เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 764 ทัณฑ์ริษยา
“ถูกต้องแล้ว ข้าไปเยือนจุดเริ่มต้นของพันมหาโลกาได้ เจ้าอยากไปดูหรือไม่เล่า”
เจียงฉางเซิงหัวเระาเบาๆ แม้แสงเทพสุดขอบตะวันจะบดบังใบหน้าของเขาอยู่ แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะของเขา หัวใจที่ถูกขึงจนตึงเปรี๊ยะของราชันเซียนกาลเวลาก็ผ่อนคลายลง
ราชันเซียนกาลเวลารีบตอบว่า “ข้าย่อมปรารถนา ท่านพาข้าไปได้อย่างนั้นหรือ”
“สิ่งที่เจ้าทำช่วยปกป้องระเบียบของมรรคาสวรรค์ไว้จริงๆ ข้าพึงพอใจมาก ในเมื่อมีความดีความชอบ ย่อมต้องมีรางวัล เจ้าไม่ต้องตื่นเต้นนักหรอก ผู้ที่ถูกข้าเรียกมาล้วนได้รับโชควาสนากันทั้งนั้น หากข้าต้องการลงโทษ ไยต้องเจาะจงเรียกมาพบด้วยเล่า”
เจียงฉางเซิงหัวเราะลั่น ในสายตาของเขาราชันเซียนกาลเวลาก็คือชนรุ่นหลัง ตัวเขาในตอนนี้มองสรรพชีวิตในวิถีเซียนเสมือนหนึ่งทายาทรุ่นหลังของตนเอง ต่อให้ชนรุ่นหลังเหล่านี้มีจุดประสงค์แอบแฝงเล็กๆ ของแต่ละคนบ้าง ในสายตาเขา มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดมหันต์ร้ายแรง
ราชันเซียนกาลเวลาคำนับขอบคุณเจียงฉางเซิงทันที
เจียงฉางเซิงไม่สนทนาตามมารยาทต่อให้เสียเวลา เขาเปิดดวงเนตรมหามรรคา แสงสีทองหอบราชันเซียนกาลเวลาเข้าไป จากนั้นทั้งสองคนก็หายวับไปจากในตำหนัก
ราชันเซียนกาลเวลาลืมตาขึ้น โลกแห่งแล้วแห่งเล่าลอยผ่านเบื้องหน้าของเขา เร็วจนเป็นเงาติดตา เขามองดูจนตาลาย ความคิดจมอยู่กับโลกนับล้านล้านแห่งเหล่านี้
เจียงฉางเซิงยืนอยู่ด้านหลัง ไม่ขัดกระแสความคิดของเขา
ไม่นานนัก พวกเขาก็ทะยานเข้ามาในพายุฝนห่าใหญ่ที่สายลมโถมเกรี้ยวกราด ความมืดมิดกลืนกินพวกเขาเข้าไป จากนั้นเบื้องหน้าพลันปรากฏแสงสว่าง จู่ๆ พวกเขาก็มาถึงโลกใบหนึ่ง พายุฝนที่โถมกระหน่ำรุนแรงกว่าเก่าจู่โจมร่างของพวกเขา
ราชันเซียนกาลเวลาก้มหน้ามอง มหาสมุทรเบื้องล่างกว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา คลื่นน่าสะพรึงม้วนตัวเป็นเกลียวซัดสาดตามต่อกันไม่หยุดหย่อน เขาไม่เคยเห็นมหาสมุทรที่ลึกเท่านี้มาก่อน น้ำทะเลแลดูเป็นสีดำม่วง ดูกดดันยิ่งนัก
ที่นี่ก็คือห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า!
หลังจากฤทธาจารย์พามาหนก่อน เจียงฉางเซิงก็จดจำเส้นทางขามาเอาไว้ การเดินทางข้ามมิติเวลามิใช่การเดินทางเป็นเส้นตรง ความจริงแล้วการข้ามมิติเวลาทำให้หลงทางได้ง่ายมาก ยิ่งกระโดดข้ามเวลายาวนานมากเท่าไร ก็ยิ่งหลงง่ายเท่านั้น
เจียงฉางเซิงพาราชันเซียนกาลเวลามาที่นี่ก็เพราะต้องการฝากฝังความหวังอันยิ่งใหญ่ไว้กับเขา
ราชันเซียนกาลเวลาก้าวมาบนเส้นทางแห่งมหามรรคาอนธการแล้วเช่นกัน หากเขาเดินแยกไปหามรรคาแห่งกาลเวลาของอนธการได้ ย่อมส่งผลดีต่อการเติบโตของอนธการอย่างที่สุด
ไม่จำเป็นต้องให้เจียงฉางเซิงเอ่ยบอก ราชันเซียนกาลเวลาก็ถูกเกลียวคลื่นอันยิ่งใหญ่ของห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าดึงดูดในทันที เขาเงยหน้ามองมันด้วยจิตใจอันตื่นตะลึง เขาพยายามแผ่ดวงจิตออกไปอย่างสุดกำลังแล้ว แต่ก็ไม่อาจแผ่จิตไปถึงสุดขอบมหาสมุทรแห่งนี้ได้ เขาไม่เคยพบพานมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ในพันมหาโลกามาก่อน
ในใจเขามีเสียงหนึ่งผุดขึ้นมา มหาสมุทรแห่งนี้อาจเป็นพันมหาโลกาก็เป็นได้!
ถึงฟังดูบ้าบอยิ่งนัก แต่เขาจำสิ่งที่มรรคาจารย์กล่าวได้ มรรคาจารย์บอกว่าจะพาเขาไปเยือนต้นกำเนิดของพันมหาโลกา
อดีตกาลสมัยยังไม่มีฟ้าดิน ไม่มีโลก เหตุใดจะเป็นมหาสมุทรผืนหนึ่งไม่ได้เล่า
ราชันเซียนกาลเวลาเหาะไปด้านหน้า พายุฝนคลั่งเหนือห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าดูเหมือนไม่มีวันหยุดชั่วกัลปาวสาน น้ำฝนนับอนันต์ตกกระทบร่างของราชันเซียนกาลเวลา เริ่มแรกเขาไม่สนใจ จนกระทั่งจู่ๆ เขารู้สึกเจ็บปวด จึงรีบใช้พลังอาคมกั้นร่างตนเองจากสายฝน
เขาเงยหน้ามองด้านบน รูม่านตาหดแคบ “น้ำฝนนี่…”
พลังกัดกร่อนรุนแรงมาก!
มันไม่เพียงกัดกร่อนกายเนื้อของเขา แต่ยังกัดกร่อนดวงวิญญาณของเขาด้วย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตอนที่เขาตระหนักถึงเรื่องนี้ เขาก็บาดเจ็บไปแล้ว
ชั่วพริบตานั้นเขาพลันกลับมามีสติแจ่มชัด เขาหันไปมองเจียงฉางเซิง แล้วก็พบว่ามรรคาจารย์ยังอยู่ห่างไปจากด้านหลังเขาไม่ไกลเท่าไร เขาพรูลมหายใจอย่างโล่งอกแล้วรีบบินกลับไปตรงหน้ามรรคาจารย์
“มรรคาจารย์ ที่แห่งนี้…”
“ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า หลังจากมันหายไปจึงกำเนิดเป็นพันมหาโลกาที่เจ้ารู้จัก”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบขัดคำถามของเขา
ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า…
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อได้ยินนามนี้ ราชันเซียนกาลเวลาก็เหม่อลอยไปเล็กน้อย เขารู้สึกคุ้นเคยกับนามนี้อย่างมาก ทั้งที่มันไม่ใช่คำที่คุ้นหูเขาสักนิด ความย้อนแย้งนี้ทำให้เขาไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อ “สำรวจดูมันให้ดีเถิด จงยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นของกาลเวลาแล้วมองไปยังอนาคต สรรพสิ่งที่เจ้ามองเห็นย่อมมากมายกว่าปกติ…ลองใช้ใจสัมผัสดู ในอนาคตอีกเนิ่นนานนับจากนี้ เจ้าคงยากจะมาเยือนที่นี่เป็นหนที่สอง”
ราชันเซียนกาลเวลาได้ยินดังนั้นก็สูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง แล้วเลื่อนสายตามองไปยังมหาสมุทรที่อยู่เบื้องล่าง ไม่นานเขาก็พบว่ามหาสมุทรเบื้องล่างคือผู้สร้างที่แท้จริง
อนาคตล้วนสถิตอยู่ในห้วงมหาสมุทร!
กรรม โชคชะตา เคราะห์ภัยและสรรพสิ่งทั้งหลาย ราชันเซียนกาลเวลามองเห็นทุกสิ่ง รวมถึงสิ่งที่เขาคาดคิดไม่ถึงด้วย
ระหว่างที่ราชันเซียนกาลเวลาจมดิ่งอยู่กับมหาสมุทร เจียงฉางเซิงก็สำรวจดูห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า หนก่อนเพราะฤทธาจารย์อยู่ด้วย เขาจึงไม่ทันสำรวจห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าให้ดี เขาสังหรณ์ว่าห้วงสมุทรกำเนิดฟ้ายังซ่อนความลับยิ่งใหญ่บางอย่างไว้อีก
นอกจากเข็มเทพกำเนิดฟ้าที่ก้นบึ้งมหาสมุทรเล่มนั้น คาดว่าคงมีของวิเศษชิ้นอื่นอยู่อีก
ไม่ว่าอย่างไรที่แห่งนี้ก็คือสิ่งที่ดำรงอยู่ในยุคแรกของพันมหาโลกา มันย่อมมีโชควาสนานับไม่ถ้วน
เจียงฉางเซิงนั่งขัดตะหมาดทำสมาธิ แผ่จิตสำรวจห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าอย่างเงียบๆ
ราชันเซียนกาลเวลาจ้องมองห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าอย่างตกอยู่ในภวังค์ เขาค่อยๆ จมดิ่งลงในนั้น ร่างของเขาจมลงในมหาสมุทร แต่เขาก็ยังไม่รู้สึกตัว
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เขาเห็นภาพนั้นแล้วแต่กลับไม่ขัดขวาง จากนั้นเขาก็หลับตาลงอีกครั้ง
พวกเขามาจากอนาคต อยู่ที่นี่ย่อมไม่ถูกผูกมัดด้วยกาลเวลา มิว่าอยู่นานเท่าใดก็ไม่มีผลกระทบอันใดทั้งสิ้น ทว่า ณ ที่แห่งนี้ ระดับขั้นบำเพ็ญของพวกเขาจะไม่เพิ่มพูน เพราะพลังอาคมของพวกเขามาจากอนาคต แต่ระหว่างนี้พวกเขาใช้เวลาศึกษากฎที่ตนเองครอบครองอยู่ซ้ำใหม่อีกหนได้
ผู้ฝึกบำเพ็ญขั้นสูง ใช่ว่าบำเพ็ญเพียรฝึกพลังอย่างเดียวแล้วจะแข็งแกร่งขึ้นได้
ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าไม่มีเวลา ผิวมหาสมุทรมีเกลียวคลื่นน่าสะพรึงถาโถมเป็นนิจ ท้องนภาถูกปกคลุมด้วยหมู่เมฆาและอสนีบาตชั่วกัลปาวสาน สายฟ้าอันคลุ้มคลั่งช่างราวกับเพลิงพิโรธของบางสิ่ง มันฟาดกระหน่ำอย่างไม่เคยหยุดหย่อน พายุฝนลูกนั้นดูเหมือนต้องการจมทุกสรรพสิ่ง ทว่าต่อให้น้ำฝนหล่นร่วงลงมหาสมุทรนานเท่าใด ผิวน้ำก็ไม่สูงขึ้นแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่ากาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด
จู่ๆ ราชันเซียนกาลเวลาก็กลับมามีสติ สิ่งที่สะท้อนอยู่ในม่านสายตาของเขาคือใบหน้าที่ชวนขวัญผวาใบหน้าหนึ่ง มันดูเหมือนใบหน้าที่แกะจากศิลา มีเพียงเค้าโครงของอวัยวะทั้งห้าแต่มองสีหน้าไม่ชัด
ภาพนี้ทำให้ราชันเซียนกาลเวลาตกใจจนเบิกตาโต แต่แล้วใบหน้าอันน่ากลัวตรงหน้าก็อันตรธานหายไปอย่างกะทันหัน ตอนนั้นเองเขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองอยู่ในมหาสมุทร
น้ำทะเลเย็นยะเยือก ทำให้ดวงวิญญาณของเขาสั่นเทา เขาสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วทะยานร่างขึ้นด้านบน ตั้งใจจะกระโจนออกจากผิวน้ำ ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เขาก็สัมผัสบางสิ่งได้ เขาหันหน้ากลับไปมอง ก็เห็นประกายแสงสีแดงสายหนึ่งลึกลงไปที่ก้นสมุทร
“นั่นมันสิ่งใดกัน…”
ราวกับเทพยาดาดลใจ ราชันเซียนกาลเวลาแหวกว่ายลงไปยังก้นสมุทรอย่างรวดเร็ว
…
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เขาไม่มองก้นสมุทร แต่มองไปยังกลุ่มเมฆอสนีบาตเบื้องบน
“ออกมาเถิด”
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
กลุ่มเมฆอสนีบาตเคลื่อนถาโถม นอกจากเสียงสายฟ้ากับเสียงสายลม ก็ไม่มีเสียงอื่นใดตอบรับเขา
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน ทวนปฐมนิพพานก่อตัวขึ้นในมือ ตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้ศึก
เวลานี้เอง เมฆอสนีบาตบนท้องฟ้าเหนือห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าก็แหวกออกอย่างเชื่องช้า ร่างหนึ่งเหินลงมาจากท้องนภา ร่างนั้นเป็นรูปสลักหินร่างหนึ่ง ภายนอกดูเหมือนบุรุษเพศ สองแขนทิ้งตัวลงมาตามธรรมชาติ แต่ใบหน้ากลับไม่มีลูกตาหรือฟัน ศีรษะห้อยตกลงมาเล็กน้อยดูประหลาดและน่าขนลุก
เมื่อเห็นร่างนั้น เจียงฉางเซิงก็นึกถึงร่างแสงสีขาวที่เคยเห็นในทวนปฐมนิพพานก่อนหน้านี้ หรือก็คือตัวตนที่ฤทธาจารย์เรียกขานว่ามรรคา
เริ่มแรกมรรคามีเพียงร่างกายครึ่งท่อนบน
ไม่สิ บางทีอาจเป็นหนึ่งในสามตัวตนลึกลับที่เป็นร่างจำแลงของมรรคาก็ได้
เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม “เจ้าคือผู้สร้างเข็มเทพกำเนิดฟ้าสินะ เจ้าปล่อยให้พวกข้าไปมาได้ตามใจ แล้วเอาแต่จับตามองพวกเรา เจ้ามีเจตนาใดกันแน่ หากเจ้าต้องการ คงไม่มีผู้ใดค้นพบห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า”
รูปสลักหินตัวสั่นเบาๆ ใบหน้านั้นคล้ายกำลังหัวเราะหยัน มันเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าเย็นชา “ต้องการ...ดูว่าพวกเจ้าทำสิ่งใดได้บ้าง…”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว ตอนนี้เขามองพลังของอีกฝ่ายไม่ออก แม้แต่ฟังก์ชั่นแต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ของระบบก็ตรวจสอบไม่ได้ ผลลัพธ์เด้งขึ้นมาทันทีว่าตรวจสอบไม่พบกรรมประการนี้
“ทวนในมือเจ้า…มาจากปฐมบรรพกาล...ไม่ควรเป็นเช่นนั้นสิ…เขาทำลายทุกสิ่งไปหมดแล้วแท้ๆ…”
รูปสลักหินพึมพำกับตนเอง คำพูดนี้ทำให้เจียงฉางเซิงเกิดความคิดหลายอย่าง
ปฐมบรรพกาล หรือว่าจะหมายถึงทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ก่อนหน้าพันมหาโลกา
เขาที่ทำลายทุกสิ่งน่าจะเป็นร่างแสงสีขาวร่างนั้น หรือก็คือ มรรคา!
เจียงฉางเซิงหรี่ตาลงแล้วถามว่า “เจ้ามีความเป็นมาอย่างไรกันแน่”
“นามของข้า…เจ้าจงเรียกข้าว่าทัณฑ์ริษยา เจตจำนงแห่งมหามรรคาที่พวกเจ้าเรียกกัน หนึ่งในนั้นก็คือข้า เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่คิดจะสังหารเจ้า…ข้าหวังว่าเจ้าจะโค่นล้มระบบระเบียบของพันมหาโลกาได้เสียด้วยซ้ำ เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมรับเข็มเทพกำเนิดฟ้า พลังระดับนั้นมากพอจะทำให้เจ้าต่อต้านเจตจำนงแห่งมหามรรคาได้”
ทัณฑ์ริษยา!
เป็นหนึ่งในสามร่างนั้นจริงๆ เสียด้วย ตนที่โผล่มาหนก่อนคือกำเนิดทัณฑ์ แต่เจ้านั่นยังไม่ทันสร้างร่างจริงสำเร็จก็ถูกเจียงฉางเซิงทำลายเสียก่อน หนนี้คือทัณฑ์ริษยา
ดูท่าร่างทั้งสามที่จำแลงมาจากมรรคาก็คือเจตจำนงแห่งมหามรรคาที่เรียกขานกันนั่นเอง
แล้วดูเหมือนพวกเขาจะขัดแย้งกันอยู่ด้วย
เจียงฉางเซิงจิตใจแล่นเร็วดุจสายฟ้า เขาคิดถึงความเป็นไปได้มากมายหลายอย่าง
“ดูท่าเจ้าจะรู้เห็นมาไม่น้อย เจ้าเดาไม่ผิด พวกเขาอยากกำจัดข้า มีเพียงทำเช่นนี้ พวกเราจึงจะไม่รวมกันแล้วกลับเป็นมรรคาอีกครั้ง ยามใดที่พวกเรารวมกันแล้วกลายเป็นมรรคา พวกเราก็จะไม่มีตัวตนอยู่อีกต่อไป ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดก็คือหนึ่งในพวกเราทั้งสามต้องหายไปเสีย”
ทัณฑ์ริษยาเล่าพร้อมกับรอยยิ้มเย็นชา ถ้อยคำอัดแน่นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน เขาเย้ยหยันโชคชะตาของตนเอง
เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม “ขอบังอาจถาม เหตุใดมหามรรคาจึงไม่ยอมรับวิถีเซียน เพียงเพราะวิถีเซียนเคยต่อต้านมหามรรคาอย่างนั้นหรือ”
ทัณฑ์ริษยาตัวสั่นอย่างรุนแรง เขาหัวเราะแล้วตอบว่า “ดูท่าเจ้าจะยังไม่รู้จักวิถีเซียนอย่างถ่องแท้สินะ ตั้งแต่แรกเริ่ม วิถีเซียนก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่แห่งนี้อยู่แล้ว พูดให้ชัดกว่านั้นก็คือมันมาจากปฐมบรรพกาล ตอนที่มรรคาทำลายปฐมบรรพกาลแล้วสร้างพันมหาโลกาขึ้นมา พลังของวิถีเซียนก็แทรกซึมเข้ามาในพันมหาโลกา หลบรอดพ้นภัยมาได้ มรรคาไม่ตระหนักถึงเรื่องนั้น จนกระทั่งพวกเราทั้งสามถือกำเนิดขึ้นมาจึงเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ พวกเรารับเอาทุกสิ่งของมรรคามาก็จริง แต่มิได้แข็งแกร่งเทียบเท่ามรรคาแล้ว”
คำตอบนี้ทำให้เจียงฉางเซิงตกตะลึง แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
หากวิถีเซียนถือกำเนิดในพันมหาโลกา ระบบรอดชีวิตของเขาจะเป็นของวิเศษที่มาจากนอกพันมหาโลกาได้อย่างไรเล่า
“รับเข็มเทพกำเนิดฟ้าไปเถิด ทำเช่นนั้น ยามเจ้าต่อต้านเจตจำนงแห่งมรรคา ข้ายังช่วยเจ้าได้ ข้าต้องทำลายเขา เหมือนเช่นที่เขาต้องทำลายข้า ในพันมหาโลกาเจ้านับว่าแข็งแกร่งก็จริง ทว่านับแต่โบราณมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่แค่วิถีเซียนของพวกเจ้า วิถีบำเพ็ญอื่นก็เคยมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้า ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในพันมหาโลกาคนล่าสุดก่อนเจ้ามาจากรอยตราเทวะ ประมุขแห่งรอยตราเทวะผู้นั้นปฏิเสธเข็มเทพกำเนิดฟ้า คิดว่าอาศัยพลังของตนก็พอแล้ว เหอะๆ…สุดท้ายเขาก็ตาย ไม่เหลือสิ่งใดดำรงอยู่อีก แม้แต่รอยตราเทวะก็ยังลืมเลือนตัวตนของเขา แล้วเริ่มแตกแยกกันภายใน พันมหาโลการู้เพียงว่ารอยตราเทวะแข็งแกร่ง แต่ไม่รู้ว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของรอยตราเทวะคือผู้ใด…”
เจียงฉางเซิงคิดไม่ถึงว่ารอยตราเทวะจะเคยมีอดีตเช่นนี้ รอยตราเทวะทิ้งตำนานไว้ในพันมหาโลกามากมาย พวกเขาถูกยกย่องว่าเป็นวิถีบำเพ็ญที่เคยเข้าใกล้ตำแหน่งวิถีบำเพ็ญปกครองที่สุด
ในตอนนี้เอง ผิวมหาสมุทรเบื้องล่างพลันมีแสงสีแดงดวงมหึมาโผล่มา ผิวทะเลเริ่มเดือดพล่าน
……………………………………………..