เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 772 ใช่มรรคาจริงหรือ
เจียงฉางเซิงพึ่งพาโล่แต้มเซ่นไหว้ แล้วอาศัยจังหวะนั้นสำรวจร่างที่อยู่ใจกลางแสงสีขาวในกลุ่มเมฆอย่างถี่ถ้วน ร่างนั้นแตกต่างจากมรรคาที่เขาเคยเห็นในทวนปฐมนิพพาน นี่เป็นร่างที่เหมือนมนุษย์อย่างสมบูรณ์
การผ่านด่านเคราะห์ดำเนินต่อไป!
อำนาจสวรรค์เพิ่มพลังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันสร้างแรงกดดันให้เจียงฉางเซิงมากขึ้นทุกที ขนาดเขายังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงราชันเซียนกาลเวลากับทัณฑ์ริษยา
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ราชันเซียนกาลเวลาก็ทนไม่ไหว เขากัดฟันกรอดแล้วออกไปจากห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า
ฝั่งทัณฑ์ริษยาแม้เขาจะต่อสู้ไม่เก่ง แต่อย่างไรเขาก็เป็นร่างจำแลงของเจตจำนงแห่งมหามรรคา แม้ลำบากมาก แต่เขายังทนอยู่ต่อได้
เวลานี้สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังหมอกสีม่วงที่อยู่รอบตัวเจียงฉางเซิง เขามองเห็นพลังที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
สัญชาตญาณบอกเขาว่านี่คือมหามรรคาชนิดหนึ่ง เพียงแต่มันไม่ใช่ของพันมหาโลกา!
“เจ้าหมอนี่มีพลังเช่นนี้ได้อย่างไร…หรือว่าจะเป็นมรดกของวิถีเซียน มรดกของวิถีเซียนมีสภาพเป็นเช่นไรกันแน่…”
ในใจทัณฑ์ริษยาเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ก่อนเขาแตกคอกับเจตจำนงแห่งมหามรรคา เขากับกำเนิดทัณฑ์เคยตระเวนค้นหาในพันมหาโลกา ตั้งใจจะตามหามรดกของวิถีเซียน พวกเขาถึงขั้นเคยชโลมเลือดของสรรพชีวิตล้างพันมหาโลกา ให้พันมหาโลกาหวนกลับไปสู่ยุคอนารยธรรม ทว่าถึงจะทำเช่นนั้นก็ยังตามหามรดกของวิถีเซียนไม่พบ
ทุกครั้งที่สิ่งมีชีวิตเพิ่มจำนวนขึ้น วิถีเซียนก็จะโผล่กลับมาใหม่อีกครั้ง นานวันเข้า เจตจำนงแห่งมหามรรคาทั้งหลายก็ได้แต่ปล่อยให้วิถีเซียนถือกำเนิดขึ้นมา รอคอยจนวิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้นแล้วค่อยกำจัดมัน แม้จะยุ่งยากไปบ้าง แต่ก็ไม่มีหนทางอื่น
มหามรรคาคอยมอบด่านเคราะห์ให้สรรพชีวิตทั้งหลาย แต่วิถีเซียนคงจะเป็นด่านเคราะห์ของมหามรรคา
ทัณฑ์ริษยามองมหามรรคาอนธการ ห้วงอารมณ์ในใจค่อยๆ สงบ
ด่านเคราะห์อสนีบาตยังดำเนินต่อไป อสนีบาตมากมายมหาศาลแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ในสายฟ้าแต่ละเส้นดูเหมือนซ่อนวิถีบำเพ็ญแห่งหนึ่งเอาไว้ เงาร่างมากมายนับไม่ถ้วนเหาะตามกันลงมาเบื้องล่าง พวกเขาปะทะกับโล่แต้มเซ่นไหว้แล้วแตกสลายหายไป
จิตใจของเจียงฉางเซิงเริ่มเยือกเย็นลง ในเมื่อมองไม่ออก เช่นนั้นก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม แล้วทุ่มสุดกำลัง!
ระหว่างผืนฟ้ากับผืนทะเล หยดน้ำฝนยังคงนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ แต่พวกมันทยอยถูกสายฟ้าทำลาย บ่งบอกว่าพวกมันล้วนไม่ใช่ภาพลวงตา
เจียงฉางเซิงรอคอยอย่างอดทน แต้มเซ่นไหว้ตรงหน้าลดลงด้วยความเร็วที่เขายังยอมรับได้อยู่
หมอกสีม่วงที่เกิดจากมหามรรคาอนธการโอบล้อมรอบตัวเจียงฉางเซิงแล้วขยายออกไปรอบๆ อย่างไม่หยุดหย่อน พวกมันไหลทะลักเปลี่ยนรูปร่างอย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ กลืนร่างแยกผานกู่ทั้งห้าพันตนเข้าไปในหมอกสีม่วงแห่งอนธการ
ระหว่างกระบวนการนี้ เจียงฉางเซิงพบว่ามหามรรคาอนธการแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่เขาคนเดียว สิ่งมีชีวิตที่ฝึกบำเพ็ญมหามรรคาอนธการในวิถีเซียนทั้งหมดต่างสัมผัสได้ถึงสภาวะอันยอดเยี่ยมบางอย่าง ผู้ฝึกบำเพ็ญระดับขั้นสูงเริ่มเข้าฌานฝึกวิชา ผู้ฝึกบำเพ็ญระดับขั้นต่ำลุ่มหลงกับสภาวะอันยอดเยี่ยมนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น
ผ่านไปประมาณหลายวัน
แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงก็หายไปเกินครึ่ง ก้อนแสงสีขาวในกลุ่มเมฆข้างบนขยายตัวจนไม่เห็นสุดปลายแล้ว ท้องนภาทั้งผืนดูราวกับถูกแสงสีขาวกลบมิด ร่างที่ยืนทระนงอยู่ใจกลางของมันไม่ใหญ่โต อาจเรียกได้ว่าเล็กกระจ้อยร่อยด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนไปจับจ้องบนร่างนั้น ความยำเกรงกลับผุดพรายขึ้นในจิตใจอย่างห้ามไม่ได้
เจียงฉางเซิงเกิดอาการเช่นนั้นเหมือนกัน ทว่าทุกครั้งที่เขาเกิดความรู้สึกนั้น ความไม่ยินยอมและความรู้สึกเป็นอริอย่างแรงกล้าอีกสายหนึ่งจะทะลักออกมาจากเบื้องลึกของจิตใจ เข้ามาแทนที่ความยำเกรงที่ว่า
นั่นก็คือสิ่งที่มหามรรคาอนธการมอบให้เขา
มหามรรคาอนธการมองมรรคาที่อยู่ข้างบนนั่นเป็นศัตรู บางทีนี่อาจเป็นแรงกดดันที่มรรคาใช้เล่นงานเจียงฉางเซิง ส่วนมหามรรคาอนธการกำลังปกป้องนายของมันอยู่
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา สายตาแหงนมองร่างนั้น ร่างแยกของเขายืนอยู่ข้างบัลลังก์เทพ กำลังแหงนหน้ามองร่างตรงใจกลางเมฆแสงสีขาวอยู่เช่นกัน
ร่างแยกผานกู่ห้าพันร่างก็กำลังทำท่าเดียวกันอยู่ แววตาของพวกมันเฉยชาเช่นเดียวกับร่างต้น ความเฉยชานี้แฝงด้วยความเป็นศัตรู แม้แต่ทัณฑ์ริษยายามเห็นแววตานี้ก็ยังพรั่นพรึงจับจิต
นี่มันความอาฆาตอะไรกัน
เหมือนมีความแค้นลึกล้ำเท่ามหาสมุทรอย่างนั้นแหละ!
จู่ๆ ทัณฑ์ริษยาก็เกิดลางสังหรณ์บางอย่าง มรรคาจารย์ผู้นี้แตกต่างจากมรรคาจารย์ของวิถีเซียนคนก่อนๆ เขาอาจสั่นสะเทือนพันมหาโลกาอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อนได้จริงๆ
ส่วนเขาจะเอาชนะเจตจำนงแห่งมหามรรคาผู้นั้นได้หรือไม่ ทัณฑ์ริษยายังบอกไม่ได้ เพราะความแข็งแกร่งของเจ้านั่นใช่ว่าจะอาศัยปาฏิหาริย์เอาชนะได้
ทุกครั้งที่นึกถึงเจตจำนงแห่งมหามรรคาตนนั้น ทัณฑ์ริษยาก็จมลงในความหวาดกลัว
เจียงฉางเซิงไม่รู้ความคิดของเขา แล้วก็ไม่คิดจะใส่ใจ
เขามีชีวิตอยู่มาตั้งเจ็ดสิบห้าล้านกว่าปี ลำบากยากเย็นนักกว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ เขาจะล้มเหลวไม่ได้!
ศัตรูในอดีตผุดขึ้นมาในม่านสายตาของเจียงฉางเซิงราวกับหมอกควัน การต่อสู้หนแล้วหนเล่าหล่อหลอมจิตใจเขาให้ไม่กลัวเกรงศัตรู เมื่อได้รับอิทธิพลจากมหามรรคาอนธการมาเสริม ร่างในเมฆแสงสีขาวร่างนั้นก็ไม่น่ากลัวในสายตาของเจียงฉางเซิงอีกต่อไป
เจียงฉางเซิงนั่งลง มือขวาถือทวนปฐมนิพพาน เขาขยับนิ้วมือเล่น เหมือนรอคอยจนจะเริ่มหมดความอดทนแล้ว
เขาสังหรณ์ว่าจุดสูงสุดของการผ่านด่านเคราะห์หนนี้คือจังหวะที่ร่างนั้นกระโดดลงมาร่วมวง จิตใจของเขาอัดแน่นด้วยความกระหายอยากต่อสู้
ศึกนี้ เขาจะชนะ เขาจะประกาศศึกกับมหามรรคาอย่างเป็นทางการ!
เปรี้ยง!
อสนีบาตสวรรค์อีกสายหนึ่งฟาดลงมาพร้อมกับขุมพลังของวิถีบำเพ็ญสักแห่ง ร่างของยอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนโถมลงมาโจมตีด้วยกระบวนท่าต่างๆ นานา แต่ไม่ว่าพลังของพวกเขาจะแข็งแกร่งสักเท่าใดก็ไม่อาจสั่นคลอนโล่แต้มเซ่นไหว้ได้
เวลานี้ จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็นึกสงสัยว่าพลังของแต้มเซ่นไหว้แข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่ แต้มเซ่นไหว้ของเขาได้มาจากการสะสม ก่อนหน้านี้เขาสนใจแค่มันจะยืนหยัดอยู่ได้นานเท่าใด แต่มองข้ามพลังป้องกันของตัวแต้มเซ่นไหว้ไปอย่างสิ้นเชิง
กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปอีกสองวัน แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงใกล้จะถูกใช้หมดแล้ว แต่อำนาจสวรรค์ยังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เจียงฉางเซิงไม่ลนลาน กลับกันเขาลุกขึ้นยืนอย่างเนิบช้า ยังไม่ทันที่แต้มเซ่นไหว้จะถูกใช้จนหมด เขาก็ปลดโล่แต้มเซ่นไหว้ออก พลังของสายฟ้าสวรรค์ในจังหวะนั้นพุ่งไปแตะจุดที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
สายฟ้าสวรรค์สีแดงเข้มเส้นหนึ่งทะลวงผ่านหมอกสีม่วงแห่งอนธการเข้ามา เจียงฉางเซิงยกทวนขึ้นแล้วใช้ปลายทวนโจมตีสายฟ้า
เปรี้ยง!
แรงปะทะอันน่ากลัวซัดผ่าหมอกสีม่วงแห่งอนธการแบ่งมันออกเป็นสองชั้นบนล่าง แรงปะทะกวาดขวางไป ทำลายหยดน้ำฝนนับไม่ถ้วนที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศต่อ แทบจะในเวลาเดียวกัน ร่างลึกลับที่หลบอยู่ใจกลางเมฆแสงสีขาวมาตลอดร่างนั้น จู่ๆ ก็ทะยานร่างตรงดิ่งมาหาเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงทะยานร่างขึ้นไปหาอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน ดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผากเบิกโพลง ยอดสมบัติทั้งร่างเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้า บดบังสีหน้าของเขา
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง…
ทั้งสองฝ่ายซัดการโจมตีใส่กันอย่างดุดัน ร่างกายของพวกเขาหายตัวไปตามตำแหน่งต่างๆ อย่างฉับไว กลายเป็นประกายแสงผลุบโผล่อยู่ระหว่างผืนฟ้ากับผืนสมุทร สายฟ้าสวรรค์นับไม่ถ้วนไล่ตามพวกเขาไปติดๆ
ร่างจำแลงของมรรคาเปล่งแสงเจิดจ้า ขณะที่แสงศักดิ์สิทธิ์ของฝั่งเจียงฉางเซิงออกไปทางสีม่วง การโจมตีแต่ละครั้งของทั้งสองสั่นสะเทือนมิติจนบิดเบี้ยว ผิวทะเลเบื้องล่างยุบลงไปเป็นหลุมมหึมา ราวกับถูกอุกกาบาตพุ่งชน
มือขวาของเจียงฉางเซิงร่ายรำทวนปฐมนิพพาน มือซ้ายควบคุมสมบัติอาคมอย่างต่อเนื่อง สมบัติอาคมมากมายวนเวียนรอบตัวเขา ช่วยเขาสกัดการโจมตีของสายฟ้าสวรรค์
ร่างจำแลงของมรรคาไม่ถูกสายฟ้าสวรรค์จู่โจม เขาไม่มีศาสตราเทวะใดๆ อาศัยเพียงหมัดเท้า ทุกการโจมตีล้วนแฝงด้วยพลังของกฎแห่งมหามรรคา ทั้งยังไม่ใช่กฎแห่งมหามรรคาสายเดียว ทุกครั้งที่ปะทะกันเจียงฉางเซิงรู้สึกราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับมหามรรคาทั้งสามพันสาย
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็นึกถึงประมุขแห่งนับอนันต์
ประมุขแห่งนับอนันต์ก็ครอบครองมหามรรคาสามพันสายเหมือนกัน ถือเสียว่าซ้อมมือล่วงหน้าก็แล้วกัน!
แม้อสนีบาตสวรรค์ที่ฟาดลงบนร่างจะเจ็บปวดยิ่งนัก แต่ความใจสู้ของเจียงฉางเซิงยังคงเพิ่มพูน มหามรรคาอนธการเอ่อล้นออกมาจากดวงเนตรมหามรรคาของเขา มันก่อตัวรวมกันเป็นเกราะเทพรอบตัว ช่วยเขาลดทอนอาการบาดเจ็บส่วนใหญ่ที่เกิดจากอสนีบาตสวรรค์ แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าสายฟ้าสวรรค์ก็ยังหลบลอดสมบัติอาคมกับหมอกสีม่วงของอนธการลงมาฟาดบนตัวเขาได้อยู่ดี
เปรี้ยง!
ร่างจำแลงของมรรคาต่อยหมัดออกมาหนึ่งหมัด มหามรรคาทั้งสามพันสายก่อเกิดเป็นรูปลักษณ์ คล้ายกับมีภาพโลกนับล้านล้านใบปรากฏขึ้นมา พวกมันหดเล็กลงอย่างเร็วจี๋แล้วพุ่งเข้ามาโจมตีทวนปฐมนิพพานทั้งหมดในคราวเดียว
ทวนปฐมนิพพานกลืนกินมหามรรคาทั้งสามพันสายเข้าไป แต่มันไม่อาจย่อยพลังเหล่านั้นได้หมดในทันที เจียงฉางเซิงจำต้องขับพวกมันออกไป ชั่วพริบตานั้นจึงเปิดโอกาสให้ร่างจำแลงของมรรคา
ร่างจำแลงของมรรคาอ้อมหมัดหลบทวนปฐมนิพพาน ต่อยลงบนหน้าอกของเจียงฉางเซิง หมัดนี้ส่งเขาลอยละลิ่วลงไปเบื้องล่าง ทะลุผิวน้ำจมลงไปใต้ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า ผิวมหาสมุทรแตกเป็นชิ้นๆ ประหนึ่งชั้นน้ำแข็ง
หลังจากจมลงใต้มหาสมุทร สายฟ้าสวรรค์นับไม่ถ้วนก็พุ่งตัวตามลงมา พวกมันเกี่ยวกระหวัดเป็นแพล้อมรอบตัวเจียงฉางเซิงที่อยู่ใต้น้ำ
ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าลึกจนไม่เห็นก้น เจียงฉางเซิงจมดิ่งลงไปอย่างเร็วจี๋ แต่กระนั้นก็ยังจมลงไปไม่ถึงก้นสมุทรอยู่ดี สายฟ้าสวรรค์อันน่ากลัวเข้ามาทำร้ายเขาอย่างบ้าคลั่ง
ชั่วจังหวะที่สติหลุดลอย เจียงฉางเซิงจมลงไปในภาพมายานับไม่ถ้วน แต่เขาอาศัยเจตจำนงอันแข็งแกร่งของตนเองทำลายภาพมายาแตกกระจาย เรียกจิตกลับมายังกายเนื้ออย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!
ลำแสงสีม่วงสายหนึ่งทะลวงขึ้นมาจากห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า ตรงดิ่งไปยังผืนฟ้า มันโจมตีเมฆแสงสีขาวกลางกลุ่มอสนีบาตจนแตกกระจาย สายฟ้าสวรรค์นับไม่ถ้วนพยายามจะอ้อมหลบลำแสงสีม่วง ทว่าแค่สัมผัสถูกเพียงเล็กน้อย สายฟ้าสวรรค์ก็สลายไปทันที
ดัชนีมรรคพิฆาตโลกา!
เจียงฉางเซิงเหินขึ้นมาจากก้นสมุทร แขนชูทวนปฐมนิพพานแทงใส่ร่างจำแลงของมรรคา มหามรรคาอนธการระเบิดพลังออกมา ราวกับน้ำหมึกสีม่วงสาดลงบนโลกา มันโจมตีห้วงสุญญตาจนแหลกละเอียด แล้วปะทะกับร่างจำแลงของมรรคา
ร่างจำแลงของมรรคาแตกสลาย ทว่ายังไม่ทันที่เจียงฉางเซิงจะได้โล่งอก พลังอันแข็งแกร่งสายแล้วสายเล่าก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้า เจียงฉางเซิงเงยหน้ามองก็พบว่าใจกลางเมฆแสงสีขาวที่ถูกโจมตีจนทะลุก้อนนั้น มีร่างจำแลงของมรรคาร่างแล้วร่างเล่าปรากฏตัวออกมาอีก พวกมันมีกันมากมายนับไม่ถ้วน
ช่วงที่น่ากลัวที่สุดของด่านเคราะห์อสนีบาตมาถึงแล้ว!
ร่างแยกผานกู่ห้าพันร่างรับรู้เจตจำนงของเจียงฉางเซิง พวกมันยืนตั้งค่ายกลแล้วเรียกร่างมายาของผานกู่ออกมาทันที!
พวกมันมายืนอยู่ด้านหลังของเจียงฉางเซิงอย่างพร้อมเพรียง ประหนึ่งกองทัพเทพอันยิ่งใหญ่ที่ยืนตระหง่านบนท้องฟ้า ร่างมายาของผานกู่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นยังคงน่าเกรงขามเหมือนเก่า เขาแผดเสียงคำรามอย่างเงียบงัน ร่างกายเปี่ยมด้วยพละกำลัง ประหนึ่งกำลังคำรามใส่สวรรค์
เจียงฉางเซิงกับร่างมายาของผานกู่ยืนประจันหน้ากับท้องนภา เผชิญหน้ากับร่างจำแลงของมรรคาร่างแล้วร่างเล่าด้วยกัน
“นั่นมัน…เป็นไปได้อย่างไรกัน…”
ทัณฑ์ริษยามองร่างมายาของผานกู่ เกลียวคลื่นลูกโตโถมซัดอยู่ในหัวใจ
นี่เขากำลังเห็นอะไรอยู่
“นั่นมัน…มรรคา!”
ทัณฑ์ริษยาตะโกนเสียงหลง ในที่สุดเสียงของเขาก็ดึงความสนใจของเจียงฉางเซิงได้
มรรคาอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงเหลือบมองร่างมายาของผานกู่ที่อยู่ด้านหลังอย่างไม่รู้ตัว ร่างมายาผานกู่สูงหมื่นจั้งกำลังแหงนหน้าคำรามใส่ท้องฟ้า แม้ไม่มีเสียงดังสนั่นชวนให้หูดับ แต่ดูจากท่าทางก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังคำรามสุดเสียง
ผานกู่ก็คือมรรคาอย่างนั้นรึ
เป็นไปไม่ได้!
ร่างแสงสีขาวที่เขาเห็นในทวนปฐมนิพพานแตกต่างจากผานกู่อย่างสิ้นเชิง
ประเดี๋ยวก่อนนะ!
แล้วร่างแสงสีขาวนั่นใช่มรรคาจริงหรือ
หรือบางที สิ่งที่เขาเห็นอาจเป็นร่างดั้งเดิมของอีกฝ่าย
ชั่วพริบตานั้นจิตของเจียงฉางเซิงเผลอตระหนกไปวูบหนึ่ง แต่ยังไม่ทันให้เขาขบคิดอันใด ร่างจำแลงของมรรคาเต็มฟ้าก็ทิ้งตัวลงมา พวกมันมีจำนวนนับไม่ถ้วนจนดูเหมือนท้องฟ้ากำลังถล่ม พวกมันทั้งหมดมีพลังไม่แพ้ร่างจำแลงของมรรคาก่อนหน้านี้
ร่างมายาของผานกู่ยกมือขวา ขวานยักษ์เล่มหนึ่งปรากฏออกมา จากนั้นก็ฟาดฟันใส่ท้องฟ้า
คลื่นพลังสีดำจากขวานผ่าสะบั้นท้องนภา ร่างจำแลงของมรรคาหลบกันสุดฤทธิ์ แต่ก็ยังมีพวกมันจำนวนไม่น้อยถูกสังหาร ร่างจำแลงของมรรคาจำนวนมากกว่านั้นพาสายฟ้าสวรรค์นับไม่ถ้วนลงมากลืนร่างเจียงฉางเซิงเข้าไป
ศึกอันดุเดือดปะทุขึ้นอีกครั้ง!
เจียงฉางเซิงต่อสู้อยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหมู่ศัตรู แต่เขากลับไม่เพลี่ยงพล้ำ เขาผสานเป็นหนึ่งกับมหามรรคาอนธการแล้วสำแดงพลังอย่างที่ไม่เคยสำแดงมาก่อน
แสงสีขาวเจิดจ้าสายหนึ่งระเบิดออกมากลางวงล้อมของร่างจำแลงแห่งมรรคาจำนวนนับไม่ถ้วน แล้วกลืนพวกมันเข้าไปอย่างรวดเร็ว
พลังอภินิหาร ฟ้าดินสิ้นสลาย!