เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 90 ราชอาณาจักรแห่งโชคชะตากับการสร้างอาราม
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 90 ราชอาณาจักรแห่งโชคชะตากับการสร้างอาราม
ตอนที่ 90 ราชอาณาจักรแห่งโชคชะตากับการสร้างอาราม
“จริงสิ เจ้าอยากกลับไปที่ต้าจิ่งสักหน่อยหรือไม่” ปราชญ์แห่งสี่สมุทรเปลี่ยนประเด็น คำพูดของเจียงหลัวทำให้เขาปลื้มใจก็จริง แต่เขาก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเจียงหลัวด้วย
ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชดูเหมือนมีกฎเกณฑ์เข้มงวดปกป้องศิษย์ทุกคนได้ แต่หากล่วงเกินคนที่มีตำแหน่งสูงเข้าก็ไม่มีทางมีจุดจบที่ดี
เจียงหลัวตอบอย่างนิ่งสงบ “ไม่อยาก ยามนี้ข้าปรารถนาเพียงแข็งแกร่งขึ้น หากกลับไปต้าจิ่งต้องมีเรื่องยุ่งยากมากมายแน่ อีกอย่างหากข้าไม่กลับไป ตำแหน่งองค์รัชทายาทของพี่ชายฝาแฝดคนนั้นของข้าจึงจะมั่นคง”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรไม่เคยปิดบังชาติกำเนิดของเขา แต่เขาไม่สนใจอำนาจจักรพรรดิของต้าจิ่ง หลายปีก่อนปราชญ์แห่งสี่สมุทรเคยพาเขาออกไปท่องเที่ยวอาณาจักรใกล้ๆ เขาไม่ชอบโลกภายนอกที่มนุษย์เดินดินธรรมดาต่อสู้แย่งชิงกันวุ่นวายเพื่อเอาชีวิตรอด ขณะที่วิถียุทธ์อ่อนด้อยนัก
ได้ยินดังนี้ ปราชญ์แห่งสี่สมุทรก็จนปัญญาทำได้แต่ตอบรับ เจียงหลัวโยนกาน้ำกลับไปให้เขาแล้วโบกมือให้ หลังจากนั้นก็เดินผ่านเฉียดไหล่เขาไป มุ่งหน้าไปยังกระท่อมไม้น้อยของตนเพื่อเตรียมตัวจะฝึกวิชาต่อ
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรหมุนตัวกลับมามองเจียงหลัว บนใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้ากังวล เจียงหลัวชื่นชอบการเอาชนะเช่นนี้ วันหน้าจะต้องนำอันตรายมาสู่ตัวเป็นแน่ ไม่รู้ว่าอาจารย์อย่างเขาจะช่วยปกป้องได้อีกนานเท่าใด เขารับรู้ได้ถึงอายุขัยของตัวเอง เขาเหลือชีวิตอยู่อีกไม่กี่ปีแล้ว หวังว่าก่อนที่อายุขัยของเขาจะสิ้นสุดแล้วต้องหลับใหลใต้พสุธา เขาจะช่วยให้เด็กน้อยคนนี้แข็งแกร่งขึ้นได้มากที่สุด
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรถอนหายใจ จู่ๆ เขาก็นึกถึงเจียงยวนขึ้นมา ยามทั้งสองพบหน้ากัน รู้สึกดั่งพานพบสหายเก่า วันใดเขาลงไปปรโลก เขาจะต้องไปอวดกับเจียงยวนว่า ดูสิข้าสั่งสอนเหลนของเจ้าออกมาได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน! ปราชญ์แห่งสี่สมุทรเบิกบานใจ ความกลัดกลุ้มในใจจางหายไปไม่น้อย นิสัยของเขาก็เป็นเช่นนี้ เออระเหยลอยชาย รับมือไปตามสถานการณ์ เขาเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่ามนุษย์ทุกคนต่างมีโชคชะตาเป็นของตนเอง
ต้าจิ่งในยุคผลัดใบ
ต้าจิ่งพักฟื้นฟูกำลังของแว่นแคว้นอย่างสงบสุข ในปีนี้ประกาศของฮ่องเต้ถูกแปะทั่วทุกซอกทุกมุมของต้าจิ่ง ผู้คนมากมายถอนหายใจชื่นชมความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ บูชาเขาเป็นเทพเจ้า แต่ก็มีคนจำนวนมากกว่าที่คิดว่าฮ่องเต้โง่เขลา บนโลกใบนี้จะมีมนุษย์ย้ายภูเขาได้อย่างไร ตลอดกาลไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริงหรอก ไม่ว่าอย่างไรแต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเชิงก็เพิ่มขึ้น เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปสองปี
ปีเฉียนอู่ที่ยี่สิบสอง เจียงฉางเชิงอายุเจ็ดสิบสองปี ปีนี้เจียงซิ่วองค์รัชทายาทผู้อายุครบสิบแปดปีเริ่มปกครองบ้านเมืองแทน เขาเป็นกำลังหลักในการควบคุมราชสำนัก ส่วนเจียงจื่ออี้เอาแต่หมกตัวอยู่ในอารามมังกรผงาดทุกวัน
ศิษย์ของอารามมังกรผงาดย้ายไปอยู่ที่ยอดเขายุทธ์แล้ว เขามังกรผงาดอันกว้างใหญ่มีเพียงเจียงฉางเชิง วังเฉิน ฮวาเจี้ยนซิน กับเจียงเจียนอาศัยอยู่ ไป๋จีกับไป๋หลงมีพื้นที่ให้ออกไปขยับร่างกายมากมาย ไป๋หลงจึงไม่เอาแต่อยู่บนยอดเขาทั้งวันอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ที่มันทำเช่นนั้นก็เพราะมันกลัวพลาดพลั้งไปทำร้ายคนหรือไปทำลายต้นไม้ดอกไม้บนเขาจนเสียหาย
ในลานเรือน เจียงฉางเชิงกับเจียงจื่ออี้กำลังมองดูเจียงเจียนอายุห้าขวบฝึกยุทธ์ เจ้าเด็กน้อยคนนี้ออกหมัดออกเท้าประหนึ่งสายลม กระบวนท่าคล่องแคล่วอย่างยิ่ง วิชาที่เจียงเจียนร่ำเรียนก็คือวิชาเทพของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช วิชาเทพมหาวัฏสวรรค์ วิชาเดียวกับที่เสี่ยวเหิงเพิ่งฝึกนั่นเอง
ได้ยินมาว่าวิชาเทพวัฏสวรรค์ของหอมังกรมหายานคือฉบับที่ไม่สมบูรณ์ของวิชานี้ เพราะว่าเป็นฉบับที่ไม่สมบูรณ์นี่เองจึงฝึกออกมาแล้วไม่เอาอ่าว แต่ตัววิชาเทพมหาวัฏสวรรค์นอกจากจะฝึกกำลังภายในและจิตใจได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ยังดูดกลืนกำลังภายในของศัตรูแล้วซัดกลับคืนไปในเวลาสั้นๆ ระหว่างการต่อสู้ได้อีกด้วย พลังของมันเหมือนกับสำนวนกรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนองเลยทีเดียว
แม้วิชาเทพมหาวัฏสวรรค์จะสูบกำลังภายในมาเป็นของตนเองไม่ได้ แต่ตัววิชาเร่งลมปราณให้พัฒนาได้อย่างรวดเร็วมากอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสูบกำลังภายในของผู้อื่น การฝึกฝนวิชานี้จึงไม่ทำร้ายร่างกายและยังยืดอายุขัยได้อีกด้วย
เจียงจื่ออี้ยิ้มอย่างพอใจ “เป็นอย่างไร เจียนเออร์ยอดเยี่ยมเหมือนเราเลยใช่หรือไม่”
เจียงฉางเชิงตอบว่า “เขาแข็งแกร่งกว่าเจ้ามากต่างหาก”
เจียงจื่ออี้หัวเราะลั่น เขากลับไม่โกรธ สายตาที่หันไปมองเจียงเจียนเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
เจียงฉางเชิงถามว่า “ตัวเจ้าเล่า จะทำสิ่งใดต่อ” เจียงจื่ออี้มาอาศัยอยู่ที่อารามมังกรผงาดได้ครึ่งค่อนปีแล้ว เดือนนี้เขาถึงกับไม่ยอมกลับวัง อาศัยอยู่ในเรือนของเจียงฉางเชิงอยู่เช่นนั้น ฮวาเจี้ยนซินยินดีมากที่ครอบครัวสามรุ่นได้อยู่ด้วยกัน นี่สิชีวิตที่มีความสุข
“จะทำอะไรอีกเล่า เราตีเอาแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลมาให้ต้าจิ่งสำเร็จแล้วก็ควรปล่อยวางอำนาจได้แล้ว ให้ซิ่วเออร์ปกครองแคว้นไป รอข้าแก่แล้วค่อยมอบบัลลังก์ให้เขา” เจียงจื่ออี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เจียงฉางเชิงรู้ว่าในใจเขาคิดสิ่งใด เจ้าเด็กคนนี้คงนึกอยากบำเพ็ญเซียนเหมือนกันล่ะสิ แต่เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เจียงจื่ออี้ไม่มีระบบรอดชีวิต ทั้งยังถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ของโลกแห่งวิถียุทธ์แห่งนี้ เว้นเสียแต่ว่าเจียงฉางเชิงจะแข็งแกร่งมากพอทำลายกฎเกณฑ์ของโลก
เจียงฉางเชิงบอกอย่างจนปัญญา “อยากฝึกวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์หรือว่าวิชามังกรลักสวรรค์หรือไม่ อย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่าวิชาวิถีสวรรค์พิภพของข้า แต่หากอยากฝึกสุดยอดเคล็ดวิชาของข้าต้องทะลวงผ่านขั้นสูงสุดของวิชาวิถีสวรรค์พิภพเสียก่อน แม้แต่ฮวงชวนก็ยอมแพ้ไปแล้ว เจ้าเองก็เคยลองดูแล้วกระมัง”
เจียงจื่ออี้ส่ายหัวแล้วหัวเราะออกมา “เรามิใช่คนดันทุรัง ความจริงเรารู้ดีว่าพรสวรรค์ของเราหากอยู่ในต้าจิ่งเมื่อสามสิบปีก่อนอาจนับได้ว่าเป็นอัจฉริยะ แต่ยามนี้นับเป็นอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น เราสู่ผิงอันกับฮวงชวนผู้ทุ่มกำลังทั้งหมดฝึกยุทธ์จนบรรลุขั้นเทวชนไม่ได้ มิหนำซ้ำยังเสียเวลาครึ่งค่อนชีวิตแรกไปแล้วด้วย เช่นนั้นเราจะลำบากทำไปไย ไม่ฝึกวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์ วิชามังกรลักสวรรค์ยิ่งมิอาจฝึก เราไม่อยากเอาอย่างหอมังกรมหายานที่อาศัยการกดโชคชะตาของยุทธภพต้าจิ่งเพื่อแลกกับความแข็งแกร่งของตนเอง เราทำสงครามมาครึ่งชีวิต จะดื่มดำเสพสุขกับชีวิตหน่อยจะเป็นไร ครึ่งชีวิตหลังนี้ใช้เวลาฝึกหลอมโอสถ เล่นหมาก แข่งกัดจิ้งหรีดกับท่านก็ดีไม่เลว แผ่นดินนี้นอกจากขาดท่าน ขาดผู้ใดไปล้วนมีผู้รับสืบต่อได้ทั้งสิ้น”
เขายักไหล่แล้วยกถั่วจานหนึ่งเดินไปหาเจียงเจียน ตั้งใจจะไปชี้แนะลูกชายเสียหน่อย
จู่ๆ เจียงฉางเชิงก็ใจอ่อน นั่นสินะ เขาทำสงครามมาครึ่งชีวิตแล้วสมควรได้หยุดพักเสียที แม้เจียงฉางเชิงจะอยากขยายแผ่นดินต้าจิ่งออกไปอีกเพื่อที่ตนจะได้รับแต้มเซ่นไหว้มากกว่านี้ แต่เขาก็ไม่ต้องการให้บุตรชายเหน็ดเหนื่อยไปทั้งชีวิต ช่างเถิด ในเมื่อบุตรชายเหนื่อยแล้ว เช่นนั้นก็ฝากความหวังไว้กับหลานชายก็แล้วกัน แผ่นดินเป็นสิ่งที่มีคนกระหายอยากได้เสมออยู่แล้ว ฮ่องเต้องค์ใหม่ส่วนใหญ่ก็วาดหวังจะก้าวข้ามบรรพบุรุษกันทั้งนั้นแหละ! แต่ปีนี้เจียงซิ่วเพิ่งแต่งงาน คงต้องรออีกหลายปีกว่าจะมีเหลนให้เขา
เจียงฉางเชิงหัวเราะ หลังจากนั้นก็หลับตาฝึกวิชาต่อ
การท้าประลองบนยอดเขายุทธ์
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น เสียงลมปราณเคลื่อนไหวก็ดังมาจากทางยอดเขายุทธ์ เจียงฉางเชิงลืมตามองก็เห็นว่ามีคนกำลังประลองวิชากับฮวงชวนอยู่ อีกฝ่ายคือบุรุษอาภรณ์ขาวที่เขาพบก่อนจะย้ายภูเขานั่นเอง
บุรุษอาภรณ์ขาวผู้นั้นไม่ใช่ขั้นเทวชน ฮวงชวนเองก็ไม่อาศัยการเหาะเหินเดินอากาศเอาเปรียบผู้อื่น ทั้งสองคนสู้กันอยู่บนพื้นดิน บุรุษอาภรณ์ขาวมีเพลงดาบที่ล้ำเลิศนัก ทำให้ฮวงชวนจัดการเขาไม่ลงในเวลาสั้นๆ ศิษย์มากมายล้อมชมดูอยู่ สิ่งนี้ทำให้ฮวงชวนตื่นเต้นมากขึ้นอีก ในที่สุดก็มีโอกาสแสดงกำลังภายในขั้นเทวชนของตนเองเสียที เขาจงใจไม่เอาชนะบุรุษอาภรณ์ขาว แสร้งทำเป็นตอบโต้กระบวนท่าไปมาอยู่หลายรอบ เพราะอยากอวดความสง่างามให้มากหน่อย
เจียงฉางเชิงได้แต่ส่ายหัว คิดในใจว่า “เจ้าเด็กหน้าเหม็นคนนี้ ทักษะการอวดเบ่งของเจ้าช่างอ่อนเสียนี่กระไร เจ้าน่าจะให้เขาแสดงความแข็งแกร่งของตนเองออกมาก่อน แล้วค่อยใช้ความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าข่มกลับไป ไม่ใช่โต้ตอบกระบวนท่าไปมา ทำเช่นนี้มีแต่จะขับเน้นให้อีกฝ่ายดูแข็งแกร่งขึ้น”
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ฮวงชวนก็เอาชนะบุรุษอาภรณ์ขาวได้ บุรุษอาภรณ์ขาวคุกเข่าอยู่หน้าประตูสำนักด้วยสีหน้าไม่ยินยอม เขาไม่คิดว่าอารามมังกรผงาดจะมีขั้นเทวชนคนอื่นนอกจากมรรคาจารย์อยู่ เขาดูแคลนยุทธภพของต้าจิ่งเกินไปเสียแล้ว
ฮวงชวนยืนอยู่บนประตูทางขึ้นเขาแล้วก้มหน้ามองเขา “เจ้าไปเถิด อาจารย์ของข้าไม่รับศิษย์”
บุรุษอาภรณ์ขาวกัดฟันเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าก็จะคุกเข่าอยู่ที่นี่จนกว่ามรรคาจารย์จะตกลง”
ฮวงชวนกลอกตา ตอบว่า “ถ้าเช่นนั้นก็คุกเข่าไปเถิด แต่หากเจ้ากล้าล่วงล้ำประตูนี้เข้ามาก่อนอีก ข้าจะสังหารเจ้าเสีย”
บุรุษอาภรณ์ขาวหมุนตัวหันหลังกลับทันที เขาปีนไปบนหน้าผาด้านข้างแล้วคุกเข่าหันไปคำนับทางเขามังกรผงาด หลังจากเขาหลีกทาง ผู้แวะเวียนมาเซ่นไหว้ทั้งหลายก็ทยอยเดินขึ้นเขา แต่ละคนต่างหันไปมองเขาด้วยแววตาประหลาด แต่เขาทำราวกับมองไม่เห็น ยังคงคุกเข่าอยู่เช่นเดิม
เจียงฉางเชิงลอบประหลาดใจกับตนเอง แล้วสตรีอาภรณ์เหลืองคนนั้นเล่า เหตุไฉนจึงไม่มากับบุรุษอาภรณ์ขาวด้วย หรือว่าจะเกิดเรื่องแล้ว เขาไม่ขบคิดมากนัก เพราะตัวเขาไม่อยากรับศิษย์จริงๆ อารามมังกรผงาดใหญ่โตแล้ว อำนาจของฮ่องเต้ต้าจิ่งก็มั่นคงแล้ว เขาตั้งใจว่าจะจดจ่อกับการฝึกบำเพ็ญเพียงอย่างเดียวเท่านั้นพอ
เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปสิบวัน บุรุษอาภรณ์ขาวยังคุกเข่าอยู่ เขาไม่กินไม่ดื่ม เอวของเขาเริ่มงอ ทำท่าเหมือนจะล้มคว่ำไปได้ตลอดเวลา ฮวงชวนทนมองไม่ได้แล้วจึงจำต้องแวะไปเยี่ยมเยียนเจียงฉางเชิง เจียงฉางเชิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ให้ฮวงชวนดูแลคนผู้นี้ไปก่อนสักระยะ รอร่างกายเขาฟื้นฟูกลับมาแล้วค่อยมาอีกที เจ้าหนุ่มคนนี้หัวแข็งใช่เล่น ตอนนั้นเองเจียงฉางเชิงก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
เจียงจื่ออี้หัวเราะร่า “หากกลัวเรื่องยุ่งยาก เราจะให้องครักษ์ชุดขาวลากเขาไปขังคุกหลวง ให้เขาคุกเข่าไปชั่วชีวิต” เจียงฉางเชิงส่ายศีรษะไม่เอ่ยตอบอะไร
วันต่อมาใกล้เที่ยงวัน บุรุษอาภรณ์ขาวก็เดินตามฮวงชวนเข้ามา เขาตั้งใจอาบน้ำแต่งเนื้อแต่งตัวมาแล้ว จึงเรียกภาพลักษณ์คุณชายผู้สง่างามกลับมาได้ ไม่สกปรกมอมแมมอีกต่อไป เมื่อเห็นเจียงฉางเชิง บุรุษอาภรณ์ขาวก็ห้ามความตื่นเต้นไม่ไหว คุกเข่าคำนับเจียงฉางเชิงทันที
“ผู้อาวุโส ไม่สิ ท่านเซียนเฒ่า ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด ข้ายินดีให้ท่านใช้เป็นวัวเป็นม้า” บุรุษอาภรณ์ขาวโขกศีรษะกับพื้น กดข่มความตื่นเต้นแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงขึงขัง
เจียงฉางเชิงถามว่า “เจ้ามาจากที่ใด เหตุใดต้องกราบข้าเป็นอาจารย์ให้ได้”
บุรุษอาภรณ์ขาวตอบว่า “ผู้เยาว์นามว่า ฉีหยวน มาจากต้าฉี อาณาจักรต้าฉีเพิ่งเลื่อนระดับเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาเมื่อแปดปีก่อน ข้าเป็นองค์ชาย เสด็จพ่อหวังให้พวกเราองค์ชายออกไปทำสงครามทั่วทุกหนแห่งแทนเขา แต่ข้าเกลียดสงครามจึงพาน้องเล็กเดินทางออกมาจากต้าฉี หนีมาจนกระทั่งถึงต้าจิ่งที่อยู่ห่างไกลจากต้าฉีที่สุด เดิมทีพวกเราพี่น้องอยากเปิดสำนัก ใช้วิถียุทธ์ส่งเสริมสันติภาพ แต่วันนั้นเมื่อได้เปิดหูเปิดตาเห็นความยิ่งใหญ่ของผู้อาวุโส ข้าจึงตามหาเป้าหมายพบ มีเพียงพลังอันยิ่งใหญ่เฉกเช่นท่านเท่านั้นที่จะสยบใต้หล้าและทำให้อาณาจักรในใต้หล้าเลิกทำสงครามกันได้ เมื่อนั้นความสงบสุขทั่วหล้าจึงจะมาเยือน”
ข้อเสนอของมรรคาจารย์
ต้าฉีหรือ เจียงฉางเชิงไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่คิดไม่ถึงว่าฉีหยวนจะเป็นคนเช่นนี้ เจียงจื่ออี้หรี่ตาลงแล้วเปิดปากถามว่า “ราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา ต้าฉีเทียบกับต้าจิ่ง ผู้ใดแข็งแกร่งกว่า ดินแดนของผู้ใดใหญ่กว่า”
ฉีหยวนเงยหน้าหันไปมองเจียงจื่ออี้แล้วตอบว่า “ย่อมต้องเป็นต้าฉีแข็งแกร่งกว่า ต้าฉีก่อตั้งราชวงศ์มาสามร้อยปีแล้ว ทำศึกมาสามร้อยปี ดินแดนของต้าฉีกว้างใหญ่กว่าต้าจิ่งในวันนี้เกินห้าเท่า ต้าฉีกลืนกินอาณาจักรไปมากมายเหลือเกิน มิหนำซ้ำยังมีหนึ่งในสำนักหลังบัลลังก์สามอันดับแรกอย่างเขาทะเลเมฆหนุนหลังอยู่ด้วย และวิถียุทธ์ที่นั่นยังแข็งแกร่งกว่าต้าจิ่งมากนัก”
เจียงจื่ออี้ขมวดคิ้ว
ฉีหยวนหันไปมองเจียงฉางเชิงแล้วบอกว่า “ขอผู้อาวุโสโปรดรับข้าเป็นศิษย์ หากข้าฝึกวิชายุทธ์อันไร้เทียมทานสำเร็จ ข้าจะไม่มีวันทำอันตรายต้าจิ่ง เป้าหมายการฝึกวรยุทธ์ของข้าคือการส่งเสริมสันติภาพในใต้หล้าเท่านั้น”
เจียงฉางเชิงตอบอย่างนิ่งสงบ “เอาเช่นนี้เถิด เจ้าจงเดินทางไปเมืองแต่ละแห่งของต้าจิ่งแล้วสร้างอาราม ตั้งรูปสลักบูชาให้ข้า บอกชาวบ้านแถวนั้นให้นับถือบูชาข้า จุดธูปเซ่นไหว้ข้าแล้วจะได้รับการอำนวยพรจากมรรคาจารย์ วันใดเจ้าทำการเรียบร้อย วันนั้นข้าก็จะรับเจ้าเป็นศิษย์ ทุกมุมของต้าจิ่งมีองครักษ์ชุดขาวอยู่ย่อมตรวจสอบได้ หากเจ้าคิดโป้ปดมดเท็จ ข้าจะไม่มีวันรับเจ้าเป็นศิษย์”
ฉีหยวนอ้าปากเหวอ ต้าจิ่งในยามนี้มีเมืองมากกว่าหนึ่งร้อยแห่ง เขาต้องสร้างนานเท่าใดกัน? ประเดี๋ยวก่อนนะ! เขาหยิบยืมนามของมรรคาจารย์มาเผยแพร่แนวคิดของตนเองก็ได้นี่ หากแม้แต่มรรคาจารย์ยังส่งเสริมสันติภาพ มิใช่ว่าจะเผยแพร่ความคิดง่ายขึ้น ทำให้คนเชื่อง่ายกว่าเดิมหรอกหรือ
ฉีหยวนตอบรับทันที “ตกลงขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!” กล่าวจบ เขาก็ลุกขึ้นเดินจากไป ฝีเท้าเขาว่องไวนัก หลังจากก้าวออกจากเรือนเขาก็ใช้วิชาตัวเบาจากไปทันที
ฉับไวเช่นนี้เชียว ช่างสมกับเป็นคนหนุ่มเลือดร้อนเสียจริง เจียงฉางเชิงแอบถอนหายใจอยู่ในใจ แต่จะว่าไปแล้วบางครั้งคนหนุ่มเลือดร้อนก็ทำเรื่องยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้เหมือนกัน
จังหวะนี้เองเจียงจื่ออี้ก็ลุกขึ้นบ้าง เขาเดินออกไปนอกลานเรือน เจียงฉางเชิงเอ่ยปากถาม “เจ้าจะไปที่ใดเล่า” เจียงจื่ออี้โบกมือ ไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา เขาทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียว
“ไปทำสงครามกับใต้หล้า ให้ต้าจิ่งเหนือกว่าต้าฉี!”
ก้าวต่อไป: เจียงจื่ออี้จะนำทัพไปเปิดศึกกับมหาอำนาจอย่างต้าฉีจริงหรือไม่? และแผนการสร้างอารามของฉีหยวนจะช่วยเพิ่มแต้มเซ่นไหว้ให้เจียงฉางเชิงได้มากเพียงใด?