เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 79 พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใดกันแน่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 79 พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใดกันแน่
สมรภูมิมืดสลัว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทัพใหญ่ของเก้าอาณาจักรหรือว่าทัพใหญ่แห่งราชวงศ์จิ่งต่างก็มีความสามารถในการมองเห็นต่ำเป็นที่สุด แต่พวกเขาก็ยังคงห้ำหั่นกันอย่างสุดกำลัง หลงลืมความหวาดกลัวเรื่องความเป็นตายไปสิ้น
เหล่าทหารวิญญาณในสนามรบช่างดูลึกลับและกลายเป็นฝันร้ายของเหล่าทหารเก้าอาณาจักร พวกเขาต้องขวัญผวาเมื่อพบว่าไม่อาจฆ่าทหารวิญญาณเหล่านี้ได้หมดสักที
ไอ้เจ้านักพรตปีศาจนั่นยังจะโปรยถั่วเสกทหารอีก!
วืด…
ลมวูบใหญ่พัดมาอีกครั้ง พัดฝุ่นดินในสนามรบให้จางหายไป ทุกคนสามารถมองเห็นสนามรบได้อย่างชัดเจน เหล่าพลทหารของเก้าอาณาจักรที่อยู่หน้าสุดยังคงต่อสู้เลือดอาบกายต่อไป ส่วนนายทหารในทัพที่อยู่ด้านหลังกลับต้องตื่นตกใจ
ทัพใหญ่ของเก้าอาณาจักรถูกฉีกขาดกลายเป็นแผ่นดินโลหิตผืนกว้างใหญ่น่าสยดสยองนัก กินพื้นที่เป็นรัศมีหลายสิบลี้น่าตกใจกลัวเป็นที่สุด ไอโลหิตฟุ้งกระจาย เลือดหลั่งเฉกเช่นสายธาร ซากศพจำนวนนับไม่ถ้วนนอนแผ่อยู่
ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่เต็มไปด้วยความย่อยยับ ราวกับซากที่หลงเหลือหลังวันสิ้นโลก
“เป็นไปได้อย่างไร…”
“เขาไม่ใช่มนุษย์…เขาไม่ใช่มนุษย์…”
“ข้าไม่ได้ฝันอยู่หรอกกระมัง…แล้วจะต่อสู้เช่นใด..”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…”
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ จะต้องเป็นวิชานอกรีต วิชานอกรีตเป็นแน่!”
ทหารจำนวนหนึ่งตื่นตกใจจนทรุดตัวลงกับพื้น
เมิ่งเซวียนทอดสายตามองไป สีหน้าเขาร้อนรุ่ม สายตาเขาคอยเสาะหาผู้อาวุโสตงฟาง
ขอเพียงผู้อาวุโสตงฟางไม่ตาย พวกเขาก็ยังมีความหวัง!
ทันใดนั้น!
เขาก็เห็นศพหนึ่ง!
ศพนั้นมีแสงสีทองบางๆ ส่องประกายออกมา เมิ่งเซวียนราวกับถูกฟ้าผ่า สีหน้าเผยความสิ้นหวังออกมา
เขาเห็นว่าผู้อาวุโสตงฟางนอนจมกองเลือด เหลือเพียงแค่ร่างท่อนบน และยังคงอยู่ในท่าซัดหมัด ผิวกายของเขายังคงเป็นสีแดงประกายทองแต่มีบาดแผลเต็มตัว เขาถลึงตากว้าง ตายตาไม่หลับ
ฝ่ามือเมื่อครู่นี้สังหารพลทหารไปกว่าหนึ่งล้านนายและยังเข้าโจมตีผู้แข็งแกร่งในขั้นกายาทองคำผู้นี้จนตายด้วย
เมิ่งเซวียนเงยหน้าขึ้นมอง เพิ่งจะเงยหน้าขึ้นร่างของเขาก็แข็งทื่อ ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น มีทหารเงยหน้าขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ และความสิ้นหวังก็แผ่ซ่านไปบนใบหน้าของพวกเขา
พวกเขามองเห็นทั้งดาบ กระบี่ ง้าว ทวน ตะขอ ขวานและอาวุธมีคมอื่นๆ ลอยคว่ำหัวลงอยู่บนท้องฟ้าสูง เรียงรายถี่ยิบไปหมด ไม่อาจนับได้ว่าจริงๆ แล้วมีจำนวนเท่าใด
แม้แต่เหล่าพลทหารของทั้งสองฝ่ายที่กำลังเข้ารบพุ่งกันก็ยังเริ่มสังเกตเห็นภาพสุดอลังการบนท้องฟ้าและไม่มีใครเลยที่ไม่เบิกตากว้าง
เหล่าเทวชนที่กำลังโรมรันอยู่ในสมรภูมิต่างขยับออกห่างกันและแหงนหน้าขึ้นมองแผ่นฟ้า
คนหนึ่งในนั้นใบหน้าซีดเผือด ยิ้มเศร้าพลางเอ่ย “พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด…”
ไม่มีใครตอบเขาและเขาก็ไม่ต้องการคำตอบ เพราะเขากำลังถามตนเองอยู่
อาวุธมีคมหลายล้านชิ้นลอยคว่ำหัวลงมาอยู่บนแผ่นฟ้า ความรู้สึกบีบคั้นเช่นนั้นมีเพียงคนที่ต้องเผชิญหน้ากับมันจึงจะสัมผัสได้ ชั่วอึดใจนี้ไม่ว่าความหวังหรือปณิธานการต่อสู้ใดๆ ล้วนหายวับไปสิ้น
การรบพุ่งหยุดลงอีกครั้งแล้ว
บรรดาทหารฝั่งต้าจิ่งต่างหยุดหายใจเพราะตื่นตะลึงจนสมองว่างเปล่า
วิถียุทธ์สามารถแข็งแกร่งจนถึงขั้นนี้เชียวหรือ
“รีบหนีเร็ว!”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา ทหารเก้าอาณาจักรไม่รู้จำนวนจึงตกใจได้สติขึ้นมาทันใด ก่อนหันหลังวิ่งหนี และแผ่นดินก็สั่นสะเทือนรุนแรงอีกครั้ง
ภายในค่ายทหารของเก้าอาณาจักรที่อยู่ห่างออกไป ทุกคนต่างแหงนหน้าขึ้นมองอาวุธมีคมที่อยู่เต็มท้องฟ้า พวกคนสูงวัยยิ่งคุกเข่าลงเอาแต่โขกหัวกับพื้นวิงวอนขอสวรรค์ให้อภัย
พวกเขานึกว่าตนเองล่วงเกินสวรรค์ สวรรค์จึงต้องการลงทัณฑ์พวกเขา เพราะนอกเหนือจากนี้แล้วพวกเขาก็ไม่อาจอธิบายสิ่งที่ตนเองพบเห็นได้
เหนือบรรดาอาวุธมีคมจำนวนมหาศาลขึ้นไป เจียงฉางเซิงก้มลงมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็ยังโบกมือช้าๆ
ศึกครานี้หากไม่โหดเหี้ยมก็ยากยิ่งที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าสะพรึงกลัว
ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่เขาประมือกับผู้อาวุโสตงฟางผู้นั้นอยู่พักหนึ่ง เพราะหากสังหารไปในพริบตาก็จะไม่ทำให้รู้สึกสิ้นหวังเพียงพอ
แน่นอนว่าเขาก็ไม่ต้องการให้ทัพใหญ่ของเก้าอาณาจักรตายกันเกลี้ยง ให้เหลือคนรอดสักครึ่งหนึ่งเป็นพอ อีกหลายสิบปีจากนี้อาณาบริเวณของเก้าอาณาจักรก็จะกลายเป็นแผ่นดินของต้าจิ่ง วันหน้าล้วนจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
อาวุธมีคมเต็มฟ้าพุ่งลงสู่เบื้องล่าง เป็นฝนกระหน่ำอย่างกับเทอ่างลงมา นำพาพลกำลังเช่นฟ้าถล่มลงไปสู่เบื้องล่าง
พริบตานี้ทัพใหญ่แห่งเก้าอาณาจักรต่างสิ้นหวังกันทุกคน ส่วนทัพใหญ่ของต้าจิ่งก็ไม่ได้ปีติยินดี ได้แต่มองการสังหารหมู่ที่กำลังจะมาถึงด้วยสายตาเหม่อลอย
…
รัฐซือ เมืองหลวง
ณ ห้องทรงพระอักษรในวังหลวง
เจียงจื่ออวี้วางฎีกาลง ลุกขึ้นยืนและเดินวนเวียนไปมาภายในห้อง
เจียงซิ่วอดถามไปไม่ได้ว่า “เสด็จพ่อ ท่านทรงเป็นกังวลกับท่านอาจารย์ปู่ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ตัวเขาก็กังวลใจมากเช่นกัน เก้าอาณาจักรรวมทัพ สองสำนักหลังบัลลังก์ร่วมมือ ลำพังแค่อาศัยอาจารย์ปู่ผู้เดียวจะไหวจริงหรือ
เจียงจื่ออวี้ย้อนนึกถึงภาพที่เจียงฉางเซิงต่อสู้กับหอมังกรมหายานเพียงลำพังเพื่อทำให้ตัวเองมั่นใจ แต่พอคิดถึงกำลังทหารของทัพศัตรูเขาก็ยังควบคุมความกระวนกระวายใจเอาไว้ไม่อยู่
ทัพใหญ่สิบล้านนายทีเดียว แม้แต่ตัวฮ่องเต้เช่นเขาที่กรำศึกมาแล้วครึ่งชีวิตก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจินตนาการไม่ออกแม้แต่น้อยว่ากองทัพใหญ่สิบล้านนายจะยิ่งใหญ่น่าเกรงขามเพียงใด
หรือต่อให้เป็นหมูหรือสุนัขสิบล้านตัววิ่งเข้ามาพร้อมกัน เขาก็ยังยากจะจินตนาการได้ว่าจะต้านทานได้อย่างไร
องครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งวิ่งเข้ามาถวายรายงานลับฉบับหนึ่ง
เจียงจื่ออวี้รีบแกะออกดู สีหน้าของเขายังคงเคร่งเครียด เอ่ยตามว่า “เราไม่อยากเห็นรายงานความสามารถของศัตรู เราต้องการแค่รายงานชัยชนะเท่านั้น!”
“พ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์ชุดขาวรีบจากไปทันที
เจียงจื่ออวี้เดินออกไปจากประตูห้อง ทอดสายตามองไปทางทิศเหนือซึ่งเป็นทิศทางของสนามรบพลางถอนหายใจ
‘ท่านพ่อ ลูกต้องพึ่งท่านแล้ว’
เจียงจื่ออวี้คิดอยู่เงียบๆ ดวงตาเริ่มเหม่อลอย
เจียงซิ่วเดินตามออกมายืนอยู่ข้างๆ เสด็จพ่อของเขา นิ่งเงียบไม่พูดจา
ตามกำหนดเวลา ตอนนี้น่าจะเปิดฉากรบแล้ว
ต้าจิ่งจะสิ้นแคว้นหรือได้ครอบครองใต้หล้าก็ต้องดูจากศึกครานี้แล้ว!
แม้เขาจะรู้ว่าเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งมาก แต่ยามนึกถึงท่าทีอ่อนโยนและมีเมตตาที่เจียงฉางเซิงปฏิบัติต่อเขาในยามปกติแล้ว เขาก็ยากจะจินตนาการได้ว่าเจียงฉางเซิงจะพลิกวิกฤตได้อย่างไร
ยิ่งถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ สองพ่อลูกก็ยิ่งจิตใจวุ่นวาย
“ไม่ต้องดูแล้ว ต่อให้นักพรตปีศาจนั่นสามารถควบคุมสนามรบได้ ต้าจิ่งก็ต้องล่มสลายอยู่ดี”
เสียงเย็นเยียบหนึ่งดังขึ้น สองพ่อลูกหันไปมองอย่างตกใจ เห็นร่างหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามาปรากฏตัวบนหลังคาทางด้านข้างตั้งแต่เมื่อใด
เป็นปัญญาชนแห่งหอชุมดาราผู้นั้นนั่นเอง
ปัญญาชนถือพัดอยู่ในมือ ยิ้มเหมือนไม่ยิ้มขณะก้มลงมามองพวกเขา
เจียงซิ่วสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด ทั้งหวาดกลัวและตื่นตระหนก
เจียงจื่ออวี้เอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “เรายังนึกว่าสำนักหลังบัลลังก์จะเปิดเผยองอาจ ที่แท้ก็ใช้วิธีเยี่ยงนี้ด้วยเช่นกัน”
ปัญญาชนส่ายหน้าหัวเราะลั่นกล่าวว่า “ช่วยไม่ได้ ผู้หนุนหลังพวกเจ้าจัดการยากเหลือทน ยามนี้ภายในเมืองหลวงไร้เทวชน ฮ่องเต้ต้าจิ่ง พระองค์มีสิ่งใดจะสั่งเสียหรือไม่”
เจียงจื่ออวี้แค่นเสียงกล่าวว่า “สองสำนักหลังบัลลังก์ร่วมมือกัน สิบสามรัฐพอให้พวกเจ้ากินหรือ”
“หากเป็นอาณาจักรอื่นก็ไม่พอจริงๆ แต่สิบสามรัฐแห่งต้าจิ่งมีชีพจรมังกรซ่อนอยู่ จะต้องช่วงชิงมาให้จงได้ พวกเราต้องเตรียมการกว่าร้อยปีเพื่อยึดอาณาจักรของพวกเจ้า น่าเสียดายที่คู่ปรับเปลี่ยนจากหอมังกรมหายานมาเป็นนักพรตปีศาจนั่น ทว่าเช่นนี้ก็ดี ไม่มีหอมังกรก็ไม่ต้องไปต่อกรกับเหล่าสำนักหลังบัลลังก์ที่เป็นมิตรกับพวกเขา” ปัญญาชนเอ่ยพลางส่ายหัว น้ำเสียงปลงอนิจจัง
ชีพจรมังกร…
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
เจียงจื่ออวี้เข้าใจขึ้นมาทันใด เขาดึงตัวเจียงซิ่วไปข้างหลัง เอ่ยถามว่า “สังหารเราได้ แต่จะปล่อยผู้อื่นไปได้หรือไม่”
ปัญญาชนเอ่ยเหน็บแนมว่า “ฮ่องเต้ทรงคิดว่าเป็นไปได้หรือ พวกเราต้องเปลี่ยนราชนิกูลกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเพื่อดึงเก้าราชวงศ์ให้เข้ามา แล้วราชสกุลเจียงของท่านจะอยู่รอดปลอดภัยได้เยี่ยงไร
วันนี้พระองค์ต้องตาย โอรสของพระองค์ก็ต้องตาย ทุกคนในวังหลวงล้วนต้องตายทั้งสิ้น!”
ปัญญาชนกระโดดตัวขึ้น พัดในมือกลายเป็นใบมีดคม เขาสะบัดเข้าจู่โจมเจียงจื่ออวี้
เจียงจื่ออวี้เตรียมซัดฝ่ามือเข้าต้านในทันที แต่ในเวลานี้เองร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงจื่ออวี้ พลางชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า พลังปราณที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูงสุดและทะลุหน้าผากของปัญญาชน
ปัญญาชนถลึงตากว้างร่ำร้องด้วยความหวาดกลัวอยู่ในใจว่า “เป็นเขาได้อย่างไร…”
ตุ้บ!
ปัญญาชนร่วงลงกับพื้น สองตาเบิกกว้าง เลือดสดทะลักออกจากหน้าผากและอาบลูกตาข้างหนึ่งของเขาจนแดงฉาน
เจียงจื่ออวี้และเจียงซิ่วนิ่งงันไปกับที่ ขณะมองร่างที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ!
เจียงฉางเซิง!
“ท่านพะ…ท่านอาจารย์…เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่”
เจียงจื่ออวี้ไม่ได้ดีใจแต่กลับหวาดกลัว เมื่อเจียงฉางเซิงอยู่ที่นี่แล้วในสมรภูมิจะทำเช่นใด
ทหารทั้งหมดของต้าจิ่งล้วนอยู่ที่สนามรบ หากถูกสังหารจนหมด ต้าจิ่งจะต้องล่มสลาย
เจียงจื่ออวี้รู้สึกสิ้นหวังอยู่ในใจแต่เขาไม่อาจตำหนิเจียงฉางเซิงได้ ร่างเขาอ่อนยวบลง ก้มหน้าลงยิ้มเจื่อน กล่าวว่า “จบกัน ท่านอาจารย์จะสามารถพาโอรสธิดาของเราหนีไปได้หรือไม่ ไปให้ไกลจากอาณาจักรจิ่ง อย่างน้อยให้ราชสกุลเจียงได้หลงเหลือสายโลหิตเอาไว้”
เจียงซิ่วมองเหม่อไปยังแผ่นหลังของเจียงฉางเซิง ภายในใจก็มีความรู้สึกหลากหลายปนเปเช่นเดียวกัน
ระหว่างแผ่นดินกับพวกเขา อาจารย์ปู่เลือกพวกเขา
เจียงฉางเซิงหันหน้ามามองเจียงจื่ออวี้ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าเด็กโง่ เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่กันเล่า เตรียมรับรายงานแห่งชัยชนะเถิด”
เจียงฉางเซิงหายวับไปกับที่ ราวกับไม่เคยปรากฏตัวขึ้นเลย
เจียงจื่ออวี้สีหน้าเลื่อนลอย ไม่เข้าใจคำพูดของเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงอยู่ที่นี่แล้วที่สนามรบจะชนะได้อย่างไร
หรือว่าเจียงฉางเซิงจะรีบไปสนามรบในตอนนี้
….
ภายในเรือนพัก
เจียงฉางเซิงเดินมาฝึกวิชาที่ใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพีต่อ
ไป๋ฉีอดถามไม่ได้ว่า “ท่านนักพรต ท่านอาศัยแค่ร่างแยกร่างหนึ่งไปที่สนามรบ ท่านประมาทเกินไปหรือไม่”
วิชาแยกร่างของเจียงฉางเซิงเป็นการแบ่งแยกพลังวิญญาณ สามารถแยกร่างได้มากที่สุดถึงหนึ่งร้อยร่าง หากเป็นดังนั้นพลังวิญญาณของร่างแท้ก็จะเหลือแค่หนึ่งในร้อย
เวลานี้เจียงฉางเซิงแยกร่างออกไปหนึ่งร่าง ไม่ว่าร่างแท้หรือร่างแยกก็จะเหลือพลังวิญญาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น
แต่ก็เพียงพอแล้ว
เพราะเจียงฉางเซิงก็ไม่อยากพึ่งพาวิชาแยกร่าง แต่จนใจที่เวลานี้เป็นสถานการณ์พิเศษ เขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ศัตรูจะรักษาคุณธรรมแห่งยุทธ์ถึงเพียงนั้น เป็นดังที่คาดไว้ มีคนมาลอบสังหารเจียงจื่ออวี้จริงๆ
คนที่กำลังผาดโผนอยู่ในสนามรบเป็นร่างแยกของเขา แล้วร่างแยกเพียงพอที่จะรับมือกับขั้นกายาทองคำได้หรือไม่ ต่อให้มีคนในขั้นจักรวาลมาปรากฏตัวก็ยังรับมือได้ไหว!
เจียงฉางเซิงแกล้งพูดอย่างจนใจว่า “ก็ประมาทจริง แต่ก็ไม่มีทางอื่น มิใช่หรอกหรือ“
เขาแอบตั้งตารอคอยอย่างหนักว่าศึกหนนี้จะนำรางวัลรอดชีวิตมาให้เขาได้มากสักเท่าใดกัน
ไป๋ฉีนิ่งเงียบ
ภายในบริเวณเรือนพักไม่มีคนอื่นอยู่ เพราะเจียงฉางเซิงจงใจให้พวกเขาออกไปเพื่อไม่ให้วิชาอาคมของตนแพร่งพราย เหลือแต่หมาป่าไป๋ฉีตัวหนึ่งไว้ให้ตัวเขาได้แสร้งอวดเก่งเป็นพอแล้ว
เริ่มมียอดอ่อนหลายยอดโผล่ออกมาบนกิ่งของต้นไม้พลังวิญญาณปฐพี ลมอ่อนโชยพัด พลังวิญญาณแผ่กระจายให้ใต้ต้นไม้เย็นสบาย ไม่ได้รู้สึกถึงตะวันแผดร้อน
…
ณ สมรภูมิโจวเหนือ รัศมีหนึ่งร้อยลี้แสนเวิ้งว้างกลายเป็นนรกบนแดนมนุษย์
อาวุธมีคมเกลื่อนเต็มพื้น อาวุธแต่ละชิ้นล้วนแทงทะลุศพหนึ่งศพ บ้างก็ถูกตรึงอยู่กับพื้น บ้างก็ถูกแขวนอยู่บนปลายทวนปลายหอก เรียงรายถี่ยิบเต็มไปหมด นับไม่หวาดไม่ไหว
เจียงอวี้สั่งการให้พลทหารไปเก็บกวาดสนามรบ เขามองไปยังซากศพเกลื่อนกลาดทั่วทิศแล้วต้องสูดหายใจลึกๆ พยายามให้จิตใจตนเองสงบลง
ทัพใหญ่แห่งต้าจิ่งกำลังไล่สังหารทัพของเก้าอาณาจักร โดยเหลือกำลังไว้ตรวจสอบสนามรบหลายหมื่นนาย
ตุ้บ!
ศพหนึ่งร่วงลงมาตกอยู่ข้างๆ เจียงอวี้ เป็นเมิ่งเซวียนแห่งหุบเขาชำนาญยุทธ์ ผู้นำเก้ากองทัพนั่นเอง
เมิ่งเซวียนก็ตายตาไม่หลับเช่นกัน ใบหน้าโชกไปด้วยเลือด
เจียงอวี้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเทวชน นึกเพียงว่าเป็นคนธรรมดาทั่วไป เมื่อเขาหันหน้าไปมอง เจียงฉางเซิงก็ร่อนตัวลงมาจากท้องฟ้า เท้าเขาเหยียบอยู่บนเมฆก้อนหนึ่ง
ขี่เมฆ…
หนังตาของเจียงอวี้กระตุก ไม่มีเวลาไปตื่นตกใจใดๆ อีกแล้ว เขามองเจียงฉางเซิงและเอ่ยด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นว่า “พี่ฉางเซิง ต้าจิ่งอาศัยกำลังท่านพลิกวิกฤตได้อีกคราแล้ว”
เขารู้อย่างชัดเจนว่าหากไม่มีเจียงฉางเซิงต้าจิ่งจะต้องกลายเป็นราชวงศ์ฉู่ไปนานแล้ว และราชสกุลเจียงก็จะกลายเป็นเรื่องน่าขันในประวัติศาสตร์
เจียงฉางเซิงมองลงมาที่เขา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าก็ควรจะกลับไปเสียที เทวชนที่ต้องพบเจอล้วนตายไปหมดแล้ว พวกที่เหลือก็เป็นเพียงพวกไร้น้ำยา เจ้าอย่าได้ไล่ล่าสังหารหนักหนาเกินไป แม้จะมีชัยยิ่งใหญ่จากการรบครั้งหนึ่ง แต่ต้าจิ่งก็ยังต้องการเวลาจัดการเรื่องนี้อยู่”
เจียงอวี้พยักหน้ารีบเอ่ยต่อว่า “ตกลง ท่านรีบกลับไปเถิด ข้ากังวลว่าจะมีคนวางแผนร้ายต่อฝ่าบาท”
เจียงฉางเซิงหันหลังกลับ ขี่เมฆจากไป พริบตาเดียวก็หายวับไปที่ขอบฟ้า
รวดเร็วเหลือเกิน!
ท่องเสรีในใต้หล้า คือผู้เป็นเซียนแท้จริง
เจียงอวี้ทอดถอนใจอยู่ในอก เขาไม่อาจรู้ได้ว่าเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งมากขนาดไหน รู้เพียงเจียงฉางเซิงเป็นเช่นคนในครอบครัว
อารมณ์ของเขาพลุ่งพล่านตามไป
หลังศึกครานี้ ถือว่าต้าจิ่งแข็งแกร่งมากเพียงใดหรือ
………………………………………