เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 95 ในหล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่องกลับชาติมาเกิด
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 95 ในหล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่องกลับชาติมาเกิด
ตอนที่ 95 ในหล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่องกลับชาติมาเกิด
“ข้านะหรือ ข้าเคยเป็นศิษย์ของอารามมังกรผงาด เพียงแต่ครั้งยังหนุ่มไม่ประสาจึงลงเขาไปนานแล้ว” เผยชิวเหอ เอ่ยอย่างทอดถอนใจ เมื่อคนเราแก่ตัวลงก็มักคิดถึงเรื่องในอดีต
เขาเริ่มเล่าถึงเรื่องที่เขาประสบมาครั้งตนเองยังเป็นหนุ่ม ตอนแรก ชิงเออร์ แค่ช่วยสำทับเท่านั้น แต่เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึงท่านนักพรต ชิงเออร์ก็เกิดสนใจขึ้นมา นางรู้แล้วว่าเหตุที่ตนเองสามารถเข้ามาในอารามมังกรผงาดและยังได้รับความเอาใจใส่จากเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมด ล้วนเพราะท่านมรรคาจารย์ชื่นชมนาง แต่นางก็ไม่รู้ชัดว่าเหตุใดท่านมรรคาจารย์จึงให้ความสำคัญกับนางถึงกระนั้น นางก็ยังรู้สึกขอบคุณมรรคาจารย์ ด้วยเหตุนี้เองไม่ว่าเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับท่านมรรคาจารย์นางจึงสนใจอย่างยิ่ง
ทั้งสองเดินไปพลางและสนทนากันไปพลางเช่นนี้ เผยชิวเหอมีรอยยิ้มอยู่เต็มใบหน้า นี่กี่ปีมาแล้วเขาไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว ชิงเออร์ฟังอย่างตั้งใจ นางรู้สึกประหลาดใจนัก คิดไม่ถึงว่าเผยชิวเหอจะเคยเป็นศิษย์พี่ของท่านนักพรต ตอนที่ได้ยินคำพูดนี้นางถึงกับสงสัยขึ้นมาว่าตาเฒ่านี่กำลังคุยโวอยู่ แต่พอฟังไปฟังมานางก็รู้สึกว่าเป็นความจริง เพราะเผยชิวเหอเอ่ยถึงท่านผู้อาวุโสทรงคุณวุฒิมากมายของอารามมังกรผงาด
ผ่านไปเนิ่นนาน ทั้งสองคนก็เดินถึงศาลาเล็กๆ แห่งหนึ่งและพากันนั่งลง ชิงเออร์กังวลว่าเขาจะเหน็ดเหนื่อยเกินไปจึงให้พักผ่อนกันสักครู่ก่อน เผยชิวเหอมองชิงเออร์แล้วหัวเราะเหอะๆ กล่าวว่า “เจ้าหน้าตาเหมือนชิวชวงตอนเล็กๆ มาก ข้ายังสงสัยเลยว่าเจ้าก็คือนางกลับชาติมาเกิด”
ชิงเออร์ส่ายหน้า “ในหล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่องกลับชาติมาเกิด เป็นแค่ความคิดเพ้อเจ้อของมนุษย์ปุถุชนเท่านั้น”
“ใช่แล้ว ความคิดเพ้อเจ้อของมนุษย์ปุถุชน ข้าปรารถนาในวิถียุทธ์มาชั่วชีวิต ด้วยมุ่งหวังจะอยู่เหนือมนุษย์ปุถุชน ไม่ยินยอมอยู่เบื้องล่างผู้อื่น แต่เมื่อนึกย้อนกลับมาก็พบว่า ตนเองเพียงแค่ดิ้นรนอย่างลำบาถก็เท่านั้น” เผยชิวเหอคร่ำครวญหนักหนา
ชิงเออร์เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ท่านผู้เฒ่ามายังอารามมังกรผงาดแค่จะกลับมาเยือนที่ที่คุ้นเคยหรือเจ้าคะ” นางไม่ได้เชื้อเชิญให้เผยชิวเหออยู่ต่อ เพราะในใจนางยังคงมีความคลางแคลงและระแวงอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นนางไม่ใช่คนที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ด้วย
เผยชิวเหอกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ย่อมต้องมีเรื่องอื่นด้วย”
“เรื่องใดเจ้าคะ” ชิงเออร์ถามอย่างสงสัย
ในตอนนั้น มีคนผู้หนึ่งเดินมาจากไกลๆ เป็น ชิงขู่ นั่นเอง ชิงขู่เห็นชิงเออร์กำลังอยู่กับตาเฒ่าแปลกหน้าตามลำพัง รู้สึกเป็นห่วงจึงเดินมาดูสักหน่อย เผยชิวเหอมองไปทางชิงขู่แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “ข้าอายุมากแล้วคงอยู่ได้อีกไม่นาน ก่อนตายอยากทำให้ความปรารถนาที่มีมานานอย่างหนึ่งสำเร็จเสียก่อน นั่นก็คือมาท้าดวลกับมรรคาจารย์ต้าจิ่งคนปัจจุบันนี้”
ชิงเออร์ได้ฟังก็อดเบิกตากว้างไม่ได้ พร้อมกับลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นนางมีท่าทีเช่นนี้ ชิงขู่จึงพุ่งตัวออกไปขวางอยู่หน้านางทันที พร้อมจับจ้องเผยชิวเหอด้วยความระแวดระวัง แต่สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมากในทันที ก่อนขบฟันกล่าวว่า “เผยชิวเหอ?”
ชิงเออร์ถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านอาจารย์ลุงชิง ท่านรู้จักเขาหรือเจ้าคะ”
ชิงขู่แค่นเสียงเย็นกล่าวว่า “ศิษย์ทรยศของอารามมังกรผงาด เขายังเคยเป็นศิษย์พี่รองของข้าและท่านนักพรตด้วย ไม่สิ เขาเคยเป็นศิษย์พี่ใหญ่ด้วย ภายหลังถึงกับพาคนมาบุกอารามมังกรผงาด จะต้องประลองกับท่านนักพรตให้จงได้ หลังจากถูกท่านนักพรตจัดการจนพ่ายแพ้แล้วก็หนีแจ้นลงเขาไป”
เขาไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้เผยชิวเหออย่างยิ่ง ถึงขั้นเกลียดชังเลยทีเดียว โดยเฉพาะหลังจากที่เผยชิวชวงสิ้นชีพ เขายิ่งเกลียดชังเผยชิวเหอมากขึ้นไปอีก หลายสิบปีผ่านไป คนผู้นี้ไม่เคยกลับมาเยี่ยมเยียนน้องสาวแท้ๆ ของตนเลย
เผยชิวเหอมิได้เคืองโกรธ เขาพินิจมองชิงขู่ก่อนเอ่ยทอดถอนใจว่า “เจ้าก็เฒ่าชราถึงเพียงนี้แล้ว วันเวลาไม่ละเว้นคนโดยแท้” ชิงขู่ก็อายุกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว ผมหงอกทั้งหัว เพียงแต่ดูไปแล้วร่างกายยังแข็งแรงกว่าเผยชิวเหอมาก
“อารามมังกรผงาดไม่ต้อนรับเจ้า ไสหัวไปเสียเถิด” ชิงขู่เอ่ยเสียงเย็นเยียบ
เผยชิวเหอเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ศิษย์น้อง ข้าผิดต่ออารามมังกรผงาดจริง แต่ข้าก็จวนจะตายแล้ว จะพอเห็นแก่ที่เป็นศิษย์ร่วมสำนัก ช่วยไปขอพบมรรคาจารย์ให้ข้าทีได้หรือไม่”
ได้ยินเช่นนี้ชิงขู่ก็ใจอ่อนทันใด คนเราพอชราลงแล้วล้วนต้องเผชิญกับความตาย บางคราวชิงขู่เองก็กังวลใจว่าเมื่อใดตนเองจะจากโลกนี้ไป เขาถามอย่างระแวงว่า “จะหาศิษย์พี่ฉางเชิงด้วยเรื่องใด”
ชิงเออร์ยืนอยู่ข้างหลังเขาบอกว่า “เขาอยากท้าสู้กับท่านนักพรตเจ้าค่ะ!”
ชิงขู่ขมวดคิ้วแน่น เผยชิวเหอผายมือออกแล้วกล่าวว่า “ก็แค่มาขอความตายเท่านั้น ผู้ฝึกวรยุทธ์เช่นพวกเรา หากตายด้วยการต่อสู้ เช่นนั้นก็จะไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ เจ้าเองก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าข้าจะมีแผนร้ายอันใด เขาเป็นถึงมรรคาจารย์ผู้ย้ายภูเขาเชียวนะ ข้าจะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่เวลานี้อยากจะได้เห็นวรยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้าสักคราวก่อนตายเท่านั้น”
ชิงขู่ยังคงลังเลกลัวว่าเผยชิวเหอจะเล่นลูกไม้ ในเวลานั้นเองมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ให้เขาเข้ามาเถิด”
พวกชิงขู่ทั้งสามคนต่างก็ได้ยิน เผยชิวเหอยิ้มออกมาก่อนค่อยๆ ลุกขึ้น ชิงเออร์มองไปรอบตัวแต่ก็ไม่เห็นมีคนอื่น และมองไปไกลๆ ก็มีแค่คนมาทำบุญเดินผ่านไป นางถามอย่างระมัดระวังว่า “เมื่อครูนี้เป็นเสียงของท่านนักพรตหรือเจ้าคะ” มีความตั้งตารอบางเบาอยู่ภายในน้ำเสียงของนาง
ชิงขู่พยักหน้าก่อนหันไปบอกว่า “ตามข้ามาเถิด” เขาสาวเท้าเดินไปข้างหน้า เผยชิวเหอเดินตามออกไปจากศาลาเล็ก ตอนเดินผ่านชิงเออร์ เขาล้วงเอาตำราลับเล่มหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ได้พานพบนับว่าเป็นวาสนา ตำราลับเล่มนี้ข้าต้องใช้ทั้งชีวิตไขว่คว้ามา เดิมทีอยากจะถ่ายทอดให้ชิวชวงแต่นางไม่อยู่แล้ว เช่นนั้นก็มอบให้เจ้าเถิด แน่นอนว่าหากเจ้าไม่อยากจะเรียนก็เผามันทิ้งเสียเป็นพอ”
หลังจากยัดตำราลับให้ชิงเออร์แล้ว เผยชิวเหอก็เดินตามชิงขู่ไป ชิงเออร์กุมตำราลับขณะมองแผ่นหลังของเผยชิวเหอ ไม่รู้เพราะเหตุใดภายในใจจึงรู้สึกเศร้าสร้อยขึ้นมา นางไม่รู้ว่าครั้งเผยชิวเหอยังหนุ่มนั้นเป็นคนเช่นใดกันแน่ แต่จากที่ได้อยู่ด้วยกันเมื่อครูนี้ ท่าทีที่เผยชิวเหอมีต่อนางช่างดีนัก เมื่อคิดว่าเขาไปคราวนี้จะต้องตาย นางก็รู้สึกเศร้าเสียใจขึ้นมา ทว่าเมื่อนางคิดถึงท่านนักพรตขึ้นมาอีก ความทุกข์ในใจทั้งมวลก็หายวับไป นางแค่นเสียงกล่าวว่า “ปล่อยให้ท่านหาปัญหามาให้ท่านนักพรตอยู่ร่ำไป ทำเองก็ต้องรับเอง” นางส่ายหัวก่อนเดินไปที่ประตูทางขึ้นเขา
เวลาครึ่งถ้วยชาหลังจากนั้น ชิงขู่พาเผยชิวเหอมายังเรือนพักของเจียงฉางเชิง เจียงฉางเชิงกำลังฝึกวิชาอยู่ใต้ต้นไม้ ส่วนฮวาเจี้ยนซินและหวังเฉินกำลังดูเจียงเจียนฝึกทวน ไป๋จีกำลังหลับอยู่ ไป๋หลงก็นอนอยู่ที่เชิงเขา ฮวาเจี้ยนซินและหวังเฉินหันหน้าไปเห็นว่ามีคนอยู่ข้างหลังชิงขู่ อดสงสัยไม่ได้
เผยชิวเหอได้พบกับเจียงฉางเชิงอีกครั้งและเห็นว่าเขายังคงเป็นเหมือนเมื่อหกสิบปีก่อน พลันตกตะลึงในทันใด นับตั้งแต่กินโอสถคงรูปลักษณ์ตั้งแต่อายุสิบแปดปี รูปลักษณ์ของเจียงฉางเชิงก็ยังคงเป็นเช่นอายุสิบแปดปีเรื่อยมา ทำให้เผยชิวเหอนึกย้อนถึงความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ ในครั้งนั้นขึ้นมาในทันใด
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “ศิษย์พี่รอง ไม่ได้เจอกันนาน” เขาได้ยินคำพูดของเผยชิวเหอ คนก็ใกล้จะตายแล้วเขาเองไม่อยากถือสาหาความอีก จึงตัดสินใจว่าจะทำตามความปรารถนาของเผยชิวเหอ ครั้งเขาอายุได้สองขวบ ศิษย์พี่ใหญ่หลี่ฉางชิงฝึกวรยุทธ์จนเกือบพลั้งมือสังหารเขา เป็นเผยชิวเหอที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ บุญคุณครั้งนั้นเขาไม่อาจลืมได้เพราะครั้งเขายังเล็กมีเคราะห์ภัยต่างๆ มากมายนัก
เผยชิวเหอทอดถอนใจ “ไม่ได้เจอกันนาน นึกไม่ถึงว่าเจ้ายังคงเรียกข้าว่าศิษย์พี่ได้อยู่” เมื่อนั้นเขาก็จดจำได้ว่าแต่เล็กจนโตเจียงฉางเชิงเคารพนับถือเขาอย่างยิ่ง แม้ว่าวรยุทธ์จะเพิ่มพูนมากเพียงใดก็ยังคงเป็นเช่นนี้ แต่เป็นตัวเขาเองที่รู้สึกไม่ดีไปเองและอิจฉาเจียงฉางเชิงก็เท่านั้น
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นกล่าวว่า “เริ่มกันเถิด หากยังคงระลึกถึงความหลังก็จะสายเกินไป ข้าจะฝังท่านเอาไว้กับศิษย์พี่ชิวชวง แม้ท่านจะผิดต่ออารามมังกรผงาดแต่ศิษย์พี่ชิวชวงยังคงคิดถึงท่านเสมอมา”
เผยชิวเหอได้ยินเช่นนั้นก็พลันมีรอยยิ้ม ทั้งสองเหินขึ้นสูงบนอากาศ เจียงเจียนหยุดฝึกและเข้ามาถามฮวาเจี้ยนซินอย่างใคร่รู้ว่า “อาจารย์ย่า เขาคือผู้ใด ศิษย์พี่ของอาจารย์ปูหรือ เก่งกาจมากหรือไม่ขอรับ” เขาตื่นเต้นยินดีนักที่ในที่สุดก็จะได้เห็นคนมาท้าสู้กับอาจารย์ปูแล้ว ฮวาเจี้ยนซินทอดถอนใจกล่าวว่า “ใช่แล้ว”
กลางอากาศสูง เผยชิวเหอเริ่มใช้พลังขับเคลื่อนพลังยุทธ์ในกาย พละกำลังราวกับภูเขาไฟปะทุ เจียงฉางเชิงไม่ได้ตื่นตกใจเรื่องที่เขาบรรลุเป็นเทวชน เมื่อหลายปีก่อนแต้มเซ่นไหว้ของเผยชิวเหอก็สูงถึง 500 แต้มแล้ว พลังของเขาต้องไม่น้อยนิดเป็นแน่
เผยชิวเหอยกฝ่ามือขวาขึ้น สีหน้าเย็นชา “ศิษย์น้องฉางเชิง ข้าไม่ต้องการให้เจ้าออมมือ ช่วยทำตามคำขอของข้าเถิด จงใช้วิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้าสังหารข้า ให้ข้าได้ตายโดยไร้ความเสียใจ!”
เจียงฉางเชิงที่มีสีหน้าเรียบเฉยตอบกลับไปว่า “ตกลง ศิษย์พี่รอรับมือเถิด” เห็นเพียงเขายกมือขวาขึ้นมา ใบไม้สีทองใบหนึ่งปรากฏอยู่ในมือของเขา เผยชิวเหอขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเจียงฉางเชิงหมายความว่าอย่างไร เหตุใดจึงหยิบเอาใบไม้สีทองออกมา ในเวลานี้เอง จู่ๆ เจียงฉางเชิงก็ซัดใบหยกเกล็ดทองออกไป
ฉีก… หน้าผากของเผยชิวเหอทะลุ เขาเบิกตากว้าง มีสีหน้าไม่อยากเชื่ออยู่เต็มใบหน้า “นี่มัน…”
เผยชิวเหอสั่นสะท้านไปทั้งตัว พลังชีวิตหดหายไปในทันใด เขาล้มลงไปทั้งเช่นนั้น เจียงฉางเชิงรีบเหาะเข้าไปรับศพของเขา จากนั้นก็เหาะไปตรงหน้าชิงขู่และมอบศพให้พร้อมกล่าวว่า “ฝังเขาไว้ใกล้ๆ ศิษย์พี่ชิวชวง”
ชิงขู่มองเหม่อ กระทั่งได้ยินคำพูดของเขาจึงได้สติขึ้นมาและรีบเข้าไปรับศพของเผยชิวเหอ เผยชิวเหอตายในสภาพที่ตาเบิกกว้างเพียงแต่แววตาของเขาเปลี่ยนไปแล้ว นอกจากความตกตะลึงนั้น สิ่งที่มีมากกว่าคือการปล่อยวาง
เจียงฉางเชิงหันตัวเดินไปยังต้นไม้วิญญาณปฐพี เจียงเจียนวิ่งเข้าไปหาอย่างตื่นเต้นดีใจแล้วถามว่า “อาจารย์ปู่ขอรับ เมื่อครูนี้เป็นวิชายุทธ์ใดหรือขอรับ ข้าเห็นแค่ลำแสงสีทอง มองอย่างอื่นไม่ชัดเลย”
“วิชายุทธ์นี้ไม่อาจบอกแก่เจ้าได้ รอไว้เจ้าไปถึงขั้นกายาทองคำเสียก่อนค่อยว่ากัน”
“หา? ขั้นกายาทองคำ ทั่วทั้งแผ่นดินต้าจิ่งนอกจากท่านแล้วก็ไม่มีขั้นกายาทองคำคนที่สองอีกแล้ว ข้าจะต้องรออีกนานเท่าใดกันเล่า!”
“เจ้าไม่มีความมั่นใจหรือ”
“จะเป็นไปได้เยี่ยงไร ท่านจงรอเถิด ข้าจะต้องไปถึงขั้นกายาทองคำให้จงได้!” เจียงเจียนตกหลุมพรางกระตุ้นผู้เยี่ยมยุทธ์เข้าให้แล้ว จึงรีบไปฝึกวิชาในทันที
เจียงฉางเชิงนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นไม้ต่อไป ผ่านไปพักหนึ่ง
[ปีเฉียนอู่ที่ยี่สิบแปด เผยชิวเหอผู้เคยเป็นศิษย์พี่ของเจ้า มาท้าสู้กับเจ้าพร้อมความตั้งใจตาย เจ้ารอดชีวิตจากการท้าสู้ของเขา ผ่านเคราะห์ภัยไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวิชาเบ็ดเตล็ด นามว่า “วิชาหลอมศาสตรา”]
เจียงฉางเชิงมีรอยยิ้มบางๆ แอบขอบคุณเผยชิวเหออยู่เงียบๆ ความหดหู่ใจจางๆ ในเบื้องลึกของหัวใจที่ไม่มีใครล่วงรู้ก็หายวับตามไปด้วย เรื่องการตายของเผยชิวเหอไม่ได้แพร่งพรายออกไป รู้เพียงในหมู่ศิษย์อาวุโสเท่านั้น
ชิงเออร์เฝ้ารออยู่ตรงหน้าประตูอารามเรื่อยมาแต่ก็ไม่เห็นเผยชิวเหอลงจากเขา จึงรู้ได้ว่าเผยชิวเหอตายแล้ว นางไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดเผยชิวเหอจะต้องมาตายในมือของท่านนักพรตให้จงได้
ปีเฉียนอู่ที่สามสิบ เจียงเจียนอายุสิบสี่ปีแล้ว ภายใต้วิชากายเทวะอัสนีไม่ดับสูญของเจียงฉางเชิง พลังกายของเขาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้พละกำลังของเนื้อหนังขึ้นไปถึงระดับที่น่ากลัวเป็นที่สุด กระทั่งไม่ด้อยไปกว่าผิงอันในช่วงวัยเดียวกันเลย
ในวันนี้เจียงซิ่วมาเยี่ยมเจียงฉางเชิง เจียงเจียนรีบเข้าไปหา กล่าวว่า “พี่ใหญ่ เปลี่ยนอาวุธให้ข้าได้หรือไม่ ทวนวงเดือนสลักลายด้ามนี้ไม่พอใช้แล้วพะยะค่ะ”
เจียงซิ่วถลึงตากว้าง กล่าวว่า “หนักห้าพันชั่งยังไม่พอใช้อีกหรือ เจ้ากำลังล้อเล่นอันใดกัน”
เจียงเจียนเบะปาก “ข้าอยากได้อาวุธที่ทำให้ข้ารู้สึกลำบาก เช่นนี้แล้วจึงจะสามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งมากขึ้นพะยะค่ะ”
เจียงซิ่วนิ่งงันมองน้องเก้าของตนด้วยสีหน้าราวกับมองเห็นสัตว์ประหลาด หลายอึดใจหลังจากนั้น เจียงซิ่วก็เอ่ยอย่างจนใจว่า “ทวนวงเดือนนี้ก็เป็นอาวุธซึ่งช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในต้าจิ่งทำออกมาแล้ว หากต้องการให้หนักกว่านี้ก็จะต้องเพิ่มความยาวของมันด้วย มันจะกลายเป็นอาวุธที่ไม่เหมาะสมให้คนใช้อีกต่อไป”
เจียงเจียนได้ฟังก็ผิดหวังนัก ทันใดนั้นเจียงฉางเชิงจึงกล่าวว่า “ข้าจะทำอาวุธให้เจียนเออร์เอง ให้เสด็จพ่อของเจ้าไปหาวัสดุที่แข็งแกร่งที่สุดมาเถิด”