เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 2 : ลั่นไก
ตอนที่ 2 : ลั่นไก
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ในมุมหนึ่งของบาร์เล็กๆที่ตั้งอยู่ในแถบชานเมือง โต๊ะไม้ตัวเก่าถูกประดับด้วยแจกันแก้วที่มีดอกไม้สีแดงชูช่ออย่างงดงาม ภายใต้แสงไฟสลัวๆเป็นร่างของหญิงสาวอายุยี่สิบสองปี
เธอมีริมฝีปากที่แดงระเรื่อดุจผลแอปเปิ้ลสีแดงสด ผิวขาวราวกับน้ำนมบริสุทธิ์ ใต้หมวกไหมพรมสีดำคือดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เปล่งประกายคมชัดยามต้องแสงไฟ เสน่ห์ของเธอนั้นไร้ที่ติ และมากพอจะทำให้หัวใจของชายหนุ่มละลายตั้งแต่แรกเห็น
หญิงสาวผู้นี้มีชื่อว่า มินาเสะ พฤกษเมตตระกูล เธอเป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น โดยมีบิดาเป็นคนไทยและมารดาเป็นคนญี่ปุ่น เธอเติบโตขึ้นมาในครอบครัวของนักธุรกิจผู้มั่งคั่งระดับต้นๆ ของเมืองไทย
นายวรเมษ ผู้นำตระกูลพฤกษเมตตระกูล มักจะให้ผู้คุ้มกันไม่ต่ำกว่าครึ่งสิบคอยประกบดูแลลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างมินาเสะอยู่เสมอเพื่อป้องกันภัยจากความขัดแย้งทางธุรกิจที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา
ทว่าในวันนี้ มินาเสะเลือกที่จะออกมาเพียงลำพัง เพื่อภารกิจลับในการหาหลักฐานเปิดโปงหนอนบ่อนไส้ที่เธอสงสัยว่าจะเป็นคนใกล้ชิดกับบิดาของเธอเอง
การนำผู้คุ้มกันมาด้วยอาจทำให้การเคลื่อนไหวถูกจับตาหรือเลวร้ายกว่านั้นคือหนึ่งในผู้คุ้มกันอาจถูกซื้อไปโดยคนของอีกฝ่าย
มินาเสะนั่งมองเวลาบนหน้าจอสมาร์ทโฟนหรูหรา นิ้วเรียวยาวลูบไล้แก้วค็อกเทลสีสดใส ใบหน้าของเธอดูสงบ แต่แฝงไปด้วยความกังวลใจ
” นี่มันถึงเวลานัดแล้วแต่ทำไมยังไม่มีใครมา… ” มินาเสะพึมพำ
บุคคลที่นัดเธอมายังสถานที่แห่งนี้คือชายที่อ้างว่ามีหลักฐานใช้มัดตัวหนอนบ่อนไส้ โดยเขาต้องการเงินห้าล้านบาทเพื่อแลกกับหลักฐานดังกล่าว แต่การที่ชายผู้นั้นผิดเวลานัดทำให้มินาเสะรู้สึกไม่สบายใจ
“เอาล่ะ ฉันจะรออีกสักห้านาทีแล้วกัน”
เมื่อเวลาผ่านไปห้านาทีและไม่มีวี่แววของชายคนนั้น มินาเสะก็ตระหนักได้ว่าเธอถูกหลอกแล้ว ในทันทีเธอตัดสินใจที่จะออกจากสถานที่แห่งนี้ ในฐานะลูกสาวเพียงคนเดียวของนายวรเมษ มินาเสะทราบดีว่ามีคนจำนวนนับไม่ถ้วนที่คิดปองร้ายต่อตัวเธอและครอบครัว
มินาเสะรีบใช้สมาร์ทโฟนของเธอส่งข้อความแจ้งตำแหน่งไปยังผู้คุ้มกันและรอให้คนของเธอมารับ ในขณะเดียวกันสายตาของเธอก็กวาดมองไปรอบๆบาร์อย่างระมัดระวัง ดวงตาคู่คมหยุดอยู่ที่ชายคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเปิดประตูเข้ามาในร้าน
ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ หมวกใบหนาปิดบังส่วนหน้าผากและดวงตาของเขาถูกสวมทับด้วยแว่นตาขมุกขมัว โดยรวมแล้วยากจะบ่งบอกเอกลักษณ์ของชายผู้นี้ ยกเว้นเพียงรูปริมฝีปากและลักษณะโครงหน้าที่เผยให้เห็นโดยคร่าวๆ
ทันทีที่ชายผู้นั้นเข้ามาในร้านเขาก็ทำตัวเหมือนคนปกติ นั่นคือการกวาดสายตามองหาคนรู้จัก ซึ่งมินาเสะสังเกตได้ว่ามีครู่หนึ่งที่สายตาของชายคนนั้นจ้องมองมายังเธอ แม้สายตาคู่นั้นจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตาแต่ก็สามารถคาดเดาได้อย่างไม่ยากนัก
ในขณะนี้มินาเสะสัมผัสได้ถึงความเป็นอันตราย เธอรู้สึกไม่ดีเอามากๆแต่ด้วยบุคลิกที่สุขุมทำให้เธอยังคงความสงบเอาไว้ได้ เธอนั่งนิ่งราวกับเป็นเพียงนักดื่มที่รอเวลาผ่านไปอย่างเรื่อยเปื่อย
อย่างไรก็ตามในระหว่างนั้นมินาเสะก็ค่อยๆล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าที่อยู่ใต้โต๊ะ ภายในคืออาวุธปืนของเธอนั่นเอง
อาวุธปืนกระบอกนี้ถูกสั่งทำพิเศษสำหรับบุคคลสำคัญโดยเฉพาะ ภายในบรรจุกระสุน 9 มม. จำนวน 5 นัด เมื่อมีการลั่นไก สัญญาณระบุตำแหน่งจีพีเอสจะส่งสัญญาณไปยังหน่วยคุ้มกันที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย
มินาเสะจ้องมองชายต้องสงสัยเป็นระยะๆ เมื่อพบว่าชายคนดังกล่าวเดินผ่านช่องที่สามารถเลี้ยวมายังโต๊ะของเธอ มินาเสะรู้สึกโล่งใจขึ้นเปราะหนึ่ง
แต่กระนั้นเองในช่วงเวลาที่เธอผ่อนคลายอยู่นั้น ชายคนดังกล่าวก็ได้เดินสวนกับชายหนุ่มคนหนึ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่มินาเสะรู้สึกถึงความตายที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับมีม้านับพันวิ่งอยู่ด้านใน แต่ในความตื่นตระหนกนั้นสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีก็เข้ามาควบคุมร่าง
เธอไม่ได้เฉื่อยชาแม้แต่วินาทีเดียว มือเรียวของเธอค่อยๆยกปืนขึ้นเล็งมั่น ในใจมีความคิดที่ชัดเจนว่าหากจำเป็น เธอจะต้องยิง!
หรือจะพลิกโต๊ะนั่นให้คว่ำลงเพื่อสร้างความโกลาหล? มินาเสะพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่ว่าจะมันจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
อย่างไรก็ตามเสียงที่เธอจะได้ยินในเวลาต่อมาควรจะเป็นเสียงดังก้องของลูกกระสุนที่ระเบิดออกจากรังเพลิง แต่มินาเสะก็ต้องประหลาดใจ เพราะเสียงที่เธอได้ยินนั้นคือเสียงอุทานหยาบของชายผู้ต้องสงสัย
“อะไรกันวะ!”
มินาเสะเปิดตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ ภาพแรกที่เธอเห็นคือชายผู้ต้องสงสัยเสียหลักทรุดตัวลง ขณะที่ชายหนุ่มลึกลับยังคงหันหลังอยู่
เขาจู่โจมโดยไม่ต้องหันไปมองเสียด้วยซ้ำ!
ชายหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างฉับพลัน ปฏิกิริยาของเขารวดเร็วและแม่นยำราวกับผู้เชี่ยวชาญในการต่อสู้ แม้ร่างเล็กๆของเขาจะดูไม่มีพลังแต่ทุกการกระทำกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและไร้ที่ติ
มินาเสะรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังดูการแสดงโชว์ การเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่ครั้งของชายหนุ่มทำให้มือสังหารสิ้นลาย อาวุธปืนถูกปลดออกไปและแขนของมือสังหารห้อยโตงเตงราวกับมันถูกหัก
อย่างไรก็ตามในวินาทีต่อมามือสังหารใช้แรงเฮือกสุดท้ายเพื่อหาทางหนี ชายคนนั้นพยายามพุ่งร่างใส่ชายหนุ่มเพื่อให้เสียหลัก แต่เขาก็พลาดไม่เป็นท่าเพราะชายหนุ่มสามารถหลบราวกับว่าสามารถอ่านใจอีกฝ่าย
ในทางกลับกันแม้จะพลาดไปแต่มือสังหารก็อยู่ในตำแหน่งที่สามารถวิ่งหนีได้โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง เขาตะเกียกตะกาย ก่อนจะลุกขึ้นและเริ่มที่จะวิ่ง
” บ้า เขาปล่อยให้มันหนีไปได้ยังไง!! ” มินาเสะสบถภายในใจ ในขณะนี้เธอรู้สึกโกรธมากกว่าอารมณ์อื่นใดที่อยู่ภายใน เธอโกรธเพราะคนที่จะฆ่าเธอกำลังจะหนีไปอย่างลอยนวล
มินาเสะรู้สึกถึงเลือดในร่างกายที่กำลังเดือดพล่าน ตั้งแต่เด็กบิดาของเธอย้ำเตือนอยู่เสมอว่าอย่ามอบโอกาสให้ศัตรู อย่าเมตตาศัตรู และอย่าช้าที่จะทำลายคนที่เป็นศัตรูของเรา
คำสอนที่พลันผุดขึ้นมาในหัวทำให้มินาเสะยกปืนขึ้นเล็งตรงไปยังมือสังหารที่กำลังจะหนีรอดไปได้
แน่นอนว่าการเป็นทายาทของตระกูลใหญ่นั้น มินาเสะย่อมต้องมีความสามารถหลากหลาย เธอได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างในช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น ซึ่งรวมไปถึงวิชาการป้องกันตัว การใช้อาวุธปืนไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ และที่สำคัญเธอยังแม่นมากอีกด้วย
อย่างไรก็ตามประสบการณ์ในการใช้ปืนที่ผ่านมาของมินาเสะนั้นล้วนแต่มีเป้าหมายเป็นเป้าจำลองเท่านั้น อย่างมากที่สุดคือการล่าสัตว์ขนาดเล็ก เธอไม่เคยยิงมนุษย์มาก่อน
แต่ในช่วงเวลานี้ หัวของเธอถูกย้อมไปด้วยความฉุนเฉียว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอตกอยู่ในอันตราย หากช่วงเวลาสังหารไม่ถูกขัดขวาง เธอคิดว่าเธอคงจะตายไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้เองหลังจากที่เพิ่งผ่านช่วงเวลาของความเป็นความตายมาได้ เธอจึงรู้สึกเคียดแค้นต่อตัวมือสังหารเป็นอย่างมาก
มินาเสะชี้ปลายกระบอกปืนไปยังมือสังหาร การจัดเตรียมท่าทางก่อนลั่นไกของเธองดงามไร้ที่ติ ดวงตาเธอหรี่เล็กลงราวกับนกเหยี่ยวที่จ้องไปยังเหยื่อของมัน หลังจากนั้นเธอเหนี่ยวไกโดยไม่ลังเล
ปัง!
เสียงปืนดังสนั่น
กระสุนพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ
มันเจาะทะลุกะโหลกศีรษะของมือสังหารก่อนจะระเบิดสมองภายใน
ไร้ทางรอด
ถูกสังหารในทันที
ร่างของมือสังหารล้มลงบนพื้นราวกับหุ่นเชิดถูกตัดสายป่าน
เป้าหมายตายแล้ว! . . .