เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 94 ดวงตาที่สาม
ตอนที่ 94 ดวงตาที่สาม
เจียงฉางเชิงถ่ายทอดพลังวิญญาณให้เจียงเจียนแล้ว ช่วยห้ามเลือดให้เขา แต่พลังแห่งโชคชะตาในร่างเด็กน้อยคนนี้กลับเคลื่อนตัวเกรี้ยวกราดขึ้นทุกที พวกมันพุ่งทะลวงชนนั่นนี่ไปทั่ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เส้นเอ็นกับกระดูกของเจียงเจียนคงหักสะบั้น ร่างระเบิดตายพอดี เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว
เขาตระหนักได้ถึงปัญหายุ่งยากครั้งใหญ่ สุดท้ายพลังงานของโลกใบนี้ก็กีดกันลวดลายแห่งมรรคาอยู่ดี สำหรับโลกใบนี้เจียงเจียนจึงกลายเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ต่อให้ดึงพลังแห่งโชคชะตาออกมายามนี้ก็ไม่ทันกาลแล้ว เพราะจำนวนของพลังแห่งโชคชะตามีมากเกินไป ตอนนั้นเองเจียงฉางเชิงก็ฉุกคิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ เขาเรียกลวดลายมรรคาของตนเองออกมาทันที
ลวดลายแห่งมรรคาเบิกออกเป็นดวงเนตรมหามรรคา ก่อนจะแผ่แสงสีทองส่องไปบนปานของเจียงเจียน เป็นอย่างที่เขาคิด ปานดวงนี้ก็คือลวดลายแห่งมรรคาเช่นกัน พลังของลวดลายแห่งมรรคาส่งเสริมกันและกันได้ เจียงฉางเชิงจึงใช้พลังของดวงเนตรมหามรรคาเสริมพลังลวดลายแห่งมรรคาของเจียงเจียน ทำให้พลังของลวดลายมรรคาของเจียงเจียนเริ่มดูดซับพลังแห่งโชคชะตาได้
เจียงฉางเชิงมิอาจดูดซับพลังแห่งโชคชะตาได้ แต่เจียงเจียนทำได้ นั่นเพราะว่าตัวเจียงเจียนฝึกบำเพ็ญบนเส้นทางแห่งวิถียุทธ์อยู่ ทว่าวิถียุทธ์เป็นเพียงการหยิบยืมพลังมากระตุ้นร่างกาย ทำให้ก่อเกิดลมปราณเท่านั้น ดังนั้นพอเจียงเจียนฝืนดูดซับพลังมามากเกินไป จนพลังแห่งโชคชะตามากกว่าลมปราณที่ก่อเกิด เขาก็ร่างระเบิดตายได้ง่ายๆ ตอนนี้เจียงฉางเชิงเกิดความคิดอันแหวกแนวขึ้นมา
เขากำลังมีความคิดที่ใจกล้าอย่างยิ่งประการหนึ่ง เขาสะกดพลังแห่งโชคชะตาอันมหาศาลนั่นไว้ในลวดลายแห่งมรรคา ระหว่างที่เจียงเจียนเติบใหญ่ มันก็จะถูกปลดปล่อยออกมาเรื่อยๆ ช่วยหล่อหลอมให้เขาเลื่อนชั้น จนกว่าพลังแห่งโชคชะตาจะถูกใช้หมดสิ้น พลังแห่งโชคชะตาจำนวนมหาศาลทะลักเข้าไปกลางหว่างคิ้วของเจียงเจียน ลวดลายแห่งมรรคาแหวกออก โลหิตไหลซึมออกมา
ดวงเนตรดวงหนึ่งก่อเกิดอย่างเชื่องช้า ลวดลายแห่งมรรคากับพลังแห่งโชคชะตาก่อให้เกิดสิ่งที่คล้ายกับดวงเนตรมหามรรคาระดับต่ำ “กลายเป็นเออร์หลางเสินเทพเจ้าสามตาไปแล้วจริงๆ สินะ” เจียงฉางเชิงพึมพำกับตนเอง ในดวงตาเต็มไปด้วยความปวดใจ เด็กน้อยคนนี้ต้องเจ็บปวดเสียแล้ว เขาช่วยเช็ดคราบเลือดบนหน้าผากของเจียงเจียนด้วยมือตนเอง
รอจนดวงเนตรมหามรรคาก่อตัวสำเร็จแล้ว เขาจึงปิดดวงเนตรมหามรรคาของตนเอง นับจากนี้เป็นต้นไป โลกแห่งวิถียุทธ์จะถือกำเนิดสัตว์ประหลาดตนหนึ่ง! หลังจากผ่านการเปลี่ยนแปลงหนนี้ ดวงเนตรมหามรรคาของเจียงเจียนจะดูดซับพลังแห่งโชคชะตาได้ง่ายกว่าเดิม แต่เขาก็ยังทำได้เพียงฝึกยุทธ์เช่นเดิม มิอาจหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ของโลกแห่งวิถียุทธ์นี้ได้ เจียงฉางเชิงมองเขาครู่หนึ่งก็รั้งสายตากลับมา หลังจากนั้นจึงเดินออกไปจากห้อง
“เจียนเออร์เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” ฮวาเจี้ยนซินขยับเข้ามาหาทันที นางถามอย่างเป็นกังวล ยามนี้นางรักใคร่หลานชายผู้นี้ที่สุดแล้ว เพราะอย่างไรนางก็เป็นคนเลี้ยงเขามาจนโต เจียงฉางเชิงตอบว่า “พักสักคืนหนึ่งก็หายแล้ว เพียงแต่ว่าเขาจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย”
เปลี่ยนไปหรือ? ฮวาเจี้ยนซินยิ่งเป็นกังวลมากขึ้นอีก แต่นางไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปด้านใน จึงทำได้แต่รอคอยเท่านั้น วันรุ่งขึ้นเวลาเที่ยงวัน เจียงเจียนตื่นขึ้นมาก็ผลักประตูเปิดแล้วยกมือขยี้ตา เสียงพูดงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน “อาจารย์ย่า…”
ฮวาเจี้ยนซิน ป๋ายฉี และวั่งเฉิน หันไปมองก็ตกตะลึงทันที พวกเขาเห็นกลางหว่างคิ้วของเจียงเจียนมีดวงตาแนวตั้งเพิ่มขึ้นมาหนึ่งดวง แม้มันปรือเปิดอยู่เพียงครึ่งเดียว แต่เจียงเจียนผู้มีดวงตาเพิ่มมาอีกหนึ่งดวงแลดูสง่างาม โดโดดเด่นประหนึ่งเทพ ทั้งที่อายุยังน้อยแต่กลับดูมีบารมีอย่างที่อธิบายไม่ถูก ฮวาเจี้ยนซินหันไปมองเจียงฉางเชิงแล้วถามว่า “เกิดอันใดขึ้น”
เจียงฉางเชิงตอบว่า “สรุปก็คือเขาไม่เป็นอะไรแล้ว” เขาลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกไปนอกเรือน เตรียมจะไปหาสถานที่สักแห่งปลูกป่าไผ่เขียวกระดูกหยก ตอนนี้ป่าไผ่เขียวกระดูกหยกยังเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์จำนวนสิบเมล็ด หากต้องการให้มันกลายเป็นผืนป่า คงต้องรออีกนานหลายปี ดังนั้นหน่อไม้ที่ถือกำเนิดขึ้นมาระยะแรก เขาไม่คิดจะหยิบมาใช้ ยามนี้เขามังกรผงาดมีเรือนของพวกเขาเพียงหลังเดียวที่มีคนอยู่ พื้นที่ปลูกพืชมีมากมาย แต่เขาไม่อยากให้อยู่ห่างจากเรือนของตนเองไกลนัก ไม่ว่าอย่างไรป่าไผ่เขียวกระดูกหยกก็สร้างปราณวิญญาณได้ หลังจากปลูกสำเร็จ เจียงฉางเชิงก็สั่งให้วั่งเฉินรับผิดชอบดูแลสวนไผ่แห่งนี้ วั่งเฉินมองไม่เห็นหน่อต้นไผ่จึงไม่เข้าใจว่าสวนไผ่จะมาจากที่ใด แต่เขาก็ยังรับคำสั่ง เขาเชื่อมั่นในตัวเจียงฉางเชิง ต่อให้ยามนี้ไม่มี แต่หลังจากนี้ต้องมีแน่
ไม่กี่วันหลังจากนั้น เจียงจื่ออวี้กับเจียงซิ่วก็เดินทางมาเยี่ยมเจียงเจียน สองพ่อลูกเห็นดวงตาที่เพิ่มมาข้างนั้นก็ตกตะลึง เจียงเจียนคุ้นชินกับดวงตาที่สามของตนเองแล้ว เขายังโอ้อวดมันอย่างภาคภูมิใจ เจียงจื่ออวี้คิดถึงเรื่องราวมหัศจรรย์ทั้งหลายที่เจียงฉางเชิงเคยเล่า ไม่นานก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว สภาพที่แท้จริงของปานก็คือสิ่งนี้สินะ ปานของพวกเขามิยอมเติบโตเป็นดวงตาที่สาม ดังนั้นมันจึงกลายเป็นเพียงปานธรรมดา
เจียงซิ่วมองเจียงเจียนด้วยแววตาอันสับสน หลังจากพิธีสถาปนาราชวงศ์แห่งโชคชะตา สิ่งที่เจียงเจียนแสดงให้เห็นในวันนั้นถูกเล่าลือไปทั่วเมืองหลวง เพียงพริบตาเดียวคนมากมายก็แต่งแต้มเรื่องราวของเจียงเจียนให้อัศจรรย์พันลึก เหมือนยามเจียงจื่ออวี้ถือกำเนิดในสมัยก่อน เขาถูกเรียกขานว่าเป็นร่างกลับชาติมาเกิดของพญาครุฑปีกทอง เทวตำนานของเจียงจื่ออวี้เป็นฝีมือของเจียงยวน แต่เจียงเจียนไม่ใช่ มนุษย์ปุถุชนมีดวงตาที่สามได้จริงหรือ ทันใดนั้นเจียงซิ่วก็หวาดกลัวเจียงเจียนขึ้นมา กังวลว่าในวันหน้าเจียงเจียนจะอยากขึ้นครองบัลลังก์ นับตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรต้าจิ่ง องค์รัชทายาทไม่เคยพบจุดจบที่ดี
ตอนนั้นเองเจียงฉางเชิงก็เอ่ยว่า “หลังจากนี้เจียนเออร์ก็จะติดตามอยู่ข้างกายข้าเช่นเดิม เจียนเออร์ เจ้าอยากเป็นองค์ชาย หรืออยากมุ่งมั่นกับการฝึกยุทธ์” เจียงเจียนแหงนหน้าขึ้นมาตอบอย่างแน่วแน่ “ต้องฝึกยุทธ์แน่นอนอยู่แล้วขอรับ เป็นองค์ชายมีอะไรน่าสนุกกัน ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น จะล้มฮวงชวนให้ได้ก่อน จากนั้นก็จะล้มอาจารย์ลุงผิงอัน สุดท้ายก็ไล่ตามอาจารย์”
ได้ยินดังนี้ เจียงจื่ออวี้ก็หัวเราะดังลั่นอย่างอดไม่ไหว ยื่นมือมาลูบศีรษะของเขา เจียงซิ่วสีหน้าดีขึ้น เขาแอบรู้สึกละอายใจ นึกตำหนิตนเองว่ากังวลสิ่งใดไม่เข้าเรื่อง ต้าจิ่งไม่เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ขอเพียงอาจารย์ยังอยู่ จะต้องรักษาความเป็นธรรมให้เขาอย่างแน่นอน ชั่วขณะนั้นบรรยากาศภายในเรือนครึกครื้นรื่นเริง เจียงเจียนหยิบทวนวงเดือนสลักลายมาแสดงวรยุทธ์ให้เสด็จพ่อกับเสด็จพี่ของตนเองชม
ส่วนเจียงฉางเชิงก็เบนสายตากลับมาฝึกวิชาต่อ เจียงเจียนเป็นได้เพียงสิ่งที่มาแต่งแต้มชีวิตเขาเท่านั้น ไม่ว่าเจียงเจียนจะฝึกอย่างไรก็ไม่มีทางไล่ตามเขาทัน แล้วเขาก็ไม่ต้องการผู้ใดมาปกป้องตนเองทั้งสิ้น เขาเชื่อในตัวเองเท่านั้น เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นต่อไป จนกระทั่งกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด สร้างระยะห่างกับสรรพชีวิตทั้งหลายต่อไปจวบจนกว่าจะกลายเป็นตัวตนที่ไร้คู่ต่อกรอย่างสมบูรณ์
ข่าวที่ต้าจิ่งสถาปนาราชวงศ์แห่งโชคชะตาสร้างความตกตะลึงไปทั่วหล้า อาณาจักรอื่นๆ รวมไปถึงสำนักหลังบัลลังก์ทั้งหลายล้วนตระหนักขึ้นมาได้ว่าต้าจิ่งเติบใหญ่แล้ว พวกเขากลายเป็นอาณาจักรผู้ทรงอิทธิพลของยุคนี้ไปแล้ว อาณาจักรกับสำนักในยุทธภพเริ่มส่งทูตเดินทางมาที่เมืองหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอยากผูกสัมพันธ์อันดีกับต้าจิ่ง แม้แต่สำนักหลังบัลลังก์ก็ยังส่งคนมาเยี่ยมเยียนฮ่องเต้ ประกาศว่ายินดีรับองค์ชายเป็นศิษย์ ใช้สิ่งนี้เป็นการผูกสัมพันธ์
เริ่มแรกเจียงจื่ออวี้ไม่เห็นด้วยนัก แต่หานเทียนจีเตือนเขาว่า “ในเมื่อราชวงศ์แห่งโชคชะตาสถาปนาได้สำเร็จแล้ว โชคชะตาของต้าจิ่งย่อมมีศูนย์รวมอยู่ที่ราชวงศ์ สำนักหลังบัลลังก์ไม่อาจแย่งชิงพลังแห่งโชคชะตาได้อีกต่อไป เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะสังหารเชื้อพระวงศ์ของต้าจิ่งจนหมดสิ้น ให้พลังแห่งโชคชะตาของต้าจิ่งกระจัดกระจาย แล้วค่อยรวบรวมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ยามนี้สำนักหลังบัลลังก์แห่งต่างๆ มาชักชวนองค์ชายเป็นลูกศิษย์ถือเป็นเรื่องดี เมื่อองค์ชายทั้งหลายร่ำเรียนวรยุทธ์ของสำนักหลังบัลลังก์แต่ละแห่งจนแข็งแกร่งขึ้น ย่อมรับประกันการอยู่รอดของราชวงศ์ต้าจิ่งได้มากกว่าเดิม ยิ่งถ้าพวกเขาได้ตำแหน่งในสำนักหลังบัลลังก์มาครอง ก็จะช่วยให้ต้าจิ่งดึงขุมกำลังของพวกนั้นมาเป็นพวกได้อีกด้วย”
เจียงจื่ออวี้ถามว่า “หากศิษย์ของสำนักหลังบัลลังก์กลายเป็นฮ่องเต้รัชสมัยหน้า ต้าจิ่งจะมิถูกสำนักหลังบัลลังก์ควบคุมเอาหรือ”
หานเทียนจีตอบว่า “ต่อให้ถูกควบคุม ก็แค่ต้องช่วยรวบรวมทรัพยากรให้สำนักหลังบัลลังก์นำไปเพิ่มพูนขุมกำลังเท่านั้น ในเมื่อพลังแห่งโชคชะตายังอยู่กับต้าจิ่ง ย่อมมีอัจฉริยะแห่งวิถียุทธ์ถือกำเนิดตามกันมาไม่ขาดสาย โอรสสวรรค์ผลัดเปลี่ยนรุ่นแล้วรุ่นเล่า สำนักหลังบัลลังก์อาจสู้อยู่ในที่แจ้งหรือที่ลับ แต่แผ่นดินยังเป็นแผ่นดินของสกุลเจียง ยิ่งไปกว่านั้นต้าจิ่งก็มีอารามมังกรผงาดอยู่ หากต่อไปให้ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ไปฝึกวรยุทธ์ที่อารามมังกรผงาดเสีย ก็ทั้งรักษาอำนาจของราชวงศ์ได้ และดึงสำนักหลังบัลลังก์มาเป็นพวกได้ด้วย ราชวงศ์แห่งโชคชะตาราชวงศ์อื่นก็ทำเช่นเดียวกัน เบื้องหลังพวกเขาล้วนมีสำนักหลังบัลลังก์มากมายคอยเป็นเงา เพียงแต่สำนักหลังบัลลังก์แห่งใดจะมีอิทธิพลมากกว่าก็เท่านั้น อาณาจักรทั่วไปอาจถูกสำนักหลังบัลลังก์แย่งพลังแห่งโชคชะตาไปครอบครองแต่ผู้เดียวจนวิถียุทธ์เสื่อมถอย แต่ราชวงศ์แห่งโชคชะตาไม่เหมือนกัน ต่อให้มีสำนักหลังบัลลังก์เข้ามากุมอำนาจ แต่วิถียุทธ์จะแข็งแกร่งขึ้นตามพลังแห่งโชคชะตาที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน อีกประการหนึ่ง การที่องค์ชายเดินทางไปเรียนวิชายุทธ์ที่สำนักหลังบัลลังก์แต่ละแห่ง ก็เป็นการช่วยให้ราชวงศ์ต้าจิ่งมีคลังวิชายุทธ์ที่กว้างขวางขึ้นด้วย”
เจียงจื่ออวี้ฟังแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผล แต่เขาก็ยังไปปรึกษาความเห็นของเจียงฉางเชิงอยู่ดี เมื่อเจียงฉางเชิงเห็นด้วย เจียงจื่ออวี้จึงวางใจ กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ก็จริง แต่ภัยอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่นั่นอาจกลายเป็นรางวัลรอดชีวิตให้เขา เมื่อมีเขาอยู่ ต้าจิ่งย่อมสูบขุมกำลังของสำนักหลังบัลลังก์พร้อมกับปกป้องอำนาจราชวงศ์ของตนเองได้ เจียงฉางเชิงมีเวลาเป็นอนันต์สำหรับการกำราบสำนักหลังบัลลังก์ วันใดต้าจิ่งรวมใต้หล้าแห่งนี้ให้เป็นหนึ่ง ยามนั้นสำนักหลังบัลลังก์ก็จะถูกอำนาจราชวงศ์กดข่ม กลายเป็นเพียงหนึ่งในสำนักในยุทธภพเท่านั้น
เจียงจื่ออวี้ใช้โอกาสนี้หยิบไข่มุกออกมาเม็ดหนึ่ง สิ่งนี้คือสิ่งที่พวกโจรชั่วในพิธีสถาปนาราชวงศ์แห่งโชคชะตาทิ้งเอาไว้ มันดูดซับพลังแห่งโชคชะตาได้ หากมีมุกเม็ดนี้อยู่ อัตราส่วนที่ผู้ฝึกยุทธ์จะดูดซับพลังแห่งโชคชะตาได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น เขาคิดจะมอบมันให้เจียงฉางเชิง แต่กลับถูกปฏิเสธ ดูดซับพลังแห่งโชคชะตางั้นหรือ? ละเว้นนักพรตผู้นี้เถิด! เจียงจื่ออวี้ซาบซึ้ง คิดว่าเจียงฉางเชิงอยากให้เขาเก็บไว้เอง เขาจึงไม่อิดออด ถือไข่มุกเดินจากไป
หลังจากต้าจิ่งกลายเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา พลังแห่งโชคชะตาก็ได้ชีพจรมังกรเกื้อหนุนจนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกหนทุกแห่งล้วนฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ภัยพิบัติน้อยลงทุกที อาณาจักรธรรมดาที่อยู่รอบด้านแต่ละแห่งต่างพากันถวายเครื่องบรรณาการเพราะกลัวว่าจะถูกต้าจิ่งฮุบเข้าไป เจียงจื่ออวี้มีความทะเยอทะยานเช่นนั้นจริง แต่เขาได้รับบทเรียนมาแล้ว เขาจึงไม่ขยายอาณาเขตเป็นอย่างแรก แต่สั่งสมขุมกำลัง ขยายทัพกลยุทธ์สวรรค์ก่อน
นับตั้งแต่บัดนี้ ยุคทองที่แท้จริงของต้าจิ่งได้มาเยือน อาณาจักรอื่นถวายเครื่องราชบรรณาการ วิถียุทธ์เจริญรุ่งเรือง อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตมากมายขึ้นทุกวัน ทรัพยากรใหม่ๆ แต่ละชนิดโผล่ออกมาจากใต้ดินไม่ขาดสาย เศรษฐกิจเองก็เติบโตอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นกัน แผ่นดินในรัชศกเฉียนอู่ต้องได้ทิ้งรอยจารอันโดดเด่นไว้บนหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน
เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผันผ่านไปสามปี ปีเฉียนอู่ที่ยี่สิบแปด บนเส้นทางขึ้นภูเขาของยอดเขายุทธ์ ผู้เฒ่าที่อยู่ในวัยบั้นปลายชีวิตคนหนึ่งกำลังเดินตามแขกผู้มาเซ่นไหว้ขึ้นไปบนภูเขา เขาคนนี้ก็คือฉางชิวเหอนั่นเอง เมืองหลวงกลายเป็นนครที่รุ่งเรืองที่สุดในใต้หล้า ผู้คนที่มาเซ่นไหว้ในอารามมังกรผงาดมีจำนวนล้นทะลักอยู่เสมอ เวลาสั้นๆ เพียงสามปี อารามมังกรผงาดก็กลายเป็นสำนักที่มั่งคั่งที่สุดในใต้หล้า จำนวนลูกศิษย์ของอารามมังกรผงาดแตะถึงสองพันคน จำนวนคนที่ขึ้นลงเขาในแต่ละวันมากถึงหลายหมื่นคน
ฉางชิวเหอขึ้นเขาไปพลางหันมองภูเขาลูกเดิมที่กลายเป็นเขตต้องห้ามลูกนั้นไปพลาง ในใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ หากยามนั้นเขาไม่ไปจากอารามมังกรผงาด ยามนี้จะเป็นเช่นไรหนอ อย่างน้อยก็คงไม่เดียวดายตัวคนเดียวกระมัง ฉางชิวเหอเดินขึ้นเขาไปจนถึงหน้าประตูสำนัก ผู้มาเซ่นไหว้ทั้งหลายต่อแถวซื้อธูปเพื่อเข้าไปในอาราม ฉางชิวเหอก็ต่อแถวตามกฎอย่างว่าง่าย วันนี้เขามาเยือนเพราะมีคำอธิษฐานของตนเอง ดังนั้นจึงไม่อยากก่อเรื่อง
ตอนนั้นเองสายตาของฉางชิวเหอก็ถูกเงาร่างอ้อนแอ้นร่างหนึ่งดึงดูดสายตา หน้าประตูสำนักมีลูกศิษย์มากมายยืนทำหน้าที่อยู่ตรงประตู นอกจากซุ้มที่ขายธูป ก็มีคนที่คอยบอกทางให้แก่ผู้มาเซ่นไหว้ทั้งหลายด้วย ชิงเออร์ก็เป็นหนึ่งในลูกศิษย์เหล่านั้น ฉางชิวซวงกลับชาติมาเกิดเมื่อปีเฉียนอู่ที่เก้า ปีนี้ชิงเออร์จึงอายุสิบเก้าปีแล้ว นางเติบใหญ่เป็นหญิงสาวเรือนร่างระหง รูปลักษณ์โดดเด่นจากผู้คน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ฉางชิวเหอจึงรู้สึกว่าชิงเออร์คล้ายน้องสาวของตนเองยิ่งนัก แต่ระหว่างหลายปีนี้เขาเคยพบศิษย์อารามมังกรผงาด จึงทราบว่าฉางชิวซวงจากโลกไปเกือบยี่สิบปีแล้ว
หลังจากต่อแถวอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถึงตาฉางชิวเหอ ฉางชิวเหอซื้อธูปแล้วเดินมาหาชิงเออร์ ก่อนจะบอกว่า “แม่นางน้อย เจ้าเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ข้ายินดีมอบเงินทองที่มีติดตัวเป็นเงินบริจาคทั้งหมด”
แต่เดิมชิงเออร์คิดจะปฏิเสธ ทว่าเมื่อเห็นว่าเขาแก่ชรามากแล้วจึงตัดใจปฏิเสธไม่ลง นางจึงพยักหน้าตอบรับ ชิงเออร์ประคองฉางชิวเหอเดินไปยังอารามและหมู่หออาคาร ฉางชิวเหอทอดถอนใจ “เจ้าจิตใจดีงามเหมือนชิวซวงจริงๆ”
ชิงเออร์อดใจไม่ไหวถามขึ้นว่า “ชิวซวงคือผู้ใดหรือเจ้าคะ”
ฉางชิวเหอถอนหายใจ “เจ้าไม่เคยได้ยินหรือ ฉางชิวซวง อดีตศิษย์พี่ใหญ่ของอารามมังกรผงาดของพวกเจ้าอย่างไรเล่า”
ชิงเออร์กระจ่างใจทันที แล้วนางก็ถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เคยได้ยินเจ้าค่ะ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าท่านจะรู้จักกับศิษย์อารามมังกรผงาด มิทราบว่าท่านผู้เฒ่ามีความเป็นมาอย่างไรกันเจ้าคะ”
หมายเหตุ: ผมได้แก้ไขชื่อตัวละครให้ถูกต้องตามบริบท เช่น “เออร์หลางเงิน” เป็น “เออร์หลางเสิน” (เทพเจ้าสามตา) และปรับชื่อ “เพิ่งชิวเหอ/เพิ่งชิวซวง” เป็น “ฉางชิวเหอ/ฉางชิวซวง” ตามที่ควรจะเป็นในเนื้อเรื่องครับ
หากต้องการให้ปรับปรุงส่วนไหนเพิ่มเติม หรือต้องการให้อ่านตอนต่อไป แจ้งได้เลยครับ!
คุณบอกว่า
ตอนที่ 96 ราชันที่ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ ได้ยินเจียงฉางเชิงเอยเช่นนี้ เจียงชั่วก็ทำได้แค่เห็นชอบ เขาเชื่อถืออาจารย์ปู่ของตนเองอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น คิดว่า อาจารย์ปู่อาจหลอมอาวุธที่หนักกว่านี้ได้จริงๆ หลังจากเจียงซิ่วจากไปแล้ว
เจียงเจียนก็เข้ามาหาเจียง ฉางเชิงด้วยท่าที่ดีอกดีใจและบอกความประสงค์ของตนเอง ไม่ยอมหยุด เจียงฉางเชิงบอกด้วยรอยยิ้มว่า
“ขามีความคิดอยู่แล้ว เจ้าจงรอเถิด” เจียงเจียนค่อนข้างเป็นห่วงว่าเจียงฉางเชิงจะทำออกมา ได้งดงามหรือไม่ ในเวลานี้เองก็มีเสียงของฮวงชวนดังมาจาก ไกลๆ ว่า “เจียงเจียน มาสู้กันสักตั้ง!” เจียงเงี่ยนได้ยินก็หันหน้าไปทันใด
แล้วใช้เท้าขวาเกี่ยว ทวนวงเดือนหนักห้าพันชั่งขึ้นมา
รับด้ามทวนไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะพุ่งตัวออกจากเรือนพักไปอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน ฮวงชวนก็พบว่าความสามารถ ของเจียงเจียนไม่ได้อ่อนด้อยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็นผิงอัน อีกคนหนึ่งเลยทีเดียว เขาจึงเข้าไปขอประลองกับเจียงเจียน เองและจัดการเจียงเจียนจนพ่ายแพ้ยับเยินไปครั้งหนึ่ง เจียง เจียนไม่ยอมแพ้ ไปๆ มาๆ ทั้งสองคนจึงคอยประลองกันอยู่ เรื่อยๆ โดยทั่วไปแล้วทั้งสองจะประลองกันบนเขามังกรผงาด เจียงเจียนไปที่ยอดเขายุทธ์น้อยครั้งนัก มหาพิธีราชวงศ์แห่งโชคชะตาผ่านมาแล้วห้าปี
เนื่องจาก เจียงเจียนหายตัวไป
ผลกระทบที่เจียงเจียนนำมาในปีนั้น จึงหายไปแล้ว
ราชสำนักกลับมามั่นคงดังเดิม ขุนนางที่ มีเจตนาร้ายหาตัวเจียงเจียนไม่พบ
ส่วนพระมารดาของเจียง เจียนที่ดูแล้วใสชื่อแต่เนื้อในเฉลียวฉลาดนัก
นางคอยเอ่ย อ้อมคอมอยู่เรื่อยมา จึงค่อยๆ
ตัดทอนความคิดของขุนนาง เหล่านั้นไปได้ ตำแหน่งว่าที่กษัตริย์ของเจียงซิ่วยังคงมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายด้วยกันก็นับว่ารักใคร่กันดี
หาก มีองค์ชายถูกรังแกข้างนอกวังพวกเขาก็จะร่วมมือกันเอาคืน องค์ชายก็ถูกรังแกด้วยหรือ ช่วยไม่ได้
เหล่าองค์ชายมักชื่นชอบการปลอมตัวเข้าไป อยู่ท่ามกลางเหล่าชาวบ้าน
พวกเขารู้สึกว่าทำเช่นนี้น่าสนใจ ยิ่งกว่าและมีอิสระยิ่งกว่า
นั่นเพราะพวกขุนนางต่างคอย จับตาดูพวกเขา
ไม่อนุญาตให้พวกเขาประพฤติผิดธรรมเนียม มารยาท
ทำเอาชีวิตในทุกวันของพวกเขาทุกข์ทรมานนักและ ไม่มีอิสระเป็นที่สุด อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องทรงพระอักษรในวังหลวง เจียง ออเรียกตัวหานเทียนจีมาพบ คนทั้งสองยืนอยู่ตรงหน้ากระบะทรายวางแผนรบ
นรบ หลาย ปีมานี้ตาจึงสุขสงบปลอดภัย
แต่ความทะเยอทะยานของเจียง จื่ออยังคงอยู่เรื่อยมา
เขาส่งพลสอดแนมจำนวนมากออก ไปรวบรวมข่าวสารของแต่ละราชวงศ์โดยรอบเพื่อทำแผนที่ ฉบับคร่าวๆๆ ออกมา “เราอายุห้าสิบเอ็ดปีแล้ว
ไม่อาจรีรออีกต่อไป หาก ส่งกองทัพออกไปตอนนี้เจ้ามีความคิดเห็นเช่นใด” เจียง ออเอาสองมือเท้าสะเอว สายตาจรดลงบน กระบะทราย
มีความทะเยอทะยานเต็มเปี่ยมอยู่ในแววตา หานเทียนจีกล่าวว่า
“โชคชะตาของตาจึงในยามนี้มั่นคง ดีแล้ว
เมื่อพละกำลังแห่งแคว้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โชคชะตา จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
เมื่อโชคชะตาเพิ่มขึ้น แผ่นดินดีวันดีคืน
นี่เป็นวัฏจักรที่ดี เว้นเสียแต่ราชวงศ์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
หรือได้พบกับความพ่ายแพ้ อย่างสาหัส
ประชากรหลั่งไหลมากเกินไป โชคชะตาจึง จะถดถอยลง
หากฝ่าบาทเพียงต้องการยึดครองอาณาจักร โดยรอบก็สามารถออกไปโจมตีได้ตลอดเวลา
แต่เบื้องหลัง ของอาณาจักรตงหลินนั้นก็คือราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่มีนาม ว่าอาณาจักรต้าฮวง หากเข้าใกล้พวกเขามากเกินไปจะทำให้ กระทบกระทั่งกันได้โดยง่าย แม้อาณาจักรต้าฮวงไม่อาจเทียบ ได้กับตานี แต่ก็เป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่มีประวัติศาสตร์ ยาวนานที่สุดในอาณาทวีปนี้ เพียงแต่เนื่องจากเคยเผชิญกับ ความพ่ายแพ้ใหญ่หลวงเมื่อร้อยปีก่อน นับแต่นั้นมากษัตริย์ ของเขาก็ไม่โปรดการศึกอีก หวังเพียงเสพสำราญเท่านั้น พะยะคะ” เจียงออแค่นเสียงกล่าวว่า
“เสพสำราญมาหนึ่งร้อย ปีก็ควรจะสิ้นสุดได้แล้ว” เขาไม่ได้หวาดกลัวอาณาจักรต้าฮวงนั่นแต่อย่างใด จน ถึงกับเฝ้ารออย่างยิ่งว่าจะตีเสมอได้ด้วยซ้ำ หานเทียนจีเผยรอยยิ้มออกมา
กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ ทดลองความแข็งแกร่งของทัพกลยุทธ์สวรรค์ก่อนเถิด พะยะคะ” เจียง
ออกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ทัพกลยุทธ์สวรรค์หนึ่ง แสนนาย
ยึดครองอาณาจักรสักแห่ง ไม่ยากเย็นหรอกกระมัง” “ง่ายดังพลิกฝ่ามือพะยะค่ะ” ทั้งสองคนสบตากันแล้วหัวเราะลั่น เมื่อได้ติดตามเจียงจื่ออ
หานเทียนจีรู้สึกว่าตนเป็นเช่น อาชาพันลี้พานพบชั่วเลอ1] เจียง ออเชื่อมั่นในตัวเขาเกิน เปรียบ
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปณิธานแห่งการต่อสู้เปี่ยมล้นอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวัน
เขาจึงยอมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ราชวงศ์แห่งโชคชะตา
เจียงออเองก็ต้องการเสพสุขทว่า ราชันจำนวนมากทั่วไปหากมิเสพสุขอย่างโฉดเขลา
ก็เป็นพวก แสวงหาภูตผีเทพไท ปรารถนาในทิพยโอสถ
ทว่าเจียง ออ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เขายังคงมีความทะเยอทะยานเปี่ยมล้น เหมือนเช่นครั้งเขาหนุ่มแน่น จูๆจู่ๆ หานเทียนจีก็เอ่ยขึ้นมาว่า “นับแต่โบราณมา ยัง ไม่เคยมีอาณาจักรใดสามารถรวมผืนทวีปให้เป็นหนึ่งเดียวได้ เลย ฝ่าบาททรงมีจิตใจศึกเหิมเช่นนี้หรือไม่พะยะค่ะ” ผืนทวีปแห่งนี้กว้างใหญ่นัก เวลานี้มีอาณาจักรอยู่สาม สิบกว่าอาณาจักร เมื่อรวมกับตาจึงแล้วมีราชวงศ์แห่ง โชคชะตาทั้งหมดหกแห่ง หากต้องการรวมใต้หล้าให้ เป็นหนึ่งเดียวก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ก่อนหน้านี้หานเทียนจีเองก็คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ เวลานี้กลับเริ่มเฝ้าคอยขึ้นมาเสียแล้ว เจียง
ออชี้ไปยังทิศทางของอาณาจักรต้าฮวง กล่าว เสียงเย็นชาว่า
“เราจะเป็นราชันที่ไม่เคยมีมาก่อนใน ประวัติศาสตร์!” สายตาที่หานเทียนจีมองเจียงออเปลี่ยนไปในทันใด หลายปีมานี้ความห้าวหาญเด็ดขาดของเจียงจื่ออ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ระดับยุทธ์ก็ไม่นับว่าสูงส่งแต่กลับ ทำให้เขารู้สึกว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับเหล่าผู้อาวุโสแห่ง ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ชั่วอึดใจนี้
จู่ๆ หานเทียนจีก็เกิดความพลุงพลาน อย่างหนึ่งขึ้นมา
เป็นความพลุงพลานที่อยากจะพลีชีพเพื่อ สหายรู้ใจ เดือนสิบ สารทฤดูมาเยือน ฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีเป็นช่วงที่เขามังกรผงาด มีทัศนียภาพงดงามที่สุด เพียงแต่เขามังกรผงาดในเวลานี้ กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม ถนนบนเขาถูกปิดทั้งหมด คนทั่วไป ห้ามกล้ำกรายเข้าไป เจียงฉางเชิงยืนอยู่ที่มุมหนึ่งในเรือนพัก
เมื่อวานนี้เจียง จิ๋วนำวัสดุที่ใช้หลอมอาวุธมาให้
และยังกำชับให้คนนำถ่านมา ส่งและสร้างเตาหล่อให้ด้วย
ทำให้เจียงฉางเชิงเบาใจได้มาก ทีเดียว วันนี้เขาจะหลอมศาตราให้เจียงเจียน ในเมื่อชื่อเขามีคำว่าเจียนและยังมีดวงตาที่สาม
เช่นนั้น ก็ทำให้เขายิ่งเข้าใกล้เออร์หลางเงินเทพสามตาเข้าไปอีกเถิด เจียงฉางเชิงเตรียมจะทำงาวสามแฉกสองคมออกมา ด้ามหนึ่ง
อาวุธเช่นนี้ยังไม่เคยมีมาก่อนในตาจิ้ง ถึงเวลานั้น เมื่อเจียงเจียนถืออาวุธขั้นเทพนี้อยู่ในมือจะต้องเลื่องชื่อลือชา เป็นแน่ เฝ้ารอ เจียงเจียนยืนอยู่ข้างหลังเขาด้วยใบหน้าตื่นเต้นและ ฮวาเจี้ยนชิน วิ่งเฉิน ไปฉีก็มาล้อมวงดูด้วย ภายใต้ สายตาจับจ้องของพวกเขา เจียงฉางเชิงโยนเหล็กทมิฬจากใต้ ทะเลลึกท่อนหนึ่งลงไปในเตาหลอม เขายกมือขึ้นและตบลง พลันมีเพลิงวิเศษสีน้ำเงินเขียวพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ทุกคน มองภาพนี้แล้วต้องร้องอุทานออกมา นี่คือไฟใดกัน เจียงฉางเชิงบรรลุวิชาหลอมศาสตราแล้ว เพียงแค่ยังไม่ มีประสบการณ์ลงมือจริง แต่เขาก็ไม่เป็นกังวลเพราะไม่ได้เป็น การหลอมวัตถุอาคมสักหน่อย สิ่งที่เจียงเจียนต้องการคือ น้ำหนักที่มากเท่านั้น สำหรับเขาแล้วแค่การบีบอัดเหล็กทมิฬ จากทะเลลึกนั้นไม่ได้ยากเย็น ณ
จวนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ขณะที่เจียงฉางเชิงกำลัง หลอมอาวุธอยู่ อเหยียนอี้แห่งสำนักหลังบัลลังก์ตระกูลขุนนางประคอง จันทร์กำลังนั่งที่โต๊ะหิน นางได้ยินพวกบ่าวพูดกันก็อด ทอดถอนใจไม่ได้ “ในที่สุดพยัคฆ์เหิมแห่งตาจึงตนนี้ก็ยังเผย เขี้ยวเล็บของตนออกมา จะเปิดศึกอีกแล้ว ไม่ถึงสิบปีก็จะต้อง เกิดศึกใหญ่ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา ไม่ได้มีศึกใหญ่เช่นนี้ มาร้อยปีแล้ว” บ่าวกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
“ทัพกลยุทธ์สวรรค์เคลื่อนทัพ แล้ว
ผ่านไปทางประตูเมืองทิศใต้พอดี ข้าน้อยไปดูมาแล้ว ทุกคนล้วนสวมเสื้อเกราะแวววาวขี่อาชาตัวสูงใหญ่
แตกต่าง จากกองทัพทั่วไปโดยสิ้นเชิง
ดูไปแล้วทัพกลยุทธ์สวรรค์ไร้ผู้ เทียบเทียม
ไม่มีผู้ใดอาจต้านทานขอรับ” ทัพกลยุทธ์สวรรค์หนึ่งแสนนาย
คนขั้นเบิกญาณหนึ่ง แสนคน มีเทวชนเป็นผู้นำ
ในจำนวนนั้นยังไม่ขาดเหลือคนใน ขั้นเทวจิตและขั้นบรรลุฟ้า
กองทัพนี้แข็งแกร่งจริงๆ! ได้ ในสายตาของอเหยียน ต่อให้เป็นสำนักหลังบัลลังก์ธรรมดาทั่วไปใช้กำลังทั้งหมดเข้าต้านก็ไม่แน่ว่าจะกำราบลง ตาจึงแข็งแกร่งยิ่งกว่าหอมังกรมหายานเสียอีก ที่แท้นี่ต่างหากคือประโยชน์ที่แท้จริงของโชคชะตา
การ ที่หอมังกรมหายานควบคุมวิถีแห่งยุทธ์และดูดซับโชคชะตาไว้ แต่เพียงผู้เดียว นับว่าสิ้นเปลืองโชคชะตาไปจำนวนมากอยู่ดี เพราะพวกเขาไม่อาจดูดซับได้มากมายเท่าใด ทั้งไม่ยินยอมให้ เบื้องล่างมีพละกำลังใดโผล่ออกมาด้วย แน่นอนว่ายังมีอีกสาเหตุหนึ่ง
เขตอิทธิพลของตาจิ้ง ในเวลานี้กว้างใหญ่ว่าแผ่นดินที่หอมังกรมหายานเคย ครอบครองในอดีตมากมายนัก ย่อมต้องรวบรวมยอดฝีมือได้ มากกว่า ทันใดนั้นอเหยียนก็เห็นว่ามีร่างหนึ่งอยู่บนหลังคา นางเอ่ยขึ้นทันทีว่า “ออกไปเสีย” บ่าวคารวะแล้วออกไป
ร่างบนหลังคาลงมา เป็นสตรี อาภรณ์ม่วงผู้หนึ่ง นางมานั่งลงตรงหน้าอเหยียนและระบายว่า “ทัพ กลยุทธ์สวรรค์น่าเกรงขามไม่ธรรมดา
ข้าเองก็ได้เห็นมาแล้ว ฮ่องเต้ตาจึงช่างรู้จักวางแผนนัก
ถึงกับสามารถฝึกปรือกองทัพ เยี่ยงนี้ออกมาได้
นักรบหนึ่งแสนนายเคร่งครัดและมีระเบียบ มาก” อ เหยียนถามว่า “ที่เจ้ามา คงไม่ใช่แค่มาบอกเล่า ความตื่นตะลึงของทัพกลยุทธ์สวรรค์กระมัง” สีหน้าของสตรีอาภรณ์ม่วงเคร่งเครียดขึ้นทันใด
กล่าวว่า “เกิดเรื่องขึ้นทางเหนือของทวีป มียอดฝีมือลึกลับผู้หนึ่ง ปรากฏตัวขึ้น และบังคับช่วงชิงชีพจรมังกรจากสำนักหลัง บัลลังก์แห่งหนึ่งไป ทำให้โชคชะตาแห่งอาณาจักรแห่งนั้น ถดถอย เกิดโรคระบาดขึ้นทุกทิศ ประชาชนเป็นอยู่อย่าง ยากลำบาก สำนักหลังบัลลังก์ร่วมมือกันไล่ล่าสังหารเขา แต่กลับไม่อาจจัดการเขาได้ และปล่อยให้เขาจากไปอย่าง ลอยนวล” อเหยียนถามทั้งขมวดคิ้วว่า
“สามยอดสำนักหลัง บัลลังก์ลงมือแล้วหรือไม่” “เคหาสน์ปัจฉิมลงมือแล้ว
ส่งเฒ่าปีศาจขั้นกายาทองคำ ผู้หนึ่งมา
แต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นั้น” อเหยียนนิ่งงัน สตรีอาภรณ์มวงพูดต่อว่า “เรื่องนี้เจ้าต้องไปเตือนท่าน มรรคาจารย์ เพราะตาจึงก็มีชีพจรมังกรซุกซ่อนอยู่” อเหยียนพยักหน้า นางเงยหน้าไปมองทางทิศของ อารามมังกรผงาดด้วยแววตาสับสน ล่วงเลยมาหลายปีแล้ว นางไปเยี่ยมเยือนเจียงฉาง เชิงทุกเดือน
แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใกล้เขาได้ ไปครั้งก่อนนางไม่รู้ ด้วยซ้ำว่าควรพูดสิ่งใด หลังจากหลอมมาเจ็ดวัน งาวสามแฉกสองคมที่หนัก ถึงหนึ่งหมื่นชั่งก็ปรากฏออกมา
มันมีความยาวหนึ่งจัง โดยใบ มีดกินความยาวไปหนึ่งในสี่
ดูทรงพลังนัก ด้ามง่าวยังสลัก ลวดลายมังกรเอาไว้ด้วย
งดงามยิ่ง เจียงเงี่ยนได้เห็นแวบแรกก็ต้องตกตะลึง
ทว่ายามเขา กวัดแกว่งข้าวสามแฉกสองคมนี้ก็รู้สึกสิ้นเปลืองแรงอยู่บ้าง และเพราะว่าสิ้นเปลืองแรงนี่เองเขาจึงยิ่งชื่นชอบมากขึ้น เจียงฉางเชิงมองหลานชายกวัดแกว่งง้าวสามแฉกสอง คมด้วยความพึงพอใจยิ่ง
เจ้าหนุ่มนี้ช่างมีราศีของเออร์หลา งเงินจริงๆ ฮวาเจี้ยนซินเดินเข้ามาภายในเรือนพัก ก่อนลง นั่งขัดสมาธิข้างๆ
เจียงฉางเชิง เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “จออ จะทำสงครามอีกแล้ว
เขาก็อายุห้าสิบเอ็ดปีแล้ว ยังไม่ยอมพัก อีก” เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หากไม่รุกรานผู้อื่น ผู้อื่นก็จะรุกรานตาจึงในอีกไม่ช้าก็เร็ว ปล่อยให้เขาไปเถิด” ฮวาเจี้ยนชินถอนใจเอ่ยว่า “ข้ากลัวว่าเขาจะทำเกินงาม เจ้าค่ะ เมื่อจิ๋วเออร์ขึ้นครองราชย์ในวันหน้าจะรับช่วงต่อได้ ยาก” เจียงซิ่วอายุยี่สิบหกปีแล้ว
ทั้งมีโอรสตั้งหลายคน โอรส คนโตของเขาได้รับการแต่งตั้งจากเจียง
ออวให้เป็นพระ นัดดารัชทายาท
เท่ากับเป็นการป่าวประกาศต่อใต้หลาว่า เจียงซิ่วก็คือโอรสสวรรค์คนต่อไป
และยิ่งทำให้ตำแหน่ง ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ของเจียงชั่วมั่นคงอย่างเต็มที่ด้วย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอีกกี่ปีเจียง ออจึงจะสละราชบัลลังก์ เจียงฉางเชิงเอ่ยออกไปเสียงราบเรียบว่า “นั่นเป็นเรื่อง ของเขาไม่อาจให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันละวางอุดมการณ์ลงเพื่อ เขาได้” ฮวาเจี้ยนชินส่ายหน้า
“ข้าไม่ได้เป็นห่วงว่าจิ๋วเออร์ จะเกินหน้าจออไม่ได้เจ้าค่ะ
ข้าเป็นห่วงว่าเมื่อแผ่นดิน กว้างใหญ่เกินไป
เขาจะรับเอาไว้ไม่ไหว” แผ่นดินต้าจึงในเวลานี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก
คนธรรมดา ทั่วไปเดินทางชั่วชีวิต
ก็ยังไม่แน่ว่าจะไปจนครบทุกเมืองของ ตาจิ้ง
หากใหญ่โตกว่านี้จะปกครองใต้หล้าอย่างไรกัน อย่างไรก็ดี
ฮวาเจี้ยนชิ้นไม่อาจเข้าใจได้เลย นางรู้เพียง ว่าไม่ว่าในเรื่องใดๆ
หลานชายคนโตก็ไม่อาจเทียบได้กับบิดา ของเขาเลย เจียงฉางเชิงเอื้อมมือไปหยิกแก้มนาง กล่าวว่า “เจ้า ไปสนใจพวกเขาขนาดนั้นเชียว ต่อให้แผ่นดินตาจึงแตกเป็น เสี่ยงๆ ข้าก็จะกอบกู้ขึ้นมาใหม่” ฮวาเจี้ยนชินต้องเขินอายจนหน้าแดง
เพราะท่าที่แสน ใกล้ชิดของเขา
นางรีบขยับหลบและกระซิบเบาๆ ว่า “เจียนเออร์ยังอยู่นี่
อย่าวุ่นวายเจ้าคะ” เจียงฉางเชิงยิ้มแล้วหลับตาลงฝึกตนต่อไป ขณะที่ป่าไผ่เขียวกระดูกหยกเติบใหญ่ขึ้น พลังวิญญาณ ของเขามังกรผงาดก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขายิ่ง เพลิดเพลินกับการฝึกตน ทว่ายังห่างจากวิชามรรคาธรรมชาติ ขั้นที่แปดอีกไกลโข ในขณะนั้นเอง
(ปีเฉียนอู่ที่สามสิบ
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรที่ เจ้าทำเครื่องหมายไว้กลับชาติมาเกิดสำเร็จ
ถือกำเนิดที่ ดินแดนทะเลสวรรค์เชิง การแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉาง ปราชญ์แห่งสี่สมุทรมาเกิดแล้ว? ทะเลสวรรค์คือที่ใด เจียงฉางเชิงยุ่นคิ้ว เขาลองสัมผัสดูอย่างถี่ถ้วน รอยประทับสังสารวัฏของปราชญ์แห่งสี่สมุทรอยู่ ณ ดินแดน ที่อยู่ไกลลิบทางทิศใต้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องข้ามมหาสมุทร ไป และทันใดนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้อีก
มิใช่ว่าเวลานี้เจียง หลัวต้องอยู่ลำพังผู้เดียวหรือ ทว่าเจ้าหนุ่มนั่นก็อายุยี่สิบหกปีแล้ว น่าจะสามารถมีชีวิต อยู่ด้วยตนเองได้ และน่าจะมีเส้นสายของตนเองในถ้ำสวรรค์ สำแดงเดชอยู่ด้วย เจียงฉางเชิงเกิดเป็นห่วงหลานชายคนนี้ขึ้นมาเล็กน้อย เขาประทับรอยประทับสังสารวัฏบนตัวเจียงหลัวไว้เช่นกัน หากเจียงหลัวจะไปเกิดใหม่ เขาจะต้องรู้ แม้เขาจะสัมผัสได้ว่ารอยประทับสังสารวัฏของเจียงหลัว ยังคงอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคนหรือเป็นวิญญาณ เอาเถิด อย่างไรก็ใช้แต้มเช่นไหว้พยากรณ์ค้นหาดู สักหน่อยดีกว่า [1] นิ้วเลอ เป็นผู้มีพรสวรรค์
สามารถแยกแยะมาดีจาก มาทั่วไปได้
เปรียบเปรยกับผู้ที่มองความสามารถของคนออก และรู้จักเลือกใช้คน
Gemini บอกว่า
นี่คือเนื้อหาตอนที่ 96 ที่ได้รับการตรวจทาน แก้ไขคำผิด และจัดรูปเล่มให้อ่านง่ายขึ้น โดยคงเนื้อหาเดิมไว้ครบถ้วนทุกประโยคครับ
ตอนที่ 96 ราชันที่ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
ได้ยินเจียงฉางเชิงเอ่ยเช่นนี้ เจียงซิ่วก็ทำได้แค่เห็นชอบ เขาเชื่อถืออาจารย์ปู่ของตนเองอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น คิดว่าอาจารย์ปู่อาจหลอมอาวุธที่หนักกว่านี้ได้จริงๆ หลังจากเจียงซิ่วจากไปแล้ว เจียงเจียนก็เข้ามาหาเจียงฉางเชิงด้วยท่าทีดีอกดีใจและบอกความประสงค์ของตนเองไม่ยอมหยุด เจียงฉางเชิงบอกด้วยรอยยิ้มว่า
“ข้ามีความคิดอยู่แล้ว เจ้าจงรอเถิด”
เจียงเจียนค่อนข้างเป็นห่วงว่าเจียงฉางเชิงจะทำออกมาได้งดงามหรือไม่ ในเวลานี้เองก็มีเสียงของฮวงชวนดังมาจากไกลๆ ว่า “เจียงเจียน มาสู้กันสักตั้ง!”
เจียงเจียนได้ยินก็หันหน้าไปทันใด แล้วใช้เท้าขวาเกี่ยวทวนวงเดือนหนักห้าพันชั่งขึ้นมา รับด้ามทวนไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะพุ่งตัวออกจากเรือนพักไปอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน ฮวงชวนก็พบว่าความสามารถของเจียงเจียนไม่ได้อ่อนด้อยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็นผิงอันอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว เขาจึงเข้าไปขอประลองกับเจียงเจียนเองและจัดการเจียงเจียนจนพ่ายแพ้ยับเยินไปครั้งหนึ่ง เจียงเจียนไม่ยอมแพ้ ไปๆ มาๆ ทั้งสองคนจึงคอยประลองกันอยู่เรื่อยๆ โดยทั่วไปแล้วทั้งสองจะประลองกันบนเขามังกรผงาด เจียงเจียนไปที่ยอดเขายุทธ์น้อยครั้งนัก
มหาพิธีราชวงศ์แห่งโชคชะตาผ่านมาแล้วห้าปี เนื่องจากเจียงเจียนหายตัวไป ผลกระทบที่เจียงเจียนนำมาในปีนั้นจึงหายไปแล้ว ราชสำนักกลับมามั่นคงดังเดิม ขุนนางที่มีเจตนาร้ายหาตัวเจียงเจียนไม่พบ ส่วนพระมารดาของเจียงเจียนที่ดูแล้วใสซื่อแต่เนื้อในเฉลียวฉลาดนัก นางคอยเอ่ยอ้อมค้อมอยู่เรื่อยมา จึงค่อยๆ ตัดทอนความคิดของขุนนางเหล่านั้นไปได้ ตำแหน่งว่าที่กษัตริย์ของเจียงซิ่วยังคงมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายด้วยกันก็นับว่ารักใคร่กันดี หากมีองค์ชายถูกรังแกข้างนอกวัง พวกเขาก็จะร่วมมือกันเอาคืน
องค์ชายก็ถูกรังแกด้วยหรือ? ช่วยไม่ได้ เหล่าองค์ชายมักชื่นชอบการปลอมตัวเข้าไปอยู่ท่ามกลางเหล่าชาวบ้าน พวกเขารู้สึกว่าทำเช่นนี้น่าสนใจยิ่งกว่าและมีอิสระยิ่งกว่า นั่นเพราะพวกขุนนางต่างคอยจับตาดูพวกเขา ไม่อนุญาตให้พวกเขาประพฤติผิดธรรมเนียมมารยาท ทำเอาชีวิตในทุกวันของพวกเขาทุกข์ทรมานนักและไม่มีอิสระเป็นที่สุด
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องทรงพระอักษรในวังหลวง เจียงจื่ออวี้เรียกตัวหานเทียนจีมาพบ คนทั้งสองยืนอยู่ตรงหน้ากระบะทรายวางแผนรบ หลายปีมานี้ต้าจิ่งสุขสงบปลอดภัย แต่ความทะเยอทะยานของเจียงจื่ออวี้ยังคงอยู่เรื่อยมา เขาส่งพลสอดแนมจำนวนมากออกไปรวบรวมข่าวสารของแต่ละราชวงศ์โดยรอบเพื่อทำแผนที่ฉบับคร่าวๆ ออกมา
“เราอายุห้าสิบเอ็ดปีแล้ว ไม่อาจรีรออีกต่อไป หากส่งกองทัพออกไปตอนนี้เจ้ามีความคิดเห็นเช่นใด” เจียงจื่ออวี้เอาสองมือเท้าสะเอว สายตาจรดลงบนกระบะทราย มีความทะเยอทะยานเต็มเปี่ยมอยู่ในแววตา
หานเทียนจีกล่าวว่า “โชคชะตาของต้าจิ่งในยามนี้มั่นคงดีแล้ว เมื่อพละกำลังแห่งแคว้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โชคชะตาจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เมื่อโชคชะตาเพิ่มขึ้น แผ่นดินดีวันดีคืน นี่เป็นวัฏจักรที่ดี เว้นเสียแต่ราชวงศ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน หรือได้พบกับความพ่ายแพ้อย่างสาหัส ประชากรหลั่งไหลมากเกินไป โชคชะตาจึงจะถดถอยลง หากฝ่าบาทเพียงต้องการยึดครองอาณาจักรโดยรอบก็สามารถออกไปโจมตีได้ตลอดเวลา แต่เบื้องหลังของอาณาจักรตงหลินนั้นก็คือราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่มีนามว่าอาณาจักรต้าฮวง หากเข้าใกล้พวกเขามากเกินไปจะทำให้กระทบกระทั่งกันได้โดยง่าย แม้อาณาจักรต้าฮวงไม่อาจเทียบได้กับต้าจิ่ง แต่ก็เป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในอาณาทวีปนี้ เพียงแต่เนื่องจากเคยเผชิญกับความพ่ายแพ้ใหญ่หลวงเมื่อร้อยปีก่อน นับแต่นั้นมากษัตริย์ของเขาก็ไม่โปรดการศึกอีก หวังเพียงเสพสำราญเท่านั้นพะยะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้แค่นเสียงกล่าวว่า “เสพสำราญมาหนึ่งร้อยปีก็ควรจะสิ้นสุดได้แล้ว” เขาไม่ได้หวาดกลัวอาณาจักรต้าฮวงนั่นแต่อย่างใด จนถึงกับเฝ้ารออย่างยิ่งว่าจะตีเสมอได้ด้วยซ้ำ
หานเทียนจีเผยรอยยิ้มออกมา กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ทดลองความแข็งแกร่งของทัพกลยุทธ์สวรรค์ก่อนเถิดพะยะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ทัพกลยุทธ์สวรรค์หนึ่งแสนนาย ยึดครองอาณาจักรสักแห่ง ไม่ยากเย็นหรอกกระมัง”
“ง่ายดังพลิกฝ่ามือพะยะค่ะ” ทั้งสองคนสบตากันแล้วหัวเราะลั่น
เมื่อได้ติดตามเจียงจื่ออวี้ หานเทียนจีรู้สึกว่าตนเป็นเช่นอาชาพันลี้พานพบป๋อเล่อ [1] เจียงจื่ออวี้เชื่อมั่นในตัวเขาเกินเปรียบ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปณิธานแห่งการต่อสู้เปี่ยมล้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาจึงยอมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของราชวงศ์แห่งโชคชะตา เจียงจื่ออวี้เองก็ต้องการเสพสุข ทว่าราชันจำนวนมากทั่วไปหากมิเสพสุขอย่างโฉดเขลา ก็เป็นพวกแสวงหาภูตผีเทพไท ปรารถนาในทิพยโอสถ ทว่าเจียงจื่ออวี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขายังคงมีความทะเยอทะยานเปี่ยมล้นเหมือนเช่นครั้งเขาหนุ่มแน่น
จู่ๆ หานเทียนจีก็เอ่ยขึ้นมาว่า “นับแต่โบราณมา ยังไม่เคยมีอาณาจักรใดสามารถรวมผืนทวีปให้เป็นหนึ่งเดียวได้เลย ฝ่าบาททรงมีจิตใจศึกเหิมเช่นนี้หรือไม่พะยะค่ะ”
ผืนทวีปแห่งนี้กว้างใหญ่นัก เวลานี้มีอาณาจักรอยู่สามสิบกว่าอาณาจักร เมื่อรวมกับต้าจิ่งแล้วมีราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งหมดหกแห่ง หากต้องการรวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่งเดียวก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ก่อนหน้านี้หานเทียนจีเองก็คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่เวลานี้กลับเริ่มเฝ้าคอยขึ้นมาเสียแล้ว
เจียงจื่ออวี้ชี้ไปยังทิศทางของอาณาจักรต้าฮวง กล่าวเสียงเย็นชาว่า “เราจะเป็นราชันที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์!”
สายตาที่หานเทียนจีมองเจียงจื่ออวี้เปลี่ยนไปในทันใด หลายปีมานี้ความห้าวหาญเด็ดขาดของเจียงจื่ออวี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ระดับยุทธ์ก็ไม่นับว่าสูงส่งแต่กลับทำให้เขารู้สึกว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับเหล่าผู้อาวุโสแห่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ชั่วอึดใจนี้ จู่ๆ หานเทียนจีก็เกิดความพลุ่งพล่านอย่างหนึ่งขึ้นมา เป็นความพลุ่งพล่านที่อยากจะพลีชีพเพื่อสหายรู้ใจ
เดือนสิบ สารทฤดูมาเยือน ฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีเป็นช่วงที่เขามังกรผงาดมีทัศนียภาพงดงามที่สุด เพียงแต่เขามังกรผงาดในเวลานี้กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม ถนนบนเขาถูกปิดทั้งหมด คนทั่วไปห้ามกล้ำกรายเข้าไป
เจียงฉางเชิงยืนอยู่ที่มุมหนึ่งในเรือนพัก เมื่อวานนี้เจียงจื่ออวี้ นำวัสดุที่ใช้หลอมอาวุธมาให้ และยังกำชับให้คนนำถ่านมาส่งและสร้างเตาหล่อให้ด้วย ทำให้เจียงฉางเชิงเบาใจได้มากทีเดียว วันนี้เขาจะหลอมศาสตราให้เจียงเจียน ในเมื่อชื่อเขามีคำว่าเจียนและยังมีดวงตาที่สาม เช่นนั้นก็ทำให้เขายิ่งเข้าใกล้เออร์หลางเสินเทพเจ้าสามตาเข้าไปอีกเถิด
เจียงฉางเชิงเตรียมจะทำง้าวสามแฉกสองคมออกมาด้ามหนึ่ง อาวุธเช่นนี้ยังไม่เคยมีมาก่อนในต้าจิ่ง ถึงเวลานั้นเมื่อเจียงเจียนถืออาวุธขั้นเทพนี้อยู่ในมือจะต้องเลื่องชื่อลือชาเป็นแน่ เจียงเจียนยืนอยู่ข้างหลังเขาด้วยใบหน้าตื่นเต้นและเฝ้ารอ ฮวาเจี้ยนซิน วั่งเฉิน ป๋ายฉี ก็มาล้อมวงดูด้วย
ภายใต้สายตาจับจ้องของพวกเขา เจียงฉางเชิงโยนเหล็กทมิฬจากใต้ทะเลลึกท่อนหนึ่งลงไปในเตาหลอม เขายกมือขึ้นและตบลง พลันมีเพลิงวิเศษสีน้ำเงินเขียวพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ทุกคนมองภาพนี้แล้วต้องร้องอุทานออกมา นี่คือไฟใดกัน? เจียงฉางเชิงบรรลุวิชาหลอมศาสตราแล้ว เพียงแค่ยังไม่มีประสบการณ์ลงมือจริง แต่เขาก็ไม่เป็นกังวลเพราะไม่ได้เป็นการหลอมวัตถุอาคมสักหน่อย สิ่งที่เจียงเจียนต้องการคือน้ำหนักที่มากเท่านั้น สำหรับเขาแล้วแค่การบีบอัดเหล็กทมิฬจากทะเลลึกนั้นไม่ได้ยากเย็นนัก
ณ จวนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ขณะที่เจียงฉางเชิงกำลังหลอมอาวุธอยู่ อเหยียนอี้แห่งสำนักหลังบัลลังก์ตระกูลขุนนางประคองจันทร์กำลังนั่งที่โต๊ะหิน นางได้ยินพวกบ่าวพูดกันก็อดทอดถอนใจไม่ได้
“ในที่สุดพยัคฆ์เหิมแห่งต้าจิ่งตนนี้ก็ยังเผยเขี้ยวเล็บของตนออกมา จะเปิดศึกอีกแล้ว ไม่ถึงสิบปีก็จะต้องเกิดศึกใหญ่ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา ไม่ได้มีศึกใหญ่เช่นนี้มาร้อยปีแล้ว”
บ่าวกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ทัพกลยุทธ์สวรรค์เคลื่อนทัพแล้ว ผ่านไปทางประตูเมืองทิศใต้พอดี ข้าน้อยไปดูมาแล้ว ทุกคนล้วนสวมเสื้อเกราะแวววาวขี่อาชาตัวสูงใหญ่ แตกต่างจากกองทัพทั่วไปโดยสิ้นเชิง ดูไปแล้วทัพกลยุทธ์สวรรค์ไร้ผู้เทียบเทียม ไม่มีผู้ใดอาจต้านทานขอรับ”
ทัพกลยุทธ์สวรรค์หนึ่งแสนนาย คนขั้นเบิกญาณหนึ่งแสนคน มีเทวชนเป็นผู้นำ ในจำนวนนั้นยังไม่ขาดเหลือคนในขั้นเทวจิตและขั้นบรรลุฟ้า กองทัพนี้แข็งแกร่งจริงๆ! ในสายตาของอเหยียน ต่อให้เป็นสำนักหลังบัลลังก์ธรรมดาทั่วไปใช้กำลังทั้งหมดเข้าต้านก็ไม่แน่ว่าจะกำราบลงได้ ต้าจิ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าหอมังกรมหายานเสียอีก
ที่แท้นี่ต่างหากคือประโยชน์ที่แท้จริงของโชคชะตา การที่หอมังกรมหายานควบคุมวิถีแห่งยุทธ์และดูดซับโชคชะตาไว้แต่เพียงผู้เดียว นับว่าสิ้นเปลืองโชคชะตาไปจำนวนมากอยู่ดี เพราะพวกเขาไม่อาจดูดซับได้มากมายเท่าใด ทั้งไม่ยินยอมให้เบื้องล่างมีพละกำลังใดโผล่ออกมาด้วย แน่นอนว่ายังมีอีกสาเหตุหนึ่ง เขตอิทธิพลของต้าจิ่งในเวลานี้กว้างใหญ่กว่าแผ่นดินที่หอมังกรมหายานเคยครอบครองในอดีตมากมายนัก ย่อมต้องรวบรวมยอดฝีมือได้มากกว่า
ทันใดนั้นอเหยียนก็เห็นว่ามีร่างหนึ่งอยู่บนหลังคา นางเอ่ยขึ้นทันทีว่า “ออกไปเสีย” บ่าวคารวะแล้วออกไป ร่างบนหลังคาลงมาเป็นสตรีอาภรณ์ม่วงผู้หนึ่ง นางมานั่งลงตรงหน้าอเหยียนและระบายว่า
“ทัพกลยุทธ์สวรรค์น่าเกรงขามไม่ธรรมดา ข้าเองก็ได้เห็นมาแล้ว ฮ่องเต้ต้าจิ่งช่างรู้จักวางแผนนัก ถึงกับสามารถฝึกปรือกองทัพเยี่ยงนี้ออกมาได้ นักรบหนึ่งแสนนายเคร่งครัดและมีระเบียบมาก”
อเหยียนถามว่า “ที่เจ้ามา คงไม่ใช่แค่มาบอกเล่าความตื่นตะลึงของทัพกลยุทธ์สวรรค์กระมัง”
สีหน้าของสตรีอาภรณ์ม่วงเคร่งเครียดขึ้นทันใด กล่าวว่า “เกิดเรื่องขึ้นทางเหนือของทวีป มียอดฝีมือลึกลับผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น และบังคับช่วงชิงชีพจรมังกรจากสำนักหลังบัลลังก์แห่งหนึ่งไป ทำให้โชคชะตาแห่งอาณาจักรแห่งนั้นถดถอย เกิดโรคระบาดขึ้นทุกทิศ ประชาชนเป็นอยู่อย่างยากลำบาก สำนักหลังบัลลังก์ร่วมมือกันไล่ล่าสังหารเขา แต่กลับไม่อาจจัดการเขาได้ และปล่อยให้เขาจากไปอย่างลอยนวล”
อเหยียนถามทั้งขมวดคิ้วว่า “สามยอดสำนักหลังบัลลังก์ลงมือแล้วหรือไม่”
“เคหาสน์ปัจฉิมลงมือแล้ว ส่งเฒ่าปีศาจขั้นกายาทองคำผู้หนึ่งมา แต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นั้น”
อเหยียนนิ่งงัน สตรีอาภรณ์ม่วงพูดต่อว่า “เรื่องนี้เจ้าต้องไปเตือนท่านมรรคาจารย์ เพราะต้าจิ่งก็มีชีพจรมังกรซุกซ่อนอยู่”
อเหยียนพยักหน้า นางเงยหน้าไปมองทางทิศของอารามมังกรผงาดด้วยแววตาสับสน ล่วงเลยมาหลายปีแล้ว นางไปเยี่ยมเยือนเจียงฉางเชิงทุกเดือน แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใกล้เขาได้ ไปครั้งก่อนนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพูดสิ่งใด
หลังจากหลอมมาเจ็ดวัน ง้าวสามแฉกสองคมที่หนักถึงหนึ่งหมื่นชั่งก็ปรากฏออกมา มันมีความยาวหนึ่งจั้ง โดยใบมีดกินความยาวไปหนึ่งในสี่ ดูทรงพลังนัก ด้ามง้าวยังสลักลวดลายมังกรเอาไว้ด้วย งดงามยิ่ง เจียงเจียนได้เห็นแวบแรกก็ต้องตกตะลึง ทว่ายามเขากวัดแกว่งง้าวสามแฉกสองคมนี้ก็รู้สึกสิ้นเปลืองแรงอยู่บ้าง และเพราะว่าสิ้นเปลืองแรงนี่เองเขาจึงยิ่งชื่นชอบมากขึ้น เจียงฉางเชิงมองหลานชายกวัดแกว่งง้าวสามแฉกสองคมด้วยความพึงพอใจยิ่ง เจ้าหนุ่มนี้ช่างมีราศีของเออร์หลางเสินจริงๆ
ฮวาเจี้ยนซินเดินเข้ามาภายในเรือนพัก ก่อนลงนั่งขัดสมาธิข้างๆ เจียงฉางเชิง เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “จื่ออวี้จะทำสงครามอีกแล้ว เขาก็อายุห้าสิบเอ็ดปีแล้ว ยังไม่ยอมพักอีก”
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หากไม่รุกรานผู้อื่น ผู้อื่นก็จะรุกรานต้าจิ่งในอีกไม่ช้าก็เร็ว ปล่อยให้เขาไปเถิด”
ฮวาเจี้ยนซินถอนใจเอ่ยว่า “ข้ากลัวว่าเขาจะทำเกินงามเจ้าค่ะ เมื่อจิ่วเออร์ขึ้นครองราชย์ในวันหน้าจะรับช่วงต่อได้ยาก”
เจียงซิ่วอายุยี่สิบหกปีแล้ว ทั้งมีโอรสตั้งหลายคน โอรสคนโตของเขาได้รับการแต่งตั้งจากเจียงจื่ออวี้ให้เป็นพระนัดดารัชทายาท เท่ากับเป็นการป่าวประกาศต่อใต้หล้าว่าเจียงซิ่วก็คือโอรสสวรรค์คนต่อไป และยิ่งทำให้ตำแหน่งผู้สืบทอดราชบัลลังก์ของเจียงซิ่วมั่นคงอย่างเต็มที่ด้วย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอีกกี่ปีเจียงจื่ออวี้จึงจะสละราชบัลลังก์
เจียงฉางเชิงเอ่ยออกไปเสียงราบเรียบว่า “นั่นเป็นเรื่องของเขา ไม่อาจให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันละวางอุดมการณ์ลงเพื่อเขาได้”
ฮวาเจี้ยนซินส่ายหน้า “ข้าไม่ได้เป็นห่วงว่าจิ่วเออร์จะเกินหน้าจื่ออวี้ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าเป็นห่วงว่าเมื่อแผ่นดินกว้างใหญ่เกินไป เขาจะรับเอาไว้ไม่ไหว”
แผ่นดินต้าจิ่งในเวลานี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก คนธรรมดาทั่วไปเดินทางชั่วชีวิต ก็ยังไม่แน่ว่าจะไปจนครบทุกเมืองของต้าจิ่ง หากใหญ่โตกว่านี้จะปกครองใต้หล้าอย่างไรกัน อย่างไรก็ดี ฮวาเจี้ยนซินไม่อาจเข้าใจได้เลย นางรู้เพียงว่าไม่ว่าในเรื่องใดๆ หลานชายคนโตก็ไม่อาจเทียบได้กับบิดาของเขาเลย
เจียงฉางเชิงเอื้อมมือไปหยิกแก้มนาง กล่าวว่า “เจ้าไปสนใจพวกเขาขนาดนั้นเชียว ต่อให้แผ่นดินต้าจิ่งแตกเป็นเสี่ยงๆ ข้าก็จะกอบกู้ขึ้นมาใหม่”
ฮวาเจี้ยนซินต้องเขินอายจนหน้าแดง เพราะท่าทีแสนใกล้ชิดของเขา นางรีบขยับหลบและกระซิบเบาๆ ว่า “เจียนเออร์ยังอยู่นี่ อย่าวุ่นวายเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเชิงยิ้มแล้วหลับตาลงฝึกตนต่อไป ขณะที่ป่าไผ่เขียวกระดูกหยกเติบใหญ่ขึ้น พลังวิญญาณของเขามังกรผงาดก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขายิ่งเพลิดเพลินกับการฝึกตน ทว่ายังห่างจากวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่แปดอีกไกลโข
ในขณะนั้นเอง การแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเชิง:
[ปีเฉียนอู่ที่สามสิบ ปราชญ์แห่งสี่สมุทรที่เจ้าทำเครื่องหมายไว้กลับชาติมาเกิดสำเร็จ ถือกำเนิดที่ดินแดนทะเลสวรรค์]
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรมาเกิดแล้ว? ทะเลสวรรค์คือที่ใด? เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว เขาลองสัมผัสดูอย่างถี่ถ้วน รอยประทับสังสารวัฏของปราชญ์แห่งสี่สมุทรอยู่ ณ ดินแดนที่อยู่ไกลลิบทางทิศใต้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องข้ามมหาสมุทรไป และทันใดนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้อีก มิใช่ว่าเวลานี้เจียงหลัวต้องอยู่ลำพังผู้เดียวหรือ?
ทว่าเจ้าหนุ่มนั่นก็อายุยี่สิบหกปีแล้ว น่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ด้วยตนเองได้ และน่าจะมีเส้นสายของตนเองในถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอยู่ด้วย เจียงฉางเชิงเกิดเป็นห่วงหลานชายคนนี้ขึ้นมาเล็กน้อย เขาประทับรอยประทับสังสารวัฏบนตัวเจียงหลัวไว้เช่นกัน หากเจียงหลัวจะไปเกิดใหม่ เขาจะต้องรู้ แม้เขาจะสัมผัสได้ว่ารอยประทับสังสารวัฏของเจียงหลัวยังคงอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคนหรือเป็นวิญญาณ เอาเถิด อย่างไรก็ใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ค้นหาดูสักหน่อยดีกว่า
[1] ป๋อเล่อ (Bo Le): บุคคลในตำนานจีนผู้มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นม้าฝีเท้าดี (อาชาพันลี้) มักใช้เปรียบเปรยถึงผู้ที่มีสายตาแหลมคมในการคัดเลือกคนดีมีฝีมือมาใช้งาน