เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 91 กายเทวะอัสนีไม่ดับสูญ
ตอนที่ 91 กายเทวะอัสนีไม่ดับสูญ
ศิลาจักรพรรดิมนุษย์
วันต่อมาหลังจากฉีหยวนลงเขาไป เจียงจื่ออี้ก็เปิดประชุมขุนนางและมีบัญชาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดออกมาจำนวนมากว่าให้เพิ่มคนของกรมโชคชะตาขึ้นอีก และเขายังจัดเตรียมกองทัพพิเศษที่มีวรยุทธ์สูงส่งอีกทัพหนึ่ง โดยกำหนดคุณสมบัติต่ำสุดเป็นขั้นเบิกญาณ ให้ชื่อทัพว่า กลยุทธ์สวรรค์
ประกาศนี้ได้กระจายไปทั่วใต้หล้า รับคนโดยไม่ไถ่ถามชาติกำเนิด นอกจากนักโทษประหารที่ถูกราชสำนักประกาศจับแล้ว นอกนั้นล้วนสามารถสมัครเข้ารับการทดสอบของทัพกลยุทธ์สวรรค์ได้ทั้งสิ้น
แผ่นดินต้าจิ่งกว้างใหญ่เหลือประมาณ ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็มจึงสามารถประกาศให้ทั่วใต้หล้าได้รับรู้ ทำให้มีชาวยุทธ์ในยุทธภพรีบรุดมาที่รัฐชื่ออยู่ทุกวัน สถานที่จัดการทดสอบของทัพกลยุทธ์สวรรค์ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่เป็นเมืองอีกแห่งหนึ่งในรัฐชื่อ โดยมีสวีเทียนจีและผิงอันเป็นคนรับผิดชอบดูแล ในเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งปี ทัพกลยุทธ์สวรรค์มีจำนวนทหารที่จดไว้ในบันทึกมากกว่าห้าหมื่นนาย
ทหารขั้นเบิกญาณห้าหมื่นนายชวนให้สั่นสะท้านไปทั่วใต้หล้า นี่ยังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น!
พรสวรรค์ของเจียงเจียน
ปีเฉียนอู่ที่ยี่สิบสาม เดือนเจ็ด เจียงฉางเชิงกำลังชี้แนะเจียงเจียนในวัยเจ็ดขวบให้ฝึกยุทธ์ด้วยวิชากระบี่บรมวิสุทธิ์ เจียงเจียนกุมกระบี่เคลื่อนตะวันอย่างไม่สิ้นเปลืองแรงแต่อย่างใด หลังจากฝึกกันพักใหญ่ จู่ๆ เจียงเจียนก็หยุดฝึกและบ่นว่า
“ท่านอาจารย์ ข้าไม่อยากฝึกกระบี่!”
เจียงฉางเชิงถามด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนั้นเจ้าต้องการฝึกสิ่งใดเล่า”
เจียงเจียนเกาศีรษะ กล่าวว่า “ข้าอยากฝึกอาวุธที่หนักกว่านี้”
อาวุธที่หนักกว่านี้? เจียงฉางเชิงพินิจมองเจียงเจียนอย่างถี่ถ้วน ปานของเจียงเจียนสามารถดูดซับพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินได้เอง จึงหล่อหลอมกายให้แข็งแกร่งเพิ่มพูนลมปราณ และด้วยการที่ได้อยู่ใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพีมาเป็นเวลานานปี ทำให้ลมปราณในกายของเขาสูงขึ้นถึงขั้นเบิกญาณแล้ว เจ้าหนูนี่เหมือนกับผิงอันที่ต่างก็เป็นผู้มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิด
คุณสมบัติแต่กำเนิดของเจียงเจียนอยู่ที่ร่างกายสามารถเพิ่มพูนลมปราณได้อย่างมีประสิทธิผล ส่วนของผิงอันคือร่างกายที่ทรงพลัง แม้พละกำลังของเจียงเจียนจะห่างไกลจากผิงอันมาก แต่ด้วยมีลมปราณเปี่ยมล้นจึงสามารถทำให้เขายกอาวุธที่หนักกว่านี้ได้ เจียงฉางเชิงรักเอ็นดูหลานชายคนนี้ยิ่งนัก จึงส่งกระแสเสียงไปยังฮวาเจี้ยนซินเพื่อบอกให้นางไปหาเจียงจื่ออี้หรือเจียงซิ่ว
“เจียนเออร์ เจ้าชอบวิชายุทธ์ที่รุนแรงทรงอำนาจมากกว่า แต่ไม่ชอบยอดเคล็ดวิชาที่เป็นกระบวนท่าล้ำลึกใช่หรือไม่” เจียงฉางเชิงถาม
เจียงเจียนพยักหน้า กำหมัดน้อยๆ แน่นแล้วเอ่ยว่า “สำหรับข้าแล้ว มีเพียงร่างกายตนไม่แข็งแกร่งพอถึงได้ต้องการวิชายุทธ์ที่เรียกว่าลึกล้ำอัศจรรย์มาช่วย แต่ข้าอยากได้ร่างกายที่แข็งแกร่งแบบเห็นได้ชัดมากกว่าขอรับ”
เขาราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็ก เวลาพูดจามีเหตุมีผลของตนเองเสียด้วย ไป๋จีเอ่ยยิ้มๆ ว่า “พูดเสียเป็นเรื่องง่าย เจ้าเทียบอาจารย์ลุงผิงอันของเจ้าได้หรือ หากเจ้าได้พบเขา เจ้าต้องล้มเลิกความคิดนี้เป็นแน่”
เจียงเจียนถลึงตาใส่มันแล้วบอกว่า “ข้าไม่เคยพบกับเขา แต่ต้องมีวันหนึ่งที่ข้าจะท้าประลองกับเขา เพื่อทดสอบความเก่งกาจของเขา”
ท้าประลองผิงอัน? รนหาที่ตายหรือไร! เจียงฉางเชิงก็กังวลขึ้นมาเหมือนกัน กลัวว่าผิงอันจะพลั้งมือทำเจ้าหนูนี้ตาย ช่างเถิด เจียงฉางเชิงหลับตาลงเตรียมจะคิดค้นยอดเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายแกร่งขึ้นมาสักวิชาหนึ่ง
กำเนิดวิชากายเทวะอัสนี
แม้ว่าการฝึกเซียนและฝึกยุทธ์จะเป็นคนละแนวทางกัน แต่วิชาอาคมและอภินิหารบางอย่างของการฝึกเซียนก็สามารถสอดคล้องกับวิชายุทธ์ได้ เจียงฉางเชิงคิดถึงวิชาอัสนีลิขิตสวรรค์ของตน การใช้สายฟ้าหล่อหลอมกายให้แกร่งจะให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่า เพียงแต่อาจไปสะกดพละกำลังที่แฝงเร้นอยู่ในกายได้ง่าย ยอดเคล็ดวิชานี้หากสามารถผสานเข้ากับวิชายุทธ์อื่นๆ ก็อาจคิดค้นวิชาที่ร้ายกาจออกมาได้
นับแต่คิดค้นวิชาวิถีสวรรค์พิภพออกมา เจียงฉางเชิงก็ไม่ได้คิดค้นวิชาอื่นๆ ออกมาอีก โดยเฉพาะเมื่อเหล่าศิษย์ฝึกวิชาวิถีสวรรค์พิภพก็ไม่อาจฝึกฝนให้เกิดพลังวิญญาณได้ เขาจึงเลิกความคิดที่จะคิดค้นวิชาใหม่ๆ มิให้เหล่าศิษย์ฝึกฝนวิชายุทธ์ที่เขาเก็บรวบรวมมาเสียดีกว่าหรือ ฉะนั้นจึงนับได้ว่าตอนนี้เขาละเมิดกฎของตนเพื่อหลานชาย เขาชอบเจียงเจียนมากจริงๆ กระทั่งรักและหลงยิ่งกว่าเจียงซิ่วเสียอีก อาจเพราะเจียงซิ่วโตแล้ว แต่เจียงเจียนยังเล็กอยู่ก็เป็นได้
สามวันให้หลัง เจียงซิ่วนำองครักษ์ชุดขาวกลุ่มหนึ่งมาด้วยตนเอง เหล่าองครักษ์ชุดขาวแบกดาบ ทวน คอน งาว มา ล้วนเป็นอาวุธที่มีน้ำหนักมากทั้งสิ้น เจียงซิ่วแนะนำอาวุธแต่ละชนิดให้แก่เจียงเจียน เมื่อได้ยินว่าในชื่อ ทวนวงเดือนสลักลาย มีตัวอักษรที่ดูคล้ายชื่อของตน (ตัวอักษร ‘จี’ 戟 คล้ายกับ ‘เลี่ยน’ 練 ในชื่อเจียงเจียน) เจียงเจียนก็ตื่นเต้นดีใจนัก เขาชี้ไปที่ทวนและกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ข้าชอบอาวุธเช่นนี้ แต่ทำให้หนักกว่านี้อีกสักหน่อยได้หรือไม่พะยะค่ะ”
ให้หนักกว่านี้อีก? เจียงซิ่วตกตะลึง ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงตอนที่อาจารย์ปูบอกเขาครั้งยังเล็กว่าพื้นฐานร่างกายด้านยุทธ์ของเขาไม่สูงนัก ครั้งนั้นเขาไม่ยอมรับ แต่เมื่อได้เห็นเจียงเจียนในเวลานี้ เขาก็เข้าใจขึ้นมาทันใด พื้นฐานร่างกายด้านยุทธ์ของเขานั้นธรรมดาจริงๆ แม้จะรู้สึกปวดใจแต่เจียงซิ่วก็ยังตอบไปด้วยรอยยิ้ม
เจียงฉางเชิงยังคงหลับตาใช้ความคิด หลังจากเจียงซิ่วคารวะเขาแล้วก็จากไป หลังจากนั้นหนึ่งเดือน เจียงซิ่วพาคนมาอีกครั้ง องครักษ์ชุดขาวสี่นายแบกทวนวงเดือนสลักลายที่ยาวเกือบหนึ่งจั้งมาด้ามหนึ่ง
เจียงซิ่วกล่าวว่า “ทวนนี้ทำจากเหล็กทมิฬพันปี น้ำหนักห้าพันเจ็ดร้อยชั่ง นี่เป็นทวนที่ข้าสั่งให้คนทำออกมาโดยเฉพาะ แม้จะเป็นในทัพกลยุทธ์สวรรค์เองก็ยังไม่มีอาวุธที่หนักเช่นนี้เลย”
เจียงเจียนลองยกดูและพบว่าเขายกไม่ขึ้น ทันใดนั้นก็เอ่ยอย่างดีอกดีใจว่า “ดีๆๆ เอาอันนี้นี่ล่ะ”
เจ้าหนูนี่ ยกไม่ขึ้นก็เลยชอบ? เจียงซิ่วไม่อาจเข้าใจได้เลยจริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็ยังว่าตาม หลังจากพวกเจียงซิ่วจากไป เจียงเจียนก็ลองยกทวนนี้อีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะออกแรงเท่าใดก็ยังยกไม่ขึ้นอยู่ดี ด้วยความจนใจ เจียงเจียนจึงได้แต่ฝึกวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์ต่อไป
จวบจนปลายปี ในที่สุดเจียงฉางเชิงก็คิดค้นยอดเคล็ดวิชาที่สามารถหล่อหลอมกายแกร่งออกมาได้ เขาให้ชื่อว่า กายเทวะอัสนีไม่ดับสูญ
วิชานี้ผสมผสานวิชาหล่อหลอมกายไว้มากมายและยังรวมเคล็ดวิธีดูดซับพลังวิญญาณเฉพาะตัวเอาไว้ด้วย อสนีบาตสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกาย ส่วนพลังวิญญาณก็ซ่อมแซมร่างกาย ลดทอนผลด้านลบ จึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนสาหัสนัก
“กายเทวะอัสนีไม่ดับสูญ?” แค่เจียงเจียนได้ฟังก็ชื่นชอบและตื่นเต้นเป็นที่สุด ไป๋จีอดกลอกตามองบนไม่ได้ ชื่อบ้าบออะไรนี่
เจียงฉางเชิงเริ่มถ่ายทอดวิชาให้ แม้ไป๋จีจะแอบกระแนะกระแหนอยู่ในใจแต่ก็ยังตั้งหูรอฟัง เจียงเจียนจดจำและเริ่มฝึกวิชา เริ่มจากเข้าใจเคล็ดวิชาแล้วค่อยไปหาสายฟ้ามาหล่อหลอมกาย เจียงฉางเชิงรู้เคล็ดวิชาอสนีบาตและสามารถสร้างสายฟ้าได้ด้วยตนเอง เจียงเจียนจึงไม่จำเป็นต้องไปจากอารามมังกรผงาด
เจียงฉางเชิงเคลื่อนพลังรับปราณไปพลาง มองเจียงเจียนอย่างเฝ้ารอไปพลาง หากเขาสามารถบ่มเพาะผู้แข็งแกร่งที่เทียมทานด้านยุทธ์ได้สักคนก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่เบา เจียงเจียนฝึกทั้งวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์และกายเทวะอัสนีไม่ดับสูญ ซึ่งเทียบเท่ากับยอดเคล็ดวิชาของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชและมรรคาจารย์ และทุกวันเมื่อฝึกยุทธ์ก็ยังได้รับการชี้แนะจากเจียงฉางเชิงซึ่งเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่อยู่เหนือกว่าขั้นจักรวาลไกลโขผู้นี้ด้วย เขาจะต้องมีอนาคตยาวไกลจนยากจะคาดประมาณได้
‘วันหน้าหากเจ้าหนูเจียงหลัวกลับมา ก็จะได้มาประลองกันสักตั้ง’ เจียงฉางเชิงคิดอย่างภาคภูมิใจ
สัญชาตญาณของเขาบอกว่า วิชากายเทวะอัสนีไม่ดับสูญนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่ายอดเคล็ดวิชาที่เสี่ยวเหิงเพิ่งเปิดเผยออกมาเลย ซึ่งแน่นอนว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอาจจะยังมียอดเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ แต่เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง ไป๋จีก็ฝึกวิชากายเทวะอัสนีไม่ดับสูญตามไปด้วย เจียงฉางเชิงไม่ได้ขวางมัน เพราะก็สมควรให้รางวัลมันบ้าง เจ้านี่หยุดอยู่ที่ขั้นเทวจิตเรื่อยมา หากไม่มีวิธีให้บรรลุ บางทีวิชานี้อาจช่วยมันได้
ปณิธานของฉีหยวน
อำเภอฮว่าซี รัฐอวี้ ต้าจิ่ง กลางป่ากลางเขา ฉีหยวนกำลังสร้างอารามอยู่กับชายอีกห้าคน เขาลงมือช่วยด้วยตนเองจนอาภรณ์สีขาวมีแต่ฝุ่นและดินโคลน แต่เขากลับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
ฉีชื่อซื้อ น้องสาวของฉีหยวน กำลังหาวอย่างเบื่อหน่ายอยู่ใต้ต้นไม้ข้างหลังพวกเขา นางลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่ มิเช่นนั้นก็ล้มเลิกความตั้งใจเถิด หากรอจนท่านสร้างอารามเสร็จ กลัวว่ายี่สิบปียังไม่พอด้วยซ้ำ ไยต้องลำบากลำบนเล่า”
ฉีหยวนพูดทั้งที่ไม่หันหน้ามาว่า “ใจจริงย่อมสัมฤทธิ์ผล เดิมทีเรื่องนี้ก็เป็นการฝึกตนชนิดหนึ่ง เป็นวิธีถ่ายทอดมรรคชนิดหนึ่ง” ฉีชื่อซื้อส่ายหน้าไม่อาจเข้าใจได้
ฉีหยวนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้ากลับไปก่อนเถิด ไม่ต้องสนใจข้า ไปดูแลสำนักของเจ้าให้ดี ได้ยินว่าระยะนี้มีสำนักในยุทธภพมาหาความพวกเจ้า” ฉีชื่อซื้อพูดอย่างไม่แยแสว่า “สำนักเหล่านั้นไม่มีแม้กระทั่งคนขั้นบรรลุฟ้า มารนหาที่ตายก็เท่านั้น ข้าคร้านจะไปสนใจ”
สองพี่น้องสนทนากันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดฉีชื่อซื้อก็อยู่ต่อไม่ไหวและเลือกที่จะกลับไป ฉีหยวนจึงง่วนกับงานของตนต่อไป เขาไม่เหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกว่าได้เติมเต็มตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไร้จุดหมาย รู้ว่าควรทำเช่นใด
ผ่านไปอีกสามวัน อารามนี้ก็สร้างเสร็จ ซึ่งแตกต่างจากอารามของพวกนักพรตทั่วไป อารามแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โต มีขนาดแค่ห้องเดียวเท่านั้น ภายในตั้งรูปสลักหินของเจียงฉางเชิงเอาไว้ รูปสลักหินนี้เขาไปหาคนมาสร้างโดยเฉพาะ แม้จะดูแตกต่างจากเจียงฉางเชิงไปบ้างแต่โดยรวมแล้วก็ดูคล้ายอย่างยิ่ง สองข้างของรูปสลักหินตั้งป้ายไม้ยาวสองแผ่นเอาไว้:
มรรคาจารย์ย้ายยอดเขายุทธ์ หนึ่งวันเดินทางสามพันลี้
ฝึกปรือโลกหล้า บรรเทาทุกข์ทั้งผดุงภัย
เมื่อฉีหยวนจ่ายเงินค่าแรงเสร็จแล้ว ก็พินิจดูผลงานชั้นยอดของตนด้วยความพึงพอใจ คืนวันนั้นเขาจึงนอนค้างอยู่ในอาราม ยามนั่งอยู่ตรงหน้ารูปสลักหินของมรรคาจารย์ เขารู้สึกสงบเป็นพิเศษ ในฝันเห็นว่าใต้หล้าสงบสุข ตนเองและน้องสาวกลับไปที่ต้าฉีอีกครั้ง เสด็จพ่อไม่ได้บีบให้เขาทำสงคราม ไม่ต้องเลือกคู่อีก ไม่ว่าจะเป็นราชนิกุลหรือชาวบ้านทั่วไปต่างก็เสมอภาคมีอิสระเสรี สามารถเป็นสุขกับเรื่องที่ตนชื่นชอบได้
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็รีบไปยังตำบลที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อป่าวประกาศเรื่องอารามของมรรคาจารย์ ชื่อเสียงของมรรคาจารย์แพร่ไปทั่วทุกซอกมุมของต้าจิ่งแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อเขาไปบอกเรื่องอาราม ชาวบ้านทั้งหลายจึงไม่ได้ต่อต้าน เพราะอย่างไรเสียเข้าอารามไปก็ไม่ต้องจ่ายค่าธูปเทียน และพร้อมกันนั้นเขายังเชิดชูแนวคิดเรื่องใต้หล้าไร้ศึกสงครามด้วย จึงได้รับแรงสนับสนุนจากชาวบ้าน
“ราบรื่นดีอย่างยิ่ง เส้นทางนี้ไม่ผิดจริงๆ!” ฉีหยวนคิดไปอย่างอารมณ์ดี การกราบไหว้มรรคาจารย์ก่อนเรียกว่าชาญฉลาดเหลือเกินจริงๆ
การเตรียมการผนึกโชคชะตา
ปีเฉียนอู่ที่ยี่สิบสี่ ฮ่องเต้ประกาศไปทั่วใต้หล้าว่า ปีใหม่ที่จะมาถึงนี้จะทำการผนึกโชคชะตาในใต้หล้าเพื่อเกื้อหนุนให้ต้าจิ่งก้าวเข้าสู่การเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา เหล่าไพร่ฟ้าประชาชนไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา แต่ขอเพียงทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเขาก็จะสนับสนุน
ภายในห้องทรงพระอักษร เจียงจื่อออี้นั่งอยู่ ส่วนเจียงซิ่วยืนอยู่ข้างๆ สวีเทียนจีกำลังรายงานเรื่องสถูปแห่งโชคในแต่ละท้องที่อยู่ตรงหน้าโต๊ะ หลังจากมีการเพิ่มจำนวนคนในกรมโชคชะตาแล้ว ในเวลานี้ทุกท้องที่ในต้าจิ่งได้สร้างสถูปแห่งโชคเสร็จเรียบร้อย รอเพียงวันฤกษ์ดีเพื่อจะทำการผนึกโชคชะตาของต้าจิ่ง
เพื่อการนี้ หานเทียนจีจึงสร้าง ศิลาจักรพรรดิมนุษย์ ขึ้นในวังหลวง และยังสร้างขึ้นจากวัสดุชนิดพิเศษที่นำมาจากใต้พื้นดินลึกอีกด้วย
“ทุกสิ่งจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ รอเพียงฤกษ์งามยามดีมาถึง ทว่าเรื่องนี้จะต้องแพร่ออกไปยังทุกราชวงศ์ทั่วใต้หล้าเป็นแน่ เมื่อนั้นก็จะต้องมีชาวยุทธ์มาก่อเรื่อง หากมิใช่เพื่อมาขัดขวางไม่ให้ต้าจิ่งได้เป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา เช่นนั้นก็จะจะต้องมาช่วงชิงโชคชะตาของต้าจิ่ง พวกเราห้ามประมาทโดยเด็ดขาด”
“เวลานี้ในใต้หล้ามีราชวงศ์แห่งโชคชะตาเพียงห้าราชวงศ์เท่านั้น อาณาจักรจำนวนไม่น้อยถูกคนเข้ามาแทรกแซงในขณะที่โชคชะตากำลังเข้าปะทะกัน ทำให้พิธีล้มเหลวและเสียหายยับเยินนับแต่นั้น” หานเทียนจีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เจียงจื่ออี้ถามว่า “ผู้ใดมาทำลาย เป็นสำนักหลังบัลลังก์ หรือว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดช”
หานเทียนจีส่ายหน้าบอกว่า “ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชย่อมไม่มา แต่ในใต้หล้านี้ยังมียอดฝีมือและสำนักลึกลับที่ซ่อนเร้นอยู่มากมาย มีคนมากมายที่ออกมาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชด้วยต้องการก้าวล้ำขีดจำกัดด้านยุทธ์ของตน พวกเขาจึงจะใช้ทุกวิถีทาง ทุกคราวที่มีอาณาจักรกำลังผนึกโชคชะตา ก็คือช่วงเวลาที่พวกเขายินดีปรีดิ์เปรมนักหนา”
เจียงจื่ออี้คล้ายมีความคิดบางอย่าง เจียงซิ่วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไร มีท่านอาจารย์ปู่อยู่ ผู้ใดมาผู้นั้นก็ตาย”
หานเทียนจีพยักหน้ากล่าวว่า “ท่านมรรคาจารย์แข็งแกร่งจริงๆ แต่อย่างไรพวกเราก็ต้องระมัดระวังเอาไว้สักหน่อย ชาวยุทธ์ที่ต้องการช่วงชิงโชคชะตาจะอาศัยชัยภูมิที่เหมาะสมและของวิเศษนานา อาจเป็นเพียงชั่วอึดใจเดียวแต่โชคชะตาที่ผนึกเข้าไปในศิลาจักรพรรดิมนุษย์ก็จะถูกช่วงชิงเอาไปแล้ว เมื่อโชคชะตาขาดสะบั้น ต้าจิ่งก็จะไม่มีโอกาสได้กลายเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาอีกต่อไปพะยะค่ะ”
เจียงซิ่วขมวดคิ้ว “รุนแรงเพียงนั้นเชียว?”
ในวันนั้น เจียงจื่ออี้ส่งเจียงซิ่วไปแจ้งเรื่องนี้ให้เจียงฉางเชิงรู้ เจียงฉางเชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเจ้าจงทำพิธีเต็มที่ มีข้าอยู่”
เขาสั่งเสร็จก็ฝึกวิชาไปด้วยและคอยจับตาดูเจียงเจียนไปด้วย เจ้าหนูนี่เพิ่งจะฝึกกายเทวะอัสนีไม่ดับสูญไปเพียงครึ่งปีเท่านั้น กระดูกและเส้นเอ็นของเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ดูท่าเขาจะเหมาะสมกับวิชาหล่อหลอมกายแกร่งเช่นนี้จริงๆ
ก้าวต่อไป: พิธีผนึกโชคชะตาจะราบรื่นหรือไม่? และศัตรูที่จ้องจะมาช่วงชิงพลังนี้จะเป็นใคร?