เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 322 แฟนคนอื่นเขา
ตอนที่ 322 แฟนคนอื่นเขา
……….
ตอนนี้ พวกซ่งจื่อเซวียนเข้าไปในหอหงเยวี่ย
ก็เห็นหลี่ม่านหงเดินลงมาจากด้านบนไกลๆ
วันนี้หลี่ม่านหงยังคงสวมใส่เสื้อผ้าสีดำเหมือนเคย เสื้อผ้ารัดรูปก็โอบรับรูปร่างของเธอได้อย่างพอดี
ถึงหลี่ม่านหงจะอายุสี่สิบแล้ว แต่เนื่องจากไม่ผ่านการมีลูกมาก่อน รูปร่างจึงไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
บวกกับดูแลร่างกายอย่างดีมานานปี แม้กระทั่งผิวพรรณก็มองริ้วรอยของอายุเกินสามสิบปีไม่ออก นวลเนียนเหมือนกับนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบ
โดยเฉพาะวันนี้เธอสวมกระโปรงและเสื้อสายเดี่ยวสีดำรัดรูป เสื้อคลุมด้านนอกเป็นซีทรูสีดำ
ความวับๆ แวมๆ ยิ่งดูสวยหยาดเยิ้มนัก ขณะเดียวกันก็แฝงความสูงส่งยากจะเข้าใกล้ไว้
“โอ้ แขกคนสำคัญมาแล้วเหรอคะ มาๆๆ วันนี้อยากได้ห้องไหน เอาเป็นไฉ่อวิ๋นเฟยไหม
อวี่เหวินเซี่ยวได้ยินกำลังจะตอบกลับ กู่เสี่ยวเป่ากลับรั้งเขาไว้และก้าวไป “เถ้าแก่ ฉันไม่อยากใช้ไฉ่อวิ๋นเฟย ขอห้องส่วนตัวเล็กๆ มุมๆ ให้ฉันสักห้องแล้วกัน”
“ฮ่าๆๆ ดูนายท่านตัวน้อยพูดสิคะ พวกคุณคือวีไอพี ฉันจะจัดห้องส่วนตัวแบบนั้นได้ที่ไหนล่ะคะ ล้อพี่สาวเล่นใช่ไหมเนี่ย”
กู่เสี่ยวเป่ายิ้มพูด “ไม่ได้ล้อเล่นจริงๆ ราคาเอาตามไฉ่อวิ๋นเฟยเลย แล้วก็…เถ้าแก่ ถ้าเราเข้าพักที่นี่ราคาเท่าไรเหรอ”
คำพูดนี้ทำให้หลี่ม่านหงอึ้ง แม้แต่พวกพนักงานผู้ชายสวมสูทข้างๆ ก็หัวเราะออกมา
ตั้งแต่หอหงเยวี่ยเปิดร้านมา ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีที่พักค้างแรมด้วย แล้วยังให้จัดที่พักให้…
นี่คือใช้หอหงเยวี่ยเป็นโรงแรม หรือว่าเป็นโรงอาบน้ำกันแน่
“เอ่อ…นายท่านตัวน้อยคะ ที่นี่…ไม่มีที่พักจริงๆ ค่ะ”
กู่เสี่ยวเป่าพูด “ตกแต่งให้เหมือนบ้าน อยู่พักสักสองสามวัน เถ้าแก่หลี่ก็เปิดเป็นตัวอย่างสิ ส่วนราคาคุณว่ามาเลย จริงสิ เตรียมอาหารมื้อดึกด้วยนะ”
พูดจบ กู่เสี่ยวเป่าก็เดินวางมาดเข้าไป
พวกเขาเดินไปเรื่อยๆ หลี่ม่านหงกับซ่งจื่อเซวียนมองตากัน อยากจะพูดสักอย่าง แต่กลับพูดไม่ออก
ไม่รู้ว่าทำไม เธอรู้สึกว่าไม่ได้เจอกับซ่งจื่อเซวียนนาน รัศมีของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ความธรรมดาจากที่เจอครั้งแรก จนความไม่ธรรมดาถัดมา กระทั่งมีรัศมีผู้นำ….
จนวันนี้ สุขุมมากขึ้นหลายส่วน และความสุขุมนี่ก็เหมือนกับเป็นส่วนสุดท้ายที่ซ่งจื่อเซวียนขาดไป ซ่งจื่อเซวียนตอนนี้นับว่าเพียบพร้อมแล้ว
มองเขาแล้ว หลี่ม่านหงกระทั่งรู้สึกว่าไม่กล้าเปิดปากพูด ถึงอธิบายไม่ได้ แต่ด้วยประสบการณ์ของเธอ ยังมั่นใจได้ว่า ซ่งจื่อเซวียนวันนี้…จะล่วงเกินไม่ได้!
สุดท้าย เธอก็รั้งซางเทียนซั่วไว้
“ท่านชายซางคะ!”
“หืม เจ๊หง เป็นอะไรไปครับ”
“ฉัน…อยากถามว่าที่จู่ๆ พวกเขาก็อยากมาพักที่นี่…มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ”
ซางเทียนซั่วได้ยินก็ยิ้ม “เจ๊หง ที่จริงธุรกิจนี้เหมาะสมนะ ทางที่ดีคุณรับไว้เถอะ ไม่อย่างนั้นเจ้าเด็กนี่อาจจะอาละวาดก็ได้”
พูดจบ ซางเทียนซั่วก็เดินตามพวกเขาไป
หลี่ม่านหงได้สติกลับมา รีบกำชับลูกน้องให้เปิดห้องส่วนตัวให้พวกเขา ทำตามที่กู่เสี่ยวเป่าพูด จัดการห้องมุมให้ห้องหนึ่ง
จากนั้น หลี่ม่านหงก็กำชับให้เสิร์ฟอาหารจานผลไม้และไวน์แดงสักอย่าง ส่วนเธอไม่ได้ไปดูแลโดยตรง
เหตุผลง่ายมาก ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าจะตอบรับคำขอของอีกฝ่ายอย่างไร
ความจริงตำแหน่งของกู่เสี่ยวเป่าท่ามกลางคนพวกนี้หลี่ม่านหงดูออกตั้งนานแล้ว นอกจากนั้นก็เคยส่งคนไปตรวจสอบ
และได้รู้ตำแหน่งหัวหน้าแก๊งขอทานของเขา
ด้วยเหตุนี้ หลี่ม่านหงจึงไม่กล้ารับคำสั่งนี้
ถ้าผู้นำระดับสูงบางคนมา บอกว่าคืนนี้จะพักอยู่ที่นี่ก็อยู่ไป แต่กู่เสี่ยวเป่าไม่ใช่ แก๊งขอทานของพวกเขาอยู่มานานเกินไป
นี่เป็นสิ่งที่หอหงเยวี่ยไม่อยากไปข้องเกี่ยว
ดังนั้น หลี่ม่านหงจึงตรงกลับห้องทำงาน
“เยวี่ยเอ๋อร์ มีออร์เดอร์ใหญ่มาออร์เดอร์หนึ่ง ไม่ใช่แค่พูดคุยธุระกัน คืนนี้ยังจะพักที่นี่ด้วย”
ได้ยินดังนั้น หญิงสาวที่ชื่อว่าเยวี่ยเอ๋อร์ก็ยิ้มบางๆ ราวกับใบหน้าเย็นชาของเธอนี้ มีแค่ตอนอยู่ต่อหน้าหลี่ม่านหงเท่านั้น ถึงจะเผยรอยยิ้มผ่อนคลายออกมาได้
“เหอะๆ ท่าทางหัวหน้าตัวน้อยท่านนี้จะเจอกับเรื่องลำบากแล้วล่ะ”
“หืม เยวี่ยเอ๋อร์ เธอก็รู้เรื่องนี้เหรอ เธอเพิ่งกลับมาตู้เหมินจริงปะเนี่ย”
หลี่ม่านหงไม่อยากจะเชื่อว่าเยวี่ยเอ๋อร์ที่เที่ยวด้านนอกอยู่ตลอดกลับรู้เรื่องที่ตู้เหมินด้วย อีกทั้งยังรู้ละเอียดขนาดนี้
เยวี่ยเอ๋อร์วางโทรศัพท์มือถือในมือลงแล้วพูดว่า “เจ๊หง เรื่องนี้…เจ๊คิดยังไง”
“เรื่องแก๊งขอทานเราข้องเกี่ยวให้น้อยไว้เถอะ”
เยวี่ยเอ๋อร์กลับส่ายหน้า “ไม่แน่ เจ๊หง เมื่อกี้ฉันดูกล้องวงจรปิดแล้ว เจ๊ได้สังเกตเห็นคนคนนี้ไหม”
เยวี่ยเอ๋อร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันที พูดพลางชี้คนคนหนึ่งในกล้องวงจรปิด
หลี่ม่านหงรู้ว่าโทรศัพท์ของเยวี่ยเอ๋อร์เชื่อมกับกล้องวงจรปิดในร้านอยู่ตลอด พูดง่ายๆ ก็คือเธออยู่ด้านนอกก็สามารถดูสถานการณ์หอหงเยวี่ยได้ตลอด
และสำหรับจุดนี้ หลี่ม่านหงไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะถ้าพูดตามจริง เถ้าแก่ของหอหงเยวี่ยก็คือเธอ!
หง มาจากหลี่ม่านหง ส่วนเยวี่ยก็ใช้ชื่อของเยวี่ยเอ๋อร์มาตั้ง จะว่าไป หลี่ม่านหงไม่ได้ลงทุนสักหยวน แค่อาศัยฝีมือเท่านั้น
ที่เยวี่ยเอ๋อร์ยอมให้หุ้นส่วนเธอห้าสิบเปอร์เซ็นต์ กระทั่งให้อำนาจการเงินทั้งหมดกับหลี่ม่านหงก็เกิดจากความเชื่อใจจริงๆ
เพราะแบบนี้จึงพูดได้ว่าระหว่างทั้งสองไม่มีความระแวงกันเลยสักนิด ไม่ว่าหลี่ม่านหงจะเป็นคนดูแลเรื่องเงิน หรือเยวี่ยเอ๋อร์จะดูสถานการณ์ในร้านได้ตลอดก็ตาม
เห็นคนที่เยวี่ยเอ๋อร์ชี้ในกล้องวงจรปิด หลี่ม่านหงก็อึ้งไป “หืม เขาทำไมเหรอ”
“คนคนนี้ไม่ธรรมดา”
“เขาชื่อซ่งจื่อเซวียน เป็นเด็กหนุ่มที่ผงาดขึ้นมาในเมืองตู้เหมินได้เกือบปีแล้ว บอกไม่ถูกว่าเป็นขั้วอำนาจไหน เหมือนว่าเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจไหนเลย แต่ว่า…”
เยวี่ยเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ ซ่งจื่อเซวียน อายุไม่ถึงยี่สิบ บริหารร้านอาหารสองร้าน แล้วยังมีร้านฝั่งตรงข้ามมหา’ลัยหนานกวนอีกร้าน ขนาดเกือบจะเท่าหอหงเยวี่ยแล้ว”
หลี่ม่านหงหรี่ตาลงเล็กน้อย “เยวี่ยเอ๋อร์ เธอจัดการเรื่องนี้หลังกลับมาทั้งหมดเลยเหรอ”
เยวี่ยเอ๋อร์พยักหน้าพูด “ใช่ ถ้าคนธรรมดาฉันไม่สนใจอยู่แล้ว แต่ในตู้เหมินมีคนแบบนี้ปรากฏตัวออกมา ฉันยังแปลกใจจริงๆ”
“ถ้างั้นเธอว่าตอนนี้เราจะทำยังไงดีล่ะ”
เยวี่ยเอ๋อร์ครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ให้พวกเขาอยู่ไปเถอะเจ๊หง ควรจะเก็บเงินก็เก็บไป ควรจะพอก็พอ”
“แต่ถ้ากลุ่มเสื้อผ้าสะอาดมาล่ะ”
เยวี่ยเอ๋อร์ยิ้มน้อยๆ “พวกเขามาแน่ ถ้าพวกเขาไม่มา ฉันไม่เก็บคนพวกนี้ไว้หรอก”
หลี่ม่านหงไม่ค่อยเข้าใจ
เธอเป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญามาโดยตลอด สถานการณ์ของเมืองตู้เหมินปกติอยู่ในสายตาของหลี่ม่านหงทั้งหมด แต่ครั้งนี้ จู่ๆ เธอก็พบว่าตนมองไม่ออก
และก็ตอนนี้เอง เยวี่ยเอ๋อร์กลับมาแล้ว เหมือนว่าสองตาของอีกฝ่ายกลับมองสถานการณ์ตอนนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่งมาตั้งนานแล้ว
จากนั้น หลี่ม่านหงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก อาศัยความเชื่อใจ ทำตามที่เยวี่ยเอ๋อร์บอกทั้งหมด
คุยกับกู่เสี่ยวเป่าอีกเล็กน้อยในห้องส่วนตัว ซ่งจื่อเซวียนก็พาฟางรุ่ยและซางเทียนซั่วจากไป
ถึงอย่างไรพวกเขาอยู่ที่หอหงเยวี่ยน่าจะปลอดภัยอยู่แล้ว จุดนี้ซ่งจื่อเซวียนไม่ห่วง
แต่จนถึงตอนที่พวกเขาจากไป ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่รู้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมองพวกเขาผ่านกล้องวงจรปิดอยู่ตลอด
คืนนั้น น้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายของสวนสวินเฟิงก็ยอดขายทะลุยี่สิบที่อีกครั้ง ทำให้ถังหย่าฉีดีใจแทบบ้า
หลังจากเรื่องเลคริเซียสเป็นต้นมา น้ำแกงห้าสายก็ขายได้สิบกว่าที่ทุกวัน ถึงจะรายได้ดีแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าเธอชอบความรู้สึกที่ได้เห็นออร์เดอร์ถล่มทลายมากกว่า
“จื่อเซวียน นายนี่เก่งจริงๆ ออร์เดอร์เราทะลักอีกแล้ว!”
เห็นถังหย่าฉีตื่นเต้นมาก ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้มออกมา
เขาวางหนังสือสูตรอาหารในมือ พูดว่า “ไม่ใช่เครดิตของฉันคนเดียวนะ เธอก็ด้วย”
“หูย นายชมฉันเหรอ” ถังหย่าฉียิ้มพูด
“แน่สิ วันนี้ลูกค้ายังพูดเลยนะว่าเถ้าแก่เนี้ยเก่งจริงๆ อายุแค่นี้เปิดร้านใหญ่ขนาดนี้ได้ ขนาดคลับเฮาส์ของเราอยู่ที่ไหนก็ถือว่าไม่เล็กเลยนะ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
ได้ยินดังนั้น ถังหย่าฉีก็หน้าแดง ก้มหน้าลงเล็กน้อย
“นี่ ใคร…ใครเป็นเถ้าแก่เนี้ยเล่า”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็เอ่ยยิ้มๆ “หา? ฮ่าๆ เธอไง ไม่ชอบเหรอ”
“ไสหัวไปเลยนะ นายสิเถ้าแก่เนี้ยน่ะ!”
เพราะถังหย่าฉีเพิ่งจะขึ้นมหาวิทยาลัย ยังเป็นสาวน้อยคนหนึ่ง โดนเรียกเถ้าแก่เนี้ยเหมือนจะแก่ไปหน่อย
อีกทั้งที่สำคัญที่สุดก็คือเถ้าแก่ร้านนี้คือซ่งจื่อเซวียนต่างหาก…
“ได้ งั้นฉันเป็นเถ้าแก่เนี้ย เธอเป็นเถ้าแก่ โอเคไหม”
“พูดมากละ หาเรื่องโดนทุบหรือไง!”
ถังหย่าฉีชกหมัดมา ปฏิกิริยาของซ่งจื่อเซวียนก็ไวมาก คว้าข้อมือของถังหย่าฉีได้ทันที
ทั้งสองสัมผัสกันแบบนี้ก็เหมือนจะชะงักไปเล็กน้อย
ขณะที่มองตากัน ความอ่อนโยนนับไม่ถ้วนลอยอบอวลอยู่ในสายตา
ต้องพูดเลยว่าทั้งสองรู้จักกันมานานขนาดนี้ ถึงจะไม่ได้กำหนดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบไหน แต่กลับเห็นข้อดีของกันและกัน
ความรู้สึกดีๆ…ที่จริงอาจจะเกิดขึ้นมานานแล้ว
แต่เด็กสาวขี้อาย ถังหย่าฉีจะเจาะหน้าต่างกระดาษนี้เองไม่ได้ ที่ลำบากที่สุดก็คือ ซ่งจื่อเซวียนก็ขี้อายเหมือนกัน…
ถ้าเขาไม่เริ่ม คุณหนูใหญ่ถังหย่าฉีก็ไม่มีทางทำอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว ในตอนนี้จึงจะเรียกได้ว่าถึงเวลาตามธรรมชาตินั้นแล้ว
ทั้งสองชะงักงัน ราวกับตอนนี้สามารถได้ยินเสียงหายใจได้
แต่ตอนนี้เอง จู่ๆ ประตูก็ถูกผลักเปิด
คนที่ไม่ดูตาม้าตาเรือย่อมเป็นซางเทียนซั่ว…
“อาจารย์ ผม…”
ยังพูดไม่ทันจบ ซางเทียนซั่วก็รู้สึกได้ว่าตนมาผิดจังหวะ รีบหันหลังไป
ประตูถูกปิดเสียงดังปัง
ถึงจะกลับมาเงียบอีกครั้ง แต่การเข้ามาอย่างกะทันหันของซางเทียนซั่วก็ทำลายบรรยากาศไปแล้วอย่างชัดเจน
“จะ…เจ็บ ปล่อย…”
ถังหย่าฉีพูดด้วยหน้าแดงก่ำ
“โอ้ อ้อๆ ขอโทษนะ ไม่เป็นไรใช่ไหม”
ถังหย่าฉีส่ายหน้า “ไม่…”
ถึงจะไม่ได้พูดออกไป ถังหย่าฉีกลับคิดในใจว่า ไอ้ทึ่มเอ๊ย ฉันให้นายปล่อยก็ปล่อยเลยนะ จับข้อมือจะไม่เจ็บได้ไง ทำไมถึงไม่จับมือเล่า
“อืม…เอ่อ…”
ซ่งจื่อเซวียนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้พูดออกไป
“อะไร” ถังหย่าฉีถาม
“มะ ไม่มีอะไร”
ถังหย่าฉีออกแรงถลึงตาใส่คนโง่คนนี้ทีหนึ่ง
“จริงสิ จื่อเซวียน อังคารหน้านายว่างไหม”
“หืม”
ซ่งจื่อเซวียนคิด วันนี้วันอาทิตย์ พรุ่งนี้วันจันทร์เขาคิดว่าจะพาแม่กับพี่สาวย้ายบ้าน วันมะรืนวันอังคาร…ไม่มีธุระอะไร
“ว่าง มีอะไรเหรอ”
“เปิดเทอมแล้วน่ะ จากนี้ไปฉันก็มาดูสวนสวินเฟิงทั้งวันไม่ได้แล้ว”
“เหอะๆ ไม่เป็นไร เธอเปิดเทอมฉันก็มาดูไง”
“คือว่า…เปิดเทอมมีงานเต้นรำน่ะ นายไปกับฉันหน่อยได้ไหม” ตอนที่ถังหย่าฉีพูด รู้สึกว่าใจเต้นเร็วขึ้นมา
เจ้าทึ่มซ่งจื่อเซวียนคนนี้ สุดท้ายก็ยังให้ถังหย่าฉีเริ่มนัดเขาก่อน
“งานเต้นรำเหรอ แต่ฉันเต้นไม่เป็นจริงๆ นะ…”
ถังหย่าฉีด่าเขาในใจไปร้อยกว่ารอบ
“คนอื่นเขาไปกับแฟนกันทั้งนั้น นายทนไปหน่อยไม่ได้หรือไง”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็ชะงักไปทันที
แม้แต่ถังหย่าฉีก็ชะงัก คิดไม่ถึงว่าตนจะโพล่งออกไปแบบไม่คิด…
…………………………………
……….