เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 80 ได้อภินิหารครั้งแรก มรรคาจารย์ต้าจิ่ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 80 ได้อภินิหารครั้งแรก มรรคาจารย์ต้าจิ่ง
[ปีเฉียนอู่ที่สิบเจ็ด หุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดารารวบรวมเก้าอาณาจักรเข้ารุกราน ต้าจิ่งตกอยู่ในภยันตราย เคราะห์ดีเจ้ายื่นมือเข้าช่วย จนผ่านเคราะห์ภัยไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นอภินิหาร นามว่า ‘วิชาอภิวัฒน์ย้ายบรรพต’]
[ปีเฉียนอู่ที่สิบเจ็ด ปัญญาชนหลี่ รองประมุขหอชุมดาราคิดจะสังหารราชนิกุลต้าจิ่ง เคราะห์ดีเจ้ายื่นมือเข้าช่วยและรอดชีวิตจากการประมือกับเขา ผ่านเคราะห์ภัยไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า ‘แหวนมหาวิญญาณ’]
อักษรสองบรรทัดนี้ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าเจียงฉางเซิง เขายิ้มออกมาในทันที ก่อนลุกขึ้นแล้วเข้าไปในภายในเรือนของตน
ไป๋ฉีเงยหน้าขึ้น รู้สึกประหลาดใจแต่ก็ไม่กล้าไปรบกวน
ร่างแยกของเจียงฉางเซิงกลับมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าสงครามยุติลงแล้ว
สองสำนักหลังบัลลังก์เและทัพใหญ่สิบล้านนาย มันจินตนาการไม่ออกเลยว่าเจียงฉางเซิงเอาชนะมาได้อย่างไร
ภายในเรือน
เจียงฉางเซิงหยิบแหวนมหาวิญญาณออกมาเป็นอันดับแรก แหวนมหาวิญญาณเป็นสีเงิน ผิวภายนอกฝังประดับอัญมณีเล็กๆ หลากหลายสีสันเอาไว้มากมาย จากนั้นความทรงจำของแหวนมหาวิญญาณก็พรั่งพรูเข้ามาภายในสมองของเขา
แหวนนี้สามารถใช้เป็นแหวนบรรจุสรรพสิ่ง ภายในมีมิติขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ เมื่อใส่พลังวิญญาณเข้าไปภายในแหวนมหาวิญญาณจะสามารถสร้างเขตอาคม กลายเป็นเกราะป้องกันกันการโจมตีของศัตรู นับเป็นสมบัติอาคมที่มีประโยชน์อย่างมาก
เจียงฉางเซิงสวมมันในทันใด พร้อมกับทลายเขตอาคมเพื่อให้มันรับรู้ว่าตนเป็นเจ้าของ
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยามเขาเริ่มรับถ่ายทอดความทรงจำของอภินิหารวิชาอภิวัฒน์ย้ายบรรพต
วิชาอภิวัฒน์ย้ายบรรพตฟังแล้วดูเท่มาก และยังเป็นอภินิหารแรกของเขาอีกด้วย
ทั้งขี่เมฆาทะยานหมอกและโปรยถั่วเสกทหารล้วนไม่นับเป็นอภินิหาร เขาอยากเห็นว่าวิชาอภิวัฒน์ย้ายบรรพตนี้จะแข็งแกร่งเพียงใด
วิชาอภิวัฒน์ย้ายบรรพต ลำพังแค่ความหมายในชื่อคือสามารถย้ายภูเขาได้ แต่เหตุที่เป็นอภินิหารย่อมไม่ใช่แค่การย้ายภูเขาเหมือนในความหมายพื้นฐานเท่านั้น เพราะเขาสามารถนำภูเขาทั้งลูกมาเก็บไว้ภายในกายได้ชั่วขณะเพื่อทำการเคลื่อนย้าย และร่างกายของเขาก็จะมีน้ำหนักเท่ากับภูเขาด้วย ทั้งยังสามารถย่อขนาดภูเขาทั้งลูกให้เล็กลงและวางไว้ในฝ่ามือ แต่ในความจริงแล้วน้ำหนักของภูเขาไม่ได้เปลี่ยนไป
ซี้ด…
น่าสนใจแฮะ!
เจียงฉางเซิงสามารถใช้วิชาอภิวัฒน์ย้ายบรรพตซ่อนภูเขาทั้งลูกไว้ในฝ่ามือก่อนจะเอาทุ่มใส่ศัตรูได้ในทันที
นั่นมันทรงอำนาจเหลือล้นทีเดียว!
นอกจากนี้วิชาอภิวัฒน์ย้ายบรรพตไม่ใช่วิชาที่ใช้ย้ายภูเขาเท่านั้น แต่ยังสามารถเคลื่อนย้ายของขนาดใหญ่อื่นๆ และให้ผลเช่นเดียวกันด้วย ทว่าอย่าได้ซ่อนสิ่งมีชีวิตเอาไว้ภายในกายเป็นดีที่สุด เพราะจะทำให้พลังวิญญาณสับสนได้โดยง่าย
ส่วนเรื่องย้ายภูเขาจะสามารถย้ายภูเขาที่มีขนาดใหญ่ได้เพียงใด เวลานี้ยังไม่รู้แน่ชัด ในเมื่อเป็นอภินิหาร จะต้องไม่ได้อาศัยแค่พลังวิญญาณ จะต้องให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าการใช้พลังวิญญาณได้อย่างแน่นอน
เจียงฉางเซิงพึงพอใจกับรางวัลสองชิ้นนี้มาก จากนี้น่าจะอยู่ได้อย่างสบายใจอีกช่วงหนึ่ง จะได้ใช้เวลาไปฝึกฝนอภินิหารวิชาอภิวัฒน์ย้ายบรรพตและจะได้บรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่เจ็ดไปด้วย
…
หลายวันหลังจากนั้น
กระแสข่าวหนึ่งทำให้ทั่วทั้งใต้หล้าต้องตื่นตะลึง!
ทัพใหญ่ต้าจิ่งทำศึกกับทัพใหญ่แห่งเก้าอาณาจักร ท่านเซียนฉางเซิงยื่นมือเข้าช่วย ใช้พละกำลังของคนคนเดียวสังหารทหารฝ่ายศัตรูไปหลายล้านนาย ทัพต้าจิ่งอาศัยจังหวะมีชัยรุกไล่โจมตีทัพใหญ่เก้าอาณาจักรแตกพ่ายย่อยยับ ทัพใหญ่สิบล้านนายเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง!
ยี่สิบสองรัฐแห่งต้าจิ่งไชโยโห่ร้อง แต่ละอาณาจักรโดยรอบต่างตื่นตะลึงเช่นกัน
เมื่อทุกคนได้ยินข่าวนี้ครั้งแรกต่างคิดว่าข่าวต้องผิดพลาด เป็นเรื่องขบขันไปทั่วใต้หล้า
นั่นเป็นกำลังทหารสิบล้านนายทีเดียว จะถูกคนผู้หนึ่งสังหารไปสี่ล้านนายภายในวันเดียวได้อย่างไร
ต่อให้เป็นหมูสี่ล้านตัวนอนหมอบรอคนเชือด หนึ่งวันจะฆ่าได้สักกี่ตัวกัน
ทว่ายิ่งมีรายละเอียดต่างๆ ของสนามรบเริ่มแพร่ออกมา ทั้งคนในขั้นกายาทองคำและเทวชนถูกสังหาร เงาฝ่ามือสีม่วงที่ใหญ่โตเท่าแผ่นฟ้า อาวุธล่องลอยอยู่ทั่วฟ้า โปรยถั่วเสกทหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ยิ่งลือก็ยิ่งเกินจริงขึ้นเรื่อยๆ
ชื่อเสียงของท่านเซียนฉางเซิงร่ำลือไปทั่วใต้หล้าอีกครา แต่หนนี้เป็นชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยม ชื่อเสียงของความดุร้าย ชื่อเสียงโด่งดังที่มาจากดวงวิญญาณของคนที่ตายไปสี่ล้านกว่าดวงกองรวมกัน
เมื่อเจียงจื่ออวี้รู้ข่าวนี้ก็หัวเราะลั่นไม่หยุด เปรมปรีดิ์เป็นที่สุด
เขารีบเปิดประชุมขุนนาง เหล่าขุนนางมาพร้อมกัน ทุกคนต่างตื่นเต้นยินดี ต้าจิ่งกลับมามีชีวิตอีกครา ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ใช่แค่มีชีวิตอยู่เท่านั้น!
“เราเคยบอกว่าต้าจิ่งเป็นจุดรวมโชคชะตา ยามนี้ขุนนางทุกท่านรู้สึกเช่นใด”
เจียงจื่ออวี้กล่าวทั้งรอยยิ้มจิตใจฮึกเหิม เจียงซิ่วก็มองเหล่าขุนนางอย่างเย้าแหย่เช่นกัน
ขุนนางบุ๋นจำนวนไม่น้อยต่างทำตัวไม่ถูก ทำได้แต่ประจบเจียงจื่ออวี้สุดกำลัง
“ฝ่าบาททรงพระปรีชา ทรงช่วยแผ่นดินต้าจิ่งพ้นวิกฤตได้อีกคราแล้ว!”
“หนึ่งศึกกำหนดฟ้าดิน นับแต่นี้ไป ทั้งสิบสามรัฐในอดีตและปัจจุบัน มิมีฮ่องเต้ที่เทียบเทียมกับฝ่าบาทได้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“นี่คือผลงานแสนอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนแต่โบราณนานปี ฝ่าบาททรงเกรียงไกรยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฮ่าๆ สวรรค์คุ้มครองต้าจิ่ง สวรรค์คุ้มครองต้าจิ่งแท้ๆ!”
“สวรรค์คุ้มครองฝ่าบาท ฝ่าบาทเป็นชะตาแห่งต้าจิ่ง!”
ท่าทีประจบของเหล่าขุนนางทำเจียงจื่ออวี้มีความสุขมากขึ้นไปอีก วันนี้เป็นวันที่เขาภาคภูมิใจนัก ความกดดันที่สั่งสมมาในสองปีนี้ระบายออกไปจนหมดสิ้น
สาแก่ใจ!
สาแก่ใจเหลือเกิน!
สวีเทียนจีไม่ได้เอ่ยอะไร เขายังคงตื่นตกใจเอาการอยู่ เพราะเขารู้รายละเอียดของศึกหนนี้มากกว่าผู้อื่น ศึกครานี้เป็นท่านเซียนฉางเซิงคนเดียวที่ทำลายสำนักหลังบัลลังก์ทั้งสองจนแหลกลาญ
หลังศึกหนนี้ไม่เพียงแค่เก้าอาณาจักรเสื่อมถอยลง สองสำนักหลังบัลลังก์ก็กำลังจะจบเห่เช่นกัน!
ระหว่างแต่ละสำนักหลังบัลลังก์ล้วนเป็นเช่นพยัคฆ์จับจ้องเหยื่อ เมื่อหุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดาราเผชิญกับภัยใหญ่หลวง สำนักหลังบัลลังก์อื่นๆ จะต้องเข้ามายึดครองเป็นแน่
แต่เรื่องเหล่านี้ล้วนไม่อาจเทียบกับต้าจิ่งได้!
ต้าจิ่งกำลังจะผงาดขึ้นมาอย่างเต็มที่ เริ่มต้นยุครุ่งโรจน์ของอาณาจักรยุทธ์!
ตลอดมาอาณาจักรล้วนถูกวิถียุทธ์ควบคุม มีเพียงต้าจิ่งที่ราชอำนาจอยู่เหนือวิถียุทธ์!
หานเทียนจีก็ตื่นเต้นยินดีเช่นกัน เพราะเขาเป็นคนเลือกต้าจิ่งเอง เมื่อต้าจิ่งผงาดเขาก็จะได้หน้าไปด้วย
เฉินหลี่ก้าวออกมาประสานมือคำนับ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ทูลฝ่าบาท ท่านเซียนฉางเซิงสร้างคุณูปการเพียงนี้ ฝ่าบาทจะไม่พระราชทานรางวัลได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่เอ่ยออกไป ขุนนางคนอื่นๆ ก็พากันเอ่ยสำทับ ผู้ใดจะไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของเจียงฉางเซิงกับเจียงจื่ออวี้ ไม่ว่าจะปูนบำเหน็จเช่นใดล้วนไม่เป็นปัญหา จนถึงขั้นที่ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะสร้างความชอบเกินหน้านาย เพราะกำลังของท่านเซียนฉางเซิงผู้เดียวก็สามารถสยบอาณาจักรใหญ่ทั้งเก้าได้แล้ว หากเขาคิดก่อกบฏผู้ใดจะต้านทานได้
“เรากำลังมีความคิดนี้อยู่ทีเดียว ท่านเซียนฉางเซิงเป็นท่านอาจารย์ของเรา ท่านอาจารย์ไม่ได้สนใจในกิจของราชสำนัก หากแต่หลอมยาบำเพ็ญพรตอยู่ทั้งวัน เราจึงจะมอบฉายาให้เป็นมรรคาจารย์ มรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง นับแต่นี้ไปฮ่องเต้ในสมัยต่อๆ ไปห้ามยกเลิกอภิสิทธิ์ของอารามมังกรผงาด และให้จัดตั้งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธภพต้าจิ่ง เมื่อขุนนางและประชาชนต้าจิ่งได้พบกับท่านมรรคาจารย์ก็เหมือนกับได้พบเรา จะต้องคุกเข่าลงคำนับ”
เจียงจื่ออวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขาหยุดไปพักหนึ่งก่อนเสริมว่า “หากผู้คนในยุทธภพต้องการท้าสู้กับศิษย์ของอารามมังกรผงาดก็ยังคงทำได้อยู่ กระทั่งสามารถท้าสู้กับท่านมรรคาจารย์ได้ แต่ห้ามทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ยิ่งห้ามคิดทำลายอาราม!”
นี่คือสิ่งที่เจียงฉางเซิงกำชับไว้เป็นพิเศษ มิต้องสั่งห้ามยอดฝีมือมาท้าสู้กับเขา ส่วนสาเหตุนั้นเขาไม่ได้บอกไว้ เจียงจื่ออวี้จึงนึกว่าเขาคันไม้คันมือเพราะคนเราล้วนมีด้านที่ชมชอบการต่อสู้ทั้งสิ้น
“ฝ่าบาททรงพระปรีชา!”
เหล่าขุนนางต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ ไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้ง
มรรคาจารย์…
ฉายานี้ช่างก้องกังวานจริงเชียว
หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เจียงจื่ออวี้มอบฉายามรรคาจารย์ให้นี้ยังมีความหมายอีกชั้นหนึ่งอยู่ด้วย เพราะมรรคาจารย์ก็คือบรรพบุรุษของราชวงศ์[1]
…
ฮ่องเต้ประกาศไปทั่วใต้หล้าว่าแต่งตั้งให้ท่านนักพรตฉางเซิงแห่งอารามมังกรผงาดเป็นมรรคาจารย์ และให้อารามมังกรผงาดเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของยุทธภพ มีประกาศติดอยู่ที่กำแพงเมืองทุกแห่ง
ยุทธภพสั่นสะเทือน แต่โบราณจนถึงปัจจุบัน อารามมังกรผงาดเป็นสำนักยุทธ์แห่งแรกที่ราชสำนักแต่งตั้งให้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่โบราณมาฮ่องเต้ล้วนหวั่นเกรงสำนักยุทธ์ ฉะนั้นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่มากมายจึงเป็นคนในยุทธภพยกย่องให้เป็นทั้งสิ้น มิได้เกี่ยวข้องกับทางการแต่อย่างใด
อารามมังกรผงาดมีชื่อเสียงขึ้น จึงมีผู้มาทำบุญล้นหลาม หน้าประตูและลานต่างๆ ราวกับเป็นตลาด มีเหล่าผู้สูงศักดิ์จำนวนมากมามอบของกำนัลให้
ณ ลานเรือนแห่งหนึ่ง
ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ตรงหน้าบิดา บิดานั่งยองๆ สั่งความว่า “ชิงเอ๋อร์ วันหน้าต้องตั้งใจฝึกยุทธ์อยู่ในอาราม ไม่ต้องลงจากเขาแล้ว พ่อจะหมั่นขึ้นเขามาเยี่ยมเจ้าบ่อยๆ เป็นอย่างไร”
ที่นี่เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งต้าจิ่งเชียวนะ บุรุษร่างกำยำจึงไม่กล้าเรียกร้องอภิสิทธิ์ใดอีก ด้วยกลัวกว่าอารามมังกรผงาดจะไม่ต้องการบุตรสาวของตน
ชิงเอ๋อร์พยักหน้ายิ้มอย่างเปรมปรีดิ์ ตอบว่า“ท่านพ่อ ข้าชอบที่นี่ ทุกคนล้วนดีกับข้ามาก ท่านพ่อไม่ต้องกังวล ข้าจะอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขเจ้าค่ะ”
บุรุษร่างกำยำตาแดงก่ำ ลูบหัวนางแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ชิงเอ๋อร์เป็นเด็กดีจริงๆ โชคของครอบครัวเราจะดีขึ้นแล้ว”
ช่างเป็นสวรรค์หนุนนำพวกเขาแท้ๆ
บุรุษร่างกำยำไม่อาจลืมเจียงฉางเซิงลงได้ เขารู้ว่าโชคดีของครอบครัวเขามีต้นกำเนิดจากนักพรตท่านนี้
ซึ่งก็คือมรรคาจารย์คนปัจจุบันนั่นเอง!
ความครึกครื้นของอารามมังกรผงาดดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเนิ่นนานนัก ฮวาเจี้ยนซินกับเจียงซิ่วก็มักพาองค์ชายและองค์หญิงองค์อื่นๆ มาที่นี่ ล้วนเป็นหลานชายและหลานสาวของตนทั้งสิ้น เจียงฉางเซิงย่อมไม่ได้วางท่าใส่พวกเขา
เหล่าองค์ชายองค์หญิงต่างเลื่อมใสในตัวเจียงฉางเซิงมาก พากันสอบถามเรื่องการต่อสู้เป็นตายครั้งใหญ่ครั้งนั้นรวมถึงวิชาโปรยถั่วเสกทหาร
ซึ่งการมาเยี่ยมเยือนของพวกเขาความจริงแล้วก็เป็นความต้องการของเจียงจื่ออวี้ เขาไม่ต้องการให้คนรุ่นหลังไม่รู้จักเจียงฉางเซิง
จวบจนถึงปีใหม่ ในที่สุดความครึกครื้นของอารามมังกรผงาดก็บางเบาลง
…
ท่ามกลางหมู่เขา มีหออาคารต่างๆ ตั้งอยู่ภายในหุบเขา ราวกับเป็นหมู่บ้านดอกท้อที่ตัดขาดจากโลกภายนอก
ณ หอแห่งหนึ่ง
โครม!
โต๊ะตัวหนึ่งถูกตบจนแหลกละเอียด คนลงมือเป็นบุรุษอาภรณ์สีน้ำเงิน ใบหน้าแสนหล่อเหลาของเขาบิดเบี้ยวไปหมด
ประมุขหุบเขาเว่ยฮั่วนั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียด มีแววหวาดกลัวฉายออกมาจากนัยน์ตา
สตรีอาภรณ์สีขาวนางหนึ่งยืนอยู่ข้างบุรุษอาภรณ์สีน้ำเงิน ใบหน้างดงาม ท่าทีสงบเสงี่ยมเรียบร้อย นางมองบุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินด้วยความเป็นห่วง
บุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินจับจ้องเว่ยฮั่วด้วยโทสะ เอ่ยเกรี้ยวกราดว่า “เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด! ท่านพ่อของข้าเป็นถึงผู้แข็งแกร่งขั้นกายาทองคำ มีชีวิตอยู่มาสามร้อยปี สยบศัตรูที่ยากจะพบเห็นได้ในแดนมนุษย์มาหมดแล้ว สองสำนักหลังบัลลังก์ร่วมมือกันเช่นนี้แล้วจะมาตายในสนามรบได้เยี่ยงไร หนำซ้ำยังถูกคนเพียงคนหนึ่งสังหารด้วยรึ ท่านพ่อตา ท่านกำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือ”
เขาก็คือบุตรชายของผู้อาวุโสตงฟาง นามว่าตงฟางหรูจวิน
เพื่อดึงตัวผู้อาวุโสตงฟางมา เว่ยฮั่วจึงยกบุตรีเพียงคนเดียวให้แต่งงานกับตงฟางหรูจวินและให้คำมั่นว่าจะให้ตงฟางหรูจวินเป็นประมุขหุบเขาคนต่อไป หุบเขาชำนาญยุทธ์มิได้สืบทอดตำแหน่งกันทางสายเลือด แต่ขอเพียงตงฟางหรูจวินกลายเป็นศิษย์ของหุบเขาชำนาญยุทธ์ ทั้งมีความดีความชอบใหญ่หลวง การที่จะได้เป็นประมุขหุบเขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังมีบิดาผู้อยู่ในขั้นกายาทองคำถือหางอีกด้วย
เว่ยฮั่วกล่าวเสียงหนักว่า “หรูจวิน ข้าจะหลอกเจ้าได้อย่างไร เหล่าอาจารย์อาของเจ้าล้วนตายทั้งหมด ยังไม่พอพิสูจน์อีกหรือ หรือเจ้าคิดว่าหุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดาราวางแผนเล่นงานบิดาเจ้ากัน เจ้าลองคิดดูให้ถี่ถ้วน นอกจากข้าแล้วหุบเขาชำนาญยุทธ์ก็ไม่มีเทวชนคนอื่นอีก!
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราไหนเลยจะมีกำลังไปเล่นงานผู้ที่อยู่ในขั้นกายาทองคำได้”
ตงฟางหรูจวินพยายามสงบอารมณ์ เขาก็รู้ว่าเว่ยฮั่วไม่มีทางปิดบังเขา แต่เขาไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้
ในใจเขานั้น บิดาของเขาไร้เทียมทาน
ต่อสู้สิบครั้งมั่นใจได้ว่าต้องมีชัยเก้าครั้ง จะย่อยยับแพ้หมดรูปได้อย่างไร ยอดฝีมือในสำนักหลังบัลลังก์หมดสิ้นแล้วหรือ
“ใช้กลอะไร…ไอ้เจ้านักพรตปีศาจใช้กลอะไรจึงแข็งแกร่งเพียงนี้…”
ตงฟางหรูจวินทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ สั่นสะท้านไปทั้งกาย
ความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่เคยมีมาก่อนแผ่ซ่านขึ้นมาในหัวใจของเขา ภายในห้องจมสู่ห้วงความเงียบงัน
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่หวาดกลัว เว่ยฮั่วเองก็กลัวเช่นกัน
สตรีอาภรณ์สีขาวอดถามไม่ได้ว่า “ท่านพ่อ แล้วต่อไปพวกเราควรทำเช่นไรเจ้าคะ”
เว่ยฮั่วเงยหน้าขึ้นมา แววตาเฉยชา เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ต้องไป ไปให้ไกลจากที่แห่งนี้…”
ตงฟางหรูจวินกำสองหมัดแน่น ขบฟันเอ่ย “แล้วความแค้นนี้จะทำเช่นใด”
เว่ยฮั่วยิ้มเศร้ากล่าวว่า “อยากแก้แค้นรึ ช่างมันเถิด มีชีวิตอยู่ต่อไปก่อนค่อยว่ากัน อีกร้อยปีข้างหน้า รอให้เจ้านักพรตปีศาจนั่นตายแล้วค่อยมาล้างแค้นกับต้าจิ่งเถิด หวังว่าพวกเจ้าจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันนั้น…”
หวังว่าหอชำนาญยุทธ์จะยังยืนหยัดอยู่ได้จนถึงวันนั้น…
“เขาอยู่ในระดับขั้นใดกันแน่ หรือจะเป็นระดับที่สูงกว่าขั้นกายาทองคำ” ตงฟางหรูจวินถาม ดวงตาทั้งคู่ของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง เพลิงโทสะในใจเขาบีบคั้นจนเขาแทบจะหมดสติ
เว่ยฮั่วนิ่งเงียบ ตัวเขาก็สับสนเช่นกัน
ตงฟางหรูจวินลุกขึ้นสูดหายใจ กล่าวว่า “ข้าเตรียมจะไปที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช หากในหล้านี้มีระดับขั้นที่สูงยิ่งว่าขั้นกายาทองคำ ก็มีเพียงถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเท่านั้นที่จะมีได้ ข้าจะไปฝึกยุทธ์ วันหน้าจะล้างแค้นให้ท่านพ่อด้วยมือข้าเอง
ท่านพ่อตา ต้องฝากนางให้ท่านดูแลแล้วขอรับ”
ตงฟางหรูจวินพูดจบก็จากไปทันใด ไม่ได้ใส่ใจเสียงร้องไห้โฮของสตรีอาภรณ์สีขาวแม้แต่น้อย
………………………………………
[1] มรรคาจารย์หรือบรรพจารย์ (道祖) กับ บรรพบุรุษของราชวงศ์ (皇祖) มีตัว 祖 ที่สื่อถึงรุ่นก่อนเหมือนกัน