เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 336 ขาดทุน
ตอนที่ 336 ขาดทุน
……….
ห้องส่วนตัว ศาลาโบตั๋น
ซ่งจื่อเซวียนกำลังกินขนมที่ซางเทียนซั่วยื่นให้ ซางเทียนซั่วตอนนี้สวมกางเกงสแลคกับสูทเสริมไหล่ เสื้อเชิ้ตสีขาว ท่าทางดูมีชีวิตชีวาสุดๆ
“ขนมนี่อร่อยดีแฮะ จู่ๆ ฉันก็นึกถึงซานซานเลย ช่วงนี้พวกนายติดต่อกันบ้างหรือเปล่า”
“หือ? อาจารย์ ทำไมยังไม่ลืมเขาไปสักทีล่ะ…”
“พูดอะไรแบบนั้น คนเข้ามากินที่สวนสวินเฟิงกันเพราะกราแตงนะ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
ซางเทียนซั่วถึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า จริงด้วย สวนสวินเฟิงกับโต้วซานซานเป็นพาร์ตเนอร์ขนมหวานกันนี่นา
“พอได้แล้วน่า เมื่อสองวันก่อนพ่อผมก็โทรมาถามเหมือนกัน ถามว่าเมื่อไรผมจะแต่งงานกับซานซาน หัวจะปวด”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะออกมา ปกติโต้วซานซานมักจะแต่งตัวเสียเวอร์วัง ถึงหน้าตาจะไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่คนปกติก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
“จริงๆ ซานซานเป็นคนดีนะ นายเปลี่ยนสไตล์ให้เขาก็พอแล้วนี่”
ซางเทียนซั่วกลอกตามองบน หยิบขนมเข้าปากอีกชิ้น
“ถ้าเปลี่ยนได้ก็ดีสิ ของแบบนี้มันฝังรากลึกจะตาย วันๆ แต่งตัวอย่างกับคนบ้า…อื้ม ขนมนี่อร่อยแฮะ”
ทั้งสองพูดคุยกัน จนกระทั่งเฉินล่างผลักประตูเข้ามา
เมื่อเห็นซางเทียนซั่วยืนอยู่ข้างใน ถือขนมในมือไปด้วย เฉินล่างก็ฉุนขึ้นมาทันที
“แม่งเอ๊ย ใครให้แกเข้ามาวะ บ๋อยมากินขนมที่ฉันซื้อมาเนี่ยนะ หอหงเยวี่ยนี่มันเป็นที่แบบไหนกันแน่วะ”
เฉินล่างคำรามและมองสภาพรอบๆ “ให้ตาย ก็ดูไฮโซดีนี่หว่า แต่ดันมีคนทุกประเภทเลยโว้ย!”
อันที่จริงข้อความนี้สื่อถึงพวกผู้นำหลี่ หมายถึงพวกที่พกปืนมา
เพียงแต่เขาไม่กล้าพูดต่อหน้าคนอื่น จึงระบายอารมณ์กับพนักงานชายแทน
อย่างไรส่วนใหญ่พวกพนักงานบริการในสถานบันเทิงก็ยอมโดนด่ากันง่ายๆ อยู่แล้ว ใครกล้าหือ เดี๋ยวพ่อไปฟ้องผู้จัดการ ไม่ให้จ่ายเงินซะนี่
แต่พนักงานที่เขาพบในวันนี้ไม่ใช่พนักงานทั่วไป…
ซางเทียนซั่วฟังจบก็จ้องหน้าเขาเขม็ง “ไอ้สะเหล่อนี่ด่าใครวะ”
ซ่งจื่อเซวียนผงะ ในใจคิดว่าห้ามไม่ทันแล้ว ซางเทียนซั่วนิสัยเหมือนไฟ มีหรือจะทนให้เฉินล่างด่าได้
เฉินล่างแน่นิ่งไปทั้งตัว ได้แต่ยืนบื้อใบ้ วันนี้มาละลายทรัพย์หรือมาสร้างปัญหากันแน่
เมื่อครู่เพิ่งจะโดนคนเอาปืนจ่อมาหยกๆ ตอนนี้มาโดนบ๋อยด่าซะแล้ว?
ได้ยินเช่นนี้ เฉินล่างก็เดินฉับๆ เข้าไปหา ยกมือขึ้นพร้อมจะตบ
เขารู้สึกว่าตบสักทีคงช่วยระบายความโกรธได้ ไอ้บ๋อยกระจอกนี่จะได้รู้ฤทธิ์ของเขาซะบ้าง
ใครจะไปคิดว่าฝ่ามือยังไม่ทันฟาดลงมา ซางเทียนซั่วก็ถอยเท้าไปก้าวหนึ่ง แล้วยกเท้าเตะเข้าที่ท้องของเฉินล่าง
“อ๊าก…”
เฉินล่างร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เขาทรุดลงงอตัวกุมท้องทันที ซางเทียนซั่วไม่มีทีท่าว่าจะยั้งมือ เข้าไปต่อยซ้ำอีกหมัด
ผัวะ!
หมัดกระทบใบหน้าของเฉินล่าง มุมปากเขาเป็นรอยช้ำขึ้นมาทันที
“อ๊าก…”
เฉินล่างถูกต่อยจนล้มไปนั่งกับพื้น สภาพมึนงงไปหมด
แม่ง ฉันเป็นถึงหัวหน้าแก๊งนะโว้ย!
ที่เหออัน มีหลายที่ชวนข้าไปใช้บริการด้วยซ้ำ
แต่มาถึงตู้เหมิน…แค่ก้าวเข้ามาก็โดนปืนจ่อซะแล้ว แถมตอนนี้ยังโดนบ๋อยต่อยอีกเนี่ยนะ?
อุตสาหกรรมบริการในตู้เหมินมันเถื่อนขนาดนี้เชียวเหรอ ต่อยแขกเนี่ยนะ?
ข่งอวี้เซินเห็นท่าไม่ดีก็รีบเข้ามาขวาง “แม่งเอ๊ย ไอ้หนู แกเบื่อชีวิตตัวเองแล้วใช่ไหม”
ซางเทียนซั่วเห็นทักษะของข่งอวี้เซินอยู่แล้ว เห็นแล้วว่าอีกฝ่ายพุ่งตัวเข้ามา จึงยกเก้าอี้ตัวหนึ่งขึ้นเพื่อตั้งรับ
ตู้ม! พลั่ก…
ตอนนี้เองประตูถูกผลักเปิดออก หลี่ม่านหงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าขึงขัง
เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เธอไม่อยากให้ผู้นำหลี่ถูกรบกวน ถูกเฉินล่างทำลายฝันลงเสียแล้ว ตอนที่เธอเดินออกมาจึงไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าให้ใครมอง
“หยุดเดี๋ยวนี้เลย พวกคุณคิดว่าหอหงเยวี่ยของฉันเป็นที่แบบไหนกันน่ะ”
แค่เห็นหลี่ม่านหงถลึงตา ข่งอวี้เซินก็ไม่กล้าขยับเขยื้อนแล้ว
บริหารสถานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้ หลี่ม่านหงจะเป็นคนธรรมดาไปได้อย่างไร
“เถ้าแก่เนี้ย คุณมาพอดี พวกพนักงานของคุณนี่…”
ยังไม่ทันพูดจบ หลี่ม่านหงก็ยกมือขึ้น “เสี่ยวซาง ออกไปก่อนเถอะ”
เสี่ยวซาง? ซ่งจื่อเซวียนได้ยินชื่อเรียกนี้ก็รู้สึกอยากขำขึ้นมา
ซางเทียนซั่วพยักหน้ารับทันทีแล้วเดินจากไป
“เถ้าแก่เนี้ย ร้านคุณน่ะโอเคอยู่หรอก แต่คนในร้านกล้าพกปืน พวกคุณไม่กลัวตำรวจมาตรวจบ้างเหรอ”
เฉินล่างพูด คำพูดของเขาแฝงด้วยความกรุ่นโกรธอย่างชัดเจน
หลี่ม่านหงแค่นหัวเราะ “ไม่มีปัญหาหรอกค่ะเสี่ยเฉิน ลูกค้าห้องนั้นคนธรรมดาล่วงเกินไม่ได้”
เฉินล่างหัวเราะ “ฮ่าๆ ไม่ต้องเวอร์ขนาดนั้นก็ได้มั้ง? แค่พกปืน ผมเองก็พกได้ คุณเชื่อไหมล่ะ”
“งั้นเหรอคะ ถ้าเสี่ยเฉินเก่งกาจขนาดนั้น แล้วกลัวตำรวจมาตรวจหรือเปล่าคะ” หลี่ม่านหงกล่าว
ฟังจบ เฉินล่างก็ต้องผงะ เพ้อเจ้อแล้ว พกปืนใครไม่กลัวโดนตรวจบ้าง…
“คุณหมายความว่าไง”
ก่อนที่หลี่ม่านหงจะเดินเข้าไปใกล้ เธอเหลือบตามองเก้าอี้ที่พังยับเยิน “ก็ไม่ได้หมายความว่าไงค่ะ เสี่ยๆ พวกนั้นเป็นพวกที่พกปืน ไปไหนมาไหนก็มีรถตำรวจคอยเปิดทางให้ตลอด”
ได้ยินประโยคนี้ เฉินล่างก็มึนงงไป ข่งอวี้เซินก็เช่นกัน
มีเพียงหลิวหยวนเฮิงเท่านั้นที่มีสีหน้าวิตกกังวลและทำอะไรไม่ถูก ราวกับเมื่อครู่เขาก็คิดถึงความเป็นไปได้นี่ไว้แล้ว
ดังนั้นตอนที่หลี่ม่านหงพูด เขาจึงไม่ค่อยตกใจนัก
“ที่คุณพูดมา…ที่คุณพูดมาน่ะจริงเหรอ” เฉินล่างถาม
หลี่ม่านหงยิ้ม แอบพูดในใจว่าจริงไม่จริงเดี๋ยวก็ได้รู้เอง
“จริงเท็จไม่จำเป็นต้องพิสูจน์หรอกค่ะเสี่ยเฉิน เสี่ยในห้องเมื่อกี้นี้ฝากฉันมาบอกว่าคุณอาจจะต้องจ่ายเงินค่าพรมผืนนี้ค่ะ”
“อะไรนะ พวก…พวกแกทำธุรกิจกันแบบนี้เองเหรอ” เฉินล่างอารมณ์เสียในพริบตา
ในสายตาของเขา เขาเห็นหลี่ม่านหงเป็นสาวนั่งดริงก์มาโดยตลอด จึงไม่พอใจที่เห็นเธอเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน
“ฮ่าๆ เสี่ยเฉิน นี่ไม่ใช่คำพูดของฉันค่ะ แต่เป็นของเสี่ยที่อยู่ห้องนั้นต่างหาก แต่ดูท่าตอนนี้ต้องเพิ่มเก้าอี้ตัวนี้เข้าไปด้วยแล้วล่ะค่ะ”
หลี่ม่านหงพูดจบ ข่งอวี้เซินก็รู้สึกกระอักกระอ่วนทันที
เมื่อกี้ตอนต่อยเก้าอี้รู้สึกสะใจมาก ในที่สุดตอนนี้ก็ถึงเวลาคิดบัญชีเสียแล้ว…
ทันใดนั้น เขาก็มองไปยังเฉินล่าง ในเมื่อเกิดเรื่องขึ้น หัวหน้าแก๊งอย่างนายก็ต้องจ่ายนะ
เฉินล่างสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติตัวเองสุดๆ
ต้องบอกไว้ก่อนว่าเขาเสียใจเหลือเกินที่มาเยือนตู้เหมินครั้งนี้…
“เก้าอี้เท่าไร”
หลี่ม่านหงยิ้ม “ไม่แพงหรอกค่ะ สำหรับคนอย่างเสี่ยเฉิน แค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงค่ะ”
เฉินล่างพ่นลมหายใจประชด “เหอะ รู้ไว้ก็ดีแล้ว”
“เก้าอี้อาร์มแชร์ไห่หวง คุณจ่ายมาเจ็ดแสนแล้วกันค่ะ”
“หา?”
ลูกตาของเฉินล่างแทบจะถลนออกมา เจ็ดแสน? เก้าอี้ตัวเดียวเนี่ยนะ? นี่โก่งราคากันหรือยังไง
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเฉินล่าง หลี่ม่านหงก็ยิ้มออกมา “ถ้าเสี่ยเฉินรู้สึกว่าแพงไป พวกเราเชิญผู้เชี่ยวชาญมาประเมินให้ได้นะคะ ถ้ามูลค่าน้อยกว่าที่ฉันพูดไป ม่านหงไม่เอาเงินคุณสักเฟินเดียวเลยก็ได้”
เฉินล่างย่อมไม่มีทางทำเช่นนั้น การยอมให้หลี่ม่านหงพาผู้เชี่ยวชาญมา ก็แสดงว่าพวกเขาจะพูดเข้าข้างเธอไม่ใช่เหรอ
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาตรวจสอบราคาโดยประมาณของอาร์มแชร์ไห่หวง
ไม่นานนักเขาก็เห็นราคาปรากฏบนหน้าเว็บไซต์
หนึ่งล้านสองแสน สามล้าน เก้าแสน หนึ่งล้านเจ็ดแสน…
ยิ่งอ่านเฉินล่างยิ่งอึกอัก ฉิบหาย เจ็ดแสนนี่ถือว่าราคามิตรภาพแล้วนี่หว่า…
“คุณเปิดแค่โรงน้ำชาแท้ๆ ทำไมต้องใช้เก้าอี้ราคาแพงหูฉี่แบบนี้ด้วย แล้วถ้าแขกทำพังจะทำยังไง เคยโดนสงสัยว่าโกงราคาของที่เสียหายไปบ่อยแค่ไหนเนี่ย”
เฉินล่างดูเหมือนจะพูดอะไรไม่ออกเลย
หลี่ม่านหงหัวเราะเยาะ “ฮึ เสี่ยพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ เฟอร์นิเจอร์ในหอหงเยวี่ยของเราไม่มีของเลียนแบบสักชิ้น ก็แค่สไตล์ทันสมัยเท่านั้นเอง ไม่อย่างนั้นเก้าอี้นี่…คุณคงต้องจ่ายประมาณสิบล้าน”
เฉินล่างสูดหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง
เจ็ดแสน เขายังพอจ่ายได้ แต่เงินในแก๊งที่เขาหามาได้หลายปีมานี้เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งหรือสองล้านด้วยซ้ำ
ถ้าเขาชดใช้ค่าเก้าอี้ด้วยทรัพย์สินก้อนใหญ่ของแก๊ง เขารับไม่ไหวจริงๆ
“เถ้าแก่เนี้ย ผมยังเป็นลูกค้าของคุณอยู่นะ เอาอย่างนี้ดีไหม เงินที่อยู่ในมือผมตอนนี้ยังไม่พอ เพราะงั้น…”
“ขอเซ็นติดเงินไว้ก่อนเหรอคะ ได้สิ”
เฉินล่างได้ยินดังนั้นก็รู้สึกพอใจในทันใด
สิ่งที่เขาคิดคือตอนนี้ต้องพาซ่งจื่อเซวียนออกไปเสียก่อน จากนั้นก็ออกไปจากตู้เหมินทันที ถ้าคิดจะมาขอเงินเจ็ดแสนจากข้าทีหลัง
ข้ารู้จักแกด้วยเหรอ
“แต่ทางที่ดีที่สุดคุณอย่ามาสร้างเรื่องให้กับหอหงเยวี่ยของฉันอีกเลยดีกว่าค่ะ ไม่งั้น…เสี่ยที่อยู่ห้องนั้นคงจะไม่อนุญาต”
เฉินล่างเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วางใจได้เลยๆ เถ้าแก่เนี้ย พวกเราจะแยกย้ายกันไปตอนนี้เลย ผมจะหาเงินมาคืนให้คุณแน่นอน!”
หลี่ม่านหงแค่นหัวเราะ หันตัวเดินจากไป เธอเดาว่าพวกเฉินล่างคงไม่กล้าทำอะไรอีกแล้ว
สิ่งที่เรียกว่าพลังข่มขู่นั้น ต้องดูที่ผู้นำ!
หลี่ม่านหงจากไปแล้ว เฉินล่างจึงค่อยมานั่งคิด “ซ่งจื่อเซวียน บอกมาว่ากู่เสี่ยวเป่าอยู่ที่ไหน ไม่งั้นวันนี้นายต้องไปกับเรา!”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ราคาที่นายเสนอมามันไม่สมเหตุสมผลเลย ฉันจะบอกนายได้ยังไงล่ะ”
“สมเหตุสมผลกับแป๊ะแกสิ ข่งอวี้เซินเอาตัวมันไปเลย!”
เฉินล่างคิดในใจว่าแกยังกล้าพูดเรื่องเงินกับฉันอีกเหรอ วันนี้ข้าใช้เงินทิ้งๆ ขว้างๆ ไปเป็นหมื่น แถมยังติดหนี้อีกหลายแสน…
แน่นอนว่าเขาไม่คิดที่จะจ่ายคืน
ข่งอวี้เซินเดินเข้ามาใกล้ เอื้อมมือไปคว้าไหล่ของซ่งจื่อเซวียนไว้ “เจ้าคนแซ่ซ่ง แกน่ะทำตัวดีๆ หน่อย ไม่งั้นก็เห็นดีกันแน่!”
ซ่งจื่อเซวียนไม่มีท่าทีต่อต้าน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขารอตอนพ้นจากประตูไปก่อนดีกว่า
ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไปถึงหน้าประตู ฟางรุ่ยและอวี่เหวินเซี่ยวก็จะเข้ามารับตัวเขา
พวกเขาเดินลงไปชั้นล่าง และออกไปจากหอหงเยวี่ยทันที
ขณะที่เดินออกจากประตู ในที่สุดเฉินล่างก็ถอนหายใจออกมา
เขามองกลับไปที่ป้ายใหญ่ของหอหงเยวี่ย อดไม่ได้ที่จะถ่มน้ำลายสักที
“ให้ตายเหอะแม่ง ที่เฮงซวยแบบนี้ ข้าจะไม่มาเหยียบอีกตลอดชีวิต”
พูดจบเขาก็มองไปรอบๆ และผิวปาก
ฟังจากจังหวะผิวปากก็บอกได้ว่าเป็นสัญญาณในแง่ดี
แต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจเลย
หลิวหยวนเฮิงเองก็พยายามผิวปากด้วย แต่ก็ไม่มีใครสนใจเช่นกัน
“โธ่เว้ย ไอ้หมูโง่พวกนี้ หายหัวไปไหนนะ” เฉินล่างเดินหน้าต่อไปไม่กี่ก้าว ก่อนจะคำรามเสียงแผดต่ำ “แม่งเอ๊ย ออกมาสิวะ ถอยได้แล้ว!”
ยังไม่มีการเคลื่อนไหว
ทันใดนั้นเฉินล่างกับหลิวหยวนเฮิงก็ประสานสายตา แววตาแฝงความหมายบางอย่างไว้
“ไม่สนแล้ว ขึ้นรถก่อน ไว้กลับไปโรงแรมแล้วค่อยติดต่อพวกมัน!”
เฉินล่างพูดอย่างหวาดๆ แล้วเดินตรงไปที่รถเก๋งเจ็ดที่นั่งของพวกเขาทันที
แต่เมื่อเข้าไปใกล้ เขาก็เห็นร่างหนึ่งเดินออกมาจากท้ายรถ
แสงโคมไฟหน้าหอหงเยวี่ยสาดกระทบใบหน้าของร่างนั้น เห็นแววตาเย็นชาที่ปรากฏออกมาจากดวงตาคู่นั้นได้อย่างชัดเจน
คนคนนั้นจ้องมองพวกเฉินล่าง ในที่สุดสายตาก็เคลื่อนมาหยุดที่ตัวซ่งจื่อเซวียน
วูบ…
ความเร็วที่เหมือนกับภาพหลอน ทำเอาทุกคนแทบจะโต้ตอบไม่ทัน ได้ยินแต่เสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดราวกับใจสลายของข่งอวี้เซินเท่านั้น
วินาทีต่อมา ข่งอวี้เซินก็กลิ้งไปมาบนพื้นพร้อมกับกุมเป้ากางเกงไปด้วย ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้อยู่ตรงที่เดิมอีกแล้ว
………………………………………….
……….