เล่ห์ร้ายพิชิตรัก - ตอนที่ 273 ฉันไม่ชอบผู้หญิงเจ้าแผนการ
เฉิงฉีตงรู้จักเสิ่นอีหางดี สำหรับบางครั้งเขาก็ไม่อยากสัมผัสถึงโฉมหน้าที่
แท้จริงของเสิ่นอีหาง เพราะบางครั้งความจริงมันโหดร้ายเกินไป ซึ่งมันจะ
ทำลายความรู้สึกทั้งหมดที่เคยมีมา
จี้ซ่าวเห็นเฉิงฉีตงนิ่งเงียบไม่พูด ก็ไม่ได้ตามถามเซ้าซี้ เพียงแต่รู้สึกรู้สึก
เหลือเชื่อ เหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ในลำคอ จี้ซ่าวสนิทกับเสิ่นอีหางก็เพราะ
เฉิงฉีตง เขาเห็นว่าเสิ่นอีหางเป็นน้องมาโดยตลอด เสิ่นอีหางเรียกเขาคำก็พี่จี้
สองคำก็พี่จี้ มาสิบกว่าปีแล้ว พอได้ยินเรื่องแบบนี้ จี้ซ่าวก็รู้สึกหดหู่แทนเสิ่น
อีหาง
“ผู้หญิงตัวคนเดียว เลี้ยงลูกโตมาได้ยังไงตั้งหลายปี…..” จี้ซ่าวดูเหมือนเป็น
คนเล่นๆ ไม่จริงจัง แต่ความเป็นจริงแล้วเขาเป็นคนขี้ใจอ่อน จากเรื่องของกู้
เหอก็สามารถดูออกได้ว่าคนเราจะดูแต่ภายนอกไม่ได้
“กล้าที่จะคลอดเด็กคนนั้นออกมา ก็ต้องมีความรับผิดชอบที่จะเลี้ยงเด็กคน
นั้นให้ได้” จิตใจของเฉิงฉีตงไม่ได้โหดร้าย แต่เขาพูดความจริง
“สมมุติว่าตอนนั้นซินซินกับแกมีอะไรกัน แล้วเธอแอบไปคลอดลูกแอบไว้
จนถึงตอนนี้ แล้วอยู่ดีๆ มาบอกว่าแกเป็นพ่อคนมาตั้งนานแล้ว แกจะ
แต่งงานกับเธอมั้ย” จี้ซ่าวเอ่ยถาม
นี่เป็นความสงสัยของจี้ซ่าวเฉยๆ เขาอยากจะทดสอบดูว่าตอนนี้เฉิงฉีตงยังมี
ความรู้สึกกับเสิ่นอีหางอยู่มั้ย
สีหน้าของเฉิงฉีตงเปลี่ยนไปจนดูไม่ออก แต่ใบหน้านั้นยังคงแข็งทื่อ ดูจริงจัง
ยิ่งกว่ายามปกติเสียอีก
“ไม่มีทาง” เฉิงฉีตงเอามือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า ในสมองหยุดคิดไปแวบหนึ่ง
“ฉันไม่ชอบผู้หญิงเจ้าแผนการ”
ประโยคหลังนั้นเฉิงฉีตงกลั่นออกมาตอนที่หยุดคิดไปแวบนั้นแล้วพูดออกมา
แต่พอพูดออกมาเขาก็รู้สึกถึงความลำเอียง…..
เพราะเขานึกถึงตอนแรกที่เฉียวยวี่หว่านเข้าใกล้เขาเพราะมีจุดประสงค์ ตอน
นั้นเฉียวยวี่หว่านเองก็เจ้าแผนการ ไม่ได้น้อยไปกว่าเสิ่นอีหาง
ประโยคนี้ของเขาที่พูดออกมาทำให้สงสัยถึงความสองมาตรฐาน
โชคดีที่จี้ซ่าวไม่รู้ว่าตอนแรกยวี่หว่านเข้ามาใกล้ชิดกับเขาได้อย่างไร…..
เฉิงฉีตงคิดได้แบบนี้ก็เอียงหน้ามองไปทางเฉียวยวี่หว่านที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
สาธารณะนั้น ยวี่หว่านนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลังจากที่เธอรู้สึกได้ว่ามีใครกำลังมองเธอมาจากตรงสุดทางเดินนั้น เธอก็หัน
ไปมองแวบหนึ่งพอเห็นเป็นเฉิงฉีตงก็ทำหน้าแลบลิ้นปลิ้นตาใส่
เดิมทีเฉิงฉีตงอารมณ์หงุดหงิดเพราะเรื่องของเสิ่นอีหาง ทันใดนั้นอารมณ์ก็
พลันดีขึ้นมานิดหน่อย เขายิ้มให้เธอเล็กน้อย แม้จะไม่ได้ยิ้มกว้าง แต่ยวี่
หว่านก็ยังจับได้ถึงรอยยิ้มนั้น
“ฉันคิดว่าซินซินไม่ใช่คนแบบนั้น แต่ถ้าแกให้ฉันจับตามองเขา ฉันก็จะทำ
ตามที่แกบอก ยังไงก็จะให้แกรับผิดชอบลูกที่ไม่ใช่ของแกไม่ได้” จี้ซ่าวยื่นมือ
ไปตบบ่าเฉิงฉีตง
“ขอบใจมาก”เฉิงฉีตงรู้สึกว่าบางครั้งจี้ซ่าวก็น่าเชื่อถือ
“ขอบคุณอะไร อยู่ดีๆ แกมามีมารยาทแบบนี้ฉันชักไม่ชินวะ ฉันช่วยแกมันก็
สมควรนี่หว่า ต่อไปแกอย่าโทรมาปลุกฉันดึกๆ ก็พอแล้ว”
“ฉันขอบใจที่แกดูแลพี่สาวฉันตั้งหลายวัน” เฉิงฉีตงเปลี่ยนประเด็น แต่ใน
ส่วนเรื่องของกู้เหอเขาก็ต้องขอบคุณจี้ซ่าวจริงๆ
เดิมที่ที่จี้ซ่าวกับกู้เหอเป็นปฏิปักษ์กันนั้น ยังไงก็เป็นเรื่องของเขา แต่เขาหวัง
ที่จะเห็นจี้ซ่าวกับกู้เหออยู่กันอย่างสงบ เพราะถึงยังไงเรื่องนั้นก็ผ่านไปนาน
แล้วจะมาอีนุงตุงนังกันก็ไม่มีประโยชน์
จี้ซ่าวได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความเกลียดชัง แล้วยกมือขึ้นจับผมด้วย
ความรู้สึกหงุดหงิดใจ
“อย่าพูดถึงเขาได้มั้ย ฉันก็แค่เห็นว่าเขาน่าสงสาร เกิดอุบัติเหตุแล้วยังจะไม่มี
ใครดูแล ผู้หญิงที่ทำได้ถึงขั้นนี้ก็ดูสิ้นหวังพอแล้ว”
จี้ซ่าวขมวดคิ้วแน่น
“ไม่ใช่สิ ผู้หญิงสวยที่ทำได้ถึงขั้นเธอนี่ ช่างสิ้นหวังจริงๆ”
“นี่มันตรรกะอะไรของแก” เฉิงฉีตงคิดมาตลอดว่าวงจรความคิดของจี้ซ่าวดู
แปลกๆ พอๆ กับเฉียวยวี่หว่าน
“ผู้หญิงสวยๆ แบบเธอ ปรายตามองผู้ชายไม่กี่ที ก็น่าจะมีผู้ชายบูชา
มากมายไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอถูกรถชนก็ไม่เห็นจะมีผู้ชายสักคนมาเยี่ยม มีแค่
เพื่อนไม่กี่คนมาเยี่ยม แต่พวกผู้ชายนั่นก็แค่เพื่อนเท่านั้น ไม่มีใครคิดอะไรกับ
เธอ” จี้ซ่าวเป็นผู้เชี่ยวชาญในสนาม เรื่องแบบนี้เขาดูมันออก
“เขาเรียกแกมาแล้ว แล้วจะต้องการผู้ชายคนอื่นไปทำไม” น้ าเสียงของเฉิงฉี
ตงไม่ได้เหมือนพูดล้อเล่น ท่าทางจริงจังพูดคำพูดแบบนี้ทำให้จี้ซ่าวยิ่งขมวด
คิ้ว
ทันใดนั้นเขาก็อึ้งขึ้นมา แล้วพูดขึ้นทันที “ฉันก็แค่ญาติเฝ้าไข้ ตอนนี้พี่ชาย
ฉันมาแล้ว ก็ให้พี่มาเฝ้าแทน”
“พี่ชายแกต้องรับผิดชอบงานที่บริษัทตระกูลจี้ช่วงที่กู้เหอพักอยู่ที่
โรงพยาบาล เขาไม่ว่าง” เฉิงฉีตงรู้สึกว่าให้จี้ซ่าวดูแลกู้เหอก็ดีอยู่แล้ว จี้ซ่าว
เป็นหมอ ซึ่งเขาจะต้องละเอียดกว่าคนอื่น และสามารถสังเกตอาการของกู้
เหอได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ก็เพื่อให้พวกเขาสองคนลบความเข้าใจผิด
ออกไป
จี้ซ่าวยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็ติดอยู่ที่ปลายปาก พอคิดไปคิดมาก็ไม่พูด
ดีกว่า
เขาหันเดินไปในห้องพักผู้ป่วย พอผลักประตูออกก็เห็นกู้เหอกับจี้เจี๋ยกำลังคุย
กันสนุกสนาน
น้อยครั้งที่กู้เหอจะยิ้ม ใช้คำศัพท์ที่นิยมใช้กันอธิบายก็คือผู้หญิงเย็นชา
นอกจากนี้ยังเป็นผู้หญิงที่บุคลิกดูดีมากพอแบบนั้น ไม่เพียงแต่สวย แต่ยัง
เป็นหญิงเหล็กในวงการธุรกิจอีกด้วย ปกติเธอจะไม่พูดเล่น ยิ่งกับจี้ซ่าวแล้ว
ยิ่งไปกันใหญ่
กู้เหอพูดไปยิ้มไปกับจี้เจี๋ย แสงแดดยามบ่ายสาดส่องจากข้างนอกเข้ามาที่
ใบหน้าอ่อนหวานของกู้เหอ ทำเอาจี้ซ่าวชะงักเท้าทันที ใจลอยออกไป
“ตอนที่เรียนมหา’ลัยแล้วฉันต้องไปเล่นดนตรีกับกลุ่มของมหา’ลัย แล้ว
มักจะต้องขาดเรียนบ่อยๆ ทุกครั้งคุณก็ช่วยฉันหาเหตุผลนานาไปขอหยุด
เรียนกับอาจารย์” กู้เหอยิ้มไม่กว้างนัก แต่กลับน่ามองเป็นพิเศษ
จี้ซ่าวเดินเข้ามาจากข้างนอก โดยที่เธอไม่รู้ตัว เพราะมัวแต่คุยกับจี้เจี๋ย
จี้เจี๋ยเองก็เหยียดยิ้ม “ตอนนั้นคุณเล่นเชลโลได้ดีกว่าพวกที่เรียนคณะ
ดุริยางค์ซะอีก ยังไงผมก็ต้องช่วยนักอัจฉริยะไวโอลินลาเรียนแน่นอน”
จี้ซ่าวเห็นกู้เหอคุยกับจี้เจี๋ยโดยไม่ได้สนใจเขาก็รู้สึกโกรธขึ้นมา
แต่กลับ
หาทางระบายความโกรธไม่ได้
เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้พวกเขาพวกเขาพูดถึงเรื่องอะไรนะ?
ตอนที่เรียน
มหาวิทยาลัย? จี้ซ่าวมองไปทางจี้เจี๋ย อยู่ดีๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าพี่ชายของเขากับกู้
เหออายุเท่ากัน