เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 317 ยังไงก็ต้องลางาน
ตอนที่ 317 ยังไงก็ต้องลางาน
……….
อันที่จริงซ่งจื่อเซวียนตัดสินใจได้ในเสี้ยววินาที
ว่าจะไปวิทยาลัยอาหารปักกิ่ง!
วิทยาลัยอาหารในประเทศมีอยู่ไม่น้อย แต่ส่วนมากเป็นสถาบันเอกชน
เช่นโรงเรียนหลานผ่าว เหล่าตงฟาง เป็นต้น
แต่ที่ที่ได้รับการยอมรับจริงๆ มีอยู่ไม่มาก เช่น วิทยาลัยอาหารระดับสูงซีเป่ย สถาบันวิจัยการจัดเลี้ยงสมัยใหม่ตงหนาน และยังมีอีกที่หนึ่งนั่นคือวิทยาลัยอาหารปักกิ่ง
เมื่อเทียบกับอีกสองสถาบัน วิทยาลัยอาหารปักกิ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวง ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการบริหารมากกว่า การพัฒนาก็เป็นไปอย่างรวดเร็วและยอดเยี่ยม
จำนวนผู้สมัครทุกปีแทบจะไม่ด้อยไปกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศหลายๆ แห่ง และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้วิทยาลัยอาหารปักกิ่งเข้าสู่อันดับสถาบันศึกษาที่มีชื่อเสียงของประเทศได้
วังเหว่ยกล่าว “ก่อนอื่นการทดสอบอาจารย์จำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมก่อนทดสอบ ค่าใช้จ่ายการฝึกอยู่ที่แปดหมื่นหยวน แน่นอนว่าผมสามารถช่วยหาวิธียกเว้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้คุณได้ แต่การอบรมนี้ยังไงคุณก็ต้องเข้าร่วมครับ มันจะกลายเป็นคะแนนการทดสอบด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า ในใจคิดว่าวิทยาลัยอาหารเขี้ยวซะไม่มี ค่าอบรมตั้งแปดหมื่น…แสดงว่าถ้าได้เป็นอาจารย์ก็อีกนานกว่าจะได้ทุนคืน
แต่โชคดีที่อีกฝ่ายยกเว้นให้ ด้วยนิสัยของซ่งจื่อเซวียน ถ้าไม่ยกเว้นเขาก็คงไม่ไป
“แปดหมื่น…ยกเว้นได้ก็ดีครับ”
ท่านเป้ยเล่อที่อยู่ข้างๆ กล่าวยิ้มๆ “ประธานซ่งครับ กิจการใหญ่โตขนาดนี้ยังเสียดายเงินแปดหมื่นอีกเหรอ”
“ฮ่าๆ กว่าจะหามาได้มันยากนี่ครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูดเจื้อยแจ้ว
“ค่าอบรมทุกปีแปดหมื่นหยวน วิทยาลัยทำกำไรได้เยอะมาก แต่เพราะเงินเดือนของอาจารย์เริ่มที่สามหมื่นหยวน อาจารย์ระดับสูงอยู่ที่ห้าหมื่น คนส่วนใหญ่เลยไม่สนใจจุดนี้เท่าไร”
ซ่งจื่อเซวียนเพิ่งจะเข้าใจว่าที่แท้อาจารย์ก็เป็นอาชีพที่เงินเดือนสูง ไม่เหมือนครูในโรงเรียนที่เงินเดือนอยู่แค่ไม่กี่พันหยวน
“คนที่ควักเงินแปดหมื่นได้ยังไงก็ไม่ใช่คนยากจน ทางวิทยาลัยจึงอนุญาตให้พาผู้ช่วยเข้ามาดูแลชีวิตประจำวันได้ พอถึงเวลาคุณจะพาผู้ช่วยคนไหนเข้ามาก็ได้ครับ”
ฟังมาถึงประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หันไปมองฟางรุ่ย ฝ่ายหลังเข้าใจได้โดยปริยาย
อย่างไรเสียฟางรุ่ยก็อยู่เคียงข้างมาโดยตลอด ใช้งานอะไรก็คล่องมือ ซ่งจื่อเซวียนไม่มีทางคิดถึงคนอื่นได้
“แล้วการทดสอบจัดเมื่อไรครับ”
“การทดสอบของปีนี้ยังเหลือเวลาอีกสองเดือน ระหว่างนั้นจะมีการอบรมหนึ่งดือน อีกหนึ่งเดือนคุณไปสมัครก็พอ วันหยุดพักผ่อนระหว่างอบรมคุณก็กลับมาที่ตู้เหมินได้ ยังไงก็ใกล้กันอยู่แล้ว” วังเหว่ยกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ไม่มีปัญหา ผมจะไปสมัครให้ทัน”
ท่านเป้ยเล่อหัวเราะ “ฮ่าๆ งั้นพวกเราเพื่อนร่วมชั้นต้องดื่มกันสักยกแล้ว”
ได้ยินดังนั้นซ่งจื่อเซวียนก็ผงะ “หา? ท่านเป้ยเล่อก็สมัครด้วยเหรอ”
“ฉันแค่เข้าร่วมเอาสนุก ถึงเวลาฉันจะพยายามอยู่กลุ่มเดียวกับนายให้ได้ จะได้มีคนดูแล”
“ฮ่าๆ แบบนั้นก็ไม่เลวนะครับ พวกเราสองคนมาชนล่วงหน้าก่อนนะครับ”
หลังจากดื่มเหล้าไปหมดแก้ว ท่านเป้ยเล่อก็พูดต่อ “จริงสิเสี่ยหวง ลูกน้องของคุณเป็นยังไงบ้าง จะจัดการกับไอ้ฝรั่งพวกนั้นตามใจไม่ได้ อย่าให้เป็นเรื่องขึ้นมาเชียวล่ะ”
ท่านเป้ยเล่อพูดเช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนถึงฉุกคิดขึ้นได้ จึงพยักหน้ารัวๆ
“ใช่แล้ว เสี่ยหวง วันนั้นผมเห็นหายไปหลายคน ก็พอรู้ว่าถูกคนของคุณไล่ไป ตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ”
หวงฟายิ้ม “ไม่ต้องห่วง ก็แค่จับตัวมาแป๊บๆ ซ้อมนิดซ้อมหน่อย แล้วค่อยส่งให้ตำรวจ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง “งั้นก็ดีครับ ตำรวจไม่ได้มายุ่มย่ามกับคุณใช่ไหม”
“ฮ่าๆ อย่างน้อยในตู้เหมินฉันกล้ารับรองได้ว่าไม่มีปัญหา ฝั่งสาขาย่อยก็ดูแลมาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่น่าเสียดาย”
“หือ?”
หวงฟาพูดยิ้มๆ “เสียดายที่แทแรนติโนกับคาเรนไปอยู่ในมือนายแล้ว ไม่งั้นฉันคงได้เจื๋อนมันสักที แม่ง ในที่สุดก็จับไอ้ฮันเตอร์ได้สักที ไอ้ตัวนี้มันอึดเป็นบ้า จะทุบจะตียังไงมันก็ไม่ร้องสักแอะ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “นั่นสิ ฮันเตอร์เป็นผู้ชายอกสามศอก แต่น่าเสียดายที่คบคนผิด เลคริเซียสเป็นพวกวิปริตจริงๆ”
“ถูกเผง ถึงฉันจะไม่เคยคุยกับหมอนั่นมาก่อน แต่ดูจากคลิปของมัน ฉันว่าสมองของมันต้องมีปัญหาแน่ๆ” ท่านเป้ยเล่อกล่าว
วังเหว่ยถอนหายใจ “นั่นสิ คิดไม่ถึงว่าพวกเราไปต่างประเทศแค่ไม่กี่วันจะเกิดเรื่องมากมายขนาดนี้ น่ากลัวจริงๆ นี่เป็นการสร้างความเสียหายกับวงการอาหารเลยนะ”
“จริงสิจื่อเซวียน ท่านผู้เฒ่าหลิงเป็นยังไงบ้าง”
“เข่อเอ๋อร์คอยดูแลอยู่ครับ เท่าที่คุยโทรศัพท์กัน ท่านผู้เฒ่าหลิงก็ฟื้นตัวได้ดี ตอนนี้กลับมาเดินในบ้านได้แล้ว แต่ก็ไม่ดีเท่าเมื่อก่อน น่าเสียดายที่ว่า…ตู้ปั๋วอาจจะได้รับบาดเจ็บสาหัส “
ได้ยินเช่นนี้สีหน้าของท่านเป้ยเล่อพลันฉายแววเสียใจ “ตู้ปั๋วเป็นคนดี เราเคยพูดคุยกันหลายครั้ง เขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์จริงๆ”
หวงฟายกแก้วของเขาขึ้น “ฮ่าๆ ในที่สุดก็เอาคืนพวกมันได้แล้ว ทุกคนเลิกเศร้าได้แล้ว เอ้าชน!”
หลังจากชนแก้วแล้ว ท่านเป้ยเล่อก็หันไปมองรอบๆ “จื่อเซวียน โอ้โห สวนสวินเฟิงของนายดูดีเลยนี่ ครั้งต่อไปพวกเรามารวมตัวกัน ไม่ต้องไปหอหงเยวี่ยแล้วก็ได้เนอะ”
หวงฟาพูดแกมยิ้ม “นั่นสิ นายท่านรองสร้างที่นี่ได้ดีเลย ผมรู้สึกว่าหอหงเยวี่ยไม่จำเป็นแล้ว”
ท่านเป้ยเล่อหัวเราะลั่นเมื่อได้ยินดังนั้น “ไม่ได้สิ เสี่ยหวงยังต้องไปหาหลี่ม่านหงนี่!”
“ปัดโธ่ อย่ามาขัดมู้ดผมได้ไหมท่านเป้ยเล่อ คุณเธอเขาไม่ชายตามองผมหรอก เห็นเป็นกระเป๋าตังค์เท่านั้นล่ะ”
อันที่จริงหวงฟาเองก็เข้าใจดี ว่าหหลี่ม่านหงนั้นดูถูกเขา ไม่ว่าหวงฟาจะโดดเด่นในวงการแค่ไหน หรือเป็นเจ้าพ่อใต้ดินก็ตาม
แถมวันๆ หลี่ม่านหงยังติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้มีอำนาจจำนวนนับไม่ถ้วน คนเหล่านั้นต่างหากที่คู่ควรกับเธอ
“ฮ่าๆ ถ้ามีโอกาสก็ต้องลุยนะ” ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะแล้วช่วยแก้ต่างให้หวงฟา “ท่านเป้ยเล่อ คราวนี้คุณไม่ได้ทำประโยชน์อะไร อย่ามาล้อเสี่ยหวงเล่นแบบนี้นะครับ”
พูดมาถึงตรงนี้ ท่านเป้ยเล่อและวังเหว่ยก็สบตากัน เห็นได้ชัดว่าในแววตานั้นมีข้อมูลบางอย่าง
ซ่งจื่อเซวียนย่นคิ้วน้อยๆ “หืม? ดูเหมือนว่ายังมีบางสิ่งที่เรายังไม่รู้สินะ”
ท่านเป้ยเล่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม “จื่อเซวียน ฉันไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลยจริงๆ เรื่องนี้ต้องขอโทษพี่ๆ ทุกคนด้วย แต่ว่า…ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีส่วนร่วมเลยนี่นา ใช่ไหมวังเหว่ย”
วังเหว่ยยังยิ้มเบาๆ “จื่อเซวียน เสี่ยหวง ท่านเป้ยเล่อกลับมาครั้งนี้ ที่จริงไม่ได้จะมาหาพวกคุณตั้งแต่แรก”
“หือ?” ซ่งจื่อเซวียนและหวงฟาต่างมีสีหน้างงงวย
“เลคริเซียสได้อาคารโชว์รูมสามชั้นไป ตึกนั่นเดิมทีจะทำเป็นศูนย์อสังหาฯ ของย่านธุรกิจ ตอนนี้กำลังเตรียมพร้อมเปิดเป็นร้านอาหารมิชลินแล้ว”
ฟังประโยคนี้แล้ว ซ่งจื่อเซวียนถึงกับนิ่งอึ้ง อย่างน้อยเขาก็ยังไม่รู้ข่าวนี้
อย่างไรปกติเขาก็ไม่ค่อยมีเวลาไปเดินเที่ยว แถมไม่ค่อยรู้เรื่องย่านธุรกิจด้วย
“คุณกำลังพูดถึงอาคารที่สี่แยกถนนเหอผิงเหรอ”
วังเหว่ยยิ้มและพยักหน้า
“แต่ที่ตรงนั้นไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ”
ท่านเป้ยเล่อกล่าวยิ้มๆ “ถูกต้อง เลคริเซียสตกลงจ่ายเงินหนึ่งร้อยล้านดอลลาร์และจ่ายค่าเช่าเกือบสิบล้านดอลลาร์ต่อปี ตอนนี้ตกแต่งเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา อาคารนั้นจะถูกทิ้งร้างอยู่ที่นั่น”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “ถูกต้อง นักพัฒนาคงคิดว่าจะทำเงินได้มหาศาล แต่ตอนนี้ตกแต่งได้ครึ่งเดียว ถ้าไม่มีใครมารับช่วงต่อ แม้แต่ศูนย์อสังหาฯ ก็ไปไม่รอด”
“ใช่ แถมเลคริเซียสยังไม่ได้จ่ายเงิน นี่เป็นจุดที่สำคัญที่สุด นักพัฒนากำลังขาดทุนอย่างหนัก ถ้าจะทำให้อาคารสามชั้นนั่นกลับไปอยู่ในสภาพเดิม พวกเขาต้องจ่ายมากกว่าหนึ่งล้าน” ท่านเป้ยเล่อกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยรอยยิ้ม “เพราะงั้นท่านเป้ยเล่อก็เลยฮุบปลาไปกิน ผมว่านักพัฒนาคงจะรู้สึกขอบคุณคุณที่เอาอาคารนี่ไป แถมยังลดค่าเช่าให้คุณอีกใช่ไหม”
ท่านเป้ยเล่อได้ยินแล้วก็หัวเราะลั่น “นายเดาได้ซะแล้ว ฮ่าๆๆ เดือนหนึ่งหกแสน ปีหนึ่งเจ็ดล้าน ไม่มีค่าโอนด้วยซ้ำ!”
ฟังมาถึงตรงนี้ ดวงตาของซ่งจื่อเซวียนและหวงฟาพลันสว่างขึ้นมาทันที
ต้องบอกไว้ก่อนว่าที่นั่นเป็นศูนย์กลางการค้าของตู้เหมินเชียว
คนส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึง แม้จะมีเงินก็ตาม การจะเปิดภัตตาคารในพื้นที่ตรงนี้ได้ ต้องรวยล้นฟ้า
ท่านเป้ยเล่อเจอส้มหล่นเข้าให้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเลคริเซียสที่ทำตัวเจ้าปัญหา เขาจะมีเส้นสายแค่ไหน ก็ไม่มีทางครอบครองตึกใหญ่ขนาดนี้ได้
ที่สำคัญที่สุดคือท่านเป้ยเล่อซื้อไปก็ต้องเอาไปทำร้านอาหาร ดังนั้นที่เลคริเซียสตกแต่งเอาไว้เขาก็จะเอาต่อ
นอกจากนี้เงินมัดจำงานตกแต่งก้อนแรกท่านเป้ยเล่อก็ไม่ได้จ่ายสักเฟินเดียว เขาไปหาคนตกแต่งมาใหม่ ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกมาก
“ท่านเป้ยเล่อ คราวนี้ได้กำไรอื้อซ่าเลยนะครับ” ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
“ไม่ พวกเราได้กำไรอื้อซ่าต่างหาก”
“หา?”
ซ่งจื่อเซวียนตกตะลึง ทว่าคนข้างๆ กลับหัวเราะขึ้นมา
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของท่านเป้ยเล่อหมายถึง อยากดึงตัวซ่งจื่อเซวียนมาร่วมงานด้วยกัน
ท่านเป้ยเล่อกล่าวกลั้วหัวเราะ “จื่อเซวียน ต้นทุนกับกำไรคนละครึ่ง ดีลไหม”
“มัวรออะไรอยู่ล่ะครับ ดีลครับ!”
ซ่งจื่อเซวียนตอบโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ
สำหรับคนที่ชอบกำไร ไม่ยอมขาดทุนอย่างเขา มีอะไรให้ต้องคิดอีกล่ะ
“ฮ่าๆ แฮปปี้ๆ วันนี้พวกเรามาดื่มกัน ไว้ค่อยนัดคุยให้เป็นเรื่องเป็นราวอีกทีนะ!”
ท่านเป้ยเล่อหัวเราะร่าพลางชูแก้วขึ้น
ซ่งจื่อเซวียนพูดคุยกับพวกเขาต่ออีกสักพัก ก่อนจะไปหาหวังเฉิงยง ทั้งสองสนทนากันไปดื่มกันไป คิดเสียว่าอยู่เป็นเพื่อนเสี่ยหวังก็พอ
ส่งหวังเฉิงยงกลับตอนเที่ยง ช่วงบ่ายส่งพวกท่านเป้ยเล่อออกจากสวนสวินเฟิง
ก่อนไป ท่านเป้ยเล่อหันมาพูดว่า “จื่อเซวียน อย่าลืมการทดสอบอาจารย์วิทยาลัยคราวนี้ล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงครับ ไม่มีทางลืมแน่นอน ผมต้องเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับคุณ”
ท่านเป้ยเล่อยิ้ม “วันนี้เป็นแค่ปาร์ตี้เล็กๆ อีกสองสามวันฉันจะมาใหม่ พวกเรามาคุยกันเรื่องร้านอาหารกันนะ”
“ไม่มีปัญหา ผมจะรอ โทรมาได้ทุกเมื่อเลยครับ!”
เมื่อกลับไปถึงออฟฟิศ ซ่งจื่อเซวียนก็พักผ่อนก่อนสักพัก พอสร่างเมาแล้วก็เริ่มอ่านตำราอาหาร
ช่วงค่ำ หลังกลับจากสวนสวินเฟิง ซ่งจื่อเซวียนก็ให้ฟางรุ่ยขับรถพาไปที่บ้าน
ซึ่งก็คือบ้านที่ซื้อมาจากเฉียนปู้หลาย
ยังไม่มีประตูทางเข้า ซ่งจื่อเซวียนเองเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง ประตูรั้วถูกเปลี่ยนใหม่ กำแพงสองด้านเองก็ทำใหม่ ราวกับเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่มองป้ายประตู ซ่งจื่อเซวียนคงจะจำผิดไปแล้ว
เมื่อผลักประตูเข้าไป คนงานข้างในบางคนกำลังพูดคุยกัน บางคนปูเสื่อฟางไว้นอนพัก
ซ่งจื่อเซวียนทักทายพวกเขา มองสภาพสวนและภายในบ้าน โดยพื้นฐานนั้นรีโนเวทเสร็จแล้วเรียบร้อย เหลือเพียงตกแต่งเพิ่มลูกเล่นอีกนิดหน่อยก็พร้อมย้ายเข้าอยู่แล้ว
“นายท่านรอง ตกแต่งได้ยอดเลยครับ สนามหญ้าเขียวชอุ่มเลย”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าอีกไม่กี่วันก็ให้พี่พาแม่เข้ามาอยู่ได้แล้ว ถึงตอนนั้นคงจะมาที่นี่สะดวกขึ้นเยอะเลย”
ฟางรุ่ยกล่าวยิ้มๆ “จริงครับ คราวนี้คุณป้าจะได้เลี้ยงสัตว์แล้ว ไม่ต้องอยู่เบื่อๆ ทั้งวัน นายท่านรองวางใจและไปปักกิ่งเถอะครับ”
“ฮ่าๆ ไม่ได้ๆ ร้านอาหารร่ำรวยยังมีเรื่องให้ต้องจัดการ ไหนจะสวนสวินเฟิงอีก…ยังไงก็ต้องลางาน!”
……………………………………
……….