เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 338 บอดี้การ์ดส่วนตัว
ตอนที่ 338 บอดี้การ์ดส่วนตัว
……….
ได้ยินประโยคนี้ เฉินล่างก็แค่นหัวเราะ
เขากัดฟัดจ้องหน้ากู่เสี่ยวเป่า ดวงตาสองข้างเปลี่ยนเป็นสีเลือด
“ฉันไม่เกี่ยวข้องกับแก๊งขอทานแล้วงั้นเหรอ กู่เสี่ยวเป่า แกคิดจริงๆ เหรอว่าแกจะคุมขอทานทั้งแก๊งได้”
กู่เสี่ยวเป่าเชิดหน้ามองเขาเล็กน้อย แต่ไม่ตอบคำถาม
“หึๆ ต่อให้แกคุมพวกขอทานในมือของแกได้ แต่คิดว่าจะคุมคนของกลุ่มเสื้อผ้าสะอาดได้เหรอ”
กู่เสี่ยวเป่ายังคงนิ่งเงียบ
“กลุ่มเสื้อผ้าสะอาดภายใต้การควบคุมของฉันอาจจะไม่ได้ดีพร้อมอย่างที่คิด แต่หลายปีมานี้พวกระดับสูงต่างก็ได้เงินกันเป็นแถว คิดว่าพวกนั้นจะฟังแกงั้นเหรอ”
ได้ยินเฉินล่างพูดเช่นนี้ กู่เสี่ยวเป่าก็ได้แต่ยักคิ้ว หัวเราะเบาๆ
“พูดจบหรือยัง”
เฉินล่างขมวดคิ้ว “เออ”
“เฉินล่าง แกคิดว่ากลุ่มเสื้อผ้าสะอาดมีแต่พวกระดับสูงที่อยู่รอบตัวแกเท่านั้นเหรอ พวกที่ไม่ได้เป็นผู้อาวุโสทั้งแปดอย่างเป็นทางการเนี่ยนะ?
ฮ่าๆ เสียดายอุตส่าห์เป็นคนของแก๊งขอทานทั้งที ดันลืมไปซะแล้วว่าต้องขึ้นเป็นผู้อาวุโสยังไง”
เฉินล่างแค่นเสียง “เหอะ มันก็แค่พิธีกรรมโบราณคร่ำครึก็เท่านั้น แก๊งขอทานในตอนนี้ไม่ต้องการของพรรค์นั้นแล้ว”
“ผิด ผิดมหันต์เลย เฉินล่าง แกยินดีที่จะเป็นคนบาปที่ถูกสาปแช่งยันลูกหลาน แต่กู่เสี่ยวเป่าคนนี้ไม่อนุญาต!”
เฉินล่างจ้องมองกู่เสี่ยวเป่า ไม่พูดอะไรเลยอยู่พักใหญ่
“กฎของขอทานนับร้อยปีต้องมาพังด้วยน้ำมือของแกงั้นเหรอ เฉินล่างไอ้คนระยำ ตราบใดที่กู่เสี่ยวเป่าคนนี้ยังอยู่ ฉันจะปกป้องกฎพวกนี้เอาไว้
ถ้าปราศจากพิธีกรรมโบราณพวกนี้ แล้วประวัติศาสตร์ มรดกของแก๊งขอทานจะไปอยู่ไหน
แกคิดว่าฉันอยากได้พวกจอมยุทธ์ในกลุ่มเสื้อผ้าสะอาดของแกมากนักเหรอ แกคิดผิดแล้ว สิ่งที่ฉันต้องการคือพี่น้องขอทานทั้งหมด!
เรื่องผู้อาวุโสทั้งแปดของแก ฉันไม่คิดจะสนใจด้วยซ้ำ ถ้าคิดว่าแน่จริงก็ออกไปจากแก๊งขอทานให้หมด ฉันไม่เอาไว้สักตัว!”
“แก…” เฉินล่างชี้นิ้วใส่กู่เสี่ยวเปา แต่ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
เจ้าเด็กคนนี้ดูเติบโตขึ้นกว่าที่เขาคิด และครั้งหนึ่ง เขาเกือบจะประเมินศัตรูต่ำไป
เขาไม่คิดว่ากู่เสี่ยวเป่าจะดูถูกคนที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดในแก๊งขอทาน
พอมาคิดดูตอนนี้ ดูเหมือนว่ากู่เสี่ยวเป่าจะพูดถูก สิ่งที่เขาต้องการคือพี่น้องแก๊งขอทานที่เขาเคยมองข้ามมาตลอด
อันที่จริงพี่น้องพวกนั้นก็คือรากฐานของแก๊ง
“กู่เสี่ยวเป่า ตราบใดที่เฉินล่างคนนี้ยังไม่ตาย ฉันก็ยังควบคุมกลุ่มเสื้อผ้าสะอาดได้อยู่ดี!”
“หึๆ นั่นเป็นแค่สิ่งที่แกคิด ฟางรุ่ย ให้อวี่เหวินเซี่ยวพาไอ้พวกไร้ประโยชน์เข้ามาซิ!”
“ได้ครับ ท่านหัวหน้าแก๊ง!”
ฟางรุ่ยกดโทรออกทันที
ไม่นานนัก อวี่เหวินเซี่ยวก็พาคนที่ถูกมัดตัวไว้เข้ามาในห้อง
ทว่าคนที่เดินเข้ามาไม่ใช่แค่พวกเขา
พร้อมกันนั้นยังมีเหลียงฮั่นที่ถูกทิ้งไว้ในบ่อน้ำเป็นเวลาสองวัน กับชายชราผมหงอกอีกสามคน
ชายชราสามคนสวมเสื้อผ้ามอมแมม แต่สภาพจิตใจยังดี และเห็นได้ชัดว่าร่างกายก็แข็งแรงดีไม่แพ้กัน
ซ่งจื่อเซวียนจำหนึ่งในนั้นได้ จึงกอบหมัดคำนับ “ปู่กุ่ย มาแล้วเหรอครับ”
ปู่กุ่ยเองก็กอบหมัดตอบรับ “เฮอะๆ ท่านเจ้าของร้าน ไม่ได้เจอกันนาน ฉันสร้างปัญหาให้นายไว้เยอะเลยสินะ”
“ปู่กุ่ยเกรงใจผมเกินไปแล้ว ถ้ามีโอกาสแวะมาดื่มที่ร้านสิครับ”
“แน่นอน แน่นอน” ปู่กุ่ยกล่าวยิ้มๆ
ส่วนชายชราอีกสองคน ซ่งจื่อเซวียนคล้ายจะเดาได้ว่าใครเป็นใคร
คนหนึ่งหลับตาทั้งสองข้าง มือถือไม้เท้า แม้จะหลับตาอยู่แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร
ชายชราอีกคนหนึ่งหน้าตาธรรมดา แต่บนหน้าผากมีก้อนเนื้อห้าหกก้อนใหญ่ๆ แปะอยู่ ราวกับเป็นมะเร็งซาร์โคมาอย่างไรอย่างนั้น
ถ้าเดาไม่ผิด เขาก็คือเพ่าเพ่าหลง ผู้อาวุโสทั้งแปดแห่งแก๊งขอทาน
เมื่อเห็นคนเหล่านี้เดินเข้ามา สีหน้าของเฉินล่างก็เปลี่ยนไปทันที ตอนแรกเขาตกใจแต่ก็ค้อมศีรษะลงอย่างรวดเร็ว
กู่เสี่ยวเป่าที่นั่งอยู่บนม้านั่งไม้เอ่ย “เฉินล่าง เบิกตาชั่วๆ ของแกดูซะ ทั้งสามท่านนี้เป็นใคร!”
เฉินล่างไม่มีหน้าตอบคำถาม
ตอนที่เฉินล่างยังเป็นสมาชิกของแก๊ง ทั้งสามคนนี้เป็นผู้อาวุโสทั้งแปดอยู่แล้ว
จากนั้นเขาก็ใช้อำนาจในมือเข้าควบคุมกลุ่มเสื้อผ้าสะอาด สิ่งแรกที่เขาทำคือยึดชามเมฆครามที่ปู่ตาบอดเก็บรักษาไว้มา
จากนั้น การไล่ล่ากู่เสี่ยวเป่าและผู้อาวุโสทั้งแปดก็กลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของเฉินล่าง
ตอนนี้อยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสาม เฉินล่างมีหน้าชูคอขึ้นมาด้วยเหรอ
“หึ เฉินล่าง แกมันไม่ใช่คน คิดว่าฉันตาบอดแล้วจะจำแกไม่ได้เรอะ แค่เข้าไปในบ้าน ฉันก็ได้กลิ่นเหม็นน่าขยะแขยงจากตัวแกแล้ว”
ปู่ตาบอดพูดด้วยความโกรธ
“แกผูกมัดตัวเองแท้ๆ เลยเฉินล่าง แกไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึงบ้างเหรอ ถ้าไม่ได้หัวหน้าแก๊งเมตตา คอยช่วยเหลือตาเฒ่าอย่างพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า ป่านนี้พวกเราคงได้ไปพบหัวหน้าคนเก่าแล้ว”
ผู้อาวุโสเพ่าเพ่าหลงนั้นควบคุมตัวเองแทบไม่หยู่ ขณะพูด เขาก็เดินเข้าไปตบหน้าเฉินล่างฉาดใหญ่
“เพียะ!”
เฉินล่างหน้าชาไปแล้ว เมื่อครู่โดนซางเทียนซั่วตบเข้าไปไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบแปดสิบที ตอนนี้ไม่รู้สึกเจ็บอะไรอีกแล้ว
ยอดฝีมือกลุ่มเสื้อผ้าสะอาดที่ยืนดูอยู่ตอนนี้ยังได้แต่ตะลึงงัน
ชายคนนี้คือหัวหน้าสูงสุดของพวกเขา แต่ตอนนี้กลับถูกสั่งสอนราวกับน้องเล็กสุด
ไม่ใช่แค่นั้น แต่ยังปล่อยให้คนอื่นมาตบเล่นอีก
จากนั้น กู่เสี่ยวเป่าก็หันไปมองปู่กุ่ย “ปู่กุ่ย คุณว่าจะจัดการยังไงดีครับ”
ในบรรดาสามผู้อาวุโสทั้งแปด ปู่กุ่ยมีตำแหน่งสูงสุด ตอนนี้กู่เสี่ยวเป่าก็หวังจะได้รับคำชี้แนะจากเขา
ปู่กุ่ยมองเฉินล่าง สายตานั้นอัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้น
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาแตกต่างไปจากอีกสองคน เขาไม่คิดที่จะระบายความโกรธนั้นออกมา
“หัวหน้าแก๊ง เฉินล่างทำผิดอย่างไม่อาจให้อภัย ฉันขอให้ขับไล่มันออกจากแก๊งขอทานไปซะ”
กู่เสี่ยวเป่าพยักหน้า “อวี่เหวินเซี่ยว เอาผ้าอุดปากคนพวกนั้นออกซะ”
อวี่เหวินเซี่ยวทำตามคำสั่ง
“แล้วพวกนายล่ะ ยังอยากอยู่ในแก๊งขอทานกับฉัน หรือจะไปเร่ร่อนข้างถนนกับเฉินล่าง”
กู่เสี่ยวเป่าถาม
หลายคนมองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าจะต้องตอบอย่างไร
ถ้าจะพูดให้ชัดกว่านี้คือ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร
เดิมทีพวดเขาวางแผนโจมตีมาอย่างดี ตั้งใจว่าวันนี้จะจับซ่งจื่อเซวียนให้ได้
แต่ดูเหมือนว่าเกมยังไม่ทันเริ่ม พาร์ตของพวกเขาก็จบไปแล้ว
ยอดฝีมือสองคนโผล่ออกมา จัดการมัดพวกเขาไว้เสียเรียบร้อย
จนกระทั่งตอนนี้พวกเขารู้ความจริงเพียงไม่กี่เรื่อง
เรื่องแรกคือตำแหน่งหัวหน้าแก๊งของเฉินล่างหายวับไปแล้ว แถมยังถูกขับไล่ออกจากแก๊งขอทานอีกด้วย
เรื่องที่สอง เด็กที่อยู่เบื้องหน้าคือกู่เสี่ยวเป่าที่เฉินล่างตามไล่ล่ามาโดยตลอด แต่ตอนนี้ภาพที่เห็นคืออีกฝ่ายจัดการเฉินล่างเสียอยู่หมัด
เรื่องสุดท้ายคือทางเลือกที่พวกเขาต้องเผชิญ ณ ขณะนี้ ถ้าอยู่ในแก๊งขอทาน ก็ต้องฟังหัวหน้าแก๊งน้อย แต่ถ้าจะจากไปกับเฉินล่าง ก็ไม่สามารถหากินกับแก๊งขอทานได้อีกแล้ว
กู่เสี่ยวเป่ากวาดตามองพวกเขา “ไม่งั้นพวกเรามาตกลงกันก่อนดีกว่า การจะเป็นพี่น้องแก๊งขอทานของฉัน พวกนายต้องได้สี่ถุงเป็นอย่างต่ำ และต้องขอข้าวเท่านั้น”
“ขอข้าว?”
หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน
“ถูกต้อง เป็นแก๊งขอทานก็ต้องขอข้าว ไม่งั้นจะเรียกขอทานไปทำไม ส่วนกลุ่มเสื้อผ้าสะอาดคนอื่นๆ ฉันจะจัดให้ขอทานตามพื้นที่ต่างๆ แต่มีกฎที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด”
เฉินล่างยิ้มเยาะ “ก็แค่ขอข้าวจำเป้นต้องมีกฎด้วยเหรอ”
“แน่นอนสิ ห้ามปล้นห้ามขโมย ห้ามรังแกผู้หญิงกับเด็ก ห้ามมีส่วนร่วมในธุรกิจที่ไม่โปร่งใส ห้ามขอทานบนขนส่งสาธารณะ”
กู่เสี่ยวเป่าพูด
ฟังจบ ปู่กุ่ยก็พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ “กฎของหัวหน้าแก๊งเป็นกฎที่ดี การขอทานเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องไปเบียดเบียนคนอื่น รวมถึงไปก่อกวนคนอื่นบนรถสาธารณะด้วย”
กู่เสี่ยวเป่าพูดยิ้มๆ “ปู่กุ่ยก็ชมกันเกินไป ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว แก๊งขอทานก็ต้องเปลี่ยนด้วย หวังว่าสิ่งที่เเสี่ยวเป่าทำจะไม่ทำให้ท่านผู้อาวุโสผิดหวังนะครับ”
“หึๆ อายุน้อยแต่ความรู้แน่น วิสัยทัศน์กว้างไกล หัวหน้าแก๊งจงเจริญ” ปู่ตาบอดกอบหมัดเอ่ย
แม้ว่าเขาจะเป็นคนตาบอด แต่ทักษะการได้ยินของเขาแม่นยำมาก สามารถหันหน้าไปทำความเคารพในจุดที่กู่เสี่ยวเป่ายืนอยู่ได้อย่างถูกต้อง
กู่เสี่ยวเป่าหันไปทำความเคารพท่านอื่น “อวี่เหวินเซี่ยว ปล่อยพวกเขาไป ถ้าอยากไปก็ไปซะตอนนี้ ถ้าจะอยู่อีกเดี๋ยวก็รอรับคำสั่งด้วย”
ในไม่ช้า อวี่เหวินเซี่ยวกับฟางรุ่ยก็แกะเชือกป่านให้พวกเขา
เมื่อเผชิญหน้ากับสองยอดฝีมือและผู้อาวุโสทั้งแปด พวกเขาก็ไม่กล้าก่อเรื่อง
แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะตอบกู่เสี่ยวเป่าอย่างไร บอกตามจริงว่าพวกเขาไม่อยากเป็นขอทาน
ตอนที่เป็นลูกน้องเฉินล่าง หลายคนหารายได้เองได้ แม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ถือว่ากินดีอยู่ดี
คนเราเคยชินกับความสบายไปแล้ว ยากเกินไปที่จะให้กลับมาขอทานอีกครั้ง
เมื่อพวกเขาถูกปล่อยตัว หลิวหยวนเฮิงเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืน
เขากอบหมัด “หัวหน้ากู่ หลิวหยวนเฮิงขออยู่ในแก๊งขอทานต่อไป”
“หลิวหยวนเฮิงแก…ไอ้คนทรยศ…”
เฉินล่างพูดด้วยความโกรธ
แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครสนใจเขาอีกต่อไป
กู่เสี่ยวเป่ายิ้ม “ฮ่าๆ ได้ยินชื่อเสียงของหลิวหยวนเฮิง กุนซือผู้ชาญฉลาดของเฉินล่างมานาน วันนี้โชคดีจริงๆ ที่ได้พบ”
พูดแล้วก็กอบหมัดทักทาย
“แต่คุณหลิว ถ้าอยู่ในแก๊งขอทานของผม คุณต้องทำงานเป็นขอทานต่อไปนะครับ”
หลิวหยวนเฮิงกล่าวยิ้มๆ “ผมจะออกจากแก๊ง ใช้เรี่ยวแรงของตัวเองทำมาหากินต่อไปก็ได้ แต่ว่า…
วันนี้ได้พบกับหัวหน้ากู่ หยวนเฮิงก็มั่นใจ และเต็มใจที่จะรับใช้หัวหน้ากู่”
หลิวหยวนเฮิงเป็นคนฉลาดหลักแหลม เขารู้ว่าแม้ว่าจะเริ่มจากการเป็นขอทาน เขาก็ต่างจากขอทานธรรมดา
ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขา การเป็นขอทานต่อเป็นแค่เรื่องที่กู่เสี่ยวเป่าบังคับให้พวกเขาทำ
พูดตามตรงมันคือความน่าเกรงขามของหัวหน้าแก๊ง แต่ด้วยความสามารถ พวกเขาย่อมเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ยังไม่ต้องพูดถึงการเลื่อนขั้นเป็นลูกน้องขั้นไหน อย่างน้อยที่สุดแค่ได้เป็นคนที่หัวหน้าแก๊งให้ความสำคัญ อนาคตข้างหน้าก็สดใสขึ้นมาแล้ว
เหมือนกับอวี่เหวินเซี่ยว แม้จะเป็นคนในแก๊งขอทาน แต่ในฐานะคนที่อยู่เคียงข้างกู่เสี่ยวเป่า ทุกวันนี้ก็ไม่ต้องใส่เสื้อผ้ามอมแมมออกไปขอทานแล้ว
นี่คือทักษะการสังเกตของหลิวหยวนเฮิงที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้
หลังจากหลิวหยวนเฮิง โจวเหยียนก็เดินเข้ามา “วันนี้ผมขอคารวะ โจวเหยียนยินดีเชื่อฟังคำสั่งของหัวหน้ากู่”
“โจวเหยียน? ฮ่าๆ โจวเหยียน เหลียงฮั่น ปรมาจารย์ยอดฝีมือของเฉินล่างเพียงหนึ่งเดียวที่จัดอันดับสูงต่ำไม่ได้ วันนี้ได้โจวเหยียนมาอยู่ในแก๊ง เสี่ยวเป่าก็มีความสุขแล้ว”
“หัวหน้าแก๊งชมกันเกินไปแล้วครับ ในเมื่อเข้าแก๊งขอทานแล้ว ก็ต้องฟังหัวหน้าแก๊ง ตอนนี้ผมรู้แล้วครับว่าหัวหน้ากู่เข้าพิธีแต่งตั้งแล้ว ครอบครองชามเมฆครามในมือ คุณคือหัวหน้าแก๊งที่แท้จริง!”
พูดจบ โจวเหยียนก็หันไปกลอกตาใส่เฉินล่างอย่างแรง
แน่นอน นี่เป็นความรู้สึกของการเหยียบย่ำคนที่ล้มลง หากไม่เจอเรื่องในวันนี้ โจวเหยียนคงไม่ทำเช่นนี้
หลังจากนั้นอีกหลายคนก็เต็มใจที่จะอยู่และยังคงทำงานให้กับกู่เสี่ยวเป่า
ตอนนี้มีเพียงสามคนเท่านั้นที่ยังไม่แสดงเจตจำนง คือเหลียงฮั่น ข่งอวี้เซิน และเฉินล่าง
แน่นอน กู่เสี่ยวเป่าไม่เอาเฉินล่างไว้อยู่แล้ว
กู่เสี่ยวเป่ามองไปทางเหลียงฮั่นและข่งอวี้เซิน “เหลียงฮั่น แล้วนายล่ะ”
เหลียงฮั่นหันหน้าหนีไม่พูดจา อันที่จริงท่าทางแบบนี้ถือว่าปกติ ให้ตายสิ พวกแกทรมานฉันมาตั้งหลายวันแค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ
ไม่ได้กินอะไรมาตั้งสองวัน หิวไส้จะขาด ได้แต่นั่งซึมอยู่ในบ่อน้ำ มาตอนนี้จะให้ภักดีด้วยเนี่ยนะ? ต่อให้อยากไว้หน้า ก็ทำใจไม่ได้จริงๆ
ราวกับเดาความคิดของเขาออก กู่เสี่ยวเป่ายืนขึ้นแล้วเอ่ยยิ้มๆ “ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของกลุ่มเสื้อผ้าสะอาด ถ้าเต็มใจจะอยู่ในแก๊งขอทานต่อไป นายก็มาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของฉันสิเหลียงฮั่น”
กู่เสี่ยวเป่าพูดจบ ไม่ใช่แค่เหลียงฮั่นเท่านั้น แม้แต่อวี่เหวินเซี่ยวยังผงะไปด้วย
……………………………………………..