เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 32
ตอนที่ 32
ค่าละอองดาวที่ได้จากการเคลียร์ดันเจี้ยนนั้นคือรางวัลที่ใจกว้าง แม้แต่เจมส์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างชื่นมื่นเมื่อเขาเห็นการประกาศรางวัลจากระบบ
ละอองดาวรวมสามแสนสามหมื่นหน่วยสามารถทำให้ปาร์ตี้ของมินาเสะสามารถปลดล็อคเงื่อนไขของร่างกายโคจรระดับ 15และพวกเขายังจะมีละอองดาวมากพอที่จะใช้ยกระดับร่างกายโคจรถึงระดับที่ 16 สิ่งนี้จะไม่เรียกว่ารางวัลที่ใจกว้างได้อย่างไร. . .
นอกละอองดาวแล้วระบบยังมอบวัตถุดิบต่างๆที่ได้จากการสังหารซอมบี้คืนให้แก่ผู้เล่นอีกด้วยซึ่งส่วนใหญ่คือเนื้อที่เน่าเสียและเล็บอันเป็นพิษของซอมบี้ มันเป็นวัตถุดิบที่ไร้ประโยชน์และขายได้ในราคาถูก เจมส์ได้รับวัตถุดิบเหล่านี้โดยรวมแล้วกว่าครึ่งร้อย
สำหรับค่าละอองดาวที่ได้มานั้นเจมส์ไม่รีรอที่จะใช้พวกมันทั้งหมดเพื่อเพิ่มระดับร่างกายโคจร ด้วยในปัจจุบันทักษะมนต์ขลังผีร้ายอยู่ในระดับที่ 15 แล้วดังนั้นเจมส์จึงไม่ต้องการเพิ่มระดับทักษะเพื่อปลดล็อคเงื่อนไขของร่างกายโคจรระดับที่ 15
: สถานะตัวละคร :
นามเรียก : จักรพรรดิดวงดาว ร่างกายโคจร : 18
พลังชีวิต : 100% พลังวิญญาณ : 100%
สถานะ – [ต้องการ 25,000 ละอองดาวเพื่อเพิ่ม 1 แต้ม]
สัมผัส : 20 ดวงตา : 19 หัวใจ : 19
ร่างกาย : 19 แขน :19 ขา : 20
ศาสตร์แห่งจักรวาล : จอมขลังผีร้าย ศาสตร์กายดาว : ไม่มี ศาสตร์ท่องจักรวาล : ไม่มี
ศาสนา : ยังไม่ได้เลือก
—
หลังจากที่เพิ่มระดับโคจรร่างกายสามระดับและค่าสถานะสัมผัสและขาไปอย่างละแต้มเจมส์ก็เหลือละอองดาวอยู่เพียงหนึ่งหมื่นหกพันกับเศษอีกนิดหน่อย แม้ว่าเขาจะสามารถใช้ละอองดาวหนึ่งหมื่นหน่วยเพิ่มระดับทักษะแดนผีวิญญาณร้ายได้หนึ่งระดับแต่เจมส์ก็เลือกที่จะเก็บละอองดาวส่วนนี้เอาไว้ก่อน
สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการเร่งเพิ่มระดับร่างกายโคจรให้ถึง 19 เมื่อนั้นเขาจะถึงเงื่อนไขขั้นต่ำในการออกจากเกาะแห่งการเริ่มต้น
เมื่อละสายตาออกจากหน้าจอโฮโลแกรมของระบบเจมส์ก็พบว่าเขาเป็นเพียงเดียวที่เหลืออยู่ ผู้เล่นคนอื่นๆออกจากดันเจี้ยนแห่งนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
: คุณมีเวลาเหลืออยู่อีก 291 วินาทีก่อนที่ดันเจี้ยนจะปิดตัวลง :
เสียงเตือนจากระบบดังขึ้นแต่เจมส์ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะออกไปจากดันเจี้ยนแห่งนี้ สายตาของเขากวาดมองไปทั่วทั้งถ้ำราวกับมองหาบางสิ่งบางอย่าง แน่นอนเขาจะลืมจุดประสงค์ที่เดินทางมาดันเจี้ยนแห่งนี้ได้อย่างไร
ในไม่ช้าสายตาของเจมส์ก็หยุดอยู่ที่มุมๆหนึ่งของผนังถ้ำ ที่นั่นมีรอยแยกของผนังหิน ภายในรอยแยกที่ควรจะมืดสนิทนั้นกลับมีแสงสว่างสีฟ้าดูรางเลือน
“ มันอยู่ที่นั่น ” เจมส์พึมพำก่อนที่จะออกวิ่งไปยังจุดดังกล่าวในทันที
ช่องว่างที่เกิดจากการแตกตัวของผนังหิน มันไม่กว้างมากนักแต่ก็มีช่องว่างเพียงพอที่จะแหย่มือเข้าไปภายใน สอดส่องด้วยสายตาจะเห็นได้ว่าภายในรอยแยกนั้นคือดอกไม้สีเทา
ดอกไม้สีเทานี้มีลำต้นที่บางราวกับเส้นด้ายซึ่งทำให้มันดูคล้ายกับว่าดอกไม้นั้นลอยอยู่ท่ามกลางสภาพไร้น้ำหนัก สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือดอกไม้ดอกไม้เปล่งแสงออร่าสีฟ้าอ่อนๆออกมาอยู่ตลอดเวลา นี่คือดอกไม้วิญญาณสามฤดู ไอเท็มภารกิจวิญญาณแค้นดาริน
ดอกไม้วิญญาณสามฤดูนั้นจะปรากฏขึ้นหลังจากที่ผู้เล่นสามารถเคลียร์ดันเจี้ยนถ้ำผาแดนผีดิบระดับยากได้เท่านั้นและบริเวณที่พบก็มักจะอยู่ภายในห้องของบอสเช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้เล่นจะต้องมีภารกิจวิญญาณแค้นดารินนั่นคือเงื่อนไขในการปรากฏขึ้นของดอกไม้ชนิดนี้
ส่วนที่ยากที่สุดในภารกิจวิญญาณแค้นดารินคือการตามหาสถานที่ที่สามารถพบกับดอกไม้วิญญาณสามฤดู ผู้เล่นสามารถค้นพบเงื่อนงำนี้จากหญิงสาวที่มักจะมาเยี่ยมหลุมฝังศพของหมู่บ้านๆในทุกๆเย็นวันศุกร์
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเชื่อมโยงหญิงสาวคนนี้กับภารกิจของวิญญาณร้ายดารินเพราะหญิงสาวนั้นไม่ได้มาเพื่อเยี่ยมหลุมศพของดารินและนอกจากนี้เธอยังมาที่หลุมฝังศพเพียงหนึ่งวันในทุกๆเจ็ดวันเท่านั้น แต่แน่นอนว่าการค้นพบนี้จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมาและมันจะเป็นเพราะความบังเอิญ
ในส่วนของเจมส์นั้นคงไม่ต้องกล่าวถึง เขามีข้อมูลของภารกิจดังกล่าวจากเจตจำนงภาพ ความรู้และภูมิปัญญาที่หลินตงทิ้งไว้ให้ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการเบาะแสของดอกไม้วิญญาณสามฤดูเลย
เมื่อได้รับดอกไม้วิญญาณสามฤดูแล้วเจมส์ก็ออกจากดันเจี้ยนในทันที เขาปรากฏขึ้นยังบริเวณหน้าถ้ำที่ซึ่งในปัจจุบันเป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความยินดีและเสียงจากการพูดคุยอย่างออกรส ประกาศโลกทำให้ผู้เล่นที่อยู่รอบๆดันเจี้ยนเฝ้ารอการมาถึงของปาร์ตี้ที่สร้างประวัติศาสตร์บนเส้นทางดวงดาว
เกือบทั้งหมดของผู้เล่นที่อยู่ที่นี่คือกองกำลังจัสติคดังนั้นพวกเขาจึงตื่นเต้นกว่าปกติ นี่คือปาร์ตี้ของผีเสื้อจันทราผู้นำของกองกำลังจัสติคที่พวกเขาเป็นหนึ่งในสมาชิก ตอนนี้ชื่อเสียงของเธอดังไปทั่วโลกแล้วและในไม่ช้ากิลด์จัสติคจะมีชื่อเสียงในระดับโลก !!
เจมส์ละเลยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและเดินจากไปอย่างเงียบๆ แม้ว่ามินาเสะ เทพสะท้านฟ้าและผู้เล่นคนอื่นๆในปาร์ตี้จะมองเห็นเขาแต่ทุกคนก็เลือกที่จะไม่รบกวน ทั้งหมดต่างก็รู้ว่าหากชายคนนี้ต้องการอ้างสิทธิ์เขาจะต้องกะโตกกะตากแล้ว การจากไปเงียบๆคือการบ่งบอกว่าเขาไม่ต้องการความวุ่นวาย
“ นี่คือนิสัยของผู้เชี่ยวชาญ. . . สันโดษและหยิ่ง ” เทพสะท้านฟ้าพึมพำสายตาของเขาจ้องมองแผ่นหลังของผู้เล่นที่มีชื่อว่าจักรพรรดิดวงดาวด้วยแสงใหม่ นี่คือชายผู้เป็นเป้าหมายที่เขาตั้งใจจะไล่ตามให้ทัน
ในเวลาเดียวกันสมาชิกคนอื่นๆในปาร์ตี้ก็แสดงให้เห็นถึงอารมณ์และสายตาที่คล้ายคลึงกับเทพสะท้านฟ้า ไฟสวรรค์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ก่อนหน้านี้ไฟสวรรค์ได้แสดงออกอย่างไร้มารยาทต่อหน้าชายผู้นั้นแต่ชายคนนั้นก็ไม่ถือสา นี่คือนิสัยใจคอที่กว้างขวาง นอกจากนี้เมื่อได้สร้างความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ชายคนนั้นก็ไม่สนใจที่จะได้รับคำสรรเสริญหรือป้อยอจากคนอื่น นี่คือความหยิ่งของผู้เชี่ยวชาญ
ไฟสวรรค์คิดว่าหากเขาต้องการที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญดังเช่นชายคนนั้นเขาจะต้องเริ่มต้นจากนิสัย เขาจะต้องมีนิสัยใจคอที่กว้างขวางดั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและหยิ่งเหมือนกับเสือโคร่ง
“ พี่เติ้ล !! โหยยยสุดยอดไปเลยยย เล่าให้มะลิฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในบ้าง ” หญิงสาวที่มีอายุวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีตะโกนมาแต่ไกล เธอมีหน้าตาที่น่ารักและน่าทะนุถนอมนอกจากนี้เธอยังเป็นหญิงสาวที่ไฟสวรรค์นั้นแอบมองอยู่บ่อยๆ
เห็นว่าสาวงามที่แอบชอบนั้นกำลังเข้าหาตนเองไฟสวรรค์ก็เผยรอยยิ้มที่เจ้าตัวคิดว่าดูดีมากที่สุด แต่ทว่าในวินาทีนั้นความคิดบางอย่างก็ปรากฏขึ้น รอยยิ้มที่หล่อเหลาเอาการนั้นเลือนหายไปและถูกทดแทนด้วยความเย็นชา
“ หึ ” ไฟสวรรค์สะบัดแขนเสื้อก่อนที่จะเดินหนีไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งไว้แต่เพียงร่างของสาวน้อยที่ยืนมองด้วยความงุนงง
เมื่อไฟสวรรค์เดินมาได้ระยะหนึ่งเขาก็หยุดลง แหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยใบหน้าที่ดูเหมือนกับกำลังจะร้องไห้ อยู่ๆไฟสวรรค์ก็พึมพำออกมา “ เติ้ลไม่คิดเลยว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญนั้นจะให้ความรู้สึกที่โดดเดี่ยวถึงเพียงนี้ ”
—
สายลมแรงส่งเสียงหวีดหวิวก้องหู คลื่นลมแรงที่พัดปะทะใบหน้ามันหอบเอากลิ่นอายของผืนป่าและไอดินทำให้ชายหนุ่มนั้นรู้สึกสดชื่น ทิวทัศน์โดยรอบแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภาพของป่าไม้สองข้างทางเกือบจะกลายเป็นพร่ามัวเพราะความเร็วในการเคลื่อนที่ของเจ้าตัว
ในขณะนี้เจมส์นั่งอยู่บนหลังม้าที่มีร่างกายสูงเกือบ 1.7 เมตร อาชาเมฆหมอก สัตว์พาหนะเกรด 1 ที่เขาเรียกออกมาจากขลุ่ยเรียกอาชา
ม้าตัวนี้สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด 52 กิโลเมตร/ชั่วโมงและที่สำคัญเจ้าอาชาตัวนี้สามารถวิ่งอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วเต็มพิกัดได้นานติดต่อกันถึง 500 กิโลเมตรหลังจากนั้นสัตว์พาหนะจะหายไปและติดช่วงเวลานับถอยหลังนานสองชั่วโมง ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมานี้จะช่วยให้เจมส์สามารถประหยัดเวลาและค่าพลังงานในการเดินทางได้เป็นอย่างมาก นี่คือตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการผจญภัยในเส้นทางดวงดาว
โดยปกติเจมส์จะต้องใช้เวลากว่าสองถึงสามชั่วโมงในการเดินทางจากจุดที่ตั้งของดันเจี้ยนกลับมายังหมู่บ้านเริ่มต้น แต่ในครั้งนี้เขาใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นในการมาถึงยังทุ่งหญ้าเริ่มต้นซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเพียงห้าร้อยเมตร
มันความแตกต่างระหว่างการเดินทางด้วยเท้ากับสัตว์พาหนะ เจมส์สามารถประหยัดพลังงานที่ใช้ในการเดินทางได้เป็นจำนวนมากและสำคัญที่สุดคือประหยัดเวลาได้เป็นชั่วโมง
ม้าเมฆหมอกสลายหายไปกลายเป็นฝุ่นควันที่กระจัดกระจายเมื่อเจมส์มาถึงยังบริเวณหน้าทางเข้าของหมู่บ้าน เขาเลือกที่จะลงจากหลังม้าเพราะการจราจรภายในหมู่บ้านนั้นแน่นขนัด มันเป็นการดีกว่าที่จะเดินด้วยเท้า แน่นอนว่าการมีอยู่ของสัตว์พาหนะนั้นทำให้ผู้เล่นรอบๆจ้องมองมาที่เขา
การค้นพบสิ่งแปลกใหม่คือเรื่องทั่วไปของเกมออนไลน์MMORPG ดังนั้นจึงไม่มีใครแปลกใจมากนักแต่สำหรับสัตว์พาหนะที่เป็นอาชาร่างสูงใหญ่ดูสง่าก็ยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เล่นที่ได้เห็นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นและชื่นชม
“ นายไปเอาสัตว์ขี่มาจากไหน ม้านั่นสวยมาก ” ผู้เล่นชายคนหนึ่งบึ่งตรงมาหาเจมส์เพื่อที่จะเอ่ยถาม
เช่นเดียวกันเสียงของเจมส์ทำให้ผู้เล่นโดยรอบให้ความสนใจเป็นอย่างมาก พวกเขาเองก็อยากได้สัตว์ขี่คู่ใจด้วยเช่นกัน นอกจากนี้พื้นที่ที่กว้างขวางของเส้นทางดวงดาวทำให้พวกเขาเบื่อที่จะเดิน
“ ดันเจี้ยนถ้ำผาแดนผีดิบระดับยาก ” เจมส์เอ่ยตอบโดยไม่ปิดบัง
“ ขอบคุณ ” ผู้เล่นชายคนนั้นเอ่ย แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบ ต้องรู้ก่อนนะว่าผู้เล่นระดับสูงมักจะใช้ข้อมูลใหม่ๆเพื่อแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งบางอย่างที่มีมูลค่าเท่าเทียมกัน พวกเขาไม่ค่อยจะบอกอะไรให้กับใครฟรีๆแต่ผู้เล่นชายคนนี้กลับเลือกที่จะบอกความจริงโดยไม่ต้องคิดนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเอ่ยขอบคุณเมื่อได้รับคำตอบ
“ เห้ งั้นก็แสดงว่านายคือหนึ่งในสมาชิกของปาร์ตี้ผีเสื้อจันทราที่เคลียร์ดันเจี้ยนระดับยากได้เป็นทีมแรก ! ” ในฉับพลันผู้เล่นอีกคนหนึ่งโพล่งขึ้น คราวนี้คำของเขาได้สร้างเสียฮือฮาให้กับฝูงชนเป็นจำนวนมาก
เจมส์รู้ว่าความวุ่นวายกำลังจะเกิดขึ้นดังนั้นเขาจึงไม่รีรอที่จะแทรกผ่านฝูงชนและหายไปในกลุ่มผู้คนที่แออัดอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้าเจมส์ก็มาถึงยังหลุมฝังศพของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก เขาเดินตรงไปยังหลุมฝังศพของดาริน ซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นเวลาเที่ยงวันแต่เจมส์ก็สามารถมองเห็นร่างรางๆของวิญญาณหญิงสาว
“ สวัสดี ” เจมส์เอ่ยทักทาย
วิญญาณดารินเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือนด้วยความประหลาดใจ หลังจากนั้นรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่หม่นหมองของเธอ
“ โอ้ เจ้ากลับมาแล้ว ” ดารินโพล่งขึ้น เธอรู้สึกยินดีราวกับว่าได้พบกับคนรู้จัก
“ วิชาที่เจ้าสอนข้านั้นยอดเยี่ยมมาก หลังจากที่ข้าทำตามคนเหล่านั้นก็เผ่นแนบไปเลย ฮี่ๆ ”
“ แต่เจ้าดูเหมือนจะไม่มีความสุข. . . ”
“ นั่นเป็นเพราะว่าหลังจากนั้นคนพวกนั้นก็มาหาข้าในเวลากลางวัน พวกเขาไม่กลัวข้าอีกต่อไปแล้ว ” ดารินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้า หลังจากที่ผู้เล่นโดนเธอหลอก พวกเขาก็เลือกที่จะมาพบเธอในตอนกลางวันแทนนั่นจึงทำให้การหลอกหลอนดารินไม่มีความน่ากลัวอีกต่อไป เหตุนี้เธอจะไม่รู้สึกเศร้าได้อย่างไร
“ โอ้ ถ้าเป็นแบบนั้นเจ้าก็ไม่ต้องปรากฏตัวในตอนกลางวันก็สิ้นเรื่อง ” เจมส์เอ่ย
ได้ยินเช่นนั้นดวงตาที่หม่นหมองของผีสาวก็เปล่งประกาย เธอจ้องมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง “ เจ้าฉลาดมาก !! ”
ได้รับคำชมเจมส์ก็ไม่รู้เช่นกันว่าควรจะแสดงอารมณ์ในทิศทางใด เขาเพียงแต่หัวเราะแห้งๆและคิดในใจ “ เจ้าเคยคิดไหมว่าตัวเองนั้นซื่อบื้อเกินไปไหม ? ”
“ เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นเราจะพบกันใหม่เมื่อความมืดมาเยือน ” ดารินเอ่ยก่อนที่ร่างของนางจะจางหายไป
“ ว๊ออทททท !!! ”