เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 85 ความห่างชั้นของระดับขั้น
ตอนที่ 85 ความห่างชั้นของระดับขั้น ผู้ฝึกยุทธ์ยุคโบราณ
[ตัวเลือกสำหรับการบำเพ็ญเพียร]
หนึ่ง: ละทิ้งการบำเพ็ญเซียน พลังวิญญาณของเจ้าจะเปลี่ยนเป็นระดับขั้นวรยุทธ์ของฟ้าดินแห่งนี้ นั่นคือระดับชั้น ถ้ำสวรรค์สาม
สอง: บำเพ็ญเซียนต่อ เซียนคือผู้อยู่เหนือสรรพชีวิต สรรพสิ่งเลื่อมใสศรัทธา หนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนก็คือการแสวงหาหนทางแห่งมรรคาสวรรค์ เจ้าจะเปิดฟังก์ชัน เซ่นไหว้ประทานพร หรือไม่?
(ฟังก์ชันเซ่นไหว้ประทานพร สามารถมอบแต้มเซ่นไหว้จำนวนหนึ่งให้ผู้ที่กลับชาติมาเกิด หากอีกฝ่ายยังไม่ถือกำเนิด จะทำให้พรสวรรค์ในชาติต่อไปแข็งแกร่งขึ้น หากอีกฝ่ายถือกำเนิดมาแล้วจะนำโชคดีมาให้ ระดับความแข็งแกร่งกับระดับความโชคดีที่เพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับแต้มเซ่นไวันที่เสียไป)
“ถ้ำสวรรค์สามหรือ?” เจียงฉางเชิงคิดถึงถ้ำสวรรค์สำแดงเดชขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ที่แท้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชก็ตั้งมาจากชื่อของระดับชั้นเองหรือนี่ ไม่ได้การ… ต้องพยากรณ์เสียหน่อยแล้ว ต้องทำให้แน่ใจว่าในถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมีศัตรูหรือไม่
เจียงฉางเชิงเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบๆ ส่วนฟังก์ชันเซ่นไหว้ประทานพรก็เปิดใช้งานไปด้วย แต่ต่อให้ใช้ก็คงใช้กับคนที่ตัวเขาใส่ใจอย่างยิ่งยวด เขาคงไม่ประทานพรให้ศิษย์สักคนหรือสหายรักที่กลับชาติมาเกิดใหม่ทั่วไปหมด นั่นไม่จำเป็น พลังของตนสำคัญที่สุด หลังจากผ่านด่านเคราะห์หนนี้ เขาก็เห็นความสำคัญของแต้มเซ่นไหว้มากกว่าเดิม ความแข็งแกร่งของด่านเคราะห์สวรรค์ในวันหน้าไม่อาจจินตนาการออกเลยจริงๆ ดังนั้นเขาต้องรอบคอบไว้ก่อน
เจียงฉางเชิงทำให้พลังเสถียรไปพลางขบคิดไปพลาง เขาเริ่มใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์
“ข้าอยากรู้ว่าบนทวีปนี้ ผู้แข็งแกร่งที่สุดหากไม่นับตัวข้า พลังอยู่ในระดับชั้นใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้จำนวน 90,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
“ไม่!” เจียงฉางเชิงตกตะลึง มากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ตาเฒ่าหนังเหี่ยวคนใดกัน? แต้มเซ่นไหว้เก้าหมื่นแต้มเท่ากับแข็งแกร่งเป็นหลายสิบเท่าของสำนักหลังบัลลังก์ แต้มเท่านี้เขาเคยใช้ต้านทานด่านเคราะห์สวรรค์ก่อนหน้านี้ได้ราวเก้านาทีเองกระมัง แต่โชคดีที่ตั้งแต่ก่อนบรรลุขั้นเขาก็ต้านทานด่านเคราะห์ด้วยตัวเองได้นานถึงครึ่งชั่วยาม ยามนี้พลังวิญญาณเพิ่มทบทวี กายเนื้อและดวงวิญญาณต่างถอดคราบไม่เหลือเค้าเดิม พลังของเขาย่อมเหนือกว่าก่อนเลื่อนขั้นไกลนัก แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น แต้มเซ่นไหว้มิได้มีค่าเท่ากับความสามารถในการต่อสู้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงยังไม่แน่นอน เขาเพียงคาดการณ์ความห่างชั้นด้านระดับพลังของอีกฝ่ายคร่าวๆ จากแต้มเซ่นไหว้เท่านั้น
“ข้าอยากรู้ว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดอันดับสามบนทวีปนี้พลังอยู่ระดับชั้นใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 20,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
“ไม่!” ห่างชั้นกันมากทีเดียว เจียงฉางเชิงคิดอยู่เงียบๆ ดูท่ายอดฝีมือผู้แข็งแกร่งที่สุดคนนั้นคงจะเป็นตาเฒ่าหนังเหี่ยว เพราะว่าว่างไม่มีอะไรทำ เจียงฉางเชิงจึงพยากรณ์ต่อ
“ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า พลังอยู่ระดับขั้นใด”
[ขอบเขตกว้างเกินไป ยามนี้ไม่อาจพยากรณ์ได้ ระบบต้องการเวลาสำรวจโชคชะตาในใต้หล้า]
น่าเสียดาย… เจียงฉางเชิงแสดงออกว่าเสียดายเล็กน้อย ทวีปที่เขาอยู่ตอนนี้ ขั้นกายาทองคำเป็นเพียงตำนาน ขั้นจักรวาลแทบเหมือนสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ขอเพียงไม่ไปล่วงเกินถ้ำสวรรค์สำแดงเดช เขาก็ยังไร้คู่ต่อกรเช่นเดิม แม้จะล่วงเกินถ้ำสวรรค์สำแดงเดชก็ไม่เป็นไร
เจียงฉางเชิงไม่พยากรณ์ต่อแล้ว เขาจดจ่ออยู่กับการทำให้พลังเสถียร ใช้เวลาต่อเนื่องสามวันสามคืน พลังวิญญาณในร่างเขาจึงเต็มเปี่ยม เพิ่มมามากกว่าสิบเท่าก่อนที่จะบรรลุขั้น หนนี้สิ่งที่แข็งแกร่งขึ้นไม่ได้มีแต่พลังวิญญาณที่เพิ่มมากขึ้น แม้แต่อำนาจทำลายล้างของพลังวิญญาณก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
เจียงฉางเชิงเก็บลวดลายแห่งมรรคาแล้วเหินลงไปในลานเรือน ฮวาเจี้ยนซินขยับมาหาทันที นางเป็นห่วงสภาพของเขา เขาคุยกับนางอยู่ครู่หนึ่งก็กลับเข้าไปในเรือน เพราะเขาต้องฝึกวิชาหลีกเร้นหาธาตุต่อ เมื่อเขาได้รับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับวิชาหลีกเร้นหาธาตุมาอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาก็ถอนหายใจกับอิทธิฤทธิ์อันยอดเยี่ยมของวิชานี้
วิชาหลีกเร้นหาธาตุ ดำดินได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ ทะลุกำแพงได้ ดำน้ำได้ ไม่ว่าสิ่งใดในโลกหล้าล้วนทะลุผ่านได้ทั้งหมด นอกเสียจากว่ามีคนที่แข็งแกร่งกว่าเจียงฉางเชิงบังคับขัดขวางเขาเอาไว้ ช่างมีฤทธิ์เดชมหัศจรรย์นัก หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือไปมาได้ดั่งใจ!
ขณะที่เจียงฉางเชิงเริ่มฝึกฝนวิชาหลีกเร้นหาธาตุ ข่าวที่เขาผ่านด่านเคราะห์ก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วหล้า ต้าจิ่งที่กลืนกินอาณาจักรรอบด้านมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด เมืองหลวงกลายเป็นศูนย์กลางของใต้หล้า ไม่ว่าลมไหวหญ้าขยับในเมืองหลวง ข่าวก็ล้วนจะแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง นับประสาอะไรกับเรื่องมหัศจรรย์อย่างการผ่านด่านเคราะห์เล่า สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือแต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเชิงเริ่มเพิ่มมากขึ้น และยังเพิ่มเร็วมากอีกด้วย จวบจนสิ้นปี อารามมังกรผงาดถึงได้กลับมาสงบเงียบ
เจียงฉางเชิงบรรลุวิชาหลีกเร้นหาธาตุก้าวแรกแล้ว เขาดำดินทะลุผ่านเขาได้อย่างอิสระประหนึ่งมัจฉาในสายธาร เขากลับมาในเรือน แล้วขบคิดเรื่องชีพจรมังกร สุดท้ายชีพจรมังกรก็ยังเป็นภัยร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ เขาต้องจัดการโดยเร็วจึงจะดี
เจียงฉางเชิงเริ่มใช้จิตสัมผัสสำรวจใต้พื้นดิน หลังเลื่อนขั้นแล้ว จิตสัมผัสของเขาก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ขอบเขตที่สำรวจได้ขยายกว้างกว่าก่อนหน้ามาก เขาสำรวจลึกลงไปใต้ดินได้อย่างสบายๆ ส่วนจะลึกได้เท่าไรเขาต้องลองดูสักตั้ง จิตสัมผัสมุ่งตรงลงไปด้านล่าง จนกระทั่งถึงจุดที่ลึกห้าพันจ้าง มันก็แผ่ไปต่อไม่ได้อีก หากอยู่บนพื้นดิน ขอบเขตที่จิตสัมผัสของเขาสำรวจได้จะกว้างกว่านี้ แต่ในผืนพสุธามีปราณวิญญาณบรรจุอยู่ ยิ่งลึกก็ยิ่งหนาแน่น มันจึงขัดขวางจิตสัมผัสเอาไว้
ในตอนที่เจียงฉางเชิงผิดหวังเล็กน้อยนั่นเอง จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ว่าปราณวิญญาณในผืนพสุธากำลังเคลื่อนไหว พวกมันไหลเป็นกระแส เคลื่อนไหวเอียงเฉขึ้นมาด้านบนประหนึ่งสายลมที่พัดผ่านในถ้ำ หรือว่าที่มาของปราณวิญญาณก็คือจุดที่ชีพจรมังกรอยู่?
เจียงฉางเชิงใช้วิชาหลีกเร้นหาธาตุดำลงไปใต้ดินทันที เขาดำดินลงไปเร็วยิ่งนัก เร็วยิ่งกว่าการเหาะเหินของขั้นเทวชนเสียอีก เขาดำลงไปยังทิศทางที่สัมผัสได้ก่อนหน้านี้ ลึกลงไปหมื่นจ้าง ใต้พิภพมีถ้ำขนาดมหึมาอยู่แห่งหนึ่ง มันกว้างขวางอย่างยิ่ง สุดปลายด้านหนึ่งมีปากถ้ำสีดำสนิทอยู่นับไม่ถ้วน ป้ายศิลาขนาดยักษ์ปักอยู่ใจกลางถ้ำ มันสูงถึงร้อยจ้าง ปราณวิญญาณแผ่ประกายแสงเลือนรางออกมา บนป้ายศิลามีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาหน้าตาคล้ายตะขาบตัวหนึ่งพันลำตัวอยู่รอบป้าย มันดูโหดเหี้ยมน่ากลัวนัก เปลือกบนตัวมันสีดำสนิท ขานับพันเป็นสีเขียวเข้ม ตรงส่วนหัวของมันมีร่างมนุษย์งอกออกมา เส้นผมยาวสยายปิดบังจนแยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง มันหมอบหลับอยู่บนป้ายศิลา
เจียงฉางเชิงลงมาจากด้านบนของถ้ำแล้วลงมาเหยียบพื้นอย่างแผ่วเบา วิชามรรคาธรรมชาติเก็บซ่อนกลิ่นอายของตัวเองได้อย่างอัตโนมัติ เจ้าสิ่งมีชีวิตพันขาหน้าตาเหมือนปีศาจตนนี้จึงไม่รู้สึกถึงการปรากฏตัวของเขา เจียงฉางเชิงขนพองสยองเกล้ากับเจ้าปีศาจพันขา นี่มันแมลงตัวเบ้อเริ่มเชียวระ! ที่นี่ปราณวิญญาณเต็มเปี่ยมมากทีเดียว แต่มันต่างจากปราณวิญญาณที่ออกมาจากต้นวิญญาณปฐพี ปราณวิญญาณที่นี่ดูจะเหมาะให้ผู้ฝึกยุทธ์ฝึกวิชามากกว่า เพราะมันเป็นปราณวิญญาณระดับค่อนข้างต่ำ หากเจียงฉางเชิงดูดซับมันเข้าไปในร่างกลับจะส่งผลต่อความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณ แล้วอีกอย่างมันก็ดูเหมือนจะมีพลังอันลี้ลับบางอย่างแทรกอยู่ด้วย พลังแห่งโชคชะตา!
เจียงฉางเชิงนึกถึงคำนี้ขึ้นมา พลังแห่งโชคชะตานั้นลี้ลับ ไร้เสียง ไร้กลิ่น ไร้รูป ไร้รส ดวงตาธรรมดามิอาจมองเห็น ต้องมีวิชายุทธ์พิเศษจึงจะสัมผัสได้ หลังจากบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นเจ็ด เจียงฉางเชิงก็สัมผัสถึงมันได้ พลังแห่งโชคชะตามาจากใต้ป้ายศิลาแผ่นนี้ ป้ายศิลาแผ่นนี้มิใช่ชีพจรมังกร แต่มันกดทับชีพจรมังกรเอาไว้ ส่วนปีศาจพันขาตัวนั้นก็คอยดูดซับพลังแห่งโชคชะตาจากบนป้ายศิลาอยู่ พลังปีศาจของเจ้านี่แข็งแกร่งนักเชียว เทียบกับศัตรูที่เขาเคยเผชิญหน้ามาทั้งหมด มันก็แข็งแกร่งกว่า มันแข็งแกร่งกว่าผู้อาวุโสตงฟางยอดฝีมือขั้นกายาทองคำคนนั้นเสียอีก เขาจำได้ว่าปีศาจตนนี้มีค่าเท่ากับแต้มเซ่นไหว้สี่พันแต้ม ดูท่าแต้มเซ่นไหว้สี่พันแต้มจะยังอยู่ในขอบเขตของชั้นกายาทองคำ
เจียงฉางเชิงแสร้งกระแอมหนหนึ่งปลุกปีศาจพันขาขึ้นมา ปีศาจพันขายกหัวขึ้นมา สายตาจับจ้องบนร่างของเจียงฉางเชิง ใบหน้าของมันมีลวดลายสีโลหิตกระจายอยู่ทั่วน่าสะพรึงนัก ดวงตาคู่นั้นยิ่งเขย่าขวัญ นัยน์ตาสีแดงในดวงตสีดำเผยให้เห็นความละโมบและจิตสังหาร
“เหตุใดเจ้าจึงอาศัยอยู่ที่ชีพจรมังกรได้” เจียงฉางเชิงอ้าปากถาม ภายในถ้ำไม่มีแมลงตัวอื่นอยู่เลย ก็เพราะว่าที่แห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยปราณวิญญาณแห่งวิถียุทธ์ แรงกดดันในถ้ำจึงหนักอึ้งอย่างยิ่ง หากสิ่งมีชีวิตธรรมดามาถึงที่นี่ พวกมันย่อมถูกแรงกดดันบดขยี้จนเป็นเศษเนื้อ
ปีศาจพันขายกร่างขึ้นมา ก้มมองเขาแล้วใช้น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยว่า “ไม่ใช่ข้าผู้นี้หรอกหรือที่สมควรถามเจ้า”
สิ้นเสียงพูด มันก็พุ่งเข้าใส่เจียงฉางเชิงอย่างฉับพลัน ลำตัวของมันมโหฬารอย่างยิ่ง ยากจะคาดคะเนว่าลำตัวของมันยาวเท่าใด เจียงฉางเชิงตัวเล็กกว่าขาข้างหนึ่งของมันเสียด้วยซ้ำ ในตอนที่มันใกล้จะพุ่งมาถึงตัวเจียงฉางเชิงแล้วนั่นเอง เจียงฉางเชิงก็ยกนิ้วขึ้นมานิ้วหนึ่ง
พรวด! ปีศาจพันขาตัวแข็งค้างอยู่กลางอากาศ มันมองท้องของตัวเองอย่างหวาดผวา ท้องของมันถูกดัชนีปราณของเจียงฉางเชิงเจาะจนทะลุ ของเหลวสีเขียวคล้ำเกือบดำทะลักออกมา น่าสะอิดสะเอียนเป็นที่สุด
เจียงฉางเชิงเอ่ยด้วยสีหน้าเฉยชา “บอกข้า หรือไม่ก็ตาย”
ปีศาจพันขาตกใจจนหดตัวกลับไปขดอยู่บนป้ายศิลายักษ์ มันจ้องเขาอย่างหวาดกลัว “เป็นไปได้อย่างไร… คนผู้นี้มาจากที่ใดกัน… หรือว่าวิถียุทธ์ของที่แห่งนี้ฟื้นฟูกลับมาแล้วหรือ?” หัวใจของปีศาจพันขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น มันขนหัวลุก เอ่ยขึ้นมาว่า “ข้ามาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช แต่เดิมข้าเป็นแมลงพิษที่ผู้ฝึกยุทธ์เลี้ยงเอาไว้ ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเคยมาสำรวจหาชีพจรมังกร พวกเขากลับไปมือเปล่า แต่ข้าถูกทิ้งอยู่ใต้ดิน วันหนึ่งข้าสัมผัสการเคลื่อนไหวของปราณวิญญาณได้จึงเร่งรีบตามมาแล้วก็… อาศัยอยู่ที่นี่มาเกือบพันปีแล้ว…”
เจียงฉางเชิงถามอย่างแปลกใจ “เจ้าอยู่ใต้ดินแบบนี้ รู้ได้อย่างไรว่าเวลาผ่านไปพันปีแล้ว”
ปีศาจพันขาเอ่ยตอบ “ขานับเอาเอง อาจไม่แม่นเท่าไร”
เจียงฉางเชิง “…”
เขาถามต่อ “แล้วป้ายศิลาแผ่นนี้มาจากที่ใด”
ปีศาจพันขาตอบอย่างระมัดระวัง “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าการที่เจ้าดูดกลืนพลังแห่งโชคชะตาจากชีพจรมังกรทำให้สิบสามรัฐล่มสลาย”
“มิทราบ… ขอผู้อาวุโสโปรดอภัย ข้าจะไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถิด”
ปีศาจพันขาคลานลงมาจากป้ายศิลาทันที หลังจากนั้นมันก็คลานไปยังปากถ้ำที่ใหญ่ที่สุดด้านหลังเจียงฉางเชิง ทว่าระหว่างที่มันคลานผ่านเจียงฉางเชิงไปนั่นเอง จู่ๆ มันก็หันขวับกลับมาอ้าปากพ่นน้ำพิษ พิษสาดกระจายประหนึ่งสายฝนพรมลงมาเหนือร่างเจียงฉางเชิง แต่เจียงฉางเชิงไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เขาสะบัดแส้ขนกิเลนในมือ ทันใดนั้นสายลมกรรโชกก็ผลักน้ำพิษกลับไปสาดบนร่างปีศาจพันขาแทน
ซวยแล้ว! ปีศาจพันขาหน้าถอดสี รีบหนีในบัดดล แต่แล้วเสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้น!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!.. แสงสีทองเส้นหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านตัวถ้ำอย่างรวดเร็ว มันพุ่งไปแล้วย้อนกลับ ราวกับประกายแสงสีทองวิบวับพันหมื่นสาย เพียงสองวินาที ประกายแสงสีทองก็ดับวูบ ปีศาจพันขากลายเป็นเศษชากเกลื่อนอยู่บนพื้น ฝุ่นดินฟุ้งกระจายขึ้นมา ใบหยกเกล็ดทองหวนกลับมาตรงหน้าเจียงฉางเชิง บนนั้นไม่มีน้ำพิษแม้แต่เศษเสี้ยว
เจียงฉางเชิงมองผ่านศพของปีศาจพันขาแล้วเดินมาถึงหน้าป้ายศิลา เขาพบว่าบนป้ายศิลาสลักตัวอักษรประหลาดไว้เต็มไปหมด แต่เขาอ่านตัวอักษรชนิดนี้ไม่ออก เขาแผ่จิตสัมผัสไปด้านในชีพจรมังกร แล้วก็พบว่าด้านในมีวิชาผนึกที่คล้ายกับเขตอาคมของวิชาเซียนอยู่ หากทำลายมันได้ ป้ายศิลาก็จะแหลกสลาย ปล่อยให้พลังแห่งโชคชะตาที่อยู่ด้านล่างทะลักขึ้นมาทำลายแผ่นดินสิบสามรัฐเป็นชิ้นๆ ยามนั้นคงไม่มีประชาชนคนใดรอดชีวิตอีก เจ้าสิ่งนี้จะแตะต้องไม่ได้
เจียงฉางเชิงมองอยู่ครู่หนึ่งก็เดินจากไป เขานวนกลับมาในอารามมังกรผงาดแล้วนั่งขบคิดบนเตียง วิชาผนึกบนป้ายศิลาเก่าแก่มากและแข็งแกร่งมาก แม้เขาจะทำลายได้ แต่ตัวเขาก่อนบรรลุขั้นเจ็ดน่าจะทำลายวิชาผนึกนี้ไม่ได้ นั่นหมายความว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าผู้ที่ใช้วิชานี้อาจอยู่เหนือกว่าขั้นจักรวาล! เมื่อรวมกับที่เขียวเต้าเทียนเคยบอกว่าในอดีตอันไกลโพ้นวิถีแห่งยุทธ์ของสิบสามรัฐเคยรุ่งเรือง ปีศาจเดินเพ่นพาน เห็นชัดว่าสิ่งนี้คงเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ยุคโบราณเหลือทิ้งเอาไว้ อีกอย่างปราณวิญญาณของชีพจรมังกรก็แตกต่างจากปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน มันเหมาะจะให้ผู้ฝึกยุทธ์ดูดซับเท่านั้น หรือว่าชีพจรมังกรจะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา?
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หายนะจากชีพจรมังกรก็นับว่าจบสิ้นลงแล้ว
[ปีเฉียนอู่ที่สิบเก้า เจ้าพบปีศาจกำลังกลืนกินพลังแห่งโชคชะตาจากชีพจรมังกร เจ้าลงมือขัดขวางแต่กลับถูกปีศาจโจมตี ทว่าสุดท้ายเจ้าก็รอดชีวิตมาได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวิชาอาคม นามว่า “ธรรมชาติก่อเกิดพงไพร”]
เจียงฉางเชิงรับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับวิชานี้ทันที วิชาธรรมชาติก่อเกิดพงไพรสามารถรวบรวมปราณวิญญาณในธรรมชาติกับดินโคลน ก่อเกิดเป็นพงไพรได้อย่างรวดเร็ว แต่กระบวนการนี้จะกินพลังวิญญาณจำนวนมหาศาล
“นี่มันมีประโยชน์มากเกินไปแล้วกระมัง” เจียงฉางเชิงลอบอุทานอยู่ในใจ เขาเกิดความคิดหนึ่งขึ้น เขาอยากจะย้ายภูเขาลูกหนึ่งไปไว้นอกประตูเมืองทิศเหนือ จากนั้นสร้างสะพานไม้เชื่อมระหว่างภูเขาสองลูก แล้วส่งลูกศิษย์ทั้งหลายไปอยู่ที่นั่น วันหน้าภูเขาลูกที่เขาอยู่ตอนนี้ก็ให้กลายเป็นเขตต้องห้ามของอารามมังกรผงาด ทำเช่นนี้ที่แห่งนี้ย่อมสงบเงียบมากขึ้นหน่อย และอารามมังกรผงาดก็ยังรับลูกศิษย์ได้มากกว่าเดิมด้วย