เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 1 : วุ่นวายตั้งแต่เริ่ม
ตอนที่ 1: วุ่นวายตั้งแต่เริ่ม
ภายในบาร์เล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางตึกระฟ้า บรรยากาศเงียบสงบยามค่ำคืนถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟสลัวและเสียงดนตรีคลาสสิกที่ขับกล่อมแผ่วเบา ชวนให้นักดื่มจมดิ่งไปกับห้วงอารมณ์ของตน
บริเวณหน้าเคาน์เตอร์บาร์ชายหนุ่มนั่งนิ่งกับแก้ววิสกี้ในมือ ในสายตาคนภายนอกคงดูเหมือนกับวัยรุ่นที่กำลังแบกรับมรสุมชีวิต ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ดวงตาเหม่อลอยคล้ายความคิดไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบันแต่หวนคืนสู่อดีตที่ยังคงตามหลอกหลอน
ดวงตาคู่คมของเขาจดจ้องที่ของเหลวสีทองอร่ามและแสงสะท้อนวับวาวจากก้อนน้ำแข็งในแก้ว โลกทั้งโลกเลือนหายไปแทนที่ด้วยความทรงจำที่ยังคงคมชัดยิ่งกว่าภาพใดๆ
วันนี้ฉันจะดื่มกับแกจนกว่าเราจะสลบไปข้าง…
เฮ้ๆ แกเป็นไอ้ขี้เมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เจมส์?
ก็นะ… นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ฉันจะได้ดื่มกับไอ้ขี้เมาอย่างแก…
หึ! แกน่ะจะต้องได้เมาอีกแน่นอน... แล้วถ้าถึงตอนนั้น…
ก็ช่วยเมาเผื่อฉันด้วยล่ะ
” แก้วนี้ฉันดื่มให้แก ทอมสัน ชายผู้ที่คอแข็งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอ ” เจมส์พึมพำกับตัวเอง ยกแก้วขึ้นราวกับกำลังชนกับสหายที่จากไป ก่อนจะกระดกของเหลวสีทองจนหมดในคราวเดียว
ความขมและความแสบร้อนไหลผ่านลำคอ ก่อนหน้านี้เขาเคยเกลียดรสชาติของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่บัดนี้เจมส์กลับรู้สึกว่าเริ่มชอบมันขึ้นมาบ้างแล้ว
ความขมของวิสกี้เป็นดั่งรสชาติของชีวิตที่ผ่านมาที่ยังคงติดลิ้น มันย้ำเตือนภาระอันหนักอึ้งที่เขาต้องแบกรับ ขณะที่ความแสบร้อนที่ไหลผ่านลำคอคือสัญญาณแห่งการมีชีวิตอยู่
ปัก! เสียงแก้วกระทบกับพื้นไม้ เจมส์วางแก้วลงบนบาร์ควักธนบัตรหนึ่งร้อยบาทวางทิ้งไว้ ก่อนจะหันหลังและเตรียมออกจากบาร์
ภายในบาร์มีโต๊ะเก้าอี้ไม่ถึงสิบชุด พื้นที่เล็กกะทัดรัด แต่คืนวันศุกร์เช่นนี้ผู้คนที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานต่างก็มานั่งดื่มกันจนทำให้บาร์แน่นขนัด
ในจังหวะที่เจมส์กำลังจะก้าวพ้นประตู เขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งแต่งกายมิดชิดเดินเข้ามาในร้าน ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ชายผู้นั้นดูไม่ต่างจากนักดื่มคนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ในเสี้ยววินาทีที่ทั้งสองเดินสวนทางกันเจมส์กลับชะงัก ร่างกายของเขาแข็งเกร็ง สัมผัสที่หกซึ่งถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์นับไม่ถ้วนในโลกแห่งหายนะส่งสัญญาณเตือนถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากชายแปลกหน้าคนนั้น
หืมม!?
ทันใดนั้นชายลึกลับคว้าปืนออกมาจากใต้เสื้อคลุม ปลายกระบอกปืนชี้ไปยังมุมหนึ่งของร้าน ใช้จังหวะที่เดินสวนกับเจมส์เป็นเครื่องอำพรางการกระทำ
ในเสี้ยววินาทีก่อนที่มือสังหารจะได้ทันลั่นไก ศอกที่แหลมคมของเจมส์ก็พุ่งเข้าใส่ชายโครงของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
พลุก!
” อะไรวะ! ” นักสังหารอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เขามิคาดคิดว่าจะมีผู้ใดกล้าเข้าโจมตีในจังหวะเช่นนี้
แน่นอนว่าผู้ที่สับศอกใส่มือสังหารไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจมส์ ประสาทสัมผัสทั้งห้าและสัมผัสที่หกของเขาเฉียบคมอย่างยิ่ง ชีวิตประจำวันในโลกอนาคตที่เขาจากมาคือการต่อสู้และเอาชีวิตรอดในท่ามกลางความวุ่นวาย ดังนั้นเมื่อมีเจตนาสังหารแผ่ออกมาในระยะประชิด เขาจึงตอบสนองไปตามสัญชาตญาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ศอกที่เหวี่ยงออกไปทางด้านหลังของเจมส์พุ่งเข้าที่ชายโครงของนักสังหารอย่างพอดิบพอดี น่าเสียดายที่ความแข็งแกร่งทางกายภาพในปัจจุบันของเจมส์นั้นอ่อนแอยิ่งกว่าค่าเฉลี่ยของชายหนุ่มวัยเดียวกัน การโจมตีจึงไม่รุนแรงพอจะสร้างอันตรายร้ายแรงแก่เป้าหมายได้ เพียงแค่ทำให้จุกเสียด
เจมส์ทราบดีถึงผลของการโจมตีทันทีที่เสียงอุทานของนักสังหารดังขึ้น การโจมตีครั้งที่สองก็ถูกส่งออกไปแล้ว เท้าในรองเท้าผ้าใบเก่าๆ เตะเข้าที่ข้อพับหัวเข่าของนักสังหารอย่างฉับพลัน ทำให้ชายคนนั้นเสียหลักทรุดตัวลง
นักสังหารพยายามตอบโต้โดยการหันกระบอกปืนมายังเจมส์ แต่ชายหนุ่มจากอนาคตไม่มีอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เจมส์ไม่ปล่อยให้ปลายกระบอกปืนนั้นชี้มาที่เขา ศอกของเขากระทุ้งเข้าที่กล้ามเนื้อต้นแขนของนักฆ่า สำหรับร่างผอมบางของเจมส์ ศอกของเขาไม่ต่างอะไรจากหอกกระดูกที่แข็งแกร่ง เมื่อมันกระทุ้งเข้าเต็มแรงอาการชาอย่างเฉียบพลันก็เกิดขึ้น มือที่กุมกระบอกปืนของนักสังหารอ่อนล้าโรยแรง แต่ด้วยร่างกายที่แข็งแรงเขาจึงยังคงกุมมันไว้ได้อย่างแน่นหนา
” หึ ” เจมส์พ่นลมดูถูก ก่อนจะชิงจังหวะคว้าข้อมือของมือสังหารและบิดมันด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
กร็อบ!
” อ้ากกก!! ” มือสังหารร้องลั่น เสียงร้องของเขาดังพอที่จะดึงความสนใจของนักดื่มภายในร้าน
ในทีแรกผู้คนไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเพราะการทะเลาะวิวาทเป็นเรื่องปกติของสถานที่เช่นนี้ แต่เมื่อพวกเขาเห็นอาวุธปืนที่หล่นลงบนพื้น ความวุ่นวายก็บังเกิด
” เวร! นั่นปืนนี่! ”
” กรี๊ดดด! ”
เสียงอุทานและกรีดร้องของหญิงสาวทำให้บรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยความโกลาหลอลหม่าน บางคนหมอบลงใต้โต๊ะ ขณะที่บางคนรีบวิ่งออกไปให้ห่างจากจุดเกิดเหตุ
กลับมายังการต่อสู้แม้แขนข้างหนึ่งจะห้อยโตงเตงแต่มือสังหารก็ยังพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด ความต้องการที่จะฆ่าได้หายไปจากใจ เหลือเพียงความคิดเดียวคือหาทางออกจากสถานที่แห่งนี้
ทันใดนั้นนักสังหารเลือกที่จะพุ่งร่างไปข้างหน้า หวังจะทำให้เจมส์เสียหลักล้มลง
แต่น่าเสียดายการเคลื่อนไหวของนักสังหารถูกเจมส์อ่านออกตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อเห็นว่านักสังหารกระโดดพุ่งเข้าหา เจมส์ตัดสินใจกระโดดหลบไปอีกทางด้วยความคล่องแคล่วว่องไว
การพุ่งจู่โจมที่พลาดเป้าทำให้มือสังหารล้มกลิ้งไม่เป็นท่า แต่เส้นทางหนีของเขาก็ถูกเปิดออกแล้วนี่คือโอกาสที่จะวิ่งหนีไปให้ได้
แน่นอนว่าชายนักสังหารไม่พลาดโอกาส เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นและเร่งฝีเท้าไปยังประตูทางออก
10 เมตร...
5 เมตร...
1 เมตร...
เพียงก้าวเดียวก่อนที่จะถึงประตูทางออก ชายนักสังหารหันกลับมามองยังเจมส์ ราวกับกำลังจดจำใบหน้าของเป้าหมายที่เขาจะต้องฆ่า
” ไอ้หนุ่ม! กูไม่ปล่อยมึงไว้แน่! ” นักสังหารโพล่งเสียงดังด้วยความโกรธแค้นและอับอาย หลังจากแผนการสังหารถูกชายหนุ่มคนนี้ขัดขวางจนพังไม่เป็นท่า
อย่างไรก็ตามก่อนที่นักสังหารจะได้รับอิสรภาพ… อยู่ๆ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
ปัง!
เสียงปืนที่ดังสนั่นทำให้บรรยากาศที่แสนวุ่นวายเงียบลงไปชั่วขณะ
สิ้นเสียงปืนรูขนาดหนึ่งนิ้วปรากฏขึ้นบนศีรษะของชายผู้เป็นมือสังหาร
เลือดสีแดงฉานไหลนองบนพื้น ส่งกลิ่นคาวโชยคละคลุ้ง ร่างไร้วิญญาณของนักสังหารแน่นิ่งกองอยู่บนพื้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและความโกลาหลที่กลับมาอีกครั้ง
เจมส์เพียงยืนมองร่างไร้วิญญาณนั้นด้วยสายตาไม่แยแส ราวกับว่าความตายเป็นเรื่องปกติที่เขาคุ้นชิน
” เวร… เป็นเรื่องล่ะทีนี้ ” เจมส์สบถอย่างไม่สบอารมณ์ การทะเลาะวิวาทกับการฆาตกรรมเป็นคนละเรื่องกัน สิ่งที่ยุ่งยากที่สุดคือคดีความและตำรวจที่จะตามมา
อย่างไรก็ตามเมื่อเจมส์หันไปมองผู้ที่ลั่นไกสังหาร เขาก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปชั่วขณะ
นั่นเป็นเพราะผู้ที่สังหารคือหญิงสาว…
และที่สำคัญ เธอดูมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา…