เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 86 ย้ายภูเขา? จะย้ายภูเขาอย่างไร?
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 86 ย้ายภูเขา? จะย้ายภูเขาอย่างไร?
ตอนที่ 86 ย้ายภูเขา? จะย้ายภูเขาอย่างไร?
ปีเฉียนอู่ที่ยี่สิบ เพิ่งผ่านพ้นต้นวสันต์ เฉินหลี่ผู้ล่วงเข้าสู่บั้นปลายชีวิตเดินทางมาเยี่ยมเจียงฉางเชิง เขานำผลผลิตพิเศษของดินแดนหยวนมาด้วย ทั้งสองคนจิบสุราสนทนากันอย่างรื่นเริงอยู่ในลานเรือน
ไม่นานมานี้เฉินหลี่ลาออกจากตำแหน่งขุนนางแล้ว เขาสงบใจใช้ชีวิตยามชราอยู่ในจวน ในเมื่อเจียงฉางเชิงอายุเจ็ดสิบปี เขาก็ย่อมอายุแปดสิบกว่าปีแล้ว สมควรได้ดื่มกับเวลาที่เหลืออยู่ให้ดีจริงๆ
“ฝ่าบาทค้นพบคลังสมบัติที่ราชวงศ์ก่อนทิ้งเอาไว้ ไม่นานมานี้จึงไม่ค่อยมาว่าราชการสักเท่าไร มิรู้ว่าค้นพบสิ่งใดเข้า” เฉินหลี่แกว่งจอกสุราเล่าให้ฟัง
เพื่อทำให้แผ่นดินมั่นคง ต้าจิ่งรับคนมาเพิ่มในตำแหน่งขุนนางมากมาย จนกระทั่งสิ้นปีทุกอย่างจึงเรียบร้อยโดยสมบูรณ์ เจียงจื่ออี้โยนราชกิจในมือให้เจียงซิ่วกับสามสำนัก จากนั้นก็เอาแต่ฝึกวรยุทธ์อยู่ในตำหนักบรรทมทั้งวัน
เจียงฉางเชิงก็จับตาดูเรื่องนี้อยู่เช่นกัน วิชาวิถีสวรรค์พิภพของเจียงจื่ออี้ก้าวมาถึงคอขวดแล้ว หากก้าวขึ้นไปสูงกว่านั้นก็จะเป็นการบำเพ็ญเซียน แต่ด้วยกฎเกณฑ์ของโลกแห่งยุทธ์ที่จำกัดอยู่ เขาคงไม่อาจก้าวหน้าต่อไปได้ เขาจำเป็นจะต้องเปลี่ยนไปฝึกวิชายุทธ์อื่น เรื่องนี้เจียงฉางเชิงก็ทำอันใดไม่ได้เช่นกัน ฮวงชวนก็เป็นเช่นนี้ แต่เขาฝึกวิชายุทธ์อื่นคู่ไปด้วยอยู่แล้ว ประกอบกับมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เขาจึงก้าวนำหน้าเจียงจื่ออี้อยู่เสมอ
วิชาวิถีสวรรค์พิภพอย่างมากที่สุดก็ทำให้คนฝึกมาได้ถึงขั้นเทวจิตเท่านั้น หากเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อนมันคงเพียงพอแล้ว แต่วันนี้มันกลับไม่พอ ยามนี้ขั้นบรรลุฟ้ากับขั้นเทวจิตในอาณาเขตตาจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ วิชาวิถีสวรรค์พิภพจึงยากจะรักษาตำแหน่งในวันวานเอาไว้ได้
เจียงฉางเชิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ฝ่าบาทเหน็ดเหนื่อยมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ก็สมควรพักผ่อนสักหน่อย อดีตฮ่องเต้เคยลุ่มหลงในวังหลัง ฮ่องเต้จิ้งจูก็เคยลุ่มหลงในการบรรลุเซียน ต้าจิ่งไม่ล่มสลายเพราะเรื่องนี้หรอกน่า”
เฉินหลี่พยักหน้าแล้วถอนหายใจ “ข้าก็ควรปล่อยวางเสียบ้างจริงๆ ช่วงนี้ไม่ได้เป็นขุนนางแล้ว วันๆ มีแต่กัดจิ้งหรีดเป็นเพื่อนหลานชาย เจ้าอย่าว่าไป สิ่งนี้สนุกมากทีเดียว ฉางเชิงเจ้าก็ลองเล่นดูบ้างสิ แต่ปกติเจ้าก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว การฝึกวรยุทธ์นะ แต่ละวันฝึกเพื่อรักษาระดับพลังไว้ก็พอ จะลำบากตรากตรำปานนั้นไปไย ยามนี้เจ้าก็เป็นอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าอยู่แล้ว”
เจียงฉางเชิงส่ายหน้า “แค่อันดับหนึ่งในใต้หล้าของต้าจิ่งต่างหาก แผ่นดินที่พวกเราเหยียบยืนอยู่นี้กว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่านอกจากแผ่นดินผืนนี้แล้ว อีกฟากฝั่งหนึ่งของทะเลจะมีแผ่นดินที่กว้างใหญ่กว่าอยู่หรือไม่”
เฉินหลี่โบกมือ แล้วบอกอย่างเหนื่อยหน่าย “ข้าฟังคำพูดพวกนี้ของเจ้าแล้วรู้สึกไม่ชินเสียที มนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างพวกเรายังไม่กังวลเท่าเจ้าเลย มาดื่มสุรา ดื่มสุรากัน!”
เห็นชัดว่าเขาเมามายแล้ว เจียงฉางเชิงก็ไม่รู้จะกล่าวอันใดต่อ ได้แต่ชนจอกสุรากับเขา หลังจากดื่มจอกแล้วจอกเล่า ในที่สุดเฉินหลี่ก็ฟุบลงบนโต๊ะ เขาเงยหน้ามาถาม “ฉางเชิง… ยามนี้เจ้า… อยากทำสิ่งใด?”
เจียงฉางเชิงพึมพำตอบ “ข้าอยากย้ายภูเขาลูกหนึ่ง”
แต่เดิมไป๋จีที่อยู่ไม่ไกลกำลังง่วงงุน แต่พอได้ยินคำนี้มันก็สะดุ้งตื่นทันควัน ‘ย้ายภูเขาหรือ? มันไม่ได้ยินผิดใช่หรือไม่!’
“ย้ายภูเขา… เรื่องนั้นคงไม่ง่าย ย้ายสิ… ฝ่าบาทเคารพเจ้าถึงเพียงนั้น… ภูเขาในใต้หล้านี้ เจ้าอยากย้ายลูกไหนก็ย้ายลูกนั้นแหละ….” เฉินหลี่ลุกขึ้นมานั่งหัวเราะเอิ๊กอาก หลังจากนั้นก็เรออกมาเอื๊อกหนึ่งก่อนจะฟุบลงไปนอนกับโต๊ะอีกหน
เจียงฉางเชิงว่าอย่างกลัดกลุ้ม “ก็ข้ากำลังกลุ้มอยู่นี่อย่างไรเล่าว่าจะย้ายภูเขาลูกไหนดี”
“สิบสามรัฐมีห้ายอดขุนเขา ข้าแนะนำว่า… ให้ย้ายเขาสวรรค์… เขาสวรรค์ทอดยาวพันลี้…..”
“ใหญ่เกินไป ย้ายไม่ไหว….”
“ถ้าเช่นนั้นก็ย้าย… ย้ายยอดเขายุทธ์… ยอดเขายุทธ์เป็นเพียงเขาลูกเดียว… ย้ายง่าย… ขอแค่เจ้ามีพละกำลังมากพอ…”
เจียงฉางเชิงดวงตาสว่างวาบ ยอดเขายุทธ์ก็เข้าท่าอยู่นะ แต่เดิมบนยอดเขายุทธ์เคยมีสำนักตั้งอยู่ แต่เพราะถูกหอเพลิงผลาญฟ้าของจักรพรรดิตะวันจรัสโจมตี ทำให้สำนักล่มสลายไปแล้ว ไม่รู้ว่ายามนี้บนยอดเขายุทธ์ยังมีคนอาศัยอยู่หรือไม่ หากมีคนอาศัยอยู่ก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่โปรยเงินแจกเท่านั้น ปกติเขาไม่ได้ใช้เงินทอง ดังนั้นจึงมีเงินสะสมไว้มากนัก
เจียงฉางเชิงจมอยู่ในความคิด ไป๋จีก้มหน้าลง พลางคิดในใจเงียบๆ ว่าที่แท้ก็บทสนทนาเหลวไหลนี่เอง มันเคยเห็นยอดเขายุทธ์มาแล้ว ยอดเขายุทธ์ตั้งตระหง่านยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น กำลังของมนุษย์จะย้ายได้อย่างไรเล่า
________________________________________
คำสั่งที่น่าเหลือเชื่อ
วันต่อมา เฉินหลี่ก็ถูกคนตระกูลเฉินแบกลงไปจากเขา เจียงฉางเชิงเรียกหลิงเซียวมาพบ “อาจารย์ มีสิ่งใดจะสั่งหรือขอรับ” หลิงเซียวเอ่ยถาม ปกติเจียงฉางเชิงจะเรียกเขามาพบน้อยครั้งนัก ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างประหลาดใจ
เจียงฉางเชิงยิ้มถามว่า “เจ้าเคยเดินทางท่องยุทธภพ เคยไปยอดเขายุทธ์หรือไม่” หลิงเซียวพยักหน้าตอบว่า “เคยไปขอรับ เหตุไฉนอาจารย์จึงถามถึงยอดเขายุทธ์” เจียงฉางเชิงตอบว่า “ข้าอยากย้ายยอดเขายุทธ์ไปไว้นอกประตูเมืองทิศเหนือ ให้เป็นภูเขาลูกที่สองของอารามมังกรผงาด”
หลิงเซียวได้ยินเช่นนี้ก็เบิกตากว้าง ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนบอกว่า “ท่านอาจารย์ ไยมาหลอกศิษย์เล่นเช่นนี้เล่าขอรับ” ไป๋จียกหัวขึ้นมา วังเฉินที่กำลังกวาดพื้นอยู่ก็หยุดชะงัก แม้แต่ฮวาเจี้ยนซินกับเจียงเจียนก็หยุดฝึกยุทธ์ด้วย ทุกคนหันมามองเจียงฉางเชิงด้วยสีหน้าประหลาดพิกล
“ข้าหลอกอันใดเจ้า เจ้าแวะไปที่ยอดเขายุทธ์ก่อน หากบนภูเขามีคนอาศัยอยู่ก็ใช้เงินไล่พวกเขาให้ย้ายไป หลังจากนั้นรอข้าอยู่ที่ยอดเขายุทธ์” เจียงฉางเชิงยกมือขึ้นมากวักหนึ่งหน ถุงเงินถุงหนึ่งก็ลอยออกมาจากในห้อง ร่วงลงในอ้อมแขนของหลิงเซียว
หลิงเซียวตะลึง ไม่ได้ล้อเล่นจริงหรือ? หรือว่าเขาเข้าใจอะไรผิดไป? ย้ายภูเขาที่ว่าไม่ใช่ย้ายภูเขาที่เขาเข้าใจหรือเปล่า?
“รีบไปสิ แล้วไปรอข้าที่ภูเขา” เจียงฉางเชิงถลึงตาใส่หลิงเซียวหนึ่งที หลิงเซียวจึงได้แต่ฝืนรับเรื่องนี้ไปจัดการ เขาหมุนตัวออกไปทันที
ฮวาเจี้ยนซินเดินเข้ามาหาแล้วถามอย่างแปลกใจ “ท่านจะย้ายภูเขาอย่างไรเจ้าคะ” เจียงฉางเชิงตอบว่า “ก็ว่าจะลองดูสักตั้ง ยังไม่แน่หรอกว่าจะสำเร็จจริง หากเจ้ามีเวลาก็ไปหาจื่ออี้หน่อย ให้เขาแบ่งที่ดินนอกประตูเมืองทิศเหนือสักผืนให้อารามมังกรผงาด ใต้พระบาทโอรสสวรรค์นี่นา จะยึดที่ดินมาเป็นของตัวเองดื้อๆ ไม่ได้สิ”
ฮวาเจี้ยนซินได้ยินดังนี้ก็คิดว่า ที่แท้เขาก็อยากฝึกวิชานั่นเอง นางเผลอคิดว่าเขาจะย้ายภูเขาได้จริงๆ เสียอีก นางพยักหน้าแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปสั่งสอนเจียงเจียนต่อ ไป๋จีจ้องเจียงฉางเชิงอย่างตะลึงงัน ไม่รู้เหตุใดมันจึงรู้สึกว่าเจียงฉางเชิงไม่ได้อยากลองดูเฉยๆ เช่นที่ปากว่า นักพรตปีศาจทำเรื่องน่าเหลือเชื่อได้เสมออยู่แล้ว
อีกด้านหนึ่ง หลิงเซียวกลับห้องไปเก็บสัมภาระเรียบร้อยก็เดินทางออกจากสำนัก ระหว่างทางเขาพบกับฮวงชวน ฮวงชวนเห็นสภาพเขาเหมือนกำลังจะออกเดินทางไกล ก็หยอกเย้าว่า “ศิษย์น้องอยากจะลงเขาไปตะลุยยุทธภพอีกแล้วหรือ”
หลิงเซียวส่ายหัว เตรียมจะเดินอ้อมฮวงชวนไปแต่ถูกเขาขวางไว้ก่อน “ไหนว่ามา ศิษย์พี่เป็นห่วงเจ้าหรอกนะ กลัวเจ้าคิดสิ่งใดไม่ตก” ฮวงชวนดักขวางหน้าหลิงเซียวตรงสะพานน้อย แล้วหัวเราะหึๆ
หลิงเซียวกลอกตา เขารู้ดีว่าศิษย์พี่คนนี้ว่างจนเบื่อหน่าย นับตั้งแต่ฮวงชวนเลื่อนขั้นเป็นขั้นเทวชน เขาก็อยากจะพิสูจน์ฝีมือของตนเองมาตลอด แต่จนปัญญาที่ในอารามไม่มีขั้นเทวชนคนอื่น แล้วปกติยอดฝีมือแห่งยุคที่เดินทางมาท้าสู้ก็มีน้อยนัก เขาจึงเก็บกดจนครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมด อุตส่าห์บรรลุขั้นเทวชนอย่างยากลำบาก แต่กลับไม่เคยได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของตนเอง ฮวงชวนหดหู่จะแย่อยู่แล้ว
หลิงเซียวตอบอย่างจนปัญญา “อาจารย์สั่งให้ข้าไปยอดเขายุทธ์” “ไปยอดเขายุทธ์ทำอันใด” “อาจารย์อยากจะย้ายภูเขา จึงให้ข้าล่วงหน้าไปไล่คนบนภูเขาให้ย้ายออกไปก่อน” “ย้ายภูเขาหรือ? เจ้าหาข้ออ้างได้เหลวไหลยิ่งนัก” “ไปถามอาจารย์เองเลยไป หลีก!” หลิงเซียวผลักฮวงชวนออกอย่างรำคาญแล้วเดินทางต่อ
ฮวงชวนรู้แล้วว่าเขาไม่ได้มีสิ่งใดคิดไม่ตกจึงไม่ขัดขวางอีก เพียงแต่ว่าในใจของเขาเต็มไปด้วยความฉงน ‘ย้ายภูเขา? จะย้ายภูเขาอย่างไร?’
________________________________________
ความต้องการของมรรคาจารย์
“ย้ายภูเขา? จะย้ายภูเขาอย่างไรกัน” เจียงจื่ออี้เบิกตาโตแทบถลน แล้วเอ่ยถามอย่างตะลึงงัน เจียงซิ่วที่พลิกอ่านฎีกาอยู่ด้านข้างก็เงยหน้าขึ้นมามองฮวาเจี้ยนซินด้วย
ฮวาเจี้ยนซินตอบอย่างจนปัญญา “ข้าจะรู้ได้เช่นไรเล่า ความลึกลับมหัศจรรย์ของอาจารย์เจ้า ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่รู้เสียหน่อย ไม่มีผู้ใดรู้หรอกว่าเขาคิดจะทำสิ่งใด และเขาทำสิ่งใดได้บ้าง สรุปก็คือเขาอยากได้ที่ดินนอกประตูเมืองทิศเหนือ เจ้าจะให้หรือไม่ให้”
เจียงจื่ออี้วางถ้วยชาลงแล้วบอกว่า “อาจารย์ต้องการ เราย่อมมอบให้ ในเมื่อจะย้ายภูเขาย่อมต้องการกำลังคน ศิษย์ของอารามมังกรผงาดคงไม่พอใช้กระมัง เราจะเรียกคนสักแสนคนไปที่ยอดเขายุทธ์เพื่อย้ายภูเขา” เขาคิดว่าการย้ายภูเขาของเจียงฉางเชิงเป็นเรื่องเปลืองเวลาเปลืองแรงเหมือนสมัยฮ่องเต้จิ่งอู่สร้างคลองในอดีต
ฮวาเจี้ยนซินส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ฝ่าบาทเพียงแบ่งที่ดินให้อารามมังกรผงาดก็พอแล้ว” เจียงจื่ออี้หัวเราะอย่างเบิกบานใจ “เราอนุญาตแล้ว วันนี้ไปจัดสรรที่ดินกันเลย เราก็อยากดูเหมือนกันว่าอาจารย์จะย้ายภูเขาอย่างไร”
ฮวาเจี้ยนซินพยักหน้าแล้วหมุนตัวกลับมายืนข้างกายเจียงซิ่ว เพราะเป็นห่วงว่าระยะนี้หลานชายใช้ชีวิตเป็นอย่างไร เจียงจื่ออี้ยกถ้วยชาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนความคิดของเขาจะเตลิดไปเสียแล้ว อยู่ดีๆ เขาก็คิดขึ้นมาว่า ‘หรือท่านพ่อจะย้ายภูเขาได้จริงๆ กันนะ’
________________________________________
แขกจากถ้ำสวรรค์
หลังจากหลิงเซียวออกเดินทางไปแล้ว เจียงฉางเชิงก็ยังฝึกวิชาทุกวันเช่นเดิม บนตัวของหลิงเซียวมีรอยประทับสังสารวัฏอยู่ เมื่อรอยประทับสังสารวัฏไม่เคลื่อนที่อีก แต่หยุดอยู่ที่เดิมประมาณสองวัน ย่อมหมายความว่าหลิงเซียวไปถึงยอดเขายุทธ์แล้ว เขาไม่รู้จักทางพอดี จะได้ใช้หลิงเซียวเป็นโคมไฟนำทาง พร้อมกับจัดการเรื่องยิบย่อยไปด้วยเลย
จากรัฐจี้ไปถึงยอดเขายุทธ์ต้องเดินทางไกลมาก เจียงฉางเชิงจึงไม่รีบร้อน ห้าวันหลังจากนั้น ฮวงชวนก็แวะมาหา เขาเดินมาใต้ต้นวิญญาณปฐพีแล้วเอ่ยว่า “อาจารย์ มีคนจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชบอกว่ามาเยี่ยมเยือนท่าน เขาบอกว่าเป็นสหายเก่าแก่ของปราชญ์แห่งสี่สมุทรขอรับ”
เจียงฉางเชิงไม่ลืมตาแต่ตอบอย่างนิ่งสงบ “ให้เขาเข้ามาเถิด” เขาสัมผัสคลื่นพลังของอีกฝ่ายได้แล้ว ไม่ธรรมดาเลย เป็นถึงขั้นเทวชนคนหนึ่ง แต่วิชาของเขาพิเศษนักจึงทำให้ฮวงชวนจับสัมผัสกำลังภายในของเขาไม่ได้ ยามนี้เจียงฉางเชิงชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า คนที่มีสิทธิ์พบเขาและคนที่กล้ามาพบเขาอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นขั้นเทวชน ระดับชั้นที่ต่ำกว่านั้นไม่กล้ามาและไม่มีคุณสมบัติพอจะพบเขา
ไม่นานนักฮวงชวนก็พาเหิงเฟิงศิษย์พี่ของปราชญ์แห่งสี่สมุทรเข้ามา “ข้าผู้น้อยเหิงเฟิง คารวะมรรคาจารย์” เหิงเฟิงประสานหมัดคารวะ เขาลอบคิดในใจว่ามรรคาจารย์คนนี้ยอดเยี่ยมเสียจริง วิชาคงรูปลักษณ์ร้ายกาจยิ่งกว่าพวกตาเฒ่าในถ้ำสวรรค์เสียอีก ฮวงชวนถอยออกไปเพราะไม่กล้ารบกวน ฮวาเจี้ยนซินก็จูงเจียงเจียนออกไปด้วย
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นมาอมยิ้มน้อยๆ ถามว่า “ปราชญ์แห่งสี่สมุทรสบายดีหรือไม่” เหิงเฟิงรู้สึกราวกับปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่า เขาคลี่รอยยิ้มอย่างเบิกบานแล้วตอบว่า “ศิษย์น้องใช้ชีวิตสบายนัก แต่ละวันเอาแต่ดื่มสุราหาเรื่องสนุกทำ มีเวลาว่างก็สั่งสอนศิษย์รักของเขา ก็เจียงหลัวองค์ชายรองของต้าจิ่งคนนั้นนั่นแหละ เจียงหลัวเป็นต้นกล้าที่ดี เขาฝึกฝนวิชาเทพไร้เทียมทานของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเราได้ด้วย วันหน้ามีหวังว่าจะบรรลุถึงขั้นกายาทองคำ”
เจียงฉางเชิงถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ในถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมีขั้นกายาทองคำน้อยนักหรือ” เหิงเฟิงกระอักกระอ่วน “ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเป็นดินแดนแห่งการฝึกยุทธ์ที่ไม่ข้องเกี่ยวกับโลกภายนอก แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะบรรลุขั้นกายาทองคำ” “อ้อ ถ้าเช่นนั้นถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมีขั้นที่สูงกว่ากายาทองคำหรือไม่” “เรื่องนี้… ผู้เยาว์มิอาจทราบขอรับ น่าจะมีกระมัง ในถ้ำสวรรค์แบ่งเป็นสวรรค์หลายชั้น ศิษย์มิอาจไถ่ถามเรื่องที่เหนือกว่าชั้นของตนได้”
เจียงฉางเชิงผิดหวังเล็กน้อย เหตุไฉนถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจึงเป็นเหมือนสำนักทั้งหลาย แบ่งลำดับชั้นเข้มงวดเช่นนี้ กลัวข้อมูลรั่วไหลหรือไร
เหิงเฟิงได้สติกลับมาก็เอ่ยว่า “ผู้เยาว์เดินทางมาหนนี้เพราะได้รับอาจารย์ไหว้วานมา อาจารย์อยากเชิญท่านเดินทางไปเป็นแขกที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช อาจารย์จะต้อนรับท่านเป็นอย่างดี แล้วก็จะไม่บังคับให้ท่านอยู่ต่อที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชด้วย”
เจียงฉางเชิงส่ายศีรษะ “ขออภัย ข้าไปไม่ได้ ฝากขอบคุณอาจารย์ของเจ้าด้วย แผ่นดินต้าจิ่งเพิ่งจะมั่นคง ข้าจากไปไม่ได้”
แม้เขาจะมั่นใจว่าตนเองจัดการถ้ำสวรรค์สำแดงเดชได้ แต่ไม่กลัวพลาดพลั้งก็ต้องกลัวพลังพลาด หากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมีวิธีอะไรสังหารเขาได้เล่า ไปไม่ได้เด็ดขาด! เขายังไม่ทันได้ชมดูแผ่นดินต้าจิ่งแห่งนี้จนหน่ำใจเลย จะไปถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอะไรนั่นทำไม
เหิงเฟิงรีบเอ่ยว่า “อาจารย์ปรารถนาจะถ่ายทอดวิชา มังกรลักสวรรค์ ให้ผู้อาวุโส วิชานี้หากมิใช่ขั้นกายาทองคำก็มิอาจฝึกฝนได้ หลังฝึกฝนแล้วจะสามารถดูดซับพลังแห่งโชคชะตาของอาณาจักร ช่วยเพิ่มพูนกำลังภายใน ปราณมังกรของหอมังกรมหายานก็คือวิชาฉบับเบื้องต้นของวิชามังกรลักสวรรค์ เมื่อฝึกฝนจนบรรลุแล้ว จะสร้างมังกรแห่งโชคชะตาได้ วิชานี้แข็งแกร่งยิ่งนัก”
[1] กัดจิ้งหรีด คือการเอาจิ้งหรีดมาต่อสู้กัน เป็นกีฬาท้องถิ่นชนิดหนึ่ง จิ้งหรีดจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้เหมือนสัตว์ต่อสู้ชนิดอื่นๆ
________________________________________
ก้าวต่อไป: การปฏิเสธคำเชิญของถ้ำสวรรค์จะมีผลตามมาอย่างไร? และเจียงฉางเชิงจะ “ย้ายภูเขา” ด้วยวิธีไหน?