เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 333 ชดใช้เงินค่าพรมก่อน
ตอนที่ 333 ชดใช้เงินค่าพรมก่อน
……….
พอได้ยินว่าผู้นำหลี่มาถึงแล้ว หลี่ม่านหงก็รู้สึกปวดหัวทันที
“ให้ตายเถอะ มาตอนไหนไม่มา ดันมาเวลานี้!”
เห็นหลี่ม่านหงลังเล พนักงานบริการผู้ชายจึงเอ่ยว่า “เจ๊หง พวกเขาอยู่ทางโน้น…”
“โอเคนายไม่ต้องสนใจแล้ว ฉันจะไปรับผู้นำหลี่ก่อน”
พูดจบเธอก็เดินลงไปข้างล่าง
วันนี้ไฉ่อวิ๋นเฟยถูกจองไว้ก็เพราะผู้นำหลี่คนนี้จะมานั่นเอง
ถึงแม้หลี่ม่านหงจะรู้นานแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าเขาดันมาเวลาที่ซ่งจื่อเซวียนกำลังจะเข้าไปในห้องส่วนตัวเองพอดี
มาเร็วหน่อยหรือมาสายหน่อยเธอยังสามารถรับมือได้
ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว ต้องไปรับผู้นำหลี่ก่อน เพราะผู้นำหลี่คนนี้เป็นบุคคลสำคัญอันดับสองของเมืองตู้เหมิน
หลี่ม่านหงรีบลงไปข้างล่าง วิ่งซอยเท้าไปที่หน้าประตู
ผู้นำหลี่คนนี้ไปที่ไหนก็มีแต่คนออกมาต้อนรับแต่ไกล ไม่มีงานไหนที่เขาต้องเดินเข้ามาด้วยตัวเอง ต้องออกไปรับเขาตลอด
หอหงเยวี่ยเป็นสถานที่ที่ผู้นำหลี่แสดงตัวปกป้องคุ้มครอง จึงยิ่งมองข้ามไม่ได้
หน้าประตูหอหงเยวี่ยมีที่จอดรถที่ว่างมานานแล้ว แต่กลับมีตัวล็อกพื้นอยู่
นี่คือที่จอดรถที่โดนล็อกพื้นเพียงแห่งเดียวเท่านั้น และเป็นที่จอดรถของผู้นำหลี่โดยเฉพาะ
เวลานี้ เห็นเพียงรถเก๋งหงฉีคันหนึ่งค่อยๆ ขับเข้ามาจอด หลี่ม่านหงเป็นฝ่ายเดินไปยังตำแหน่งด้านซ้ายของเบาะรถด้านหลังก่อน
ประตูรถเปิด หลี่ม่านหงที่ยืนอยู่เหนือประตูเอ่ยว่า “ยินดีต้อนรับค่ะ”
เห็นเพียงผู้ชายอายุห้าสิบปีต้นๆ พยักหน้ามาให้เธอแล้วเดินลงจากรถ
ผู้ชายคนนี้ใส่กางเกงสูทสีดำ เสื้อเชิ้ตสีครีม ติดกระดุมถึงเม็ดที่สอง ดูเรียบร้อยเป็นอย่างมาก
ส่วนด้านนอกเสื้อเชิ้ตก็สวมด้วยเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินเข้มตัวหนึ่ง การแต่งกายเช่นนี้ดูเป็นชุดสำหรับหน่วยงานราชการภายในโดยเฉพาะ
นี่คือผลของการว่ายน้ำออกกำลังเป็นระยะเวลานาน
ผู้นำในปัจจุบันจะคงความเป็นหนุ่มสาวให้นานพอ ก็เพราะเมื่อถึงตำแหน่งหนึ่งแล้ว พวกเขาจะใส่ใจดูแลรักษาร่างกายและผิวพรรณ
ทุกมื้อจะกินอาหารไม่อิ่มจนเกินไป กำหนดเวลาว่ายน้ำ ออกกำลังกาย วิ่ง ประกอบกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้วก็อารมณ์ดี จึงดูเด็กอย่างเห็นได้ชัด
ผู้นำหลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่มีเครื่องประดับที่เกินความจำเป็น สิ่งของทั่วไปจำพวกสร้อยคอ แหวน นาฬิกาเหล่านี้ยิ่งไม่พกติดตัว
กระทั่งทั้งเนื้อทั้งตัวไม่ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูเลยสักตัว ล้วนเป็นเสื้อผ้าธรรมดาราคาหนึ่งร้อยสองร้อยหยวน
“ม่านหง ทำให้คุณต้องลำบากแล้ว ช่วงนี้กิจการโอเคใช่ไหม” ผู้นำหลี่ค่อยๆ เอ่ยถาม
“เป็นเพราะคุณ ทุกอย่างเลยโอเคค่ะ พวกเราเข้าไปดื่มน้ำชาข้างในกันเถอะค่ะ”
หลี่ม่านหงพูดพลางยื่นมือให้ผู้นำหลี่เดินนำข้างหน้า ก่อนเดินเข้าไปในหอหงเยวี่ย
“ม่านหง ผมเคยบอกไว้แล้วนี่ วันหลังถ้าผมมา คุณก็ไม่ต้องออกมารับ เพราะคุณอยู่ข้างในก็งานยุ่งมากอยู่แล้ว”
“เหอะๆ ไม่ได้หรอกค่ะ คนอื่นรอได้ แต่ท่านผู้นำไม่ได้ค่ะ”
ทั้งสองคนคุยกันพลางเดินไปที่บันได
และตอนนี้ ภายในห้องส่วนตัวศาลาโบตั๋น
ซ่งจื่อเซวียนเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวแล้วมองดู มีเพียงสามคนเท่านั้น ข่งอวี้เซินเขาเคยเจอมาก่อน ดูจากมาดและตำแหน่งที่นั่ง เขาจึงวิเคราะห์ได้ทันทีว่าใครคือเฉินล่าง
อีกคนหนึ่งน่าจะเป็นคนของกลุ่มเสื้อผ้าสะอาด ไม่รู้ทำไม ซ่งจื่อเซวียนมั่นใจทันทีว่าอีกคนที่เหลือก็คือคนที่โทรหาตัวเองในตอนแรก
“คุณซ่ง เหอะๆ ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ในที่สุดก็ได้เจอหน้ากัน!”
เฉินล่างเป็นฝ่ายพูดก่อน แต่เขายังคงนั่งอยู่บนโซฟาเหมือนเดิม ไม่คิดจะลุกขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเล็กน้อย เดินไปข้างหน้าแล้วนั่งลงโดยไม่รอให้เอ่ยทักทาย
“เฉินล่าง อยากเจอฉันมีธุระอะไรล่ะ”
เฉินล่างพลันหัวเราะ “เป็นคนที่พูดตรงประเด็นมากจริงๆ น้องซ่ง พูดตามตรง ฉันนัดนายในครั้งนี้เพราะมีเรื่องหนึ่งหวังว่านายจะช่วยเหลือ”
“ฮ่าๆๆๆ นายกับฉันไม่ได้เป็นพี่น้องกัน ทำไมต้องเรียกว่าน้องชายด้วย ไม่รู้สึกกระดากปากเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนไม่คิดจะไว้หน้าเฉินล่างอย่างเห็นได้ชัด พอเอ่ยขึ้นมาก็หาเรื่องทันที
เฉินล่างฟังแล้วสีหน้าเปลี่ยนทันที ไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ
อย่างน้อยฉันก็เป็นหัวหน้าแก๊งขอทาน ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด หึ นายกำลังขุดหลุมให้ตัวเองอยู่
ในสายตาของเฉินล่าง ต่อให้นายซ่งจื่อเซวียนโอหังแค่ไหน อีกสักพักฉันจะจัดการนายแน่นอน
คอยดูเถอะ คอยดูอีกไม่นานตอนที่นายคุกเข่าต่อหน้าฉัน ยังคิดจะพูดจาหาเรื่องแบบนี้อีกไหม!
เวลานี้ หลิวหยวนเฮิงที่อยู่ข้างๆ พูดว่า “เหอะๆ ได้ยินมานานแล้วว่าธุรกิจของคุณซ่งขยายใหญ่แล้ว ความจริงที่พวกเรามาในครั้งนี้เพราะอยากทำธุรกิจตัวหนึ่งกับคุณครับ”
ซ่งจื่อเซวียนกวาดตามองหลิวหยวนเฮิงหนึ่งที รู้สึกว่าไอ้หมอนี่พูดจาใช้ไหวพริบอยู่เหมือนกัน
รู้ว่าซ่งจื่อเซวียนทำธุรกิจ จึงบอกว่าอยากจะทำธุรกิจด้วย พูดจาน่าฟังมากกว่าเฉินล่าง
ดูท่าไอ้หมอนี่น่าจะเหมือนเถียนเหวินคุ่ยคนข้างกายของหวงฟา เป็นกุนซือคนหนึ่ง
“ธุรกิจเหรอ ลองพูดมาสิ” ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
เมื่อเห็นว่ามีวิธี หลิวหยวนเฮิงจึงเอ่ยว่า “ผมรู้มาว่าคุณซ่งสนิทกับกู่เสี่ยวเป่าคนทรยศแก๊งขอทานของพวกเราเป็นอย่างมาก ไม่ทราบว่าคุณซ่งสะดวกจะบอกไหมครับว่าตอนนี้กู่เสี่ยวเป่าอยู่ที่ไหน”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไร รอหลิวหยวนเฮิงพูดต่อ เพราะยังไม่ได้บอกเรื่องค่าตอบแทนนี่นา
เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่พูด หลิวหยวนเฮิงจึงพูดต่อ “ถ้าคุณซ่งยินดีบอกพวกเรา พวกเราสามารถตกลงราคาที่เหมาะสมได้ครับ”
“เหอะๆ ถือว่าไม่เลว แต่ไม่ทราบว่า…คิดว่าราคาเท่าไรถึงจะเหมาะสมเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยถาม
ได้ยินดังนั้น ทั้งสามคนจึงสบตากันหนึ่งที
อย่างไรพอพูดถึงเรื่องเงิน ต้องให้เฉินล่างเป็นคนตัดสินใจ หัวหน้าแก๊งเป็นคนออกเงิน พวกเราพูดมากกว่านี้คงไม่เหมาะสม
เฉินล่างครุ่นคิด ยื่นมือแล้วกางออก ‘ห้า’ นิ้ว
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ห้าแสนหยวน เหอะๆ แก๊งขอทานแม่งขี้เหนียวจริงๆ
ถ้าฉันบอกพวกนายไป พวกนายได้ตัวกู่เสี่ยวเป่าไปก็จะนอนสบายไม่มีห่วง แต่ให้ฉันแค่ห้าแสนหยวน
เฉินล่างเอ่ยว่า “ห้าหมื่นหยวน จะทำไหม”
ทุกคนล้วนตกตะลึง
อย่าว่าแต่ซ่งจื่อเซวียนเลยที่รู้สึกมึนงง แม้แต่ข่งอวี้เซินกับหลิวหยวนเฮิงก็ยังงุนงงเล็กน้อย
อุตส่าห์เป็นถึงหัวหน้าแก๊งขอทาน รู้สึกขายหน้าบ้างไหม
ซ่งจื่อเซวียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “พวกนายยังมีเรื่องอะไรอีกไหม”
“ทำไม รังเกียจที่น้อยเกินไปเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนคร้านจะตอบเขา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเป็นคนขี้เหนียวโดยกำเนิดหรือไม่เคยเจอโลกมาก่อน ห้าหมื่นหยวน…กล้าพูดออกมาได้ยังไง
ในขณะเดียวกันนั้น ภายในห้องส่วนตัวไฉ่อวิ๋นเฟย
ผู้นำหลี่นั่งบนโซฟา จิบน้ำชาไปทีแล้วพยักหน้าช้าๆ
“ม่านหง ชาครั้งนี้ไม่เลวเลย เอาเข้ามาใหม่ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะท่านผู้นำ ถ้าคุณรู้สึกว่าดี ก่อนกลับฉันจะแบ่งให้บางส่วนค่ะ”
หลี่ม่านหงพูดพลางมองโทรศัพท์ไปด้วย เธอคิดว่าห้านาทีแล้ว เกรงว่าต้องหาเวลาปลีกตัวออกไปก่อน
“ไม่ต้อง ชาดื่มที่ร้านของคุณรสชาติดีกว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจของตู้เหมินไม่ค่อยดี ไม่ค่อยส่งผลกระทบกับร้านของคุณมากใช่ไหม”
หลี่ม่านหงส่ายหน้าแล้วหัวเราะ “ไม่มากค่ะ ยังไงการบริโภคระดับไฮเอนด์จริงๆ ไม่ได้รับผลกระทบพวกนี้เลยค่ะ เป็นเพราะหลักๆ แล้วมนุษย์เงินเดือนจะค่อนข้างลำบากมากกว่าค่ะ”
ผู้นำหลี่พยักหน้าช้าๆ “ก็จริงอยู่ คุณไม่เป็นไรผมก็สบายใจ อีกสักพักจะมีแขกมาสองสามคน คุณต้องช่วยผมต้อนรับหน่อยนะ”
“โอเคค่ะ เป็นข้าราชการของพวกเราเหรอคะ”
“มาจากต่างเมืองน่ะ ประเด็นหลักคือผู้นำสองพื้นที่ต้องเจรจาพูดคุยกัน ทุกคนสามัคคีกันถึงจะเป็นเรื่องดี”
หลี่ม่านหงพยักหน้า “ค่ะ ฉันจะจัดการอย่างดี ถ้าอย่างนั้น..ท่านผู้นำคะ ฉันขอไปดูห้องส่วนตัวห้องอื่นๆ ก่อนนะคะ”
“โอเค รีบไปรีบมาล่ะ” ผู้นำหลี่พูดพลางมองนาฬิกาบนกำแพง “พวกเขาใกล้จะถึงแล้ว อย่าช้าล่ะ”
“ได้ค่ะท่านผู้นำ”
พูดจบ หลี่ม่านหงก็รีบหันตัวเดินออกไป วิ่งตะบึงไปที่ห้องศาลาโบตั๋น
เวลานี้ บรรยากาศภายในศาลาโบตั๋นอยู่ในภาวะชะงักงัน
เฉินล่างเสนอราคาที่ไร้สาระออกมา ซ่งจื่อเซวียนฟังแล้วขี้เกียจสนใจเขาและกำลังจะเดินออกไป
เฉินล่างนั่งพิงโซฟา “ซ่งจื่อเซวียน ฉันเสนอราคาห้าหมื่นหยวนเพราะว่านายใช้ชีวิตที่ตู้เหมินได้ไม่เลว หัวหน้าอย่างฉันให้ความสำคัญกับนายนะ”
ซ่งจื่อเซวียนลุกขึ้นเอ่ยยิ้มๆ ว่า “เหอะๆ แล้วถ้านายไม่ให้ความสำคัญกับฉันล่ะ”
เฉินล่างได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที “ซ่งจื่อเซวียน ฉันไม่เข้าใจเลย ใครให้ความกล้ากับนายจนกล้าฉายเดี่ยวเข้ามาเนี่ย”
อันที่จริงก่อนหน้านี้เฉินล่างไม่อยากลงมือกับซ่งจื่อเซวียนในห้องส่วนตัว
เพราะเขารู้ว่ามียอดฝีมืออยู่ข้างกายซ่งจื่อเซวียน เขาจึงเหลือข่งอวี้เซินไว้คอยปกป้องอยู่ข้างกาย
ส่วนพวกโจวเหยียนและยอดฝีมือคนอื่น เขาจัดไว้ข้างนอกหอหงเยวี่ย พอพวกซ่งจื่อเซวียนออกไปก็จะจัดการโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ซ่งจื่อเซวียนคนนี้ไม่มีสมอง กล้ามาตัวคนเดียว
ดูท่าการลงมือจัดการเขาจะเป็นจริงได้ในอีกไม่นานแล้ว
“ฉายเดี่ยวเข้ามางั้นเหรอ คิดว่าพวกนายคู่ควรให้ฉันฉายเดี่ยวเข้ามาไหม อย่างมากสุดก็แค่เข้ามาเดินวนหนึ่งรอบ ดูพวกนายจะไม่มีความจริงใจอะไร ขอตัวก่อนแล้วกัน!”
“กล้าเรอะ!”
เฉินล่างถลึงตาทั้งสองข้าง ตบหน้าโต๊ะทันที ข่งอวี้เซินเห็นดังนั้นจึงกระโดดแล้วพุ่งไปอยู่ตรงหน้าซ่งจื่อเซวียนทันที
หลิวหยวนเฮิงเผยสีหน้าจนใจออกมา ในสายตาของเขา หัวหน้าแก๊งบุ่มบ่ามเกินไป
ไม่ว่าอย่างไรซ่งจื่อเซวียนก็คือเจ้าถิ่น การใช้กำลังเป็นแผนรอง ที่จะหยิบออกมาใช้ก็เพราะไม่มีวิธีอื่นแล้ว
ก่อเรื่องในพื้นที่ของอีกฝ่าย ดูไม่มีสมองจริงๆ เขากล้ามาคนเดียว ความจริงก็ต้องมีเหตุผลอื่นอยู่แน่นอน
เมื่อเทียบกันแล้ว หลิวหยวนเฮิงมีสมองมากกว่าหัวหน้าของเขาอย่างเห็นได้ชัด แต่เสียดายที่เฉินล่างนั้นเป็นหัวหน้า
มองดูข่งอวี้เซินที่อยู่ตรงหน้า ซ่งจื่อเซวียนทำสีหน้าเย็นชา ดูเหมือนจะนึกถึงตอนที่เขาถูกฟางรุ่ยจัดการครั้งก่อนได้
“ทำไมล่ะ จะขวางทางฉันทำไม ราคาที่พวกนายเสนอไม่โอเคนี่นา!” ซ่งจื่อเซวียนพูด
เฉินล่างค่อยๆ ลุกขึ้น ดูดบุหรี่ที่อยู่ในมืออย่างแรงแล้วขยี้ลงบนพื้น
“ไอ้หนู ราคาที่ฉันเสนอไม่โอเคงั้นเหรอ ง่ายมาก งั้นก็จะเล่นงานจนกว่านายจะพูดว่าโอเค”
เขาพูดจบ ข่งอวี้เซินก็จับคอเสื้อของซ่งจื่อเซวียนขึ้นมา
“ไอ้หนู บอดี้การ์ดคนนั้นของนายล่ะ จ่ายเงินไม่ไหวแล้วใช่ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนแค่นหัวเราะแล้วถ่มน้ำลายออกมา
“ทำร้ายฉัน พวกนายออกจากหอหงเยวี่ยไม่ได้แน่!”
ฟังน้ำเสียงที่เย็นชาของซ่งจื่อเซวียนแล้ว ข่งอวี้เซินพลันรู้สึกถึงความน่ากลัวจางๆ จากส่วนลึกของหัวใจ
ความน่ากลัวนั่นถึงแม้จะมีเพียงนิดเดียว แต่กลับพุ่งเข้าสู่หัวใจโดยตรง
ตกตะลึงจนไม่กล้าขยับไปชั่วขณะ
“ข่งอวี้เซิน นายมองอะไร ต่อยมันสิ ต่อยจนกว่ามันจะพูดว่าได้ ต่อยจนกว่ามันจะบอกว่ากู่เสี่ยวเป่าอยู่ไหน!”
และในตอนนี้เอง ประตูก็ถูกผลักออกทันที
“ทำร้ายคนในหอหงเยวี่ยงั้นเหรอ ดูหน่อยซิว่าใครกล้า!”
คนที่พูดก็คือหลี่ม่านหง หลังจากเสียงของเธอดังขึ้นมา ร่างเงาของสาวงามก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าของทุกคน
เมื่อเห็นหลี่ม่านหง สายตาของเฉินล่างอ่อนโยนขึ้นมาทันที
“เหอะๆ เถ้าแก่เนี้ย ไม่ต้องกลัว วันนี้ผมต้องจัดการไอ้หมอนี่ ถ้าทำข้าวของเสียหาย ผมจะรับผิดชอบเอง”
หลี่ม่านหงแค่นหัวเราะไปที แล้วเดินยักย้ายส่ายสะโพกเข้ามา
“แบบนั้นคงจะไม่เหมาะสมค่ะเสี่ยเฉิน คุณเพิ่งมาหอหงเยวี่ยฉันก็ต้องให้คุณชดใช้เงินแล้ว รู้สึกเกรงใจอยู่ค่ะ”
เฉินล่างรีบหัวเราะออกมาทันที “มีอะไรต้องเกรงใจ เงินน่ะต้องดูว่าจ่ายตรงไหน ถ้าจ่ายกับตัวคุณ ผมรู้สึกว่าคุ้มค่า!”
เฉินล่างพูดพลางเดินไปข้างหน้าแล้ววางมือลงบนไหล่ของหลี่ม่านหง
แต่ในตอนนี้เอง หลี่ม่านหงพลันยิ้ม “เสี่ยใจกว้างมากเลยค่ะ ถ้างั้นคุณต้องชดใช้เงินค่าพรมมาก่อนค่ะ”
“หืม?” เฉินล่างตกตะลึง
“พรมโบฮีเมียนค่ะเสี่ย ผืนที่อยู่ใต้เท้าของคุณมีราคาสี่หมื่นกว่าหยวน คุณดูสิคะ ก้นบุหรี่ไหม้หมดแล้ว”
“อะไรนะ สี่หมื่นเหรอ”
……………………………………….
……….