เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 52
ตอนที่ 52
สงครามเทพเจ้าคือเนื้อเรื่องหลักของเส้นทางดวงดาว ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าล้วนแต่เชื่อมโยงไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกันนั่นคือการต่อสู้ของเหล่าเทพผู้ทรงฤทธิ์
ในอดีตผลของสงครามจบลงที่ไม่มีผู้ใดได้ชัยชนะ เทพเจ้าทั้ง 5 หลงเหลือเพียงแค่สามองค์ เทพเจ้าแห่งความตายและเทพเจ้าแห่งความเที่ยงธรรมคือผู้ปราชัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงครามครั้งนั้น
อย่างไรก็ตามสำหรับโอกาสในครั้งนี้เจมส์ได้เลือกยืนอยู่ในข้างของเทพเจ้าแห่งความตายเซรอส อย่างที่เคยกล่าวไว้ หากว่าเจมส์ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกเขาจะต้องใช้เซรอสในการสร้างคลื่นความปั่นป่วนให้กับกระแสของโชคชะตา แต่ก่อนที่จะทำเช่นนั้นเจมส์จะต้องเปลี่ยนแปลงผลของสงครามเทพเจ้าเสียก่อน เขาจะต้องช่วยให้เซรอสรอดพ้นจากการดับสูญ
ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเจมส์พบว่าภารกิจที่เขากำลังทำอยู่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เริ่มต้นของสงครามเทพเจ้า แววตาของเจมส์ก็เผยให้เห็นความตั้งใจที่แน่วแน่
“ อสูรงั้นเหรอ ? ข้าสงสัยว่ามันเป็นฝีมือของจอมอสูรซีซิล ”
ทันทีที่เจมส์เอ่ยขึ้นเอโบก็จ้องมองด้วยความประหลาดใจ “ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยนะเจ้าหนุ่ม ”
เจมส์ส่ายหัวก่อนที่จะเอ่ยตอบ “ น้ำเสียงของข้าฟังดูล้อเล่นงั้นเหรอ ? ท่านลองคิดดูว่าถ้าหากเทวรูปเซรอสจำนวนมากถูกทำลายจะเกิดอะไรขึ้นกับศาสนาของเรา ? ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเอโบก็ตระหนักได้ถึงความรุนแรงของปัญหา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและการครุ่นคิด ผ่านไปพักหนึ่งเอโบจึงเอ่ยขึ้น
“ นี่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ข้าก็ยังสงสัยว่าเจ้ารู้ได้ยังไง ? ”
“ มันเป็นความสามารถพิเศษ ” เจมส์ตอบด้วยท่าทีสบายๆราวกับว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่มีความสำคัญอะไรกับเขาเลย
สำหรับข้อมูลที่เจมส์บอกกับเอโบนั้นมาจากความทรงจำในอดีตของเขาเองอย่างแน่นอน จอมอสูรซีซิลคือภัยคุกคามแรกของเทพเจ้าเซรอส ด้วยความที่ว่าเทพเจ้าแห่งความตายอยู่ในสถานะที่พิเศษจึงทำให้เทพเจ้าองค์อื่นๆเริ่มต้นสงครามด้วยการเลือกเซรอสเป็นเป้าหมาย
โดยการทำลายเทวรูปของเทพเจ้าแห่งความตายที่มีอยู่ทั่วเส้นทางดวงดาวจะทำให้ผู้เล่นและชาวพื้นเมืองไม่สามารถถวายศรัทธาตั้งตนเป็นสาวกของเซรอสได้ เมื่อไม่มีผู้ศรัทธาเทพเจ้าก็จะไร้ซึ่งอำนาจและหากเป็นเช่นนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเทพเจ้าก็อาจจะหล่นลงจากบัลลังก์กลายเป็นเพียงสมมติเทพผู้ตกจากสวรรค์
สำหรับเทพเจ้าแห่งความตายที่มีผู้ศรัทธาน้อยอยู่แล้วนี่คือแผนการที่สามารถสร้างความเสียหายอันยิ่งใหญ่ให้กับฐานอำนาจของเซรอส
แน่นอนว่าจอมอสูรซีซิลนั้นเป็นหมากของหนึ่งในเทพเจ้าทั้งสี่ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เจมส์นั้นไม่รู้ว่าเทพเจ้าผู้บงการอยู่เบื้องหลังนั้นคือใคร มันเป็นเพราะในอดีตเจมส์และเพื่อนๆของเขาไม่ได้เป็นผู้ศรัทธาของเซรอสดังนั้นเจมส์จึงไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์นี้มากนัก
เอโบจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาจับผิด เขาไม่ใช่เด็กๆที่จะถูกหลอกได้โดยง่ายแต่กระนั้นเองไม่ว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นจริงหรือเท็จ ผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังแผนการทำลายเทวรูปนั้นคือเผ่าอสูรไม่ผิดอย่างแน่นอน
“ เอาล่ะ เรื่องที่เจ้าพูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ข้าไม่สามารถล่วงรู้ได้แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ” เอโบเอ่ยก่อนที่จะเว้นวรรคไปครู่หนึ่งคล้ายกับกำลังครุ่นคิด
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีเอโบก็เลือกที่จะเอ่ยต่อ ในครั้งนี้น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นมาก “ สหาย ข้าจะเชื่อใจเจ้าได้หรือไม่ ? ”
ได้ยินคำถามภายในใจของเจมส์ก็เผยรอยยิ้มของวายร้าย นั่นคือเหตุผลที่เจมส์เผยข้อมูลของผู้อยู่เบื้องหลังแผนการร้ายในครั้งนี้ออกไป ทั้งหมดก็เพื่อการเปิดเส้นทางของภารกิจต่อเนื่อง
“ แม้ว่าข้าเพิ่งจะถวายศรัทธาให้กับองค์เทพเซรอสแต่ข้าก็เป็นผู้ศรัทธาด้วยหัวใจบริสุทธิ์ หากว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์แก่เทพเจ้าแห่งความตายแล้วละก็ สหายได้โปรดอย่าลังเล ” เจมส์พูดขึ้นพร้อมกับเผยแววตาของความจริงใจ
เอโบมองชายหนุ่มด้วยสายตาลึกซึ้ง พร้อมกันนั้นรอยยิ้มของความภาคภูมิก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“ ดี ดีมากแล้ว สำหรับแผนการร้ายของพวกอสูรในครั้งนี้ข้าจะต้องไหว้วานเจ้า . . .”
: ค้นพบภารกิจทางศาสนา ภัยร้ายของจอมอสูรผู้เหิมเกริม (1) :
เอโบได้ไหว้วานให้ท่านไปพบกับผู้นำทางจิตวิญญาณของศาสนาผู้ศรัทธาในความตายเพื่อแจ้งแผนการร้ายที่มีเผ่าอสูรชักใยอยู่เบื้องหลัง
ระดับความยาก : S
เงื่อนไข : ตามหาผู้นำทางจิตวิญญาณเดเรลที่ซึ่งอาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งความเงียบ สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปฮิลเฮล์ม อยู่ในอาณาเขตของอาณาจักรเซมริออน
รางวัล : – ความสัมพันธ์กับเทพเจ้าแห่งความตาย + 2
– ไม่ระบุ
** โปรดเติมเต็มเงื่อนไขของภารกิจก่อนถึงกำหนดเวลา ท่านมีเวลาเหลืออยู่อีก 3 เดือนในการดำเนินภารกิจให้สำเร็จ
—
เมื่อเจมส์มองดูรายละเอียดของภารกิจเขาไม่ได้สงสัยในความไม่สมเหตุสมผลของรางวัลภารกิจที่มีความยากถึงระดับ S รางวัลที่แสดงให้เห็นในรายละเอียดนั้นเป็นเพียงแค่อาหารเรียกน้ำย่อย หากสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าหัวข้อของภารกิจนั้นลงท้ายด้วย (1) ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่เป็นภารกิจต่อเนื่องและผลตอบแทนนั้นจะยิ่งสูงขึ้นตามลำดับของภารกิจ
ในอดีตที่ผ่านมาเจมส์เองก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นเพียงไม่กี่คนที่สามารถดำเนินภารกิจต่อเนื่องระดับ S ได้จนจบสมบูรณ์ ดังนั้นเขาจึงมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของผลตอบแทนที่ได้รับจากภารกิจที่มีความยากเกือบจะอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในเส้นทางดวงดาว
นอกจากนี้ภารกิจที่เจมส์ได้รับในครั้งนี้ยังเป็นภารกิจประเภทจำกัดเวลาซึ่งสำหรับผู้เล่นทั่วไปนี่จะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ภารกิจยากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ต้องรู้ก่อนนะว่าเส้นทางดวงดาวนั้นมีพื้นที่กว้างขวางยิ่งกว่าดาวเคราะห์ที่ถูกเรียกว่าโลกเสียอีก มันกว้างขวางกว่าโลกของผู้เล่นถึงสองเท่าซึ่งภารกิจที่เจมส์ได้รับนั้นกำหนดให้เขาต้องทำภารกิจให้สำเร็จก่อนจะสิ้นสุดเวลาสามเดือน
มันอาจจะดูเหมือนว่าเป็นเวลาที่มากมายสำหรับใครบางคนแต่การตามหาสถานที่บางแห่งในเส้นทางดวงดาวนั้นไม่ใช่งานง่ายเลย
อย่างไรก็ตามสำหรับเจมส์ที่ซึ่งเป็นมนุษย์ที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ คงไม่ต้องบอกว่าเขามีความรู้ความชำนาญในเรื่องของภูมิศาสตร์ในโลกของเส้นทางดวงดาวมากแค่ไหน ด้วยเบาะแสของตำแหน่งเล็กๆน้อยๆที่เอโบได้ให้ไว้ นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเจมส์
“ ไม่ต้องห่วง ข้าจะนำข่าวนี้ไปแจ้งให้กับผู้นำทางจิตวิญญาณให้เร็วที่สุด ” เจมส์ตอบรับด้วยความมั่นใจ
เอโบเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าด้วยความเชื่อมั่น “ ข้าคงต้องฝากเรื่องนี้ไว้กับเจ้าแล้วสหาย ส่วนใบรับรองของเจ้าข้าไม่ได้นำมันติดตัวมาด้วยเพราะฉะนั้นเจ้าคงต้องกลับไปเอาที่กระท่อมของข้าแล้วล่ะ ”
กลับไปยังกระท่อมอันเป็นที่พักอาศัยของเอโบ เจมส์ได้รับใบรับรองของผู้นับถือศาสนาซึ่งเป็นรางวัลจากภารกิจ อันที่จริงแล้วภารกิจระดับ A ควรจะมอบรางวัลให้กับเจมส์มากกว่านี้แต่แม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลใดๆเพิ่มเติมเลยเจ้าตัวก็ไม่ได้รู้สึกสูญเสีย นั่นเป็นเพราะว่าภารกิจต่อเนื่องระดับ S ที่ได้รับนั้นก็ถือเป็นรางวัลที่ยอดเยี่ยมแล้วสำหรับเขา
“ คงได้เวลาไปจากที่นี่สักที ” เจมส์พึมพำหลังจากที่เขาเดินทางออกมาจากกระท่อมของเอโบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาควรจะต้องทำบนเกาะเริ่มต้นได้หมดลงแล้วและเงื่อนไขในการออกจากที่นี่ก็ครบถ้วนสมบูรณ์พร้อม ในเวลานี้เจมส์พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่โลกที่แท้จริงของเส้นทางดวงดาว
อยู่บนหลังของอาชาเมฆหมอกเจมส์มุ่งลงใต้ด้วยความเร็วสูงสุด ใช้เวลาอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมงในที่สุดเจมส์ก็มาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่ง
—