่เรียกว่าเป็นผลสัมฤทธิ์นั้นก็จำเป็นต้องมีระดับวรยุทธ์ที่สูงขึ้นด้วย
เจียงฉางเซิงย่อยเคล็ดวิชานี้อยู่เงียบๆ
ในเวลาเดียวกัน อารามมังกรผงาดก็ดึงดูดชาวยุทธ์และขุนนางผู้สูงศักดิ์จำนวนมากให้มาห้อมล้อมดู และร่วมส่งศพเหล่าเทวชนแห่งหอมังกรมหายานด้วยสายตา ในขณะที่ศิษย์อารามมังกรผงาดฝังศพให้
ผู้ที่ฝังอยู่ในสุสานวีรบุรุษล้วนเป็นคนระดับสุดยอดยอดฝีมือแห่งหล้าที่มีชื่อเสียงสะท้านยุทธภพทั้งสิ้น ทั้งจี้เชวียแห่งเขาเทียนซาน ดาบคลั่งเยี่ยนหลง นักพรตดาวฟ้า และหลวงจีนเทวะตัดใจ ป้ายหลุมฝังศพแต่ละป้ายทำให้ผู้คนในยุทธภพเลือดลมพลุ่งพล่าน
“อันดับหนึ่งแห่งยุทธภพต้าจิ่ง คงไม่มีข้อโต้เถียงแล้วกระมัง”
“ไม่ใช่แค่อันดับหนึ่งเท่านั้น เห็นชัดอยู่ว่าเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน!”
“อย่างไรก็ดี หอมังกรมหายานก็ทำให้ข้าได้ความรู้ใหม่เรื่องวิถียุทธ์”
“ใช่แล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาว่าก่อนนี้พวกเราก็แค่ลงไม้ลงมือกันเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”
“อาจเป็นไปได้ว่ายุทธภพต้าจิ่งกำลังจะพุ่งทะยานขึ้นแล้วจริงๆ”
ไม่ใช่แค่ผู้คนบนเขามังกรผงาดเท่านั้นที่กำลังพากันวิพากษ์วิจารณ์ ภายในเมืองหลวงก็เป็นเช่นเดียวกัน
เหล่าผู้มีวรยุทธ์จากสำนักหลังบัลลังก์อื่นๆ พากันจากไปอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าเจียงฉางเซิงจะมาพบเห็นเข้า
…
ยามราตรี เจียงฉางเซิงลอบเข้าไปในวังหลวงด้วยการแปลงกลายเป็นนกกระจอกตัวหนึ่ง มุดเข้าไปในห้องทรงพระอักษร จากนั้นก็คืนมาเป็นร่างเดิม
เจียงจื่ออวี้ที่กำลังอ่านฎีกาอยู่ต้องตกใจยกใหญ่
“เมื่อครู่…ท่านมาปรากฏตัวได้อย่างไร…”
เจียงจื่ออวี้เอ่ยเสียงสั่นดวงตาเบิกกว้างเต็มที่ หากเขาไม่ได้มองผิดไป เมื่อครู่นี้มีนกกระจอกตัวหนึ่งบินเข้ามา และเขายังปรายตาไปมองครั้งหนึ่งด้วย
หรือท่านพ่อของเขาจะเป็นปีศาจนกกระจอก
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เป็นวิชาบังตาก็เท่านั้น”
เจียงจื่ออวี้ไม่เชื่อ อย่างไรเขาก็คิดว่าเจียงฉางเซิงสามารถแปลงกายได้ เพราะการต่อสู้ในวันนี้ไม่ใช่แค่ชาวยุทธ์และชาวบ้านทั่วไปเท่านั้นที่ต้องตกตะลึง แม้แต่เขาก็ตกตะลึงด้วยเช่นกัน ในใจของเขา เจียงฉางเซิงต้องไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่
เจียงฉางเซิงเดินมาที่โต๊ะ เอ่ยปากว่า “หากเจ้าต้องการก้าวหน้าในด้านยุทธ์ ยังจำเป็นต้องมียอดเคล็ดวิชาจำนวนมาก พ่อสืบรู้ตำแหน่งสำนักหลังบัลลังก์ของหอมังกรมหายานและที่เก็บซ่อนเคล็ดวิชายุทธ์มาจากปากของเซียวเต้าเทียน เจ้าจงจดบันทึกเอาไว้ วันหน้าให้ส่งคนไปสืบค้น”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงจื่ออวี้ก็รีบวางฎีกาลง หยิบพู่กันกระดาษออกมาและตั้งใจจดลงไป
จวบจนเจียงฉางเซิงพูดจบ เจียงจื่ออวี้ก็มองตำแหน่งที่อยู่บนกระดาษด้วยใจเต้นแรง
แม้หอมังกรมหายานจะพ่ายแพ้ยับเยิน แต่เขาก็เคยเห็นอำนาจที่ทรงอิทธิพลอื่นๆ มาด้วยตาตนเอง ฉะนั้น หากเขามีความสามารถด้านยุทธ์เช่นนี้ได้ก็มิต้องกังวลว่าจะกำราบใต้หล้าและควบรวมราชวงศ์โดยรอบไม่ได้อีกต่อไป!
จากนั้นเจียงฉางเซิงก็เอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาและกล่าวว่า “ช่วยรวบรวมตัวยาที่อยู่บนนี้ให้พ่อสักหน่อย ยิ่งมากยิ่งดี”
เจียงจื่ออวี้รับมาและเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ของเหล่านี้จะนำมาใช้ทำยาใดหรือขอรับ”
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มีเซียนมาเข้าฝันและประทานตำราโอสถให้พ่อเล่มหนึ่ง พ่ออยากทดลองดูว่าจะหลอมสำเร็จหรือไม่”
เจียงจื่ออวี้พยักหน้า แม้ว่าเขายังมีบางคำพูดต้องการเอ่ยแต่ก็ยังกลั้นเอาไว้
จากนั้นเจียงฉางเซิงก็แปลงร่างเป็นนกกระจอกต่อหน้าต่อตาเขา และบินออกไปทางหน้าต่าง เขาเห็นแล้วได้แต่ปากอ้าตาค้าง
…
เพียงพริบตา
เวลาผ่านไปครึ่งปี ในที่สุดแรงกระเพื่อมของการต่อสู้เป็นตายระหว่างเจียงฉางเซิงกับหอมังกรมหายานก็สงบลง ทว่ายุทธภพกลับครึกครื้นยิ่งกว่าเดิม
“จิ๊ๆ ท่านนักพรต ชื่อเสียงน่าเกรงขามของท่านแพร่ไปยังอาณาจักรต่างๆ จนทั่วแล้ว เวลานี้ภายในยุทธภพมีการจัดอันดับหลากหลายประเภท ทั้งสิบยอดปรมาจารย์ สิบยอดเจ้าสำนัก และสิบยอดมือกระบี่ แต่ท่านกลับเป็นเพียงผู้เดียวที่ถูกขนานนามว่า เทพแห่งยุทธ์”
หลี่กงกงนั่งอยู่ข้างๆ เจียงฉางเซิง เอ่ยอย่างตื่นเต้นดีใจยิ่ง ชื่อเสียงของเจียงฉางเซิงยิ่งใหญ่เท่าใด เขาก็ยิ่งมีหน้ามีตามากเท่านั้น
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ล้วนเป็นชื่อเสียงกลวงๆ เท่านั้น”
มุมปากเขาโค้งขึ้น ตัวเขาเองก็สัมผัสได้ถึงชื่อเสียงที่มีเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน เวลาสั้นๆ แค่ครึ่งปี แต้มเช่นไหว้ของเขาก็พุ่งสูงขึ้นเป็นห้าเท่า และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การต่อสู้ครั้งนี้ได้กำไรใหญ่หลวงนัก!
หลี่กงกงเอ่ยต่อว่า “คนของข้าพบว่าหอมังกรมหายานมิได้แยกย้ายกันไปเพราะเหตุนี้ ยังคงมียอดฝีมือจำนวนมากที่ลิงโลดอยู่ หากต้องการถอนรากถอนโคนหอมังกรมหายานนับเป็นเรื่องยากนัก เพราะพวกเขาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มานับพันปี ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าที่แท้แล้วพวกเขามีผู้สืบทอดอยู่เท่าไรกัน”
เจียงฉางเซิงก็รู้ข้อนี้เช่นกัน เพราะครั้งนั้นมีแค่ยอดฝีมืออาวุโสของหอมังกรมหายานมาเท่านั้น การต่อสู้เมื่อครึ่งปีก่อน ไม่มีศิษย์รุ่นหนุ่มสาวของหอมังกรมหายานมาร่วมเลย
ดูคล้ายหอมังกรมหายานตายไปแล้ว แต่ความจริงยังเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้
หลี่กงกงบอกข่าวอีกเล็กน้อยก่อนจะจากไป
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นและนั่งลงตรงหน้าเตาหลอมโอสถ เขาเอ่ยว่า “โอสถจวนเสร็จแล้ว ไป๋ฉีเตรียมตัวทดลองโอสถ”
ไป๋ฉีได้ยินก็สั่นไปทั้งตัว มันพลิกตัวขึ้นมาจากพื้น ฝืนยิ้มแฉ่งเอ่ยว่า “ขอให้บ่าวเว้นระยะไปสักช่วงเวลาหนึ่งได้หรือไม่ โอสถของท่านทำบ่าวทรมานย่ำแย่แล้ว…”
แต่แรกนั้นมันยังตื่นเต้นดีใจ แต่มีครั้งหนึ่งที่กินโอสถเข้าไปแล้วฤทธิ์ของโอสถรุนแรงจนเกือบทำให้ตัวมันระเบิดตาย เคราะห์ดีที่เจียงฉางเซิงมาช่วยไว้ทัน หลังจากครั้งนั้นก็ทำให้มันเกิดเงามืดในหัวใจ
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “โอสถครั้งนี้ไม่รุนแรงเช่นครั้งก่อน ลองดูเถิด”
ไป๋ฉีเป็นทุกข์ใจนัก แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธต่อ จึงได้แต่กัดฟันตอบตกลง
เจียงฉางเซิงเปิดหม้อหลอม ดูดโอสถสามเม็ดออกมาจากระยะไกล แล้วส่งโอสถเม็ดหนึ่งไปตรงหน้าไป๋ฉี ไป๋ฉีสูดหายใจลึกๆ กลืนมันลงไป ตัวเกร็งไปหมดด้วยกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นอีก
ทว่าครั้งนี้มันรู้สึกแปลก เพราะเมื่อโอสถลงคอไปก็ละลายทันที ทั้งตัวเย็นสบายผ่อนคลายเป็นที่สุด มันเบิกตากว้างพบว่าประสาทสัมผัสของตนแจ่มชัดขึ้นอย่างมาก
มันมองเจียงฉางเซิงอย่างไม่อยากจะเชื่อก่อนถามว่า “ท่านนักพรต นี่คือโอสถใด”
เจียงฉางเซิงหัวเราะเหอะๆ แล้วกล่าวว่า “ชื่อว่าโอสถบ่มเพาะจิตสัมผัส”
“โอสถบ่มเพาะจิตสัมผัส…”
ไป๋ฉีทวนชื่อนี้อีกครั้ง พยายามทำความเข้าใจชื่อโอสถนี้
ในเวลาครึ่งปี เจียงฉางเซิงหลอมโอสถออกมาได้สี่ชนิดแล้ว นอกจากโอสถวิญญาณที่ช่วยในการบำเพ็ญเพียรของตนแล้ว เขายังหลอมโอสถล้างไขกระดูกที่สามารถทำให้ชีพจรแข็งแกร่งขึ้นมา เขาให้คนที่ตนเองใส่ใจกินไปแล้ว ซึ่งรวมถึงเจียงจื่ออวี้ด้วย
หลังจากกินโอสถล้างไขกระดูกแล้ว เห็นได้ว่าพื้นฐานร่างกายในการฝึกยุทธ์ของทุกคนแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม แม้แต่ฮวาเจี้ยนซินระยะนี้ก็ยังหมกมุ่นอยู่กับการฝึกยุทธ์
ทว่าเจียงฉางเซิงพบว่าแม้พวกเขาจะกินโอสถล้างไขกระดูกแต่ก็มิได้ทำให้การฝึกฝนในขั้นจักรวาลคืบหน้าอย่างรวดเร็ว หากแม้แต่ขั้นจักรวาลก็ยังไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการบำเพ็ญเซียนเลย
ฮวงชวนที่มีพื้นฐานร่างกายแข็งแกร่งที่สุดเคยบอกว่าตอนที่บรรลุนั้นมักสัมผัสได้ถึงความรู้สึกกดดันอย่างหนึ่งที่ราวกับว่าจะทำให้ตัวเขาแหลกสลายไป
เจียงฉางเซิงเดาว่านี่น่าจะเป็นกฎเกณฑ์แห่งวิถียุทธ์ในฟ้าดิน นั่นเพราะที่นี่ก็คือโลกแห่งยุทธ์
เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน มีเพียงเขาที่สามารถบำเพ็ญเซียนได้ และยิ่งช่วยรับประกันข้อได้เปรียบของตัวเขาด้วย
ส่วนเรื่องที่ภายภาคหน้าคนที่อยู่ข้างกายล้วนต้องชราและตายไปนั้นก็เป็นเรื่องที่จนปัญญา อย่างน้อยเจียงฉางเซิงก็ให้พวกเขาได้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้นในชาตินี้ ก็นับว่าไม่ผิดต่อพวกเขาแล้ว และยังประทับรอยประทับสังสารวัฏบนตัวพวกเขาไว้แล้ว หากมีวาสนาต่อกัน ในชีวิตที่ยาวนานของเขาก็จะต้องได้พบเจอกันอีก
เจียงฉางเซิงถึงกับเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาว่าสามารถใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์เพื่อพยากรณ์ฐานะของคนบางคนเมื่อเกิดใหม่ในภพหน้าได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะได้ไม่ถึงกับต้องควานหาท่ามกลางทะเลมนุษย์และไม่รู้จะไปหาที่ใด
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นกลับเข้าไปภายในเรือน เริ่มกินโอสถบ่มเพาะจิตสัมผัส ประโยชน์ที่แท้จริงของโอสถบ่มเพาะจิตสัมผัส คือทำให้จิตสัมผัสของผู้บำเพ็ญเซียนนั้นแข็งแกร่งขึ้น ไป๋ฉีไม่ได้บำเพ็ญเซียนจึงช่วยเสริมประสาทสัมผัสให้ว่องไวขึ้นเท่านั้น
วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบสงบ เจียงฉางเซิงฝึกตนทุกวัน นานๆ ครั้งจะหาเวลาว่างมาหลอมโอสถ ศิษย์ทั้งหลายก็เติบโตกันหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เขาเป็นห่วง แค่คอยให้คำชี้แนะเล็กน้อยนานๆ ครั้งเป็นพอแล้ว
…
ปีเฉียนอู่ที่สาม เพิ่งผ่านพ้นวันปีใหม่ องครักษ์ชุดขาวจำนวนมากคุ้มกันรถม้าหลายคันกลับเข้าเมือง ดึงดูดให้ชาวบ้านพากันมองและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
เดือนต่อมาฮ่องเต้ก่อตั้งหอเจินอู่ขึ้นในเมืองหลวง และมีประกาศไปทั่วใต้หล้า ไม่ว่าผู้ใดที่สอบผ่านการสอบเคอจวี่ด้านบู๊ก็สามารถเข้าหอเจินอู่เพื่อเลือกเรียนยอดเคล็ดวิชาได้ตามผลการสอบ และยังประกาศว่าต้นแบบของหอเจินอู่ก็คือคลังสมบัติเคล็ดวิชายุทธ์แห่งหอมังกรมหายาน!
ทันใดนั้นชาวยุทธ์ในใต้หล้าก็คึกคักขึ้นมา ต่างเข้าไปสมัครสอบเคอจวี่ในท้องที่ต่างๆ
เวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งปี จำนวนของชาวยุทธ์ที่ราชสำนักสามารถบันทึกเอาไว้ได้มีมากกว่าสองแสนคน กระแสของผู้ฝึกยุทธ์แพร่ไปทั่วทุกซอกมุมในสิบสามรัฐ แม้แต่เด็กเลี้ยงวัวในท้องนาก็ยังรู้เพลงหมัดเพลงเตะ
สามารถมองเห็นได้ด้วยตาว่าวิถียุทธ์ในต้าจิ่งกำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และในเวลาเดียวกันก็ทำให้ราชวงศ์ต่างๆ โดยรอบเกิดความวิตกกังวล
ปีเฉียนอู่ที่สี่
ในที่สุดฮองเฮาก็มีพระประสูติการโอรสแห่งมังกร ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นพี่น้องฝาแฝด เรื่องนี้สร้างความปีติยินดีไปทั่วใต้หล้า เพราะเมื่อฮ่องเต้มีทายาทราชวงศ์จิ่งจึงจะมั่นคง
เจียงฉางเซิงไม่ได้ตั้งตารอหลานทั้งสองคนเป็นพิเศษเท่าใดนัก กลับเป็นฮวาเจี้ยนซินที่เข้าไปเยี่ยมในวังหลวงบ่อยครั้ง
วันนี้เอง
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรมาหาและอุ้มเด็กทารกคนหนึ่งไว้ในอ้อมอก
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ว่าปราณของเด็กทารกคนนี้คล้ายคลึงกับตนอย่างมากจึงพอจะรู้อยู่ในใจ
เมื่อวั่งเฉินพาเหล่าศิษย์ออกไปแล้ว ภายในเรือนจึงเหลือเพียงเจียงฉางเซิงและปราชญ์แห่งสี่สมุทร ส่วนไป๋ฉีกับไป๋หลงก็ไม่อยู่ พวกมันกำลังเพลิดเพลินเพราะบรรดาผู้มาทำบุญกราบไหว้อยู่
“เด็กคนนี้ก็คือองค์ชายรองเจียงหลัว ข้าได้รับพระบรมราชานุญาตจากฝ่าบาทแล้ว และจะพาเขาไปจากต้าจิ่งเพื่อไปฝึกวรยุทธ์ที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช….”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรวางเด็กทารกที่อยู่ในผ้าห่อตัวไว้บนโต๊ะจากนั้นก็ลูบเคราพลางเอ่ย สายตาที่เขามองเจียงหลัวนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตา
เจียงฉางเซิงสังเกตเห็นว่าหว่างคิ้วของเจียงหลัวก็มีปานลวดลายมรรคาอยู่ด้วย
เขาเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็รบกวนท่านดูแลเขาให้มากด้วย”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “วางใจเถิด ที่จริงแล้วก็นับได้ว่าตัวข้าได้เห็นฝ่าบาทเติบโตขึ้นมา จึงใกล้ชิดยิ่งว่าเจียงยวนเสียอีก วันหน้าข้าจะเป็นคนเลี้ยงดูเจียงหลัวจนเติบใหญ่ ข้าย่อมเลี้ยงดูเขาเช่นบุตรชายแท้ๆ เพียงแต่การไปครั้งนี้กว่าเจียงหลัวจะกลับมาเกรงว่าต้องเป็นอีกหลายสิบปี เป็นไปได้ว่าชีวิตนี้เขายากจะได้พบกับฮ่องเต้อีก”
เจียงฉางเซิงนิ่งเงียบขณะจับจ้องเจียงหลัว ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรรวบรวมความกล้ากล่าวไปว่า “ท่านเซียนฉางเซิง เหตุใดไม่เดินทางไปถ้ำสวรรค์สำแดงเดชกับข้าเล่า พละกำลังของท่านเหนือกว่าสิบสำนักหลังบัลลังก์แล้ว แม้ท่านจะแข็งแกร่งแต่หากยังอยู่ที่นี่ก็จะไม่ก้าวหน้าในด้านยุทธ์อีก”
เจียงฉางเซิงส่ายหัวเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ขอบคุณในความหวังดีของท่าน ข้ารับไว้ด้วยใจแล้ว แต่ข้าก็ยังไม่อยากไปอยู่ดี”
ล้อเล่นหรือไร ตัวข้าเพิ่งจะเปิดหมู่บ้าน[1]ใหม่สำเร็จ แล้วจะให้ไป ‘แผนที่ขั้นสูง[2]’ กับเจ้ารึ
เจียงฉางเซิงไม่ได้สนใจถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอะไรนั่นแม้สักนิด
เขาแค่ต้องการอยู่ในเขตอิทธิพลของตน
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรกล่าวว่า “ระดับยุทธ์ยิ่งสูงขึ้นอายุขัยก็จะเพิ่มขึ้น ท่านอยู่ที่นี่จะปกปักษ์ราชวงศ์จิ่งได้นานเท่าใด หนึ่งร้อยปี หรือสองร้อยปีกัน”
เจียงฉางเซิงถามอย่างใคร่รู้ว่า “วิถียุทธ์ทำให้เป็นอมตะไม่ตายได้หรือ”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรกลอกตามองบนกล่าวว่า “ท่านเซียนอย่าได้พูดล้อเล่น ในหล้านี้ไหนเลยมีคนที่ไม่ตาย วิถียุทธ์ก็เพียงทำให้อายุขัยยืนยาวขึ้นเท่านั้น แต่โบราณมาผู้ที่มีอายุยืนยาวที่สุดก็คือบรรพชนฝ่ายบู๊ที่มีอายุถึงแปดร้อยปี แต่นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อหลายพันปีก่อนแล้ว ข้าเคยพบกับผู้ล้ำเลิศด้านยุทธ์ที่มีชีวิตอยู่นานที่สุดก็เพียงแค่สามร้อยกว่าปีเท่านั้น ผู้อาวุโสท่านนั้นนับว่าดำรงอยู่ในฐานะที่ราวกับเทพเซียนในแดนมนุษย์โดยแท้ น่าเสียดายที่กลับคืนสู่สวรรค์ไปแล้ว”
เจียงฉางเซิงได้ฟังจึงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
………………………………………
[1] หมู่บ้าน คือ วิลเลจ (village ) ในเกม
[2] แผนที่ขั้นสูง คือ แอดวานส์ แมพ (advance map) ในเกม