เล่ห์ร้ายพิชิตรัก - ตอนที่ 369 ปฏิกิริยาของลู่อีหนงตอนนี้ค้าเดียวเลย เสแสร้ง
“ถ้าเกิดต้องได้รางวัลเพราะใช้เส้นของตระกูลเฉิง ก็ไม่รู้จะเข้าแข่งท้าไม”
เฉิงฉีตงเอานามบัตรให้คณะกรรมการแค่ต้องการให้พวกเขาไว้หน้าตระกูล
เฉิง ยกเลิกขั้นตอนนั้นเสีย
เฉียวยวี่หว่านเป็นคนของตระกูลเฉิง ถ้าเกิดว่าเธอต้องเป็นอะไรไปเพราะใส่
รองเท้าส้นสูงคงไม่มีคณะกรรมการคนไหนรับผิดชอบได้ไหว
“ก็จริงค่ะ”
เฉียวยวี่หว่านได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย การ
แข่งขันนักออกแบบรายการนี้นับว่าเป็นหนึ่งในรายการใหญ่ห้าอันดับแรก
ของโลก เรื่องใช้เส้นอาจจะใช้ได้ในการแข่งขันรายการอื่น แต่ส้าหรับรายการ
นี้เกิดขึ้นไม่ได้แน่ๆ
“คุณเฉียวคะ การแข่งขันจะเริ่มแล้ว เตรียมตัวให้พร้อมนะคะ” มีคนมาเคาะ
ประตูเตือนเธอให้เตรียมตัวให้พร้อม
เฉียวยวี่หว่านพยักหน้า “ค่ะ”
เฉิงฉีตงไม่อยากรบกวนเธอจึงเดินไปนั่งที่โซฟาด้านข้างแล้วเริ่มอ่าน
หนังสือพิมพ์
เฉียวยวี่หว่านรู้สึกว่าเฉิงฉีตงเป็นพวกคนมีวัฒนธรรม ไม่ว่าไปที่ไหนก็หยิบ
หนังสือขึ้นมาอ่านได้ ลองเป็นเธอล่ะก็ให้อ่านหนังสือทั้งวันคงท้าไม่ได้
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
เฉียวยวี่หว่านรีบเก็บของเตรียมตัวออกไปรอด้านหน้า เธอส่งโทรศัพท์มือถือ
“ฉันต้องไปข้างหน้าแล้ว คุณก็เป็นเด็กดีรอฉันอยู่ที่นี่นะคะ”
เฉิงฉีตงลุกขึ้นยืนท่าทางเหมือนจะออกไปด้วย
“คุณมีธุระต้องไปท้าเหรอคะ” เฉียวยวี่หว่านมองเขาอย่างรีบๆ
“ไปโซนผู้ชม”
“ที่นั่งคนดูต้องจองล่วงหน้าหนึ่งเดือน ไม่มีเหลือหรอกค่ะ” เฉียวยวี่หว่าน
รู้สึกผิดหน่อยๆ ที่ต้องให้เขารออยู่ที่ด้านหลังนี่……
แต่พอเธอพูดจบเธอก็เพิ่งคิดได้ว่า ในเมื่อเขาลุกขึ้นจะออกไปโซนผู้ชมก็
แสดงว่าเขาต้องมีตั๋วแล้ว ด้วยนิสัยอย่างเขาไม่มีทางที่จะไม่เตรียมพร้อม
เธอยื่นมือไปปิดปากตัวเอง คิดว่านี่เป็นเวลาที่ตัวเองควรจะเงียบมากกว่า
แล้วก็เป็นอย่างที่คิด พอเธอออกไปด้านหน้าเฉิงฉีตงก็นั่งอยู่ในโซนผู้ชมแล้ว
……. เฉียวยวี่หว่านรู้ว่าไม่ควรจะต้องไปเป็นห่วงเขา แต่เฉิงฉีตงไปนั่งตรง
โซนผู้ชมก็ดีแล้วเธอจะได้สบายใจ หนึ่งคือเขาจะได้ไม่ต้องนั่งรอเธออยู่
ด้านหลังคนเดียว สองคือเธอแข่งอยู่ด้านบน เขานั่งอยู่ด้านล่าง เธอรู้สึก
ปลอดภัยไม่ว่าจะท้าอะไร เหมือนมีคนคอยสนับสนุนเป็นก้าลังใจให้เธออยู่
ตลอดเวลา
เฉียวยวี่หว่านเผชิญหน้ากับลู่อี้หนงในห้องเตรียมตัวด้านหน้า ลู่อี้หนงยังคง
แต่งตัวและวางท่าเหมือนนางพญา สวมชุดราคาแพง ประหนึ่งมาร่วมงาน
ประกวดนางงาม
นักออกแบบคนอื่นแต่งตัวง่ายๆ ใส่รองเท้าส้นเตี้ย มีแค่ลู่อี้หนงคนเดียวที่ใส่
ส้นสูง เฉียวยวี่หว่านนึกถึงเรื่องที่ลู่อี้หนงเสนอไอเดียกับคณะกรรมการ คิดดู
ดีๆ หรือเพราะไม่อยากให้ตัวเองต้องใส่ส้นสูงอยู่คนเดียวนะ
ลู่อี้หนงมักเอาใจใส่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถึงได้ท้าอะไรขายหน้าตัวเองอยู่
บ่อยๆ
ลู่อี้หนงพอเห็นเฉียวยวี่หว่านก็ไม่ได้เข้ามาหาเรื่องอะไร เธอมัวแต่ใส่ใจกับ
นางแบบตรงหน้า ไม่มีเวลามาสนใจเฉียวยวี่หว่าน
ลู่อี้หนงไม่ได้เข้ามาหาเรื่องก็ไม่ได้หมายความว่าเฉียวยวี่หว่านไม่ใช่เสี้ยน
หนามส้าหรับเธอแล้ว เธอรู้แล้วว่าเฉียวยวี่หว่านไม่ใช่คนที่จะรังแกได้ง่ายๆ
เฉียวยวี่หว่านวางกรรไกรในมือลงแล้วเดินไปหาลู่อี้หนง ยิ้มพลางเอาตัวพิง
โต๊ะด้านหน้า เลิกคิ้วขึ้นแล้วมองลู่อี้หนง “เธอล้าบากล้าบนไปบอก
คณะกรรมการให้ฉันใส่รองเท้าส้นสูง อยากจะให้ฉันแท้งเหรอ ท้าแบบนี้มี
ความสุขรึไง?”
เฉียวยวี่หว่านไม่เคยบอกเรื่องตัวเองท้องต่อหน้าลู่อี้หนงมาก่อน ไม่รู้ว่าเธอรู้
มาจากไหน อาจจะเพราะเฉียวหลานซินสังเกตเห็น หรือคนรอบตัวอาจจะ
หลุดปากพูดไป แต่มันก็ไม่ส้าคัญส้าหรับเฉียวยวี่หว่านนัก ที่ส้าคัญก็คือแผน
ชั่วๆ ของลู่อี้หนงได้พังลงแล้ว
“อย่ามาพูดพล่อยๆ นะ ฉันแค่อยากให้ภาพลักษณ์ออกมาดูดีเลยเสนอไป
อย่าคิดว่าเรื่องอะไรก็ต้องไปลงกับเธอเสียหมด ฉันไม่มีเวลาขนาดนั้น” ลู่อี้
หนงเหล่มองเฉียวยวี่หว่านแวบหนึ่ง “แล้วก็ถ้าเธอไปพูดมั่วซั่วล่ะก็ ฉันจะ
ฟ้องเธอข้อหาหมิ่นประมาท ชื่อเสียงเธอน่ะไม่ส้าคัญ แต่ของฉันมันส้าคัญ
มาก”
พอเฉียวยวี่หว่านได้ยินค้าว่า “หมิ่นประมาท” ก็รู้สึกเหมือนโดนจี้เข้าจุด คน
ที่ตอนนั้นใส่ร้ายว่าเธอท้าร้ายคนอื่นกล้ามายืนพูดค้านี้ต่อหน้าเธอได้หน้าตา
เฉย
“ชื่อเสียงเธอส้าคัญเหรอ ก็แค่ลูกสาวตระกูลลู่ที่จะตกอับอยู่รอมร่อ มีอะไร
ส้าคัญนักเหรอ อย่างน้อยตอนนี้ชื่อเสียงของคุณนายตระกูลเฉิงก็ย่อมส้าคัญ
กว่าชื่อเสียงของคุณหนูแห่งตระกูลลู่มากกว่าเป็นไหนๆ ฉันยังไม่ได้ท้าอะไร
เลย เธอตื่นตูมไปเองรึเปล่า”
เฉียวยวี่หว่านเอื้อมมือไปแตะกรรไกรบนโต๊ะที่อยู่ด้านหลัง ลู่อี้หนงพอเห็น
แบบนั้นก็ตกใจตัวสั่น ถอยห่างออกไปสองสามก้าว กลัวว่าเฉียวยวี่หว่านจะ
เอากรรไกรมาท้าร้าย
เฉียวยวี่หว่านก็แค่แตะไปตามสัญชาตญาณสไตล์ลิส หรือที่เรียกเพราะๆ ว่า
“นักออกแบบเสื้อผ้า” เรียกธรรมดาๆ ก็คือช่างตัดเย็บ พอเห็นกรรไกรตัดผ้า
แล้วเข้าไปจับนับเป็นเรื่องปกติ แต่ในสายตาของลู่อี้หนงกลับรู้สึกเหมือน
เฉียวยวี่หว่านก้าลังจะท้าร้ายเธอ
เฉียวยวี่หว่านไม่รู้ว่าลู่อี้หนงแกล้งท้าหรือกลัวจริงๆ แต่ตอนนั้นเฉียวยวี่
หว่านไม่ได้เป็นคนเอาเข็มเย็บผ้าไปแทงเธอซะหน่อย ต่อให้ในใจของลู่อี้หนง
มีความแค้นอะไรก็คงไม่น่าจะใช่เธอ ปฏิกิริยาของลู่อี้หนงตอนนี้ค้าเดียวเลย
เสแสร้ง
เป็นอย่างที่คิด สักพักลู่อี้หนงก็ขมวดคิ้ว ใบหน้าสั่นๆ มองเฉียวยวี่หว่าน
พลางถอยไปอีกหลายก้าวจนไปชนกับสไตล์ลิสที่อยู่ข้างหลัง
“อย่าเข้ามานะ ขอร้องล่ะอย่าเข้ามา!” ลู่อี้หนงท้าท่าทางเหมือนก้าลังถูก
คุกคาม มองเฉียวยวี่หว่านอย่างหวาดกลัวพลางยื่นมือออกมาปัดป้อง
ตอนแรกเฉียวยวี่หว่านยังไม่เข้าใจ แต่พอคิดดูดีๆ ถึงเข้าใจแผนของลู่อี้หนง
ลู่อี้หนงแกล้งท้าเป็นกลัวเพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเธอจะเข้าไปท้าร้าย
เฉียวยวี่หว่านอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ลูกไม้ท้าตัวเป็นนางเอกแบบนี้ดู
ไม่ค่อยเหมาะกับลู่อี้หนงเท่าไหร่ ถ้าเป็นเสิ่นอีหางท้าล่ะก็คงแสดงได้สมจริง
กว่า ลู่อี้หนงไม่เหมาะกับบทนางเอกผู้ใสซื่อบริสุทธิ์เลยสักนิด
เฉียวยวี่หว่านทิ้งกรรไกรลงแล้วเดินไปข้างหน้าลู่อี้หนง ลู่อี้หนงท้าเป็น
หวาดกลัวไปหลบอยู่ด้านหลังสไตล์ลิสชายคนหนึ่ง