เล่ห์ร้ายพิชิตรัก - ตอนที่ 371 อะไรที่เป็นของเรา สักวันมันก็ต้องเป็นของเรา
เฉิงฉีตงพูดเหมือนกับว่าเธอไม่ได้มาแข่งแต่มาเพื่อทะเลาะกับลู่อี้หนง
แต่คิดดูดีๆ ที่เขาพูดก็มีเหตุผลอยู่นิดนึง ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้เธอคงจะไม่
ยอมมานิวยอร์คอีกครั้งแน่ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอสะกิดแผลเก่าของตัวเองแบบ
นี้
“ฉันยืนจนเมื่อยขาไปหมดแล้ว ลูกในท้องก็คงไม่ค่อยสบายด้วย” เฉียวยวี่
หว่านใช้โอกาสนี้อ้อนเฉิงฉีตง
เธอเอาหน้าตัวเองถูกับแขนเขา ถ้าเกิดมีเตียงอยู่ตรงนี้เธอคงล้มลงไปนอน
แล้ว เรี่ยวแรงของคนท้องเมื่อเทียบกับคนปกติแล้วนับว่าน้อยกว่ามาก
“รอคะแนนออกก็จบแล้ว ทนอีกหน่อย” น้อยครั้งที่เฉิงฉีตงจะพูดจาดีๆ กับ
เธอไม่กวนประสาท เฉียวยวี่หว่านพยักหน้าอย่างเต็มใจ
“เดี๋ยวพอจบแล้วคุณจะพาฉันไปกินอะไรอร่อยๆ ที่ไหนเหรอ”
“ไชน่าทาวน์” เฉิงฉีตงพูดออกมาอย่างแน่วแน่
เฉียวยวี่หว่านกลอกตา “ฉันเหนื่อยขนาดนี้คุณจะพาฉันไปกินไชน่าทาวน์
มันต้องกินอะไรพิเศษๆ สิคะ”
“ท้องผมรับอาหารฝรั่งไม่ไหวแล้ว ลูกในท้องคุณก็ด้วย” ท้องของเฉิงฉีตงคุ้น
ชินแต่อาหารจีนเท่านั้น นอกเสียจากมื้อเช้าเขาจะกินพวกขนมปัง ข้าวโอ๊
ตบ้างเป็นบางครั้ง ปกติคือกินแต่อาหารจีน อีกอย่างเขาเป็นคนไม่กินอาหาร
รสจัด ชอบกินอาหารกวางตุ้ง
เฉียวยวี่หว่านชอบกินอาหารรสจัด เรื่องกินเขาสองคนเหมือนอยู่กันคนละ
ขั้ว
“แล้วไปไชน่าทาวน์กินอะไรคะ……” เฉียวยวี่หว่านถามแบบยอมจำนน
“อาหารกวางตุ้ง”
“ฉันอยากกินสุกี้หม้อไฟ” เฉียวยวี่หว่านจ้องเฉิงฉีตงพลางพูด
เฉิงฉีตงคิดอยู่สักพักเหมือนกำลังคิดหนักเรื่องอะไรอยู่ แล้วจึงตอบเธอ “ผม
รู้มาว่าใกล้ๆ ไชน่าทาวน์มีร้านสุกี้หม้อไฟรสชาติใช้ได้อยู่ร้านหนึ่ง ข้างๆ เป็น
ร้านอาหารกวางตุ้ง คุณกินหม้อไฟไป ผมก็กินอาหารกวางตุ้ง”
“……”เฉียวยวี่หว่านเริ่มทนไม่ไหวจึงกำหมดแล้วทุบเบาๆ ใส่เฉิงฉีตง
“คุณนี่มันจริงๆ เลย”
เฉิงฉีตงเอามือรับหมัดเธอไว้ อดไม่ได้ที่จะยิ้มที่มุมปาก
เขาก็แค่ล้อเธอเล่นเอง
เฉียวยวี่หว่านเงยหน้ามองเฉิงฉีตง เอามือบีบจมูกเขาเล่น
“คุณว่าชุดที่ฉันทำวันนี้เป็นไงบ้างคะ นายแบบใส่แล้วดูดีไหม”
“ผมไม่ใช่กรรมการ ไม่รู้ต้องดูอะไรบ้าง” เฉิงฉีตงพูดแบบเป็นการเป็นงาน
ใช้คำพูดที่ไม่ทำให้เฉียวยวี่หว่านผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ให้ความหวังกับเธอ นิสัย
เขาเป็นพวกที่ไม่ชอบปลอบใจหรือเอาใจใคร
“ฉันค่อนข้างมั่นใจในผลงานตัวเองนะคะ ไม่น่ามีอะไรผิดพลาด” เฉียวยวี่
หว่านคิดว่าถึงเฉิงฉีตงจะไม่ได้พูดเข้าข้างอะไร แต่เธอก็ต้องสร้างความมั่นใจ
ให้ตัวเอง
“อืม ไม่ต้องเครียด” คำพูดนี้ของเฉิงฉีตงพอเข้าหูเฉียวยวี่หว่านเธอรู้สึกว่า
มันน่าฟัง รู้สึกเหมือนลูกน้อยในท้องได้รับการปลอบใจ เธอชอบให้เขาพูด
อะไรแบบนี้
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงเฉียวยวี่หว่านก็กลับไปที่หน้าเวที ลู่อี้หนงสีหน้าไม่สู้ดี
นัก เพราะเมื่อครู่ผลงานของเธอมีข้อผิดพลาด ตอนนางแบบเดินอยู่บนเวที
ลูกไม้บนผ้าหลุดตกลงที่พื้น ผู้ชมในห้องมักชอบดูข้อผิดพลาดที่อาจจะ
เกิดขึ้นบนเวที เหมือนกำลังดูการแสดงอะไรแบบนั้น แต่ทางคณะกรรมการ
ต้องทำงานกันหนัก
แต่นี่เป็นการแข่งขันรายการใหญ่ สไตล์ลิสทุกคนต่างก็ผ่านการคัดกรองมา
อย่างดีหรือไม่ก็มีคนที่น่าเชื่อถือผลักดันเข้ามา พอเกิดข้อผิดพลาดง่ายๆ
แบบนี้ขึ้นมา ทางคณะกรรมการย่อมไม่ปล่อยไว้แน่ๆ
เฉียวยวี่หว่านพอเห็นข้อผิดพลาดของลู่อี้หนงก็รู้สึกเฉยๆ ไม่อยากจะเข้าไป
ยุ่งอะไรปล่อยหล่อนเสียใจของหล่อนไป
พิธีกรพูดไม่หยุดเพราะกำลังอัดรายการอยู่ พิธีกรพูดขอร้องให้ถ่ายใหม่อยู่
หลายรอบ เฉียวยวี่หว่านยืนนิ่งๆ อยู่ที่เดิมเกือบครึ่งชั่วโมงได้ จนรู้สึกเหมือน
น่องกับเข่าจะบวมแล้ว เดิมทีเธอเป็นโรคเกี่ยวกับข้อกระดูกอยู่แล้ว ตอนนี้มา
ตั้งท้องอีก ทำให้ยืนได้ไม่นาน ถ้าไม่ติดว่าแข่งเสร็จแล้วจะได้ไปกินสุกี้หม้อไฟ
นะ เธอล้มลงไปนานแล้ว……
พอกล้องถ่ายผ่านเธอไปแล้ว เธอก็แอบบมองหาเฉิงฉีตง ดีที่เขาไม่ได้ส่ง
สายตาตำหนิอะไรที่เธอวอกแวก
มาถึงช่วงที่ประกาศคะแนน เฉียวยวี่หว่านไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นมากเท่าไร เธอ
คิดว่าตัวเองมาได้ขนาดนี้ก็โอเคแล้ว ต่อให้ไม่ชนะ ไม่ได้รางวัลอะไรเลย ก็ไม่
เป็นไร
แต่ลู่อี้หนงกลับไม่ใช่ เฉียวยวี่หว่านมองหล่อนจากมุมนี้ก็เห็นว่าลู่อี้หนงหน้า
ซีดมาก หล่อนเป็นคนที่ยึดติดกับอะไรพวกนี้ หากวันนี้ไม่ได้รางวัลล่ะก็คงเป็น
บ้าแน่ๆ
ลู่อี้หนงเป็นคนที่ทำอะไรราบรื่นมาตลอด ไม่เหมือนกับเฉียวยวี่หว่าน ดังนั้น
คนแบบนี้จะเสียหน้าไม่ได้
ตอนที่ถึงเวลาพิธีกรชาวอเมริกันจะต้องประกาศผลคะแนน เฉียวยวี่หว่าน
รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย บรรยากาศภายในงานเข้าสู่ช่วงตึงเครียดขึ้นมาทันที
ทางทีมงานจงใจใช้ดนตรีที่เพิ่มความตื่นเต้นเข้าไป ยิ่งทำให้บรรดาสไตล์ลิ
สลุ้นหนักเข้าไปอีก
ตอนเฉียวยวี่หว่านฟังถึงช่วงที่พิธีกรกำลังจะประกาศคนได้แชมป์ หัวใจเธอ
เต้นตูมตาม วินาทีถัดมาก็ได้ยินชื่อตนเองถูกประกาศออกไมค์ ก้อนที่จุกอยู่ใน
อกเหมือนได้รับการปลดปล่อยออกมาทันที……
เธอหันไปโค้งคำนับให้กรรมการด้วยท่าทีที่สงบพร้อมยิ้มเล็กน้อย ไฟทุกดวง
ส่องมาที่เธอ เธอแอบเหลือบไปมองลู่อี้หนงแวบหนึ่ง
ลู่อี้หนงท่าทางเหมือนจะเป็นบ้าแล้ว ต่อให้เป็นหน้ากล้องก็ดูจะควบคุม
อารมณ์โกรธไว้ไม่อยู่ จ้องเฉียวยวี่หว่านด้วยสายตาฆาต
เฉียวยวี่หว่านทำเป็นไม่เห็นสายตาอาฆาตแค้นที่หล่อนส่งมา เธอยิ้ม
ขอบคุณเสียงปรบมือ
นี่มันเป็นสิ่งที่เธอควรได้รับตั้งนานแล้ว ตั้งแต่การแข่งเฟ้นหาสุดยอดสไตล์
ลิสในตอนนั้น
อะไรที่เป็นของเรา สักวันมันก็ต้องเป็นของเรา
ตอนที่คณะกรรมการกำลังลุกขึ้นเพื่อมามอบรางวัล ลู่อี้หนงทนไม่ไหวพูด
ออกมาด้วยน้ าเสียงเย็นชา เสียงไม่ดังไม่เบา แต่เพราะติดไมโครโฟนเอาไว้ทำ
ให้ผู้ชมทั้งหมดได้ยินเสียงเธอ
“คนขี้คุกยังมาเข้าแข่งจนได้รับแชมป์ได้ เกิดข่าวออกไปงานแข่งครั้งนี้คง
เป็นเรื่องน่าขำนะคะ” ลู่อี้หนงพูดช้าๆ เน้นๆ เหมือนพวกวิญญาณอาฆาต
แค้น ทำให้เฉียวยวี่หว่านรู้สึกว่าหล่อนน่ากลัวและขยะแขยง
ฉากนี้เหมือนได้รับการซ้อมเอาไว้แล้วอย่างนั้น พอเฉียวยวี่หว่านได้รับ
แชมป์ ลู่อี้หนงก็ออกมาแสดงบทพูดจาเสียดสีทันที