เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 763 ความปั่นป่วนของมิติเวลา
สนทนาอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดจักรพรรดิสวรรค์ก็อดทนต่อไม่ไหวแล้ว เขาทำใจกล้าเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ขอท่านได้โปรดช่วยเป็นกำลังให้แดนสวรรค์อีกแรงด้วยเถิด!”
พอกล่าวคำพูดนี้ออกไปได้ ในอกของเขาก็โล่งขึ้นทันตา
วิถีเซียนแข็งแกร่งรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน สรรพชีวิตทั้งหลายต้องการเทพเซียนน้อยลงทุกที หนทางทำให้อายุขัยยืนยาวมีมากมายนัก มิหนำซ้ำเข้าร่วมลัทธิอื่นก็ไม่ต้องคอยรับใช้สรรพชีวิตทั้งหลาย สถานการณ์นี้ทำให้ความน่ายำเกรงของแดนสวรรค์น้อยลงทุกที โชคยังดีที่แดนสวรรค์คือคณะเทพเซียนที่มรรคาจารย์มอบอำนาจให้ ลัทธิแต่ละแห่งจึงไม่กล้าล่วงเกิน
เจียงฉางเซิงหัวเราะแล้วถามว่า “เจ้าอยากให้ข้าช่วยเจ้าอีกแรงอย่างไรเล่า”
เขาเมตตาสรรพชีวิตก็จริง แต่เขาย่อมไม่ยึดถือความเท่าเทียมเสียทุกอย่าง เขายินดีให้อภิสิทธิ์ที่ดีกว่าให้คนข้างกายบ้าง ยิ่งกับบุตรชายแท้ๆ ของตนเองยิ่งแล้วใหญ่
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินกลับทำท่าลำบากใจ เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรขออะไรจึงจะเหมาะสม
จะให้ท่านพ่อเทศนาสั่งสอนวิชาแก่แดนสวรรค์ที่เดียวก็คงไม่ได้กระมัง
ประทานสมบัติอาคมให้ก็ไม่มากพอจะเปลี่ยนสถานการณ์ในตอนนี้ของแดนสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์จมจ่ออยู่กับการใคร่ครวญครู่หนึ่ง
เจียงฉางเซิงรออยู่สักพักก็คลี่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ ไม่ต้องคิดแล้ว ข้าจะมอบสิทธิ์ปกครองโลกอนธการให้แดนสวรรค์ แต่จงจำไว้ มิว่าผู้ที่เข้าไปในโลกอนธการจะได้รับโชควาสนาประการใดมา แดนสวรรค์ห้ามบังคับแย่งชิงไปเด็ดขาด สิ่งที่แดนสวรรค์ต้องทำคือรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่อนุญาตให้เกิดการต่อสู้ถึงตายในโลกอนธการ ส่วนจำนวนผู้ที่เข้าไปในโลกอนธการก็ให้เจ้าเป็นผู้กำหนด พึงจำไว้ว่าจำนวนสิทธิ์ที่จะเข้าไปในโลกอนธการแต่ละครั้ง แดนสวรรค์ห้ามเก็บไว้เองเกินสองส่วน”
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินประโยคนี้ก็ตกตะลึง ตามมาด้วยยินดีกับผลที่เหนือความคาดหวังหนนี้
ตำนานเกี่ยวกับโลกอนธการเล่าลือขจรขจายมานานแล้ว สรรพชีวิตอาจลืมเลือนมัน แต่ลัทธิใหญ่ทั้งหลายย่อมจดจำมันได้ คิดไม่ถึงว่าท่านพ่อจะมอบสิทธิ์นี้ให้แดนสวรรค์
ไม่รอให้จักรพรรดิสวรรค์คำนับขอบคุณ เจียงฉางเซิงก็เอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง “หากมีเทพเซียนกระทำเรื่องมิควร จะต้องลงโทษสถานหนัก ไม่ว่าเขามีความเป็นมาเช่นไร ต่อให้เป็นบุตรชายของเจ้า หรือต่อให้เป็นตัวเจ้าเอง ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแสนสาหัส อาจถึงขั้นต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏชั่วนิรันดร์”
จักรพรรดิสวรรค์รีบเอ่ยรับประกันว่า “ท่านพ่อ ท่านวางใจเถิด ข้าจะควบคุมแดนสวรรค์เป็นอย่างดี!”
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น ส่งป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งมาให้ ป้ายชิ้นนี้เป็นป้ายคำสั่งสีม่วง ด้านบนสลักคำว่าอนธการเอาไว้ มันสามารถเปิดทางเข้าออกเพื่อเดินทางไปโลกอนธการ ในขณะเดียวกันยังใช้ป้ายคำสั่งนี้ สอดส่องโลกอนธการทั้งใบได้อีกด้วย เจ้าสิ่งนี้นับว่าเป็นยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ มีพลังโชคชะตาของมรรคาสวรรค์แฝงอยู่ในนั้น
จักรพรรดิสวรรค์รับป้ายคำสั่งชิ้นนี้มาอย่างระมัดระวัง ในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีและความซาบซึ้ง
ยิ่งอยู่สูงเท่าไร เรื่องที่ต้องคิดก็มากมายขึ้นเท่านั้น เขากลัวว่าเจียงฉางเซิงจะดูแคลนเขา กลัวทำให้เจียงฉางเซิงผิดหวัง กลัวสรรพชีวิตทั้งหลายจะพูดกันว่าเขาดีแต่พึ่งพาบิดา ความกังวลมากมายเหลือคณารัดรึงตัวเขา แต่พอวันนี้เดินทางมาถึง คิดไม่ถึงเลยว่าบิดาจะรับปากเขาง่ายดายถึงเพียงนี้
บางทีเขาอาจคิดมากเกินไปมาก
จักรพรรดิสวรรค์อดใจไม่ไหวจึงถามว่า “ท่านพ่อ หลังจากนี้ข้าแวะมาหาท่านบ่อยๆ ได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ข้าห้ามไม่ให้เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไรกัน”
นั่นสิ ท่านพ่อไม่เคยเอ่ยคำพูดทำนองนั้นเสียหน่อย มีแต่เขาเองที่กลัวจะมารบกวนท่าน
หลังจากนั้น สองพ่อลูกก็สนทนาสัพเพเหระกันต่อ หลังจากวางความกดดันลงได้แล้ว จักรพรรดิสวรรค์ก็เริ่มพูดมากขึ้น เขาเล่าเรื่องน่าขบขันของลูกหลานของตนให้ฟัง
บุตรชายบุตรสาวของเขามีอยู่มากกว่าหนึ่งพันคน เด็กรุ่นหลานยิ่งมีเกินหนึ่งแสน ปกติแล้วเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับคนรุ่นหลัง เพราะเขาหวังว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลานจะมียอดอัจฉริยะผู้ล้ำเลิศโผล่มาบ้าง แต่จนปัญญาที่โชคชะตาเล่นตลก ตราบจนวันนี้ก็ยังไม่มีบุตรชายบุตรสาวหรือหลานคนใดก้าวข้ามเจียงอี้ได้ แม้แต่แซงเจียงซั่น ก็ยังไม่มีผู้ใดทำได้ด้วยซ้ำ
บางทีมรรคาสวรรค์อาจกลัวว่าเขาจะมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งมากเกินไป
หลายชั่วยามต่อมา จักรพรรดิสวรรค์ก็คำนับเจียงฉางเซิงกับมู่หลิงลั่วแล้วลากลับ
มู่หลิงลั่วถอนหายใจ “น่าประหลาดใจเสียจริง บุตรชายของพวกเราหวาดกลัวพวกเรา ส่วนบุตรสาวก็นิสัยเย็นชานัก”
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ขืนพวกเขามาวอแวกับเจ้าทุกวันจริงๆ เดี๋ยวเจ้าก็รำคาญอีกนั่นแหละ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถิด อีกอย่างหากเราไม่ใกล้ชิด ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะสูญเสีย”
ทั้งสองสนทนากันครู่หนึ่ง เจียงฉางเซิงก็เลื่อนสายตาไปมองกุยหลีในโลกแห่งมรรคา
สาวน้อยคนนี้ตั้งแต่เหาะลงมาอยู่หน้าอนธการได้ก็ไม่ลุกอีกเลย นางนั่งสมาธิวิปัสสนาอยู่ตลอด ระดับขั้นของนางเพิ่มพูนเร็วนัก นางเป็นเทพแห่งมรรคาสวรรค์แต่นางก็มีระดับขั้นบำเพ็ญของตนเช่นกัน นางแตกต่างจากเทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมาร เพราะนางนับว่าเป็นปัจเจกบุคคลที่มีตัวตนครบถ้วนสมบูรณ์คนหนึ่ง นางแค่ดำรงอยู่ด้วยวิธีการที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นก็เท่านั้น
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม หลังจากนั้นก็หลับตาลงวิปัสสนา จมดิ่งอยู่กับการวิวัฒน์ของมหามรรคาอนธการต่อ
เมื่อสรรพชีวิตในวิถีเซียนหันมาฝึกบำเพ็ญมหามรรคาอนธการก็มีส่วนช่วยอนธการให้เติบใหญ่ขึ้น ผลลัพธ์นี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แม้แต่เจียงฉางเซิงก็ยังตื่นเต้นกับมันอยู่นิดหน่อย เขาไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
ระหว่างนั่งวิปัสสนา เขาก็ไม่ละเลยที่จะจับตาดูพันมหาโลกาไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤทธาจารย์กับมรรคาจารย์ด้านมืด
…
นับตั้งแต่จักรพรรดิสวรรค์กลับไปจากตำหนักเมฆาม่วง เวลาก็ไหลผ่านไปหมื่นปี จักรพรรดิสวรรค์ประกาศบอกทั่วทั้งวิถีเซียนว่าโลกอนธการกำลังจะเปิดต้อนรับผู้คน ลัทธิบุญบารมีขนาดใหญ่ทั้งหลายมายื่นขอสิทธิ์จากแดนสวรรค์ เพื่อเข้าไปในโลกแห่งนั้นเป็นกลุ่มแรกได้ เขาอาศัยพลังโชคชะตาของมรรคาสวรรค์ทำให้เสียงของเขาลอยไปถึงโลกทุกใบในอาณาเขตพลังโชคชะตาของมรรคาสวรรค์
ทั่วทั้งวิถีเซียนฮือฮาในทันใด!
โลกอนธการ นั่นเป็นถึงแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเซียนที่มรรคาจารย์สร้างขึ้นมาเชียวนะ!
ขั้นพรหมทั้งหลายที่ตั้งตาคอยมาแสนนานต่างอดใจไม่ไหว ด้วยเหตุนี้แดนเซียนพรหมจึงครึกครื้นเป็นพิเศษ สมบัติอาคมกับพาหนะจากลัทธิใหญ่แต่ละแห่งจอดนิ่งอยู่นอกพิภพมากมายนับไม่ถ้วน ภาพนั้นช่างอลังการยิ่งนัก
เรื่องของโลกอนธการ เจียงฉางเซิงมอบอำนาจให้จักรพรรดิสวรรค์จัดการทั้งหมด เขาเชื่อว่าจักรพรรดิสวรรค์จะสร้างผลประโยชน์ให้วิถีเซียนและยกฐานะของแดนสวรรค์ได้พร้อมกัน
โลกอนธการจะเปิดออกหนึ่งครั้งทุกหนึ่งแสนปี ผู้ที่ได้เข้าไปล้วนเป็นยอดอัจฉริยะชั้นหนึ่งของวิถีเซียนและผู้มีบุญบารมีมหาศาลทั้งหลาย พวกเขาจะต้องอาศัยโลกอนธการทำให้ตนเองก้าวหน้าดุจผลัดร่างเปลี่ยนกระดูกได้อย่างแน่นอน
กาลเวลาผันผ่าน การเปิดโลกอนธการครั้งแรกดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่ง หลังจากนั้นวิถีเซียนก็หวนกลับคืนสภาพเดิมต่อไปอีกหนึ่งแสนปี จนมาถึงการเปิดโลกอนธการครั้งที่สอง ยอดอัจฉริยะรุ่นใหม่ทั้งหลายเดินทางมายังโลกอนธการ ส่วนยอดอัจฉริยะทั้งหลายที่ฝึกบำเพ็ญในโลกอนธการครบหนึ่งแสนปีก็เดินทางออกมา การหวนกลับมาของพวกเขาสร้างความตื่นตะลึงครั้งใหญ่ให้แก่วิถีเซียน
นอกจากขั้นพรหมเซียนทอง ยอดอัจฉริยะทั้งหมดต่างเลื่อนขั้น ขั้นพรหมเซียนทองเพิ่มจำนวนรวดเดียวหลายสิบคน
บททดสอบพรสวรรค์กับสติปัญญาไม่เกี่ยวข้องกับอายุ พวกผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่มานาน บางคนแค่มีฝีมือโดดเด่นเมื่อสมัยขั้นใดขั้นหนึ่งก็อาจถูกนับว่าเป็นยอดอัจฉริยะแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่ขั้นพรหมร่างเทวะทุกคนที่คว้าสิทธิ์เข้าไปในโลกอนธการได้ มีเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้นที่ได้เข้าไป
วิถีเซียนบ้าคลั่งอย่างสมบูรณ์ การแย่งชิงสิทธิ์เข้าไปในโลกอนธการรอบต่อไปกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของลัทธิใหญ่ต่างๆ
กาลเวลาผันผ่าน พัฒนาการอันรวดเร็วของวิถีเซียนดึงความสนใจจากวิถีบำเพ็ญอื่น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็เพราะหายนะที่เกิดจากภูตมรรคาเริ่มเบาลงแล้ว ภูตมรรคาเหมือนกำลังล่าถอย การโจมตีไม่รุนแรงเท่าแต่ก่อนอีกต่อไป
วิถีบำเพ็ญจำนวนหนึ่งที่หลุดพ้นจากภัยพิบัติของภูตมรรคาแล้วเริ่มเดินทางมาเยี่ยมเยียนวิถีเซียนเพื่อสืบข่าวคราว พร้อมกับคาดหวังว่าจะได้บางอย่างจากวิถีเซียนกลับไป
วิถีเซียนเปิดกว้างกับภายนอก แล้วยังยอมรับความหลากหลาย วิถีบำเพ็ญอื่นอยากร่ำเรียนวิชาเซียนมิใช่เรื่องยาก นี่จึงเป็นสาเหตุให้วิถีเซียนมีพันธมิตรมากขึ้นทุกวัน ถึงอย่างนั้นวิถีเซียนก็ยังแตกต่างจากวิถีบำเพ็ญอื่น วิถีบำเพ็ญอื่นมักผูกสัมพันธ์สร้างพันธมิตรในฐานะวิถีบำเพ็ญ แต่วิถีเซียนผูกสัมพันธ์สร้างพันธมิตรโดยใช้ลัทธิต่างๆ ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์จึงสลับซับซ้อนยิ่ง ตราบจนบัดนี้ก็ยังไม่มีวิถีบำเพ็ญใดได้รับมิตรภาพจากวิถีเซียนทั้งหมดมาก่อน ไม่ว่าอย่างไรผู้ที่ตัดสินใจในฐานะวิถีเซียนทั้งหมดได้ก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แล้วท่านผู้นั้นก็ช่างพบตัวยากเหลือเกิน
มรรคาจารย์เป็นผู้มีเมตตาและเที่ยงธรรมในวิถีเซียน แต่สำหรับวิถีบำเพ็ญในพันมหาโลกา เขาคือความน่ากลัวอันไร้จุดสิ้นสุด วิถีบำเพ็ญทั้งหลายต่างไม่กล้าขอพบมรรคาจารย์ พวกเขาได้ยินมาว่ามรรคาจารย์อ่านใจผู้คนได้ทะลุปรุโปร่ง เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากปากของขั้นพรหมเซียนทองจำนวนมากมาแล้ว
เรื่องราวดำเนินไปเช่นนี้ จนผ่านไปอีกหนึ่งล้านปี
วิถีเซียนปรับตัวเข้ากับการมีอยู่ของโลกอนธการได้แล้ว แม้ยังไม่มีอัครจักรพรรดิเซียนถือกำเนิดขึ้นมา แต่พลังของขั้นพรหมเซียนทองก็แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน พวกเขาเริ่มไม่พอใจปัจจุบันที่เป็นอยู่ จึงย่างเท้าไปเยือนอดีตและอนาคตเพื่อค้นหาแก่นแท้แห่งมรรคา
เจียงฉางเซิงไม่กลัวผู้อื่นเข้าไปแตะต้องชะตาของตน เพราะเขาหลุดพ้นแล้ว ไม่มีผู้ใดย้อนกลับไปในอดีตของเขาได้อีก ขั้นพรหมทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับเขา นับตั้งแต่บรรลุขั้นพรหม ร่างจริงของขั้นพรหมทั้งหลายก็ไม่อยู่ในอดีตหรืออนาคตอีกต่อไป ในอดีตกับอนาคตเหลือเพียงร่างจำแลงจิตของพวกเขา ตายไปก็ไม่ส่งผลกระทบอันใดต่อร่างต้น ดังนั้นย่อมไม่มีผู้ใดอยากย้อนอดีตไปจัดการขั้นพรหม เพราะการทำเช่นนั้นมีแต่จะได้ความโกรธแค้นของขั้นพรหมตอบแทนกลับมา
ทว่าเมื่อขั้นพรหมทั้งหลายพากันแสวงหาแก่นแท้แห่งมรรคาอย่างบ้าคลั่ง มิติเวลาของวิถีเซียนก็ยุ่งเหยิงต่อกันเป็นเวลานาน จนเกิดผลสะท้อนกลับแห่งกรรมของมรรคาสวรรค์ มันคล้ายกับผลสะท้อนกลับแห่งกรรมของมหามรรคา แต่ผลสะท้อนกลับนี้เกิดมาจากพลังของมรรคาสวรรค์ มันส่งผลให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามถือกำเนิดขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง ราชันเซียนกาลเวลาผู้ทิ้งตำนานไว้สมัยภัยพิบัติสิ้นกัลป์หนก่อนก็ก้าวออกมา เขาเดินทางข้ามผ่านกาลเวลาไปทั่วทุกหนแห่งเพื่อจับตัวขั้นพรหมผู้โอหังเหิมเกริมเหล่านั้น แม้แต่ขั้นพรหมเซียนทองก็ยังถูกเขากำราบ ชื่อเสียงของเขาจึงโด่งดังขึ้นมาอีกครั้ง
ผลงานการต่อสู้หนแล้วหนส่งผลให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้โด่งดังอันดับหนึ่งใต้มรรคาสวรรค์ภายในเวลาสั้นๆ ห้าหมื่นปี ชื่อเสียงของเขาทะยานขึ้นไปเหนือนักบุญมรรคาสวรรค์เจียงอี้และอัครจักรพรรดิเซียนอู่จี้ จักรพรรดิสวรรค์ถึงขั้นแบ่งบุญบารมีส่วนหนึ่งของแดนสวรรค์ให้แก่ราชันเซียนกาลเวลาเพื่อชื่นชมการกระทำอันยิ่งใหญ่ของเขา นามของราชันเซียนกาลเวลาจึงกระเดื่องเลื่องลือมากขึ้นอีก
วันหนึ่ง พระแม่ฝูหยวนก็เป็นตัวแทนตำหนักเมฆาม่วงมาเชิญตัวราชันเซียนกาลเวลา ไม่รู้ว่าผู้ใดแพร่งพรายข่าวนี้ออกไป แต่มันแพร่สะพัดไปทั่วแดนเซียนพรหมอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็ลือต่อไปถึงสรวงสวรรค์หมื่นโลกาของวิถีเซียน ตำนานของราชันเซียนกาลเวลาจึงโด่งดังขึ้นอีกขั้น
ภายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เขามองสำรวจราชันเซียนกาลเวลา ยิ่งมองก็ยิ่งพอใจ
ราชันเซียนกาลเวลาสวมอาภรณ์สีขาวดุจขนนกกระเรียน สง่างามสมเป็นเซียน เรือนร่างองอาจผึ่งผาย เผยความสง่างามของราชันเซียนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยในด้านภาพลักษณ์ก็นับว่ายอดเยี่ยม
คนผู้นี้ไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับเจียงฉางเซิงแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่มีกรรมเกี่ยวพันเป็นสหายเก่าในอดีตของเขาด้วย ถึงอย่างนั้นเจียงฉางเซิงก็ยังคาดหวังในตัวเขา เพราะนี่คือยอดอัจฉริยะชั้นเลิศที่วิถีเซียนของเขาให้กำเนิดขึ้นมา
ราชันเซียนกาลเวลาภายนอกดูเหมือนเยือกเย็น แต่ความจริงหัวใจเขาเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เขาจัดการผู้ยิ่งใหญ่ไปมากมายหลายคน เขาจึงกลัวว่าตนเองเผลอไปล่วงเกินมรรคาจารย์เข้าหรือไม่ เขาคนนี้ไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น มีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้นที่เขาหวั่นเกรง
แน่นอน สติบอกเขาว่ามรรคาจารย์มิใช่คนใจแคบเช่นนั้น ที่เรียกหาเขาจะต้องเป็นเพราะเรื่องอื่นแน่
เจียงฉางเซิงอ่านความคิดเขาได้ทะลุปรุโปร่ง จึงเอ่ยปากว่า “เจ้าสำเร็จวิชาเกี่ยวกับกาลเวลาถึงขั้นไหนแล้ว ยามนี้ย้อนกลับไปในอดีตได้ไกลเพียงใด”
ราชันเซียนกาลเวลาลังเลครู่หนึ่งก็ตอบว่า “ข้าเดินทางไปได้ถึงช่วงปลายของวิถีเซียนยุคโบราณ จึงล่วงรู้เรื่องราวของวิถีบำเพ็ญนามว่าวิถีเซียนมหาฤทธิ์มาบ้างแล้วขอรับ”
พูดถึงมรรคาแห่งกาลเวลา เขาเชื่อมั่นว่าในวิถีเซียนไม่มีผู้ใดเทียบชั้นกับเขาได้
แม้แต่มรรคาจารย์ เขาก็รู้สึกว่าตนเองอาจไม่ด้อยกว่าอีกฝ่าย
เจียงฉางเซิงหัวเราะเบาๆ “นั่นยังไม่พอ อย่างน้อยเจ้าก็ยังมองไม่เห็นจุดกำเนิดของวิถีเซียนยุคโบราณ แล้วสายตาเจ้าก็ยังติดอยู่ในวิถีเซียนเสียด้วย เจ้าอยากไปเยือนช่วงเวลาแห่งการถือกำเนิดพันมหาโลกาหรือไม่”
ราชันเซียนกาลเวลาได้ยินคำนี้ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปในบัดดล สีหน้าของเขาดูเหมือนไม่อยากเชื่อ
พันมหาโลกากว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนั้น เขาที่เป็นผู้บำเพ็ญเซียน ทำได้เพียงท่องกระแสธารประวัติศาสตร์ของวิถีเซียน ส่วนห้วงเวลาของพันมหาโลกา เขาเดินทางไปเยือนอดีตและอนาคตได้อย่างจำกัด แล้วพวกมันก็พร่ามัวอย่างยิ่ง ถูกเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
“มรรคาจารย์ หรือว่าท่าน…” ราชันเซียนกาลเวลาถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
…………………………………………………………