เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 316 'บันทึกหย่งซั่น' ปรากฏ
ตอนที่ 316 ‘บันทึกหย่งซั่น’ ปรากฏ
……….
เห็นซ่งจื่อเซวียนเอาแต่นิ่งอึ้ง หวังเฉิงยงก็นั่งเฉยไม่ได้
เมื่อครู่ยังเหมือนเทพเซียน นั่งก้มหน้าก้มตาพูดจาอยู่มุมกำแพง
ทันทีที่ได้ยินซ่งจื่อเซวียนพูดเช่นนี้ เขาก็ถึงกับลุกพรวดขึ้นยืน ถอดหมวกฟางทิ้งแล้วจ้องหน้าซ่งจื่อเซวียนตาเขม็ง
“จะบอกให้นะไอ้หลานเวร นายจะมาทำเป็นเล่นแบบนี้ไม่ได้นา ฉันใจดีให้นายยืมไปครั้งหนึ่ง นายก็ต้องคืนฉันด้วย!”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ “เสี่ยหวัง พูดอะไรของเสี่ยน่ะ ยืมอะไรคืนอะไร ผมไม่เห็นเข้าใจ”
“ไอ้หยาไอ้หนู ฉันน่ะรู้อยู่แล้วว่าอะไรมันเข้าปากนายแล้วก็เหมือนอ้อยเข้าปากช้าง แต่พวกเราไม่ทำแบบนั้นกันนา นายต้องเลี้ยงเหล้าฉันสิบครั้ง”
“เหล้าน่ะไม่มีปัญหา ผมจัดการให้แน่นอน สัญญากับเสี่ยหวังเลยเอ้า” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางกางมือสองข้าง
หวังเฉิงยงชี้นิ้วไปยังซ่งจื่อเซวียน “นาย…ไอ้หนู งั้นสิบครั้งไม่พอแล้ว”
“ฮ่าๆ ไหนคุณว่ามาซิจะเอากี่ครั้ง” ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็รู้ว่าหวังเฉิงยงเริ่มเอนเอียงอยากจะให้ตะหลิวกับเขาแล้ว
แต่ตาแก่หวังเป็นปรมาจารย์เรื่องไม่ยอมขาดทุน คงจะคิดอยู่ว่าจะรีดไถเหล้าจากเขาอีกเท่าไรดี
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอไปคิดดีๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยให้คำตอบภายในวันนี้ได้ไหม”
“ได้เสมอครับ ขึ้นรถเถอะเสี่ย!”
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็พาหวังเฉิงยงไปที่สวนสวินเฟิง
กิจการช่วงเที่ยงไม่ร้อนแรงเท่ากับช่วงค่ำ ซ่งจื่อเซวียนจึงเปิดห้องส่วนตัวให้กับหวังเฉิงยง
ที่จริงนี่ไม่ใช่การแสดงคำขอบคุณของซ่งจื่อเซวียน ต่อให้ยืมตะหลิวจากเสี่ยหวังไม่ได้ ซ่งจื่อเซวียนก็เลี้ยงเหล้าเสี่ยหวังได้ไม่มีปัญหา
เสี่ยหวังเองก็ไม่ได้เรื่องมาก ขอแค่เหล้าดีๆ ก็พอ อาหารจะอย่างไรก็ได้
เช่นเดียวกับตอนที่ซ่งจื่อเซวียนไปดื่มที่บ้านหวังเฉิงยง ตาแก่คนนี้กินถั่วลิสงแค่ไม่กี่เม็ดก็ดื่มเหล้าได้แล้ว นี่เป็นความสามารถที่ซ่งจื่อเซวียนไม่มีจริงๆ
แต่ถึงกระนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ยังเสิร์ฟน้ำแกงห้าสายให้เสี่ยหวังอยู่ดี
เมื่อเห็นน้ำแกงห้าสายยกมาเสิร์ฟ หวังเฉิงยงก็หัวเราะ “เอาเรื่องโว้ย เตรียมพร้อมเชียว ไหนบอกมาซิไอ้หนู ทำไมวันนี้ถึงเสิร์ฟจานนี้ให้ฉัน”
“ก็เพราะเสี่ยเป็นคนใจกว้างไงครับ ตะหลิวอันนั้น…ยกให้ผมนะ” ซ่งจื่อเซวียนถามขึ้นโต้งๆ
หวังเฉิงยงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา “นิสัย นายนี่มันขี้เหนียวอะไรปานนั้น ตะหลิวอันเดียวฉันยกให้นายได้ ที่สำคัญคือคราวนี้นายทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว!”
“โฮ่ เสี่ยพูดแบบนี้ผมซึ้งเลยนะครับเนี่ย ว่าแต่…ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยทำเรื่องดีๆ บ้างเลยเหรอ”
“พูดอะไรไร้สาระ การที่นายเปิดร้านอาหารหาเงินนั่นเป็นเรื่องธรรมดาของฟ้าดิน แต่ในแง่ของราคา มันก็ไม่มีอะไร อย่างมากก็แค่เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ”
หวังเฉิงยงกระดกเหล้าแล้วพูดต่อ “แต่คราวนี้มันไม่เหมือนกัน นายทำบางสิ่งเพื่อตู้เหมินของเรา ทำบางสิ่งเพื่อพ่อครัวแผ่นดินจีนของเรา”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด “เสี่ยหวังครับ เชฟชาวจีนฝีมือเก่งๆ มีอยู่มากมาย แต่ขออภัยที่ผมต้องพูดตรงๆ ถ้าครั้งนี้เสี่ยออกโรงเอง จะกำราบเลคริเซียสได้ไหมครับ”
หวังเฉิงยงโบกมือแล้วกล่าวยิ้มๆ “แบบนั้นไม่สนุกหรอก อายุฉันปูนนี้เดี๋ยวจะหาว่ารังแกเด็กเปล่าๆ แต่ฉันจะบอกนายให้นะ ถ้านายจัดการมันได้ ฉันจะตื่นเต้นยิ่งกว่า”
“หา? เพราะเสี่ยแก่เกินกว่าจะปลุกไฟในตัวแล้วเหรอครับ”
“กับผีน่ะสิ ถ้าตูสอนให้ใครสักคนจัดการมันได้ แบบนั้นจะสนุกแค่ไหนล่ะ” หวังเฉิงยงกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนพูดกลั้วหัวเราะ “งั้นเสี่ยช่วยสอนหลายๆ คนได้ไหมครับ พวกเราจะได้บุกอเมริกาแล้วเหยียบไอ้เชฟนั่นให้จมดินเลย”
“พูดจาไร้สาระ เรื่องนี้มันคนละเรื่องกัน ถ้าฉันจะสอน ฉันก็สอนแต่คนดีๆ พวกฝีมือกากๆ ฉันก็สอนให้ไม่เคยหวง!”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็หัวเราะไม่หยุด ตาแก่คนนี้ช่างเป็นคนที่มีนิสัยเฉพาะตัวจริงๆ
ทั้งสองพูดคุยกันเรื่อยๆ จนกระทั่งฟางรุ่ยเดินเข้ามาใน “นายท่านรองครับ”
หวังเฉิงยงกวาดตามองฟางรุ่ย “มีอะไร นี่มีเรื่องจะคุยกันลับหลังฉันล่ะสิท่า”
ฟางรุ่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที “ครับ? เสี่ยหวังครับ ผมไม่กล้าหรอกครับ”
ฟางรุ่ยอยู่กับซ่งจื่อเซวียนมานาน จนรู้ว่าผู้อาวุโสในวงการของตู้เหมินแห่งนี้มีจำนวนไม่น้อย และหวังเฉิงยงก็เป็นหนึ่งในนั้น
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ว่ามาเถอะ เสี่ยหวังไม่ใช่คนอื่นคนไกล”
“ถ้างั้น…เสี่ยหวงมาแล้วครับ ท่านเป้ยเล่อด้วย”
หืม? ท่านเป้ยเล่อ?
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ที่เลคริเซียสมาก่อเรื่องคราวนี้ เดิมทีก็พุ่งเป้าไปที่เขานั่นแหละ
แต่พี่ใหญ่กลับมาแล้วจริงๆ พอจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็กลับมา…
“พวกเขาใช้ห้องส่วนตัวหรือเปล่า”
ฟางรุ่ยพยักหน้า “ครับ หย่าฉีจัดการให้แล้ว เชิญครับ…”
“เสี่ยหวัง ผมขอตัวเดี๋ยวนะครับ ขอไปคุยกับทางนั้นก่อน”
หวังเฉิงยงโบกมือ “ไปเถอะๆ เพื่อนในวงการของนาย ฉันไม่สนหรอก เลิกขัดอารมณ์ดื่มเหล้าของฉันแล้วรีบไสหัวไปซะ”
“โอเคครับ งั้นผมขอตัวก่อน”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็แสดงความเคารพ แล้วหันหลังเดินจากไป
เมื่อเข้าไปยังห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่ง ซ่งจื่อเซวียนก็เห็นท่านเป้ยเล่อและหวงฟานั่งสนทนากันอยู่ด้านหนึ่ง ข้างกายพวกเขายังมีคนอื่นอีกสองคน
คนหนึ่งคือเถียนเหวินคุ่ย ส่วนอีกคนซ่งจื่อเซวียนไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
“ฮ่าๆ พระเอกมาแล้ว”
หวงฟาพูดพลางลุกขึ้นปรบมือ ท่านเป้ยเล่อเองก็ลุกขึ้นตาม “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะน้องชาย”
ทั้งสองคนจับมือกันแล้วซ่งจื่อเซวียนจึงนั่งลง “ฮ่าๆ ท่านเป้ยเล่อ คุณกลับมาจริงๆ ด้วย ทางนี้ดับไฟกันจนมอดแล้ว คุณก็กลับมา”
ซ่งจื่อเซวียนพูดแซว
ท่านเป้ยเล่อได้ยินแล้วก็หน้าแดงขึ้นมา “พอเถอะน่า อย่ามาแซวฉันนะ ลงเครื่องปุ๊บฉันก็นั่งรถมาที่นี่เลยนะ หลังจากนั้นถึงได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ จื่อเซวียน คราวนี้นายน่าเกรงขามสุดๆ ไปเลย”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าวยิ้มๆ “ช่วยไม่ได้นี่ครับ หมอนั่นมันโหดจะตาย ถ้าไม่ทำตัวให้น่าเกรงขาม น่ากลัวว่าตู้เหมินคงได้พังพินาศแน่”
ทั้งหมดต่างพูดคุยหัวเราะสนุกสนาน ราวกับเด็กน้อยที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี
เห็นพวกเขาพูดคุยอย่างมีความสุข ฟางรุ่ยเองก็รู้สึกดีใจไปด้วย
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ให้คนครัวทำอาหารมาเสิร์ฟ เนื่องจากเป็นคนกันเองจึงไม่มากพิธี แต่ถึงกระนั้นก็ยังจัดหนักจัดเต็ม
ท่านเป้ยเล่อชี้ไปที่คนข้างๆ ตัวแล้วเอ่ยขึ้น “จื่อเซวียน ขอแนะนำให้รู้จักกับผอ.วัง วิทยาลัยอาหารปักกิ่ง วังเหว่ย พวกเราไปต่างประเทศด้วยกันมาน่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินแล้วก็ลุกขึ้นยื่นมือไปจับก่อน “ฮ่าๆ วิทยาลัยอาหารปักกิ่งนี่เอง มีเชฟเก่งๆ จบออกมาไม่น้อยเลยนะครับ”
วังเหว่ยยิ้มพลางโบกมือ “น่าละอายๆ แต่ดาวรุ่งของยุคนี้ไม่ได้จบจากวิทยาลัยของเราเลย ต้องอย่างท่านเป้ยเล่อและคุณซ่งต่างหากล่ะ”
“ผอ.วังก็ชมกันเกินไปครับ เราก็คนกันเองทั้งนั้น เรียกผมว่าจื่อเซวียนก็ได้ครับ”
เมื่อเห็นว่าผอ.วังเองดูท่าทางสนิทกับคนง่าย ซ่งจื่อเซวียนจึงพูดจาราวกับเป็นคนกันเอง
“จื่อเซวียน รอบนี้ที่ฉันพาวังเหว่ยมา ก็เพราะมีเรื่องอยากจะบอกกับนาย ยังไงซะในวงการของตู้เหมิน นายเป็นที่หนึ่งในธุรกิจอาหารแล้ว”
ฟังจบ ซ่งจื่อเซวียนก็พูดขึ้น “อย่าอวยผมขนาดนั้นเลยครับ ผมไม่ได้วิเศษวิโสอะไร คนมีฝีมือเก่งๆ ยังมีอีกตั้งเยอะ”
“นายเลิกถ่อมตัวเถอะน่า เรื่องคราวนี้ไม่ได้ฮือฮาแค่ในตู้เหมิน แต่ที่ปักกิ่งก็ด้วย เพราะงั้นขากลับ วังเหว่ยถึงได้ขอให้ฉันพามาหานายด้วย” ท่านเป้ยเล่อกล่าว
วังเหว่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว ผมเองก็อยากมาพบคนดัง จะได้…พูดคุยแลกเปลี่ยนกันด้วย ยังไงปักกิ่งกับตู้เหมินก็บ้านใกล้เรือนเคียง ทุกคนมีข่าวสารอะไรก็มาแชร์กันได้”
“ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าคราวนี้พวกคุณจะมีข่าวมาแชร์ใช่ไหมครับ” ซ่งจื่อเซวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ท่านเป้ยเล่อพยักหน้าตอบ “ถูกแล้ว จื่อเซวียน นายยังจำเรื่องที่เสี่ยหวงขอบันทึกหย่งซั่นจากนายเมื่อตอนนั้นได้ไหม”
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ หวงฟาก็หน้าแดงขึ้นมา เพราะเรื่องนี้เป็นชนวนความขัดแย้งช่วงแรกๆ ระหว่างเขากับซ่งจื่อเซวียน
ยกประเด็นขึ้นมาพูดตอนนี้ เขาจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“เฮ้อ ท่านเป้ยเล่อ ทำอะไรของคุณเนี่ย” เถียนเหวินคุ่ยอ่านความคิดของหวงฟาออกจึงพูดขึ้นมา
ท่านเป้ยเล่อยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว จื่อเซวียนเองก็ใจกว้าง แต่ที่จะบอกทุกคนในวันนี้คือบันทึกหย่งซั่นมีอยู่จริง”
หวงฟาถามทันทีที่ฟังจบ
ทว่าซ่งจื่อเซวียนกลับด่ำดิ่งในห้วงความคิด
อันที่จริง เขารู้ถึงการมีอยู่ของบันทึกหย่งซั่น ท่านผู้เฒ่าเองก็เคยเล่าที่มาที่ไปของเจ้าสิ่งนี้
พูดง่ายๆ มันคือบันทึกขององค์ชายหย่ง เพียงแต่ใช้บันทึกถึงอาหารเลิศรสที่พระองค์เคยเสวยเท่านั้น
แต่ฟังจากคำพูดของท่านเป้ยเล่อ ดูท่าทางคงจะไม่ใช่เรื่องทั่วไปอย่างการมีอยู่ของของบันทึกหย่งซั่น
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยปาก “ท่านเป้ยเล่อ คุณกำลังจะบอกว่า…บันทึกหย่งซั่นอยู่ในมือของใครใช่ไหม”
ท่านเป้ยเล่อยิ้ม “ถูกเผง ฉันชอบเสวนากับนายจริงๆ ไม่ต้องปิดบังแล้วล่ะ บันทึกหย่งซั่นตอนนี้อยู่ในมือของวังเหว่ย”
พอได้ยินเช่นนี้ ทุกคนต่างหันไปมองวังเหว่ย จะอย่างไรก็ตาม ประเทศจีนก็สูญเสียอาหารเลิศรสไปเหลือคณานับแล้ว ตอนนี้การมีบันทึกหย่งซั่น ไม่เพียงแต่จะนำพามาซึ่งเงินทอง ทว่ายังสามารถพลิกสถานการณ์อาหารจีนปัจจุบัน รวมถึงสังคายนาตระกูลอาหารหลักๆ ทั้งหมดได้เลย
วังเหว่ยพยักหน้า “ใช่ครับ เพราะเรื่องนี้แหละ ช่วงนี้ผมเลยต้องปวดหัวหนัก บันทึกหย่งซั่นนี้ถูกค้นพบด้วยนักโบราณคดี เนื่องจากคุณค่าของบันทึกอยู่ที่ตัวเนื้อหา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือสมบัติของวงการอาหาร”
“จริงครับ ผมพอจะรู้เรื่องของโบราณบ้างนิดหน่อย” ซ่งจื่อเซวียนพูด “บันทึกปกติแล้วมูลค่าของมันไม่ค่อยสูงนัก นอกเสียจากว่าจะอยู่ในขอบเขตการศึกษาของมัน”
“ถูกต้อง วิทยาลัยของเราเองก็ปรึกษากับทางการมานาน กว่าจะได้บันทึกหย่งซั่นมาไว้ในครอบครอง ตอนนี้ทางฝั่งวิทยาลัยเริ่มศึกษาวิจัยกันแล้ว แต่ความคืบหน้า…เฮ้อ”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด “วังเหว่ย บอกมาตรงๆ เถอะครับ”
เห็นได้ชัดว่าซ่งจื่อเซวียนไม่ชอบการพูดจาอ้อมค้อมไปมา บอกกันตรงๆ เลยดีกว่า
เมื่อได้ยินเช่นนี้ วังเหว่ยและท่านเป้ยเล่อต่างสบตากัน
ท่านเป้ยเล่อกล่าว “ทางวิทยาลัยคาดหวังที่จะขยายกำลังการวิจัย ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารมาเข้าร่วมมากขึ้น แต่พอคิดคำนวณผลประโยชน์ในด้านต่างๆ…ก็สรุปว่าต้องเป็นบุคลากรในวิทยาลัยเท่านั้นถึงจะแตะต้องบันทึกหย่งซั่นได้”
“พวกคุณอยากให้ผมเข้าวิทยาลัยเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
ท่านเป้ยเล่อพยักหน้า “ใช่ แต่ไม่ต้องกังวล ไม่ได้เป็นงานเต็มเวลา ระหว่างนั้นนายก็กลับมาดูแลกิจการที่ตู้เหมินได้”
ซ่งจื่อเซวียนไตร่ตรอง “ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้นะครับ แต่ผมได้ยินมาว่าวิทยาลัยสอนทำอาหารมีการสอบคัดเลือกที่เข้มงวด ของพวกนี้ผมต้องไปสอบด้วยหรือเปล่า”
วังเหว่ยกล่าว “ตามหลักแล้วก็ไม่ควรข้ามขั้นตอนนี้นะครับ แต่อันที่จริงต่อให้ยกเว้นให้ คุณก็อยู่ในฐานะนักศึกษา ไม่มีประโยชน์เท่าไร ผมหวังว่าคุณจะเข้ามาในวิทยาลัยในฐานะอาจารย์มากกว่าครับ”
“ในฐานะอาจารย์เหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนถามกลับอึ้งๆ
“ใช่ครับ แบบนี้คุณจะได้เข้าทีมวิจัยได้โดยตรง แต่ถ้าเป็นอาจารย์ ก็ต้องผ่านการทดสอบอาจารย์เสียก่อน”
“สอบยังไงครับ”
ใจจริงซ่งจื่อเซวียนก็อยากไป อย่างที่ท่านผู้เฒ่าพูดไว้ จงเป็นเชฟที่ดี เมื่อไรก็ตามที่มองข้ามผลประโยชน์ไปได้ และให้ความสำคัญกับทักษะการทำอาหาร เมื่อนั้นความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล
ตอนนี้เป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้ศึกษาบันทึกหย่งซั่น
อีกอย่างตำราอาหารราชวงศ์ชิงกับบันทึกหย่งซั่นยังมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ บางทีเขาอาจจะได้ค้นพบอะไรเพิ่มขึ้นก็ได้
………………………………..
……….