เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 340 ตอนนี้ฉันโกรธมาก
ตอนที่ 340 ตอนนี้ฉันโกรธมาก
……….
หลังจากวางสาย ถังหย่าฉีก็เดินกลับเข้าไปในห้องเรียน เพราะว่าหลังจากจบคาบแรกมีเวลาพักยี่สิบนาที เธอจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาไถดูคลิปวิดีโอเล่น
ขณะที่ดูอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงข้างๆ พูดขึ้น “หย่าฉี หย่าฉี…”
“หืม?” ถังหย่าฉีหันหน้าไปมอง
“ดูสิ ผอ.วิชาการ เหมือนเขาจะกวักมือเรียกพวกเราไปหาเลยนะ”
ถังหย่าฉีมองตาม เห็นผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการยืนอยู่หน้าประตู กำลังกวักมือเรียกเธอ
ถังหย่าฉีชี้ตัวเองด้วยความสงสัย หวังเจี้ยนหวาก็พยักหน้าทันที
ถังหย่าฉีลุกขึ้นเดินไปที่หน้าประตู แล้วเอ่ยว่า “ผอ.หวังเรียกหาฉันเหรอคะ”
“ใช่ ปะ ไปคุยกันที่ออฟฟิศกับผม”
“แต่…อีกเดี๋ยวจะเริ่มคลาสแล้วนะคะ” ถังหย่าฉีมองเวลา
“ไม่เป็นไร ผมบอกอาจารย์ของคุณแล้ว เรื่องนี้ค่อนข้างร้ายแรง ไปกันเถอะ”
ถังหย่าฉียังปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ จำเป็นต้องเดินตามหวังเจี้ยนหวาออกจากตึกเรียนไปยังตึกบริหาร
เมื่อมาถึงออฟฟิศ หวังเจี้ยนหวาก็นั่งลงที่โต๊ะประจำตำแหน่ง รินชาและจิบหนึ่งอึก
บอกตามตรงว่าถังหย่าฉีรู้สึกไม่สบอารมณ์นิดหน่อย เรียกเธอออกมาจากห้องเรียน ระหว่างทางก็ไม่พูดอะไรสักคำ
มาตอนนี้กลับมาดื่มชา ปล่อยฉันยืนเก้อเนี่ยนะ หมายความว่ายังไง
มหาวิทยาลัยไม่เหมือนกับโรงเรียนมัธยม นักศึกษาต้องการความเคารพมากกว่า ถังหย่าฉีไม่ชอบบทสนทนาที่ถ่างช่องว่างทางสถานะให้กว้างขึ้นแบบนี้สุดๆ
“ผอ.หวัง มีอะไรเหรอคะ”
หวังเจี้ยนหวาค่อยๆ วางถ้วยชาลง แล้วพยักหน้า
จากนั้นเขาก็ควักซองบุหรี่แพ็กยี่สิบมวนออกมา จุดสูบมวนหนึ่ง
“ผอ.จะให้ฉันยืนดูผอ.สูบบุหรี่ในที่ทำงานเหรอคะ”
ได้ยินดังนั้น หวังเจี้ยนหวาก็ผงะ เขาเงยหน้าขึ้นจ้องถังหย่าฉี “คุณหมายความว่ายังไง”
“ประเด็นก็คือฉันไม่รู้ว่าผอ.มีเรื่องอะไรกันแน่ไงคะ!” ถังหย่าฉีไม่ยอมอ่อนข้อ
ใครๆ ก็รู้ว่าเธอคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ตอนนี้ก็เป็นทายาทเศรษฐีรุ่นที่สอง ที่สำคัญกว่านั้นคือพ่อของเธอเป็นผู้สนับสนุนหลักของมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องกลัวด้วยเหรอ?
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ถังหย่าฉียังบริหารร้านสวนสวินเฟิงด้วย ไม่ว่าจะเป็นหวงฟาหรือลู่ลี่จวิน เธอก็เจอมาหมดแล้ว
ถ้าหวังเจี้ยนหวาคิดว่าเธอเป็นแค่นักศึกษาเซ่อๆ ที่จะเชื่อฟังเขาล่ะก็ คิดผิดมหันต์
ฟังจบ หวังเจี้ยนหวาก็แค่นยิ้ม แล้วสูบบุหรี่อีกครั้ง
“หย่าฉี คุณเป็นนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยเรา อาจารย์หวังว่าคุณจะเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยหนานกวนของเราเป็นมหาวิทยาลัยที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัดและดีงาม”
ได้ฟังหวังเจี้ยนหวาพูดแบบนี้ ถังหย่าฉีย่นคิ้วเล็กน้อย
เธอพอจะเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ แต่เป็นความหมายที่ทำให้เธอไม่สบอารมณ์ชัดๆ
“ผอ.หวัง ผอ.จะบอกว่า…ฉันไม่มีระเบียบวินัย และทำลายชื่อเสียงภาพลักษณ์ของมหา’ลัยเหรอคะ”
หวังเจี้ยนหวาขมวดคิ้วน้อยๆ “นักศึกษาถังหย่าฉี อาจารย์ว่าคุณไม่จำเป็นต้องพูดจารุนแรงก็ได้ ที่อาจารย์เรียกคุณมาพบก็เพื่อทำความเข้าใจปัญหา แล้วก็เพื่อตัวคุณด้วย”
“งั้นผอ.ก็บอกมาสิคะว่าปัญหามันคืออะไร ผอ.จะปิดบังไปทำไม ตอนนี้ฉันมีเรียนนะคะ ถ้าขาดเรียนไปผอ.จะรับผิดชอบยังไง”
“เธอ…”
หวังเจี้ยนหวาตบโต๊ะอย่างแรง
“ถังหย่าฉี ระวังกิริยาของเธอหน่อย รู้หรือเปล่าว่าที่นี่คือที่ไหน”
“รู้ค่ะ ที่นี่คือสถานีตำรวจ คุณถึงได้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายไงคะ!”
เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้จะกล้าเถียงเขาแบบนี้
“เป็นนักศึกษาปีหนึ่งยังพูดจาแบบนี้ เธอคิดว่าตัวเองยังดูเหมือนนักศึกษาอยู่หรือเปล่า”
ถังหย่าฉีกลอกตารอบหนึ่ง “ผอ.หวัง มีเรื่องอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะค่ะ ผอ.เรียกฉันมาแต่ตอนนี้ดันไม่มีเรื่องจะพูดเหรอคะ”
“ฉันจะพูดอะไรน่ะเหรอ หัดดูกิริยามารยาทของตัวเองซะก่อนเถอะ!”
“กิริยามารยาทของหนูเหรอคะ เหอะๆ งั้นก็แปลว่า…ฉันทำตัวดีคุณถึงจะพูด ไม่ทำงั้นก็จะไม่ยอมพูดสินะคะ”
หวังเจี้ยนหวาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการมาหลายปี เพิ่งจะเคยเจอนักศึกษาแบบนี้ น่าโมโหเป็นบ้า
“โอเค อยากรู้ใช่ไหมว่าเรื่องอะไร เธอเข้าออกมหา’ลัยกับคนนอก ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์แย่ๆ กับมหาวิทยาลัยหนานกวน แถมคนนอกยังมาทำร้ายนักศึกษาของเราอีก
เรื่องนี้อาจารย์คิดว่าเธออาจจะถูกลงโทษได้ ส่วนคดีทำร้ายร่างกายพวกเราจะทำการสอบสวน เธอต้องให้ความร่วมมือในการสอบสวนด้วย”
ถังหย่าฉีฟังจบก็เบิกตาโพลง “จะลงโทษฉันงั้นเหรอคะ งั้นก็ลงโทษเลยค่ะผอ.หวัง แล้วก็จะบอกไว้ด้วยค่ะ ว่าถ้าผอ.ไม่ทำโทษวันนี้ให้จบ ฉันไม่ยอมหรอกนะคะ”
ถังหย่าฉีหน้าตาเหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆ แต่อย่างไรก็เป็นสาวแดนเหนือตามมาตรฐาน เธอจะทนต่อการคุกคามของหวังเจี้ยนหวาได้อย่างไร
“เธอ…เธอๆ…มันจะมากไปแล้วนะ ฉันจะลงโทษเธอ!”
ถังหย่าฉียักไหล่ “งั้นฉันจะรอนะคะ ถ้าผอ.ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ฉันขอกลับไปเรียนก่อนนะคะ”
หวังเจี้ยนหวาจ้องหน้าถังหย่าฉี ความโกรธของหวังเจี้ยนหวาพุ่งถึงขีดจำกัดแล้ว เขาคิดไม่ออกเลยว่าเด็กผู้หญิงสวยๆ จะดื้อด้านขนาดนี้ได้อย่างไร
“ถังหย่าฉี ฉันขอแนะนำอะไรหน่อยนะ เถียนซวี่หยางเขาเป็นลูกชายของนักลงทุน เรื่องบางเรื่องพวกเธอก็ไปแตะเขาไม่ได้
อีกอย่าง ตราบใดที่เธอยังอยู่ในหนานกวน รักษากฎเกณฑ์ของมหา’ลัยไว้จะดีที่สุด ไม่อย่างนั้น…ต่อให้ครอบครัวเธอจะมีฐานะทางการเงินดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
ถังหย่าฉีหันกลับไปมองหวังเจี้ยนหวาอีกครั้ง ทำเพียงระบายยิ้มบางๆ และเดินจากไป
หวังเจี้ยนหวาโมโหมาก เป็นผอ.วิชาการมาหลายปีดีดัก เคยมีใครกล้าหือกับเขาบ้าง
ไม่ต้องพูดถึงนักศึกษา แม้แต่พวกอาจารย์หรือระดับผู้บริหารก็ยังต้องเกรงใจเขา แล้วยัยเด็กนี่เก่งมาจากไหน
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโกรธ จนต้องลุกตามไป
“ถังหย่าฉี หยุดเดี๋ยวนี้ ถ้าวันนี้ฉันปล่อยเธอไป ฉันคงเป็นผอ.วิชาการต่อไปไม่ได้แล้ว!”
ฟังจบ สีหน้าที่สงบราบเรียบของถังหย่าฉีก็พลันมืดหม่นลง
เธอหันหลังกลับมามองหวังเจี้ยนหวา “ยังไม่จบอีกเหรอคะ”
“นี่คือคำพูดที่เธอใช้พูดกับผอ.วิชาการงั้นเหรอ”
“ฉันอยากจะรู้นัก ฉันควรต้องทำตัวแบบไหนล่ะคะ!” ถังหย่าฉีขมวดคิ้วแน่น “หวังเจี้ยนหวา ถ้าคุณยังไม่หยุด เราไปหาที่คุยกันดีไหมคะ ไปตีกันให้มันจบๆ สักที!”
“ดูซิๆ ดื้อด้านซะไม่มี ฉันจะจดจำความผิดใหญ่หลวงของเธอเอาไว้!”
ถังหย่าฉีพ่นลมหายใจออกมาแล้วกล่าวยิ้มๆ “ได้ค่ะ งั้นคุณก็จำเอาไว้แล้วกันว่าวันนี้คุณท้าทายฉันเข้าแล้ว”
พูดจบ ถังหย่าฉีก็ไม่เอ่ยปากว่าอะไรอีก เธอไม่ขึ้นลิฟต์ แต่กลับเดินตรงไปยังสำนักงานอีกแห่งหนึ่ง
หวังเจี้ยนหวาเห็นดังนั้นก็อึ้งไป นั่นมัน…ห้องอธิการบดี!
เธอคิดจะทำอะไรกันแน่
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าถังหย่าฉีจะทำอะไร แต่ในหัวของเขาชัดเสียยิ่งกว่าชัด
เรื่องที่เขาต่อว่าถังหย่าฉีในวันนี้เป็นสิ่งที่เขากระทำโดยเจตนา ถ้ามีการยกเรื่องนี้ไปพิจารณา อย่างไรก็หนีไม่พ้นการตรวจสอบข้อเท็จจริง
“ถังหย่าฉี เธอจะทำอะไร หยุดเลยนะ!”
ถังหย่าฉีเมินเฉย เมื่อไปถึงเธอก็บิดลูกบิดทันที โดยไม่เคาะประตูก่อนด้วยซ้ำ
หลังจากลองบิดสองครั้ง เธอก็พบว่าประตูถูกล็อก อธิการบดีน่าจะไม่อยู่
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หวังเจี้ยนหวาก็ถอนหายใจโล่งอก ถ้าเธอไปฟ้องอธิการบดี ตัวเขาไม่รอดแน่
ต่อให้อธิการบดีทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ถ้านักศึกษาคนหนึ่งยื่นเรื่องร้องเรียน เขาก็ทำอะไรไม่ได้
แต่วินาทีที่เขาเตรียมจะพูดกล่อมให้บรรยากาศเย็นลง เขาก็เห็นถังหย่าฉีหยิบโทรศัพท์ออกมากดหมายเลขหนึ่ง
“ไต้ทง นายอยู่ไหน มาหาฉันเดี๋ยวนี้ ฉันถูกรังแก!”
ปกติเวลาถังหย่าฉีเรียน ไต้ทงก็คอยเฝ้าที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยตลอดทั้งวัน ด้วยกลัวว่าหากมีใครรังแกถังหย่าฉีแล้วเขาจะไปไม่ทัน
“หย่าฉี คุณอยู่ที่ไหน ผมจะถึงแล้ว พวกมันมีกี่คน”
“มีกี่คนอะไรล่ะ ฉันน่ะอยู่ที่ตึกบริหาร อีกอย่าง อธิการฯ ไม่อยู่ ช่วยติดต่อให้ที ให้เขากลับมาที่ออฟฟิศด้วย!”
“เข้าใจแล้ว อีกสามนาทีจะไปถึง อีกเดี๋ยวจะโทรหาสวี่หมิงเซินให้”
หลังจากวางสาย ถังหย่าฉีก็หันไปมองหวังเจี้ยนหวา ดวงตาคู่นั้นจ้องเขม็ง
หวังเจี้ยนหวารู้สึกตะลึงงันในฉับพลัน ถึงจะไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แต่ฟังจากเนื้อหาบทสนทนา เขาก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว
ปฏิกิริยาแรกของเขาคือไม่เชื่อ ผู้หญิงคนนี้จะทำได้ขนาดนั้นเชียวเหรอ
โทรหาใคร? หาแฟนเหรอ เธอคิดว่ามหาวิทยาลัยหนานกวนคือที่ไหน จะปล่อยให้พวกเขาลอยนวลแบบนี้งั้นเหรอ
ส่วนประโยคที่พูดถึงอธิการบดี…เขามองว่าเป็นแค่คำพูดที่ถังหย่าฉีโม้ขึ้นมาเอง เพื่อให้หวังเจี้ยนหวาตกใจ
คิดได้ดังนี้ เขาก็ถอนหายใจโล่งอก
“ถังหย่าฉี เธอรู้หรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่ เธอทำผิดหลายกระทงเลยนะ ไล่เธอออกยังได้ด้วยซ้ำ!”
ถังหย่าฉีคร้านจะสนใจเขา จึงเดินตรงไปที่หน้าต่าง แล้วมองลงไปที่ข้างล่างตึก
ในไม่ช้า รถบีเอ็มดับเบิลยูก็ปรากฏในคลองสายตา
ทว่าหวังเจี้ยนหวายังไม่พอใจ เขาพูดต่อ “ถังหย่าฉี ฉันอยากให้เธอคิดให้ดีๆ ถ้าระบุตัวคนนอกมหา’ลัยได้ ฉันจะให้โอกาสเธอ!”
เห็นได้ชัดว่าหวังเจี้ยนหวาตั้งใจจะยอมอ่อนข้อให้ ถ้าเกิดพูดออกมาว่าใครเป็นคนทำร้ายเถียนซวี่หยาง ฉันจะไม่เอาผิดเธออีก
แต่ชัดเจนว่าเธอไม่อยากทำเช่นนั้น เธอหันไปมองหวังเจี้ยนหวา
“ผอ.หวัง คุณเป็นผู้ชาย พูดคำไหนก็ต้องคำนั้นสิคะ ไล่ฉันออกเลยค่ะ!”
“เธอ…ฉันทำงานมาเกือบสิบปี ยังไม่เคยเห็นนักศึกษาแบบเธอมาก่อน ถังหย่าฉี เธอ…เธอมันเกินเยียวยาแล้ว!”
เพียะ!
วินาทีที่หวังเจี้ยนหวาพูดจบ เขาก็รู้สึกเหมือนมีคนมาดึงผมที่มีอยู่เล็กน้อยของเขาจากด้านหลัง และกระชากมันอย่างแรง
ร่างกายหวังเจี้ยนหวาเสียสมดุลไปในทันที เขาล้มไปด้านหลัง และตามมาด้วยฝ่ามือใหญ่ๆ ประทับเข้าที่ใบหน้า
หวังเจี้ยนหวารู้สึกได้ถึงประกายดาวตรงหน้า สับสนไปชั่วขณะ
วินาทีต่อมา เขาก็ก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้น ความเจ็บปวดจากกระดูกก้นกบลามไปถึงแก้มทันที
เขาลุกขึ้นพลางลูบบั้นท้ายแรงๆ พลางมองไต้ทงอย่างงุนงง
“นาย…นายเป็นคนนอกมหา’ลัยใช่ไหม หึ กล้ามาก่อเรื่องในมหา’ลัยหนานกวน ฉันปล่อยไว้ไม่ได้!”
เพียะ!
ตบอีกครั้ง
ไต้ทงจ้องหวังเจี้ยนหวา คร้านเกินกว่าจะสนใจคนคนนี้ แค่ตบก็จบแล้ว!
หวังเจี้ยนหวาถูกตบหน้าถึงสามรอบ เขาต้องหยุดยืนอย่างวิงเวียน
“ทำร้ายร่างกายๆ! ใครก็ได้ รปภ…”
“แหกปากอะไร ไอ้คนไม่มีมารยาท!”
ขณะที่หวังเจี้ยนหวากำลังตะโกนขอความช่วยเหลือนั้น ก็มีเสียงดังออกมาจากในลิฟต์
เห็นชายคนหนึ่งเดินออกมา เขาสวมชุดสูท อายุประมาณห้าสิบ เส้นผมถูกย้อมเป็นสีดำอย่างเห็นได้ชัด
สวมแว่นตากรอบสีดำ ให้ความรู้สึกคงแก่เรียน
เขาคือสวี่หมิงเซิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยหนานกวน!
เมื่อเห็นสวี่หมิงเซิน หวังเจี้ยนหวาก็วิ่งเข้าไปหาอย่างร้อนรน “ท่านอธิการฯ ครับ พวกเขาทำร้ายร่างกาย ผู้หญิงคนนั้นเป็นนักศึกษาของมหา’ลัยเรา ต้องไล่ออกไปเลยนะครับ!
“ไล่ออกเป็นเรื่องที่คุณตัดสินใจเองได้ด้วยเหรอ” สวี่หมิงเซินจ้องหน้าหวังเจี้ยนหวาแวบหนึ่ง
พูดจบเขาก็หันไปทางถังหย่าฉี “หย่าฉี เมื่อกี้อาสวี่ไปประชุมมา ได้ยินว่าหนูโดนรังแก เข้ามาพูดในออฟฟิศอาก่อนนะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะอาสวี่ หนูซาบซึ้งจริงๆ ที่อาอุตส่าห์มาดูแลปัญหานักเรียนอย่างหนูระหว่างที่กำลังยุ่งๆ น่ะค่ะ
แต่หนูไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมผอ.วิชาการของมหา’ลัยเราถึงเป็นคนแบบนี้ บอกว่าการที่หนูพาคนนอกเข้ามา ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของมหา’ลัย หนูเลยอยากจะถามว่ามหา’ลัยของเรามีกฎห้ามไหมคะ
อีกอย่างหนานกวนก็มีพื้นที่ั้เยอะแยะที่เป็นของคนนอก ถ้าไม่อนุญาตให้เข้า เราก็วางแผนใหม่และแบ่งเขตพื้นที่ที่อยู่อาศัยก็ได้นี่คะ”
ฟังจบ สวี่หมิงเซินก็โมโหมาก หวังเจี้ยนหวา แกทำเรื่องอะไรลงไป…
“เอ่อ…ไว้อาจะอบรมสั่งสอนเขานะ คราวหลังจะได้ไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
“สั่งสอนเหรอคะ อาสวี่ ตอนนี้หนูโกรธมากเลย แค่สั่งสอนอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้นะคะ!”
ถังหย่าฉีในตอนนี้ ปั้นหน้าเคร่งขรึม คำพูดนี้ไม่ได้พูดเล่นแม้แต่น้อย
…………………………………….