เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 323 นายมาที่นี่หน่อย
ตอนที่ 323 นายมาที่นี่หน่อย
……….
ต่อให้ซ่งจื่อเซวียนมึนงงแค่ไหน ตอนนี้ก็ฟังความนัยออกได้
หน้าของเขาเผยทั้งความตกใจและความดีใจออกมาทันที
ความจริงที่ว่าชอบถังหย่าฉี ก็เริ่มมาตั้งแต่เจอถังหย่าฉีครั้งแรกแล้ว
กระทั่งไม่รู้ว่ากี่ครั้งที่คิดถึงใบหน้าเทพธิดาน้อยนี่ในยามค่ำคืน ทำเอาซ่งจื่อเซวียนนอนไม่หลับ
ได้ยินถังหย่าฉีพูดแบบนี้ ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่ามีดอกไม้บานในใจตนทันที
“ธะ…เธอว่าอะไรนะ ฟะ แฟนเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
ส่วนถังหย่าฉีก็มุ่ยปาก “ฉันไม่มีแฟนสักหน่อย เพื่อนอย่างนายไปกับฉันไม่ได้หรือไง”
ถังหย่าฉีพูดผิดก็อึกอักอยู่แล้ว ซ่งจื่อเซวียนถามแบบนี้ เธอรู้สึกอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้วจริงๆ
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนผิดหวังเล็กน้อย แต่ยังพยักหน้าทันที “ไปสิ ฉันจะไปกับเธอ!”
“ชิ ทีตอนนี้ไม่อิดออดแล้ว ทำไมเมื่อกี้นายถึงปฏิเสธล่ะ!” ถังหย่าฉีพูด
อย่างไรก็เป็นเด็กผู้หญิง ตอนนี้เพื่อกอบกู้หน้ากลับมาก็ย่อมต้องโมโหเป็นเรื่องปกติ
ซ่งจื่อเซวียนรีบพูด “โธ่ แม่ทูนหัว ฉันแค่ไม่ได้ตอบรับเอง งานเต้นรำเป็นที่ที่เราไปเต้นรำดื่มเหล้ากันใช่มะ ฉันนึกว่าจะให้ฉันขึ้นไปเต้นบนเวทีซะอีก”
ถังหย่าฉีหัวเราะทั้งน้ำตา “เฮอะ นายจะเต้นให้ใครดูล่ะ”
“อาจจะ เป็นเธอดูล่ะมั้ง คนอื่นตกใจหนีไปหมด ก็เหลือแค่เธอที่ยืนดูอยู่ตรงนั้น รอเก็บฉันกลับไง”
ตอนนี้ถังหย่าฉีถึงได้อารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย เชิดหน้าพูด “เราคุยกันเรียบร้อยแล้วนะ เสียใจทีหลังแล้วมาบอกว่านายมีธุระอย่างอื่นไม่ได้แล้วนะ”
“โอเค ไม่เปลี่ยนแน่นอน!”
เช้าวันถัดมา ซ่งจื่อเซวียนก็โทรหาซ่งอีหนานว่าอย่าเพิ่งไปบริษัท ให้พาหานหรงไปดูบ้านใหม่ก่อน
ซ่งอีหนานดีใจอยู่แล้ว ถึงจะอยู่โรงแรมหรู แต่อยู่ยาวๆ กลับรู้สึกไม่เหมือนอยู่บ้าน
พอได้ยินซ่งจื่อเซวียนบอกแบบนี้ ก็พาหานหรงไปยังที่ที่ระบุไว้ทันที
แต่เมื่อเห็นหน้าปากซอย ซ่งอีหนานก็จนใจทันที พูดว่า “ฉันว่านะเจ้ารอง หาอยู่ตั้งนาน ยังไม่ต่างกับที่เราอยู่เท่าไรเลย ฉันนึกว่านายจะซื้ออะพาร์ตเมนต์เสียอีก”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “โธ่ อะพาร์ตเมนต์หลายที่ไม่ได้นี่ แม่จะไปซื้อกับข้าวไม่สะดวก แม่ชอบสงบๆ นี่นา”
หานหรงกลอกตาใส่ซ่งอีหนานทีหนึ่ง
“ใช่เลย เจ้ารองคิดถึงฉัน ฉันก็ชอบอยู่บ้านชั้นเดียว เข้าออกก็สะดวก ฉันไม่ยอมเปลี่ยนที่หรอกนะ!”
ซ่งอีหนานกลอกตา “เอาเถอะ ลืมไปว่าแม่กับลูกชายอยู่กันสองคน แต่ว่านะ แม่ก็ไม่สำนึกบุญคุณจริงๆ ฉันอยู่กับแม่มาตั้งหลายวัน แม่ก็เข้าข้างแต่ลูกชายแม่”
“ทำไมพูดกับแม่แบบนี้ ใครสำนึกบุญคุณ? ฉันเข้าข้างลูกชายฉันแล้วมันทำไม ฉันจะเข้าข้าง เข้าข้างตลอดไปเลย!”
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกเบิกบานใจ พูดขึ้นว่า “นั่นสิ แม่เข้าข้างผมพี่ยังหวงอีก เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!”
หานหรงยิ้ม ลูบหน้าซ่งจื่อเซวียน “เอาน่าเด็กหน้าเหม็น เลิกต่อปากต่อคำกับพี่สาวแกได้แล้ว รีบเข้าไปเถอะ ฉันจะดูว่าห้องไหน”
“ก็ข้างในนี้แหละ แม่ช้าหน่อย” ซ่งจื่อเซวียนพยุงหานหรงเดินเข้าไป ส่วนซ่งอีหนานเดินตามข้างหลัง
ที่พวกเขามาครั้งนี้ ทำให้บ้านใกล้เรือนเคียงตกตะลึงกัน
ส่วนนี้นับว่าเป็นสลัมได้ แต่รถหรูสองคันของบ้านนี้เหมือนไม่ใช่สำหรับคนที่อยู่ที่นี่เลย
แม่ลูกสามคนเดินเข้าไป ละแวกบ้านมายืนดูพวกเขาที่หน้าประตูไม่น้อย ทำให้พวกเรารู้สึกค่อนข้างอึดอัด
“ฉันจะบอกกับแกนะเจ้ารอง บ้านไม่ต้องใหญ่มากหรอก เล็กๆ เก็บกวาดง่าย เราก็อยู่จนชินแล้วนี่”
“เอาล่ะๆ แม่ไม่ต้องพูดแล้ว แม่ลองดูก็จะรู้เอง”
ขณะที่พูดคุยกันก็มาถึงที่หมาย เปิดประตูเข้าไป หานหรงกับซ่งอีหนานก็อึ้งกันทั้งคู่
ซอยนี้ดูจากด้านนอกยากจนพอสมควร แต่ที่นี่ไม่เล็กเลยจริงๆ อีกทั้งดูมีทุกอย่างครบครัน
ในยุคสมัยนี้ อยู่บ้านแบบนี้ในตู้เหมินได้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“โอ้โห ดีเกินไป ดีเกินไปแล้ว ลานตรงนี้เราปลูกผักได้ด้วย”
หานหรงพูดพลางเดินไปทางสวนที่เก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว ย่อตัวลงนั่งยองๆ คลำดิน
“พรวนดินแล้วด้วย อีหนาน เราปลูกผักกินเองดีกับร่างกายมากนะ ปลูกแตงกวากับมะเขือเทศอย่างละนิดอย่างละหน่อย”
เห็นแม่พอใจ ซ่งจื่อเซวียนก็แย้มยิ้ม
“ใช้ได้นี่เจ้ารอง รู้ว่าแม่เราชอบอะไร แกก็ให้อย่างนั้น!”
“หึๆ พี่เข้าห้องไปดูสิ ห้องนี้เป็นของพี่”
“เอ๊ะ ของฉันเองเลยเหรอ”
ซ่งอีหนานที่อายุยี่สิบกว่าปีไม่เคยมีห้องส่วนตัวของตัวเองมาก่อน
ถึงตอนนี้จะได้ใช้ห้องทำงานขนาดใหญ่แล้ว แต่สำหรับเด็กผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน เหมือนว่าการมีห้องของตนเองจะสำคัญกว่าเสียอีก
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอยู่สบาย พาเพื่อนซี้มาได้ อย่างน้อยที่สุดความเป็นส่วนตัวของเด็กผู้หญิงก็ได้รับการเติมเต็มแล้วในที่สุด
ซ่งอีหนานเดินเข้าไปในห้อง หานหรงยังดูลานอยู่ที่เดิม เหมือนจะไม่สนใจในบ้านแล้ว
“แม่ เข้ามาดูในห้องสิ”
“รอเดี๋ยวสิ ฉันดูอยู่ว่าตรงนี้ปลูกอะไรดี ทำซุ้มไม้แตงดีไหม”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ซุ้มองุ่นสิแม่ ตอนหน้าร้อนแม่มานั่งตรงนี้ได้ ดื่มน้ำดื่มชาสักหน่อย”
“ใช่ๆๆ ฉันหั่นแตงโมให้พวกแก แกกับพวกรุ่ยจื่อก็นั่งคุยกันกินแตงโมกันตรงนี้ได้”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็อบอุ่นใจ เขาสร้างฟ้าดินให้แม่ขนาดนี้ แต่แม่ยังคิดถึงแต่เขาอยู่ดี
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็พาหานหรงไปดูในบ้าน ในบ้านยังมีห้องอื่นอยู่อีก แต่ซ่งจื่อเซวียนจัดห้องหนึ่งให้ตนอยู่กับหานหรง
หลายปีมานี้ก็ชินแล้ว อย่างไรตนก็ยังไม่มีครอบครัว อยู่กับแม่สบายกว่า
อีกทั้งต่อให้มีครอบครัวแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่คิดจะแยกบ้านกับแม่ ถ้าวันหน้าฝ่ายหญิงไม่ยอม เขาก็น่าจะทำได้แค่ไม่แต่งงาน
ซ่งอีหนานวิ่งเข้าไปในห้องอย่างตื่นเต้น พูดว่า “เจ้ารอง ดีมากเลย ห้องนั้นของพี่โคตรดีเลย สมเป็นน้องชายคนดีของฉันจริงๆ!”
ซ่งอีหนานพูดพลางตรงไปหอมแก้มซ่งจื่อเซวียนฟอดหนึ่ง
ซ่งจื่อเซวียนรีบปิดหน้า “พี่…พี่นี่นะ…”
เห็นสองพี่น้องหยอกล้อกัน หานหรงก็ยิ้ม “อีหนานแกก็ระวังหน่อย คราวหลังถ้าหย่าฉีเขามาเห็นเข้า อาจจะแค้นใจแกได้นะ”
“โธ่ ไม่เชื่อหรอก น้องชายหนูเองยังจุ๊บไม่ได้อีกเหรอ ถ้าเธอไม่ยอม เจ้ารองก็เลิกสนเธอไปเลย!” ซ่งอีหนานพูด
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “นั่นสิ ต้องเชื่อฟังพี่ ถ้าแม้แต่พี่สะใภ้ยังแค้นใจได้ลง ก็ช่างเธอเถอะ!”
“แหม ให้แกโม้ไปก่อนเถอะ พอหย่าฉีมาแกก็ปอดแหก!”
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ให้สองแม่ลูกดูว่ายังขาดอะไร เฟอร์นิเจอร์สั่งให้คนเตรียมไว้เยอะมากแล้ว ถึงอย่างไรพวกของยิบๆ ย่อยๆ ก็ยังต้องดูตามความต้องการของแม่กับพี่
“ประมาณนี้แหละเจ้ารอง ของอย่างอื่นฉันกับแม่จะทยอยซื้อมาเอง แกไม่ต้องห่วง”
หานหรงก็พยักหน้า “ใช่ แกยุ่งนี่นา เรื่องพวกนี้ฉันกับพี่แกทำเองก็ได้”
“โธ่แม่ก็ พูดเหมือนหนูไม่ยุ่งเลย หนูก็ผู้จัดการนะ” ซ่งอีหนานพูดหยอก
“โอเค พวกแกยุ่งกันหมด ก็ฉันมันคนขี้เกียจ เห็นพวกแกสองคนมีการมีงานทำกันหมด ฉันก็ดีใจ”
ครอบครัวหัวเราะเฮฮา ฟางรุ่ยข้างๆ เห็นก็มีความสุขมาก
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร เขารู้สึกเหมือนตนได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวนี้แล้ว
ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะหานหรงกับซ่งอีหนานก็ไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนนอก
“จริงสิ จื่อเซวียน จะเอายังไงกับตรงนั้นล่ะ ยังมีห้องใหญ่สองห้อง ห้องเล็กหนึ่งห้องนี่นา” ซ่งอีหนานถาม
“เหอะๆ ผมเหลือให้รุ่ยจื่อห้องหนึ่งน่ะ” ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนพูด ก็มองไปทางฟางรุ่ย “รุ่ยจื่อ จากนี้นายไม่ต้องอยู่ข้างนอกแล้ว อยู่ที่บ้านเราเถอะ”
ฟางรุ่ยน้ำตาคลอทันที เขาเคยคิดที่ไหนว่าซ่งจื่อเซวียนจะดูแลตนดีกว่าครอบครัว แถมยังเหลือห้องให้เขาห้องหนึ่งด้วย…
“นายท่านรอง ผม…”
“เอาน่า นายรีบหยุดร้องเถอะ อย่าร้องไห้แบบนี้กับฉันเลย ฉันจะบอกนายว่าถึงเวลานายต้องกวาดลานบ้านให้ฉันนะ”
ได้ยินซ่งจื่อเซวียนพูดหยอกตน ฟางรุ่ยก็พยักหน้าทันที “ครับ!”
“อีกห้องให้เข่อเอ๋อร์แล้วกัน ถึงยังไงท่านผู้เฒ่าหลิงก็ให้ผมดูแลเธอ อยู่บ้านเราผมถึงจะวางใจ แถมมุกของเด็กคนนี้ แม่ก็ชอบ!” ซ่งจื่อเซวียนพูด
หานหรงยิ้มพูด “ใช่ๆๆ ฉันชอบละครของเด็กคนนั้น สนุกดี!”
ที่จริงซ่งจื่อเซวียนคิดจะสร้างห้องครัวโดยเฉพาะให้ตัวเองตั้งนานแล้ว เหมือนกับบ้านของท่านผู้เฒ่าหลิง
พ่อครัวที่โดดเด่นคนหนึ่ง ก็ควรจะสร้างห้องครัวอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่สุดท้ายพอคิดดูแล้ว เขาก็ไม่อยากทำแบบนั้น
อย่างไรที่นี่ก็เป็นบ้าน ซ่งจื่อเซวียนยังหวังว่าในบ้านจะเต็มไปด้วยความอบอุ่น เรื่องงาน พยายามไปแก้ปัญหาที่ร้านก็ยังได้
จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซ่งอีหนานพูดว่า “จื่อเซวียน โครงการที่แกพูดกับฉันคราวก่อน ฉันพิจารณาแล้วว่าน่าจะโอเค แกคิดว่าจะเริ่มเช่าที่เมื่อไร”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด ยิ้มตอบ “ไม่ต้องรีบ แผนมีการเปลี่ยนแปลงน่ะ!”
“มีการเปลี่ยนแปลงเหรอ ไอ้หนู วันๆ แกทำอะไรบ้างเนี่ย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา”
“โธ่ ยังไม่ต้องรีบหรอก ถึงเวลาค่อยทำการใหญ่”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็พาฟางรุ่ยจากไป เหลือแค่สองแม่ลูกเก็บกวาดในบ้าน
ได้ยินคำพูดของซ่งจื่อเซวียน หานหรงกลับกังวลขึ้นมา “ลูก เจ้ารองจะทำอะไรเหรอ แถมจะทำการใหญ่ด้วย ไม่เรื่องผิดกฎหมายใช่ไหม”
ซ่งอีหนานได้ยินก็หัวเราะออกมา “เอาน่าแม่ แม่ดูละครที่บ้านมากไปแล้ว ทำการใหญ่จะต้องเป็นการทำผิดกฎหมายเหรอ”
“ฉันดูในละครก็บอกแบบนั้นนี่ ทำการใหญ่อะไรนั่น ผลลัพธ์คือทำอาวุธสงครามไม่ก็ของเถื่อนอะไรพวกนั้น” หานหรงพูดอย่างสงสัย
ซ่งอีหนานขำแทบแย่ “เอาน่า แม่ก็ปลูกผักปลูกหญ้าไปเถอะ คิดให้มันน้อยๆ หน่อย เจ้ารองไม่ได้กล้าขนาดนั้น”
หลังออกจากบ้าน ซ่งจื่อเซวียนก็ให้ฟางรุ่ยขับรถไปที่สวนสวินเฟิง
แต่ขับรถไปไม่นาน ก็ได้รับสายจากร้านอาหารร่ำรวย
“นายท่านรอง เมื่อกี้มีคนมาหาครับ”
“หืม มาหาฉันเหรอ ใครล่ะ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
หยางกังพูด “ไม่รู้ครับ อย่างกับเป็นบ้า บอกว่ามาหาคุณ ตอนแรกทิ้งจดหมายไว้ให้ จากนั้นก็เอาไป”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เอ่อ…ไม่ได้ทิ้งคำพูดอะไรไว้เลยเหรอ”
“ไม่มีนะครับ บอกว่าเอาจดหมายนี่ให้นายท่านกับมือเลยจะดีกว่า จากนั้นก็ไปเลย ผมรู้สึกแปลกๆ อยู่นะครับ”
“โอเค ฉันเข้าใจแล้ว”
วางสาย ซ่งจื่อเซวียนก็ค่อนข้างงุนงง ใครมาหาตนกัน
ไม่มีทางเป็นคนรู้จักแน่ๆ แต่ถ้าเป็นคนของศัตรู…
เลคริเซียสไปแล้ว จงเทียนอวี่แห่งตงไห่ก็ไปแล้ว แล้วยังมีใครอีกล่ะ
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น โทรศัพท์ของซ่งจื่อเซวียนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เห็นว่าลู่ลี่จวินโทรมา เขาก็รีบกดรับทันที
“ท่านอธิบดีลู่” น้ำเสียงของซ่งจื่อเซวียนเปลี่ยนเป็นนอบน้อมขึ้นมาทันที
“เสี่ยวซ่ง ตอนนี้นายยุ่งหรือเปล่า”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ฟังออกว่ามีเรื่องแน่นอน จึงพูดว่า “ว่างครับ ท่านอธิบดีลู่ว่ามาเลย”
“มีเรื่องด่วนน่ะ ตอนนี้นายมาที่นี่หน่อย มาที่ห้องทำงานฉันเลย!”
………………………………
……….