เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 61 เรื่องเล่าของสิบสามรัฐ ผู้สืบทอดวิชาดาบมารสังหารเทพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 61 เรื่องเล่าของสิบสามรัฐ ผู้สืบทอดวิชาดาบมารสังหารเทพ
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรพาเจียงหลัวจากไปแล้ว เจียงฉางเซิงเริ่มคาดหวังกับอนาคตของเจียงหลัว เขาอยากเห็นนักว่าหลังจากเจียงหลัวไปฝึกวรยุทธ์ที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจะประสบความสำเร็จถึงขั้นใด
การจากไปขององค์ชายรองช่างเงียบเชียบ ฮ่องเต้ไม่ประกาศบอกเรื่องนี้กับคนภายนอก
หลายวันหลังจากนั้นฮวาเจี้ยนซินเพิ่งรู้เรื่องนี้ หลังจากถามความกับฮ่องเต้จนกระจ่าง นางก็กลับมาต่อว่าเจียงฉางเซิงทันที
“ไปถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอะไรกัน ฝึกวรยุทธ์กับท่านก็ดีอยู่แล้วมิใช่หรือ” ฮวาเจี้ยนซินสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล นางเฝ้ามององค์ชายน้อยทั้งสองถือกำเนิด รักพวกเขาสุดหัวใจ ตัดใจปล่อยไปไม่ลงอย่างยิ่ง
เจียงฉางเซิงยิ้มให้ “ก็ดีแล้วนี่นา สกุลเจียงต้องมีใครสักคนได้ออกไปเห็นแผ่นดินที่กว้างใหญ่กว่านี้บ้าง แล้วอีกอย่าง ข้าก็อยู่สั่งสอนทายาทรุ่นหลังของจื่ออวี้ทุกรุ่นมิได้เสียหน่อย ลูกหลานย่อมมีโชควาสนาของพวกเขาเอง”
ฮวาเจี้ยนซินถอนหายใจบอกว่า “ก็ใช่ พวกชาวบ้านต่างพากันพูดว่าลูกแฝดในราชวงศ์เป็นลางร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่มีองค์รัชทายาท เจียงหลัวถูกส่งไปที่อื่นเช่นนี้ แผ่นดินนี้ก็คงจะมั่นคงกว่าเดิม”
ตอนนั้นเองจู่ๆ นางก็คิดอะไรขึ้นมาได้จึงถามว่า “สักวันหนึ่ง หากเจียงหลัวกลับมา เขาจะมาแย่งชิงราชบัลลังก์หรือไม่”
เจียงฉางเซิงขบขัน ตอบว่า “อย่าคิดเหลวไหลน่า”
จะว่าไปแล้วตำแหน่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์จิ่งก็เหมือนคำสาปร้าย ทุกคนล้วนไม่เคยได้พบจุดจบที่ดี
ฮวาเจี้ยนซินยิ่งกังวล มือขวากุมข้างแก้ม สายตามองไปยังท้องนภา เห็นชัดว่ากำลังแต่งแต้มจินตนาการบางอย่างใส่สมองของตนเองอยู่
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก มีข้าอยู่นะ”
“หากเจียงหลัวกลับมาห้าสิบหกสิบปีหลังจากนี้เล่า”
“ข้าก็ยังอยู่”
“ก็ได้เจ้าค่ะ หลวงจีนเทวะตัดใจอายุยืนยาวร้อยปีได้ ท่านย่อมทำได้เช่นกัน”
ความกังวลบนใบหน้าของฮวาเจี้ยนซินมลายหายไป นางยิ้มถามว่า “ระยะนี้ หลิงเซียวจะพาคนลงจากเขาไปฝึกวิชาแล้ว ท่านไม่เป็นห่วงหรือ”
หลิงเซียวคือศิษย์คนเล็กของเจียงฉางเซิง เขาเป็นเด็กผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมที่สุดจากเด็กที่เมิ่งชิวซวงเฟ้นหามา แล้วก็เป็นตัวเลือกตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่รุ่นต่อไป แต่จนปัญญาที่เขามีนิสัยขี้อาย แม้แต่ยามอยู่ต่อหน้าเจียงฉางเซิงผู้เป็นอาจารย์คนนี้ก็ยังมีท่าทีอึดอัด
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “เขาอายุสิบเก้าปีแล้ว แม้จะยังอยู่ห่างจากขั้นบรรลุฟ้าอีกช่วงหนึ่ง แต่ได้ลงเขาไปฝึกวิชาสักหนก็ดี ยุทธภพในยามนี้ไม่วุ่นวายปานนั้น”
การต่อสู้ในยุทธภพยังมีอยู่ แต่เพราะผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากไปสอบเข้ารับราชการกันแล้ว บุญคุณความแค้นทั้งหลายจึงน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก
ฮวาเจี้ยนซินหัวเราะ “ข้าชักจะเริ่มคาดหวังแล้วกลับมาเขาจะเปลี่ยนไปเช่นไร”
สายตาของเจียงฉางเซิงมองออกไปด้านนอกเรือน ศิษย์ของอารามมังกรผงาดมีจำนวนมากเกินห้าร้อยคนแล้ว แม้จะไม่มีเจียงฉางเซิง แต่หากมีผิงอันกับฮวงชวนอยู่ พวกเขาก็นับว่าเป็นสำนักใหญ่ในยุทธภพ เมื่อมีเขาอยู่ อารามมังกรผงาดยิ่งเป็นเหมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธภพของต้าจิ่ง
จู่ๆ เขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ตัวเขามิใช่ว่าสมควรลงจากตำแหน่งแล้วเลือกท่านนักพรตคนใหม่ขึ้นมารับตำแหน่งบนฉากหน้าแล้วหรือ ถึงอย่างไรยามปกติเขาก็ไม่จัดการเรื่องอะไรอยู่แล้ว เขาจะหลบเร้นอยู่หลังม่าน ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอารามสูงสุดอย่างเดียวเลยก็ทำได้
จะให้อารามมังกรผงาดเอาแต่พึ่งพาเขามากเกินไปไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากเขาเป็นท่านนักพรตไปตลอด ความลับที่เขาเป็นอมตะย่อมถูกเปิดโปงได้ง่าย
แล้วยังมีข้อดีอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือหากอารามมังกรผงาดไม่มีเขาอยู่ก็จะมียอดฝีมือจากยุทธภพมาโจมตี เขาก็จะแอบกวาดรางวัลรอดชีวิตเงียบๆ ได้อีกด้วย
อืม
รอให้ลูกศิษย์รุ่นเดียวกับเมิ่งชิวซวงสิ้นอายุขัยจากโลกนี้ไปก่อน แล้วเขาจะดำเนินแผนการสละตำแหน่งนี้ แต่ตอนนี้คอยสำรวจดูสถานการณ์ต่อไปอีกหน่อยก่อนก็แล้วกัน
เจียงฉางเซิงขบคิดอยู่เงียบๆ ตอนนั้นเองในหัวใจก็เกิดความรู้สึกปลงอนิจจังขึ้นมา
เวลาช่างรวดเร็วเหลือเกิน!
เขาอดนึกถึงท่านนักพรตชิงซวีไม่ได้ ไม่รู้ว่ายามนี้อาจารย์จะยังอยู่หรือตายไปแล้ว หากยังอยู่ เขาไปอยู่เสียที่ใด
…
ปีเฉียนอู่ที่ห้า พ่อค้าจำนวนไม่น้อยถูกริบทรัพย์ด้วยความผิดนานาประการ เช่น ข่มเหงชาวบ้าน หลบเลี่ยงภาษี จ้างวานสังหารคนเป็นต้น ชาวบ้านต่างชื่นชมยินดี รู้สึกว่าฮ่องเต้รัชสมัยนี้เป็นกษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชา ห่วงใยอาณาประชาราษฎร์
ปีเฉียนอู่ที่หก ทายาทคนที่สามของฉินอ๋องเจียงอวี้หายตัวไปที่ชายแดนกู่ฮั่น ตามหาตัวอยู่ครึ่งเดือนก็ไม่พบร่องรอย ฉินอ๋องกราบทูลฮ่องเต้ สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกู่ฮั่น ฮ่องเต้พิโรธหนัก ส่งราชทูตเดินทางไปสอบถาม ในเวลาเดียวกันก็รวบรวมกองทัพใหญ่ทันที
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น ฮ่องเต้ประกาศเรื่องนี้กับใต้หล้า ทรงผรุสวาทกู่ฮั่นอย่างเกรี้ยวกราดว่าไม่รักษาสัจจะ ลอบสังหารทายาทของฉินอ๋อง ต้าจิ่งจะบุกโจมตีกู่ฮั่น ล้างแค้นให้ทายาทฉินอ๋อง สำแดงศักดาความเกรียงไกรของวิชายุทธ์ในต้าจิ่ง
หนนี้ประชาชนทั้งสิบสามรัฐไม่มีผู้ใดคัดค้าน ไม่มีผู้ใดหวาดกลัว ตรงกันข้ามพวกเขากลับฮึกเหิม นับตั้งแต่ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ทรงรับผู้ฝึกยุทธ์หลายแสนคนเข้ามาในกองทัพแต่ละแห่ง กำลังกองทัพของต้าจิ่งฟื้นกลับไปสู่จุดสูงสุด หรืออาจเหนือกว่าจุดสูงสุดที่เคยมีมาก่อนหน้า
ในเมื่อกู่ฮั่นกล้าบุกรุกชายแดน ต้าจิ่งไฉนจะไม่โต้กลับ
ประโยคสุดท้ายในราชโองการทำให้ปวงประชาในใต้หล้าตื่นเต้นฮึกเหิม แม้แต่ชาวยุทธ์ในยุทธภพก็ชื่นชมความห้าวหาญของฮ่องเต้
“ผู้ใดทำร้ายประชาชนชาวต้าจิ่งของข้า แม้นอยู่ไกลก็ต้องประหาร”
คำพูดนี้เจียงจื่ออวี้ย่อมฟังมาจากเจียงฉางเซิง ตอนที่ฟังเรื่องเล่าของราชวงศ์ฮั่น เขาประทับใจประโยคนี้เป็นที่สุด ยามนี้จึงเอามาใช้กับต้าจิ่งบ้าง
บนหน้าผา เจียงฉางเซิงมองกองทัพใหญ่ที่รวมพลกันอยู่นอกประตูเมืองทิศเหนือด้วยสีหน้านิ่งสงบ
ไป๋ฉีหมอบอยู่ข้างกายเขา พลางจุ๊ปากเอ่ยชม “เผ่ามนุษย์ช่างชอบเอาชนะเสียจริง นี่เพิ่งจะสงบมาได้ไม่กี่ปีก็จะรบกันอีกแล้ว แต่ว่าต้องขอยอมรับเลยว่ากองทัพต้าจิ่งในยามนี้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ผู้นำทัพเป็นคนระดับปรมาจารย์ แล้วยังมีขั้นบรรลุฟ้าอีกเกือบสิบคน แตกต่างจากตอนที่ข้าเพิ่งเข้ามาในต้าจิ่งกันเป็นคนละเรื่องเลย”
ผู้นำทัพระดับปรมาจารย์ที่ว่านั่นก็คือสวีเทียนจี ผิงอันก็ถูกเรียกตัวมาร่วมทัพติดตามไปร่วมศึกด้วย
เจียงฉางเซิงเอ่ยเนิบช้า “ใช่แล้ว ผู้คนบนโลกช่างชอบเอาชนะเสียจริง แม้แต่จักรพรรดิก็เป็นเช่นนี้”
ฮ่องเต้สกุลเจียงช่างมีนิสัยเหมือนกันจริงๆ เจียงยวนอยากยึดครองกู่ฮั่น เจียงจื่ออวี้เองก็เหมือนกัน มิหนำซ้ำความทะเยอทะยานของเจียงจื่ออวี้เห็นชัดว่ามีมากกว่า ไม่ว่าจะชายแดนฝั่งบูรพาหรือประจิมล้วนมีกองทัพจำนวนมากปักหลักประจำการอยู่ พร้อมจะรุกรานอาณาจักรข้างเคียงได้ตลอดเวลา
เจียงฉางเซิงไม่เคยโน้มน้าวเจียงจื่ออวี้ให้เปลี่ยนใจ การทำศึกเช่นนี้อาจชักนำให้สำนักหลังบัลลังก์แห่งอื่นไม่พอใจ แต่นั่นย่อมหมายถึงโอกาสกวาดรางวัลรอดชีวิต
ไม่ว่าจักรพรรดิผู้มีปณิธานยิ่งใหญ่พระองค์ใดล้วนอยากสร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าคนรุ่นก่อน เจียงจื่ออวี้เองก็เป็นเช่นนี้ เขาเผยความทะเยอทะยานอยากยึดครองอาณาจักรทั้งหลายมาตั้งแต่เยาว์วัย เจียงฉางเซิงย่อมขัดขวางมิได้
หากต้าจิ่งต้องการหยัดยืนอยู่ได้ตลอดไป พวกเขาต้องไม่หยุดแข็งแกร่งขึ้น การพัฒนาแว่นแคว้นก็เป็นหนทางแข็งแกร่งขึ้นหนทางหนึ่ง และสงครามก็คือวิธีการสำคัญที่สุดสำหรับเรื่องนั้น ไม่ว่าอย่างไรทรัพยากรกับความสามารถในการผลิตของหนึ่งอาณาจักรก็มีจำกัด หากอาณาจักรแข็งแกร่งมากพอย่อมทำศึกกับผู้อื่น ยกระดับชีวิตประชาชนของตน ลดภัยคุกคามที่ซุ่มซ่อนอยู่ได้
เจียงฉางเซิงย่อมไม่สงสารประชาชนของอาณาจักรอื่น หากกู่ฮั่นกับราชวงศ์จิ้นแข็งแกร่งกว่าต้าจิ่ง พวกเขาก็จะกลืนกินต้าจิ่งเช่นกัน นี่เป็นวิถีของโลกที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
เจียงฉางเซิงมองอยู่สักพักก็หมุนตัวกลับไปฝึกพลังต่อในเรือน
เขาอาศัยโอสถช่วยจนพลังเพิ่มพูนอยู่ตลอด แม้ยังห่างจากวิชามรรคาธรรมชาติขั้นเจ็ดอีกระยะหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ไม่ห่างไกลโพ้นจนเอื้อมไม่ถึงแล้ว
นับจากการเลื่อนขั้นหนก่อนเวลาก็ผ่านพ้นมาสิบเจ็ดปีแล้ว เจียงฉางเซิงใกล้จะลืมเลือนรสชาติของการเลื่อนขั้นเข้าไปทุกที
…
วสันต์และคิมหันต์ผ่านพ้น สารทฤดูย่างกรายมาเยือน
เจียงฉางเซิงฝึกวิชาอยู่ใต้ต้นวิญญาณปฐพี ตอนนั้นเองหลี่กงกงก็สาวเท้าวิ่งเข้ามาจนถึงตรงหน้าเขาแล้วกระซิบว่า “ท่านนักพรต จักรพรรดิตะวันจรัสบรรลุขั้นเทวชนแล้ว หอเพลิงผลาญฟ้ามีขุมกำลังเพิ่มพรวดพราด จึงประกาศว่าก่อนเดือนแปดจะบุกโจมตียอดเขายุทธ์ รวมยุทธภพทางใต้ให้เป็นหนึ่ง
จักรพรรดิตะวันจรัสมีกำลังภายในระดับปรมาจารย์ก็จริง แต่เพิ่งจะไม่กี่ปีเขาก็เลื่อนขั้นได้แล้ว บ่าวสงสัยว่าจะเป็นฝีมือของพรรคพวกที่เหลือของหอมังกรมหายาน พวกเขาอาจอาศัยหอเพลิงผลาญฟ้าเป็นเปลือกแล้วผงาดขึ้นมาอีกครั้ง”
เจียงฉางเซิงฟังจบก็ไม่ใส่ใจสักนิด เขาตอบอย่างไม่อินังขังขอบ “ต่อให้เขาเป็นขั้นเทวชน เขาจะกล้ามาเมืองหลวงหรือ”
ยุทธภพมีสุดยอดยอดฝีมือและอัจฉริยะวัยเยาว์ออกมาท่องใต้หล้าเสมอ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะมีประวัติการต่อสู้อันเกรียงไกรมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่อาจเป็นอันดับหนึ่งในหัวใจของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วใต้หล้า หากพวกเขามิกล้าไปต่อสู้กับเทพแห่งยุทธ์ที่เมืองหลวงเพื่อพิสูจน์ตนเอง
นับตั้งแต่หอมังกรมหายานพ่ายแพ้ ก็ไม่มียอดฝีมือเดินทางมาท้าสู้กับอารามมังกรผงาดอีก ผู้ฝึกยุทธ์ที่มาเยือนต่างเคารพกฎระเบียบ มาจุดธูปเซ่นไหว้บริจาคเงินอย่างว่านอนสอนง่าย
หลี่กงกงหัวเราะหึๆ “เขาย่อมไม่กล้ามา หนนี้บ่าวย่อมไม่ได้มาเตือนท่าน เพียงแต่เห็นว่าก่อนหน้านี้ยุทธภพต้าจิ่งไม่เคยมีขั้นเทวชนมาก่อนก็เท่านั้น”
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่ามีเหตุผล เขาเอ่ยขึ้นมาว่า “สืบดูสักหน่อยว่าจักรพรรดิตะวันตรัสเลื่อนขั้นจากสิ่งใด ข้าสงสัยว่าเขาอาจใช้สมบัติบางอย่างทำให้เลื่อนขั้นเป็นขั้นเทวชน”
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาว่าหอมังกรมหายานควบคุมยุทธภพต้าจิ่งไว้เพื่อทรัพยากรของการฝึกยุทธ์ เขาเคยถามเซียวเต้าเทียนแล้ว สิ่งของพวกนี้พูดไปแล้วก็มีมากมาย ตัวอย่างเช่น ศิลาบรรลุ โสมพันปี เกล็ดโลหิตกิเลน ไหมเหมันต์หมื่นปีเป็นต้น พวกมันมีมากมายหลากหลายชนิด เขาบอกเรื่องนี้กับเจียงจื่ออวี้ไปแล้ว แต่หลายปีมานี้เจียงจื่ออวี้กลับรวบรวมสมบัติล้ำค่าเหล่านี้มาได้ไม่มากนัก
ตามที่เซียวเต้าเทียนบอก เมื่อหลายพันปีก่อนเป็นยุคที่วิถียุทธ์รุ่งเรืองในสิบสามรัฐมากที่สุด ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งสามารถเคลื่อนภูเขาย้ายทะเล สัตว์แปลกประหลาดพิสดารเพ่นพ่านทั่วดินแดน ยามนั้นยังไม่มีอาณาจักร มีเพียงมนุษย์จับกลุ่มเป็นเผ่าเป็นตระกูล หรืออยู่กันเป็นสำนัก ต่อมาไม่ทราบว่าเกิดอันใดขึ้น วิถียุทธ์ในสิบสามรัฐจึงเสื่อมถอย สมบัติมหัศจรรย์อันล้ำค่ารวมไปถึงมรดกวิชายุทธ์เหล่านั้นถูกซ่อนเร้นไว้ในที่เร้นลับทั่วใต้หล้า หอมังกรมหายานฉวยโอกาสยึดครองสิบสามรัฐ ครอบครองทรัพยากรของสิบสามรัฐไว้เพียงผู้เดียวจึงผงาดขึ้นมาแข็งแกร่งจนถึงขั้นควบคุมอาณาจักรโดยรอบ ตั้งตนเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาได้นับพันปี
น่าเสียดายที่แม้ว่าสมบัติล้ำค่าหายากเหล่านั้นจะช่วยเพิ่มเลือดและลมปราณให้ผู้ฝึกยุทธ์บรรลุระดับขั้นได้ แต่คุณสมบัติร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องมีความเข้ากันประมาณหนึ่งถึงจะใช้งานได้ หากฝืนกินสมบัติบางอย่างเข้าไปร่างกายกลับจะระเบิดจนตาย แม้แต่หอมังกรมหายานก็ยังคาดเดาได้ไม่แม่นว่าผู้ฝึกยุทธ์คนใดควรต้องใช้สมบัติล้ำค่าชิ้นใดจึงจะบรรลุกลายเป็นขั้นเทวชน พวกเขาจึงมักจะเสียอัจฉริยะไปหลายสิบคนหรือมากกว่านั้น แลกกับการที่ภายในร้อยปีมีขั้นเทวชนถือกำเนิดขึ้นมาเพียงคนเดียว แต่นั่นก็มากพอจะให้หอมังกรมหายานหยัดยืนท่ามกลางสิบสำนักหลังบัลลังก์แล้ว
หลี่กงกงตอบรับ “ได้ หลังข้าลงจากเขาจะจัดการสืบเรื่องนี้ให้ขอรับ”
ลูกตาของเขากลอกไปมาวูบหนึ่งแล้วบอกว่า “ท่านนักพรต บ่าวมีเรื่องหนึ่งต้องการขอร้อง มิทราบว่าสมควรพูดหรือไม่”
เจียงฉางเซิงเหล่มองเขาแล้วเอ่ยว่า “ว่ามาเถิด”
“บ่าวล่วงเข้าสู่บั้นปลายชีวิตแล้ว เหลือชีวิตอีกไม่กี่ปี ยามนี้ขุมกำลังที่อยู่ในมือจำเป็นต้องมีคนสืบทอด แม้บ่าวจะไร้ความสามารถมิอาจให้กำเนิดบุตร แต่ก็มีบิดามารดาให้กำเนิดมา ข้ามีน้องชายอยู่คนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองหลวง หลานชายของเขามีพรสวรรค์ดีไม่เลว สอบเข้ารับราชการฝ่ายบู๊ได้แล้ว บ่าวอยากแนะนำหลานชายคนนี้ หากท่านนักพรตช่วยสั่งสอนเขาสักอย่างสองอย่างจนความสามารถของเขาแข็งแกร่งขึ้น หลังจากนี้เขาคงทำงานให้ท่านนักพรตได้ดีกว่าเดิม”
หลี่กงกงพูดอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าเจียงฉางเซิงจะไม่พอใจ
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “วันพรุ่งนี้ เจ้าก็พาเขาขึ้นเขามาเถิด”
ความรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เขาเข้าใจเรื่องนี้ดี หลายปีที่ผ่านมาหลี่กงกงก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากจริงๆ
หลี่กงกงโขกศีรษะขอบคุณทันที หลังจากนั้นก็ลงเขาไปอย่างยินดีปรีดา
ยามเที่ยงวันต่อมา หลี่กงกงก็พาหลานชายคนนั้นเดินทางมาพบ คนผู้นี้มีนามว่าหลี่หมิ่น มองดูแล้วอายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี รูปร่างองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สวมอาภรณ์เยี่ยงชาวยุทธ์ ยามยืนเคียงข้างกับหลี่กงกงผู้แผ่นหลังงองุ้มท่าทีพินอบพิเทา ยากจะจินตนาการว่าพวกเขามีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกัน
หลี่หมิ่นได้พบหน้าเจียงฉางเซิงก็ตื่นเต้นมาก แต่เขาข่มอาการไว้เป็นอย่างดี
เจียงฉางเซิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “หลี่กงกง กลับไปเถิด”
หลี่กงกงพยักหน้า หลังจากนั้นก็หันไปมองหลี่หมิ่นแล้วกำชับว่า “ต้องเชื่อฟังรู้หรือไม่ อย่าเถียงเหมือนตอนอยู่กับข้าเด็ดขาด หากเจ้าทำให้ท่านนักพรตโมโห ไม่ต้องให้ท่านนักพรตลงมือ ข้าจะฟาดเจ้าให้ตายเสียก่อน!”
หลี่หมิ่นพยักหน้า แววตาฉายแววจนปัญญาอยู่เล็กน้อย
หลังหลี่กงกงจากไป เจียงฉางเซิงก็สำรวจดูหลี่หมิ่น
เด็กคนนี้อายุยังน้อยแต่ใกล้บรรลุขั้นเบิกญาณแล้ว พรสวรรค์ไม่เลวจริงๆ
“เจ้าอยากเรียนวรยุทธ์เช่นไร” เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม
หลี่หมิ่นลูบดาบคู่กายตรงเอวแล้วตอบอย่างตั้งอกตั้งใจว่า “ผู้เยาว์ต้องการร่ำเรียนวิชาดาบขอรับ”
เขาขัดเขินเล็กน้อย เพราะจริงๆ แล้วเขาก็ไม่เคยได้ยินว่าท่านเซียนฉางเซิงใช้ดาบมาก่อน
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม “ได้ ข้ามีวิชาดาบอยู่วิชาหนึ่ง ไม่มีผู้ใดร่ำเรียนพอดี วิชาดาบนี้กร้าวแกร่งรุนแรงยิ่งนัก นับว่าเป็นวิชายุทธ์ที่ฝึกฝนบรรลุได้เร็ว ยามจนตรอกยังสามารถระเบิดพลังก้าวข้ามระดับขั้นพลังของตนเองได้ด้วย แต่ต้องสูญเสียอายุขัยสักหน่อย”
หลี่หมิ่นดวงตาเป็นประกายตอบว่า “มีเพียงยามจนตรอกที่จะสูญเสียอายุขัยหรือขอรับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ยามปกติจะผลาญพลังไม่มากจึงไม่บั่นทอนอายุขัย”
“ผู้เยาว์อยากเรียนขอรับ”
แค่ได้ยินว่าเป็นวิชายุทธ์ที่ร่ำเรียนบรรลุได้เร็ว หลี่หมิ่นก็หวั่นไหวแล้ว
เจียงฉางเซิงเริ่มถ่ายทอดวิชาดาบมารสังหารเทพให้หลี่หมิ่น
สาเหตุที่ถ่ายทอดวิชาดาบมารสังหารเทพให้เป็นเพราะว่าแม้หลี่หมิ่นจะมีพรสวรรค์ดีเยี่ยม แต่ก็ยังไม่ใช่พรสวรรค์เป็นเลิศ บวกกับเขาเติบใหญ่แล้ว หากร่ำเรียนวิชายุทธ์อื่น ยากจะที่จะก้าวไปถึงขั้นบรรลุฟ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับขั้นที่สูงกว่า เจียงฉางเซิงต้องการให้หลี่หมิ่นแข็งแกร่งมากพอจะลักลอบเข้าไปในถ้ำเสือบึงมังกร
ในเรือนของเจียงฉางเซิงจึงมีคนมาร่ำเรียนวรยุทธ์เพิ่มอีกหนึ่งคนด้วยประการฉะนี้
หลังจากฮวงชวนเห็นเขา ทั้งสองคนก็ประลองฝีมือกันหนึ่งยก หลี่หมิ่นไร้กำลังโต้ตอบ สิ่งนี้ทำให้เขาเคารพยำเกรงท่านนักพรตฉางเซิงมากขึ้นอีก เพียงลูกศิษย์คนเดียวของอีกฝ่ายก็เอาชนะเขาได้อย่างง่ายดายแล้ว ช่างเก่งกาจจริงๆ
ไปๆ มาๆ ฮวงชวนกับหลี่หมิ่นกลับมีนิสัยเข้ากันดีมากจึงกลายเป็นสหายรัก
ครึ่งปีหลังจากนั้น หลี่หมิ่นก็เริ่มจับทางวิชาดาบมารสังหารเทพได้ ตอนนั้นเองฮวาเจี้ยนซินก็นำข่าวเรื่องหนึ่งมาบอก
“ราชวงศ์จิ้นเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ฮ่องเต้ราชวงศ์จิ้นถูกสังหารกลางดึก ทั้งราชวงศ์ถูกสังหารจนสิ้น ศพถูกแขวนหน้าประตูวังหลวง เหมือนเป็นการกระทำของยอดฝีมือด้านวรยุทธ์ ค่ายทหารที่ประจำการอยู่แนวหน้าได้รับจดหมายลึกลับฉบับหนึ่ง เตือนต้าจิ่งว่าหากกล้าย่างเท้าข้ามชายแดนมาอีก ฮ่องเต้ต้าจิ่งจะต้องตายในวังหลวง เดินตามรอยฮ่องเต้ราชวงศ์จิ้น”
เจียงฉางเซิงฟังจบ สีหน้ากลับเรียบเฉย หลบอยู่ในเงามืดเงียบๆ มาหลายปี ในที่สุดก็มีคนอดทนไม่ไหวเสียแล้วหรือ
…………………………………………………………….