เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 771 การดำรงอยู่ของมรรคา
“ในที่สุดก็มาแล้ว”
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของภรรยาและบุตรสาว แววตาของเจียงฉางเซิงแปรเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ ในใจเขาไร้อารมณ์ตื่นเต้นฮึกเหิม มีเพียงความสงบนิ่งปล่อยทุกสิ่งไปตามธรรมชาติ
เขาจับสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของมหามรรคาอนธการได้ตลอดเวลา ดังนั้นย่อมไม่มีเรื่องน่าตกใจเกิดขึ้น
ทุกสิ่งแค่กำลังไหลตามครรลองของมันแล้วบังเกิดผล
สิ่งที่ควรเอ่ยถึงก็คือ มหาเซียนวั่งเฉินยังคงผสานตัวเองกับมหามรรคาอยู่เช่นเดิม เท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการที่เจียงฉางเซิงชักนำให้สรรพชีวิตศึกษามหามรรคาอนธการ เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเพียงใด
“อืม อนธการกำลังจะถือกำเนิดอย่างแท้จริงแล้ว” เจียงฉางเซิงเอ่ยเสียงเบา หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นยืน
เขาบริหารคอไปมา แล้วหันมาบอกมู่หลิงลั่วว่า “ข้าต้องหาสถานที่สักแห่งศึกษาวิชา เรื่องนี้จะแพร่งพรายออกไปไม่ได้”
มู่หลิงลั่วพยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ยามนี้นางผสานตัวเองเข้ากับมรรคาสวรรค์อย่างสมบูรณ์แล้ว นางย่อมรู้ดีว่ามรรคาสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นเท่าใด ขีดจำกัดของนางก็สูงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นนางจึงคาดหวังกับการเลื่อนขั้นของเจียงฉางเซิงอย่างยิ่ง
“ท่านพ่อ พาข้าไปด้วยได้หรือไม่” กุยหลีเดินมาหาเจียงฉางเซิงแล้วถามเสียงแผ่ว
เจียงฉางเซิงได้ยินน้ำเสียงออดอ้อนจางๆ ในนั้น ช่างหาได้ยากเสียจริง เขาหันมายิ้มให้กุยหลีแล้วตอบว่า “สถานที่ที่พ่อจะไป เจ้าไปไม่ไหว รอเถิด อีกไม่นานพ่อก็กลับมาแล้ว”
กุยหลีฟังแล้วก็ได้แต่ตัดใจ
เจียงฉางเซิงกำชับอีกสองสามประโยคก็ยกมือกวัก เรียกร่างแยกมหามรรคาห้าพันตนมาจากบนต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา หลังจากนั้นก็พาบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาเข้าไปในกระแสธารแห่งกาลเวลา
การถือกำเนิดของมหามรรคาอนธการต้องสะท้านฟ้าสะเทือนดินอย่างแน่นอน เขาไม่อาจอยู่เลื่อนขั้นในพันมหาโลกาได้ เขาจึงหันไปหมายตาห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า
แม้ทัณฑ์ริษยาจะเชื่อใจไม่ได้เต็มร้อย แต่มองในแง่ภัยคุกคาม ทัณฑ์ริษยาเป็นศัตรูอ่อนแอกว่า เมื่อเทียบกับการอยู่ในพันมหาโลกาแล้วต้องเผชิญหน้ากับเจตจำนงแห่งมหามรรคา
เมื่อเจียงฉางเซิงออกไปนอกวิถีเซียน ผู้บำเพ็ญเซียนที่ฝึกบำเพ็ญมหามรรคาอนธการก็สัมผัสความรู้สึกประหลาดเมื่อครู่ไม่ได้อีก บางคนไม่สนใจ ทำธุระของตนเองต่อไป แต่บางคนก็เริ่มนั่งสมาธิใคร่ครวญเรื่องนี้
เจียงฉางเซิงเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง เขามาถึงห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าอย่างรวดเร็ว
พายุฝนโถมกระหน่ำอันคุ้นเคยซัดสาดใส่ใบหน้า ใบหน้าของเขาขยับยิ้มจากนั้นเขาก็เริ่มโคจรพลัง
“นี่ เหตุไฉนเจ้ามาอีกแล้ว มาคนเดียวอีกแล้วรึ ไม่มาทักทายกันหน่อยเล่า” เสียงของทัณฑ์ริษยาดังลอยมา น้ำเสียงแฝงความดีใจแต่ก็ออกแนวบ่นอยู่นิดๆ
เจียงฉางเซิงหลับตาลงแล้วเอ่ยว่า “ข้าตั้งใจจะเลื่อนขั้นที่นี่ รอเลื่อนขั้นเสร็จแล้วค่อยไปสนทนากับเจ้า”
“เลื่อนขั้นรึ พลังรอบตัวเจ้าเหนือกว่าขั้นองค์เจตจำนงมรรคาแล้ว จะเลื่อนขั้นไปถึงระดับขั้นเช่นไรอย่างนั้นหรือ” ทัณฑ์ริษยาถามอย่างสงสัยใคร่รู้
ในพันมหาโลกา จุดสูงสุดที่สิ่งมีชีวิตไปถึงได้ก็คือขั้นองค์เจตจำนงมรรคา ขอเพียงไม่ต่อต้านมหามรรคา พวกเขาก็จะเป็นตัวตนที่อยู่ยั้งยืนยงเป็นอมตะ เหมือนเช่นประมุขแห่งนับอนันต์กับฤทธาจารย์ พวกเขาล้วนก้าวข้ามความเป็นสิ่งมีชีวิตไปแล้ว
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ถึงระดับขั้นของวิถีเซียนที่ข้าสร้างขึ้นมาเอง ก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่”
เขาไม่ไว้ใจทัณฑ์ริษยาเต็มร้อย ดังนั้นจึงแสดงท่าทางว่าไม่มั่นใจ
ทัณฑ์ริษยาฟังแล้วก็ไม่รบกวนเจียงฉางเซิงอีก เขาสงสัยใคร่รู้มากว่าเจียงฉางเซิงจะก้าวไปถึงความแข็งแกร่งระดับไหน
เจียงฉางเซิงเริ่มทบทวนสิ่งที่บรรลุมาตลอดหลายปีนี้ เขาพัฒนาเคล็ดวิชามรรคาธรรมชาติไปเป็นเคล็ดวิชาระดับที่สูงกว่า กลายเป็นเคล็ดวิชาของระดับขั้นที่เหนือกว่าขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาล
ครืน!
พายุฝนของห้วงสมุทรกำเนิดฟ้ายังคงพัดกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง โชคยังดีที่ด่านเคราะห์สวรรค์มาถึงแล้ว
ทัณฑ์ริษยามองอยู่นานก็ยังมองอะไรไม่ออกจึงมุดหายกลับเข้าไปในหมู่เมฆ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
เจียงฉางเซิงพลันลืมตา ดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผากเปิดออก เขายกมือขวา เงาร่างแล้วร่างเล่าเหาะออกมาจากแขนเสื้อ กระจายตัวอยู่สี่ด้านแปดทิศอย่างรวดเร็ว พวกมันทั้งหมดคือร่างแยกผานกู่ มีกันอยู่ถึงห้าพันตน แต่ละตนคลื่นพลังแข็งแกร่ง สายฝนที่โถมกระหน่ำอยู่ไม่อาจกลืนกลบร่างของพวกมันได้
เจียงฉางเซิงเรียกแต้มเซ่นไหว้ของตนเองออกมาตรวจดูเป็นสิ่งถัดไป
[แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ปัจจุบัน: 7,948,764,220,177,002,562,576,565,439,005 แต้ม]
นอกจากประทานโชควาสนาให้ผู้ศรัทธาเป็นบางครั้ง แต้มเซ่นไหว้ของเขาก็สั่งสมเพิ่มพูนอยู่ตลอด วันนี้มันจึงแตะถึงตัวเลขที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
การเลื่อนขั้นหนก่อนไม่พบเจอด่านเคราะห์สวรรค์ แต่เขาสังหรณ์ว่าครั้งนี้น่าจะเจอ เพราะการเลื่อนขั้นหนนี้ไม่ธรรมดา เขาสร้างมหามรรคาสายใหม่เอี่ยมขึ้นมาได้สำเร็จ
เจียงฉางเซิงหยิบยอดสมบัติชิ้นแล้วชิ้นเล่าออกมา แล้วเริ่มใช้วิชาสร้างค่ายกลกับเขตอาคมไว้รอบตัว
ทัณฑ์ริษยาเคลื่อนกายลงมาจากกลุ่มเมฆที่มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ มองเจียงฉางเซิงจากไกลๆ เขาไม่เข้าใจว่าเจียงฉางเซิงตั้งใจจะทำสิ่งใด แต่เขาสัมผัสได้ว่าในห้วงสุญญตาแห่งนี้ มีพลังลึกลับสายหนึ่งกำลังก่อตัวอยู่
แม้ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าจะตั้งอยู่นอกพันมหาโลกา แต่มันยังอยู่ใต้อำนาจของมหามรรคา ด้วยเหตุนี้ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าจึงสัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม
ในเวลาเดียวกันนี้ ราชันเซียนกาลเวลาที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ที่สถานฝึกบำเพ็ญในแดนเซียนพรหม จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น เขายกมือขวาแล้วปล่อยเข็มเทพกำเนิดฟ้าออกมา เข็มเทพกำเนิดฟ้าลอยอยู่เหนือฝ่ามือเขา มันหมุนวนไม่หยุด ประกายแสงสีแดงเต้นระริก ดูน่าขนลุกอยู่พอสมควร
ราชันเซียนกาลเวลาลังเลครู่หนึ่งก็หายตัวจากสถานฝึกบำเพ็ญแล้วกระโดดเข้าไปในกระแสธารแห่งกาลเวลา เมื่อเขามาถึงห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า เจียงฉางเซิงก็สร้างสารพัดค่ายกลเสร็จแล้ว แล้วเขายังสร้างร่างแยกร่างหนึ่งออกมายืนข้างๆ อีกด้วย
“ท่านอาจารย์…”
ราชันเซียนกาลเวลามองร่างของเจียงฉางเซิงจากไกลๆ แอบแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าอาจารย์กำลังทำสิ่งใดอยู่ ต่อมาสายตาของเขาก็ถูกร่างแยกผานกู่ทั้งหลายดึงดูด ความแปลกใจแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง ร่างแยกเหล่านี้แข็งแกร่งยิ่งนัก!
จู่ๆ เขาก็นึกถึงเจียงวั่นเซวียนแห่งเผ่าเจียง ที่แท้พรสวรรค์ด้านร่างแยกของเขาก็มีต้นกำเนิดมาจากมรรคาจารย์นี่เอง เห็นทีพรสวรรค์อันแข็งแกร่งนับร้อยพันอย่างของเผ่าเจียงคงมีจุดกำเนิดมาจากมรรคาจารย์ทั้งสิ้น
ราชันเซียนกาลเวลาไม่ส่งเสียงรบกวนเจียงฉางเซิง แต่เฝ้ามองอยู่เงียบๆ หากเขาเดาไม่ผิด ท่านอาจารย์คงกำลังจะผ่านด่านเคราะห์
การผ่านด่านเคราะห์เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด เขาต้องคอยอยู่ที่นี่พยายามช่วยเท่าที่จะทำได้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์กำลังจะไปถึงระดับขั้นเช่นไร
ในสายตาของราชันเซียนกาลเวลา เจียงฉางเซิงเป็นตัวตนที่แทบจะไร้คู่ต่อกรอยู่แล้ว หากเจียงฉางเซิงเลื่อนขั้นอีกครั้ง คงกลายเป็นบางสิ่งที่เขาไม่อาจจินตนาการออก เขาระงับความตื่นเต้นที่ผุดพรายขึ้นมามิได้ เพราะเขารู้ดีว่าเมื่อท่านอาจารย์เลื่อนขั้นสำเร็จ วิถีเซียนจะได้ก้าวหน้าโจนทะยานอีกครั้ง สรรพชีวิตในวิถีเซียนต่างจะได้รับประโยชน์
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยต่อไป
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็เงยหน้ามองเบื้องบน กลุ่มเมฆอสนีบาตด้านบนอาละวาดรุนแรงกว่าเก่า แต่คลื่นพลังของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นตามเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น…เจตจำนงแห่งมหามรรคา…ไม่ใช่ ไม่ใช่พวกเขา นี่มันเจตจำนงแห่งมหามรรคาอีกสายหนึ่ง…เป็นไปได้อย่างไร!” ทัณฑ์ริษยาตกตะลึง ตะโกนออกมาเสียงหลง
เจียงฉางเซิงไม่สนใจคำพูดของเขา การเลื่อนขั้นอยู่ตรงหน้าแล้ว ไม่ว่าลำบากอย่างไร เจียงฉางเซิงก็จะเอาชนะให้จงได้!
เจียงฉางเซิงรู้สึกถึงอำนาจสวรรค์อันยิ่งใหญ่ที่แสนจะคุ้นเคยสายนั้นแล้ว เขานึกถึงการผ่านด่านเคราะห์เมื่อหนก่อน อำนาจสวรรค์ที่เขาต้องเผชิญแข็งแกร่งกว่าอำนาจของมรรคาสวรรค์ มันเป็นอำนาจสวรรค์อีกชนิดหนึ่ง ทุกครั้งที่เขาบรรลุระดับขั้นที่สูงขึ้น อำนาจสวรรค์สายนี้ก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย
อำนาจสวรรค์สายนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกฎแห่งมหามรรคาในพันมหาโลกา เมื่อรวมกับเสียงตะโกนตกใจของทัณฑ์ริษยาเมื่อครู่ เจียงฉางเซิงก็นึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
มันอาจเป็นมรรคา!
มรรคาสร้างพันมหาโลกาเสร็จก็จำแลงกายกลายเป็นเจตจำนงแห่งมหามรรคาทั้งสาม แต่บางทีร่างจริงของมรรคาอาจยังเหลือเจตจำนงที่เป็นของตนเองอยู่ เจตจำนงสายนี้ดำรงอยู่ทุกซอกมุมที่อยู่ใต้อำนาจของมหามรรคา ตัวอย่างเช่น ที่ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า เป็นต้น!
อำนาจสวรรค์อันน่าพรั่นพรึงกำลังก่อตัว อสนีบาตนับล้านล้านเส้นถักทอกระหวัดเกี่ยว ท้องนภามืดทะมึนดูคล้ายกำลังจะระเบิด แต่ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าเบื้องล่างกลับเริ่มสงบนิ่ง ผ่านไปไม่นาน เกลียวคลื่นน่าหวาดกลัวทั้งหลายก็หายไป ผิวทะเลราบเรียบดุจกระจก สายฝนที่พร่างพรมทั่วฟ้าหยุดนิ่ง ปานประหนึ่งกาลเวลาถูกหยุดไว้
ราชันเซียนกาลเวลาเห็นภาพนี้ สีหน้าก็ตกตะลึงยิ่งนัก
“นี่มันอำนาจอะไรกัน…”
ราชันเซียนกาลเวลามองเมฆด่านเคราะห์ที่อยู่เหนือศีรษะของเจียงฉางเซิง ดวงตาฉายแววตาหวาดกลัว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจสวรรค์ระดับนี้ แม้แต่ตัวเขาผู้ครอบครองมหามรรคาแห่งกาลเวลาก็ยังถูกกดดันจนเรียกพลังออกมาไม่ได้ แม้แต่เลือดลมยังแข็งค้าง รู้สึกกดดันอย่างที่สุด
เจียงฉางเซิงยกมือขวาขึ้นมา ทวนปฐมนิพพานตั้งอยู่เบื้องหน้า เขารู้ว่าการผ่านด่านเคราะห์หนนี้ต้องทุ่มเต็มกำลัง ไม่อาจประมาท
ครืน!
สายฟ้าสีขาวน่าสะพรึงฟาดลงมาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ปราณกำเนิดเทพอนธการเหวี่ยงตัวไปโจมตีสายฟ้าน่ากลัวเส้นนั้นจนมันแตกสลาย แต่ปราณกำเนิดเทพอนธการก็ระเบิดเปรี้ยงแตกกระจายไปรอบหนึ่งก่อนจะกลับมารรวมตัวกันใหม่เช่นกัน ภาพนี้ทำให้เจียงฉางเซิงที่มองอยู่ขมวดคิ้ว เขาลุกขึ้นยืนแล้วคว้าทวนปฐมนิพานทันที เขาตัดสินใจจะต้านทานด่านเคราะห์อสนีบาตด้วยตนเอง
หลังจากอัสนีสวรรค์สายแรกร่วงลงมา อสนีบาตนับหมื่นสายก็ฟาดกระหน่ำลงมาเบื้องล่างราวกับท้องฟ้าถล่ม ทรงพลังมิอาจต้าน เจียงฉางเซิงเหวี่ยงทวนปฐมนิพพานด้วยมือเดียว เขาโจมตีสายฟ้าเส้นแล้วเส้นเล่าจากระยะไกล
ท้องนภาบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง เมฆอสนีบาตที่ส่งเสียงดังครืนโครมแหวกออกราวกับว่ามีบางสิ่งที่น่ากลัวกำลังมาเยือน
อำนาจสวรรค์อันน่ากลัวขยายอาณาเขตอย่างต่อเนื่อง มันบีบให้ราชันเซียนกาลเวลากับทัณฑ์ริษยาต้องถอยห่างอย่างไม่หยุดหย่อน สุดท้ายพวกเขาก็ต้องลงมาบนผิวมหาสมุทร พวกเขาพบว่าผิวมหาสมุทรแข็งดุจผืนดินไปเสียแล้ว ไม่มีความรู้สึกเยี่ยงน้ำทะเลแม้แต่น้อย
ทัณฑ์ริษยาเพิ่งเคยเห็นห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าเปลี่ยนเป็นสภาพเช่นนี้เป็นหนแรก เขาโฉบวูบไปปรากฏตัวข้างราชันเซียนกาลเวลา แล้วถามเสียงเบาว่า “นี่เขากำลังจะเลื่อนขั้นเป็นขั้นใด เหตุไฉนจึงเกิดปรากฏการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ แม้แต่ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าก็ยังรู้สึกหวาดหวั่น”
ราชันเซียนกาลเวลาถือครองเข็มเทพกำเนิดฟ้าอยู่ เขาย่อมรับรู้ความผิดปกติของห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า ทว่าเขากลับส่ายหน้าไม่ตอบอันใด ต่อให้เขารู้ เขาก็ไม่มีทางพูด นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่ในใจเขาเหลือเพียงความตื่นตะลึงเท่านั้น
การผ่านด่านเคราะห์เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!
เจียงฉางเซิงจมลงสู่สภาวะหลงลืมตัวตน เขาต้านด่านเคราะห์อสนีบาตพร้อมกับใคร่ครวญเกี่ยวกับระดับขั้นใหม่
ระดับขั้นใหม่คือขั้นแห่งการสร้างสรรค์ ธรณีประตูของขั้นนี้คือให้ผู้บำเพ็ญเซียนสร้างสรรค์มรรคาที่บรรจุอิทธิฤทธิ์ของมหามรรคาทั้งสามพันสายออกมา เป็นมรรคาที่ทำได้ทุกสิ่ง กำเนิดได้ทุกสิ่ง ต้องทำได้ระดับนี้จึงจะนับว่าก้าวข้ามขั้นขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาล
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง…
อัสนีสวรรค์โถมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง พวกมันพร่างพรมลงมาไม่หยุดคล้ายจะร่วงลงมาชั่วกัลปาวสาน ใจกลางของกลุ่มเมมฆอสนีบาตค่อยๆ มีเมฆแสงสีขาวก้อนหนึ่งโผล่ออกมา มันขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มเห็นร่างหนึ่งก่อตัวอยู่ตรงใจกลางรางๆ
“นั่นมันมรรคา…เป็นไปได้อย่างไร…เป็นไปไม่ได้!”
ทัณฑ์ริษยามองเห็นร่างนั้น ร่างกายที่คล้ายรูปสลักหินก็สั่นเทา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและความหวาดกลัว
ราชันเซียนกาลเวลาอดไม่ไหวถามขึ้นมาว่า “หมายถึงตัวตนอันสูงส่งที่สร้างพวกเจ้าขึ้นมาอย่างนั้นรึ”
หนนี้ ทัณฑ์ริษยาไม่ปากมากแล้ว เขากำลังจมดิ่งอยู่ในความหวาดกลัวอันไร้ที่สิ้นสุด
ชั่วพริบตาที่เจียงฉางเซิงเห็นร่างนั้น เขาก็เริ่มการทำงานของโล่แต้มเซ่นไหว้ทันที
เปรี้ยง!
สายฟ้าน่ากลัวที่ขนาดมหึมายิ่งกว่าสายฟ้าสวรรค์ทั้งมวลที่เคยปรากฏผ่าลงมาเบื้องล่าง มันผ่าลงมาทีเดียวก็ทำให้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ของเจียงฉางเซิงลดฮวบไปพันล้านแต้ม จำนวนนี้เท่ากับแต้มเซ่นไหว้สิบล้านล้านล้านล้านแต้ม น่ากลัวเหลือเกินจริงๆ
เจียงฉางเซิงหนังตาดีดผึง เขารู้สึกสังหรณ์ร้ายขึ้นมาทันควัน
ในตอนนี้เอง ดวงเนตรมหามรรคาของเขาก็มีไอสีม่วงสายน้อยลอยอ้อยอิ่งออกมาสายแล้วสายเล่า เจ้าสิ่งนี้เกิดจากมหามรรคาอนธการ ทั้งยังไม่ใช่สิ่งที่เขาควบคุมได้
ไม่รู้เพราะสายสนกลใด เจียงฉางเซิงจึงรับรู้สัญชาตญาณของมหามรรคาอนธการ ดูเหมือนมันจะเห็นตัวตนลึกลับในด่านเคราะห์อสนีบาตนั่นเป็นศัตรูคู่อาฆาต มันอยากต่อต้านตัวตนลึกลับตนนั้น
เจียงฉางเซิงรับรู้สัญชาตญาณของมันแล้วก็ไม่คิดห้ามปราม เขาปล่อยให้มันทะลักออกมาเร็วยิ่งกว่าเก่า ไอสีม่วงหลั่งไหลออกมาเวียนวนรอบกาย ปราณกำเนิดเทพอนธการกลืนเข้ากับมันจนเหมือนหายไปแล้ว
ไม่นานนัก ทัณฑ์ริษยากับราชันเซียนกาลเวลาก็มองไม่เห็นร่างของเจียงฉางเซิงอีกต่อไป ต่อให้ใช้จิตสัมผัสก็จับสัมผัสไม่ได้
……………………………………………………