เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 341 แกหาที่ตายหรือไง
ตอนที่ 341 แกหาที่ตายหรือไง
……….
ที่สวี่หมิงเซินใส่ใจคำพูดของถังหย่าฉีขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เพราะหวังเจี้ยนหวาทำเรื่องไร้เหตุผล
ที่สำคัญที่สุดคือถังจวิ้นผู้เป็นพ่อของถังหย่าฉี เป็นคนที่มีชื่อเสียงในธุรกิจลงทุนทั้งหมด
ถึงมหาวิทยาลัยหนานกวนจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มีงบประมาณจัดสรร แต่ถ้าคิดจะพัฒนาโดยไม่พึ่งพาการลงทุนจากบุคคลภายนอกก็เกินจริงไป
ดังนั้น บรรดามหาวิทยาลัยมากมายจะพัฒนาไปในด้านดีหรือไม่ดีนั้น อยู่ที่ความสามารถของอธิการบดี
อธิการบดีมีทรัพยากรเยอะ เส้นสายกว้างขวาง มหาวิทยาลัยย่อมพัฒนาไปได้ดียิ่งขึ้น มีเงินมีนโยบาย อาจารย์และบุคลากรก็ได้รับสวัสดิการที่ดีที่สุดเช่นกัน
การพึ่งพาอาศัยกันเช่นนี้ ศาสตราจารย์ระดับสูงย่อมหวังจะได้เข้ามาสอนที่มหาวิทยาลัยหนานกวน เพราะอย่างไรค่าตอบแทนก็ดี
ในทางกลับกันถ้าสถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ อาศัยแค่เงินเดือนที่ภาครัฐจ่ายให้ เหล่าศาสตราจารย์ก็ไม่อาจพอใจได้นัก
ด้วยเหตุนี้ ขอแค่ถังหย่าฉีไม่ว่าอะไร สวี่หมิงเซินอย่างเขาก็ไม่ว่าอะไรเช่นกัน ถ้าเสียผู้ลงทุนที่ใหญ่ที่สุดไป แผนของทางมหาวิทยาลัยที่วางไว้เมื่อต้นปีมากมายคงต้องแก้ไขกระทั่งโละทิ้งไป
สวี่หมิงเซินอย่างเขายอมรับไม่ได้!
ได้ยินถังหย่าฉีพูดอย่างแน่วแน่ขนาดนี้ เขาก็มองไปทางหวังเจี้ยนหวา “เอาอย่างนี้ ผอ.หวัง คุณกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนสักสองสามวัน รอทางมหา’ลัยพิจารณาตำแหน่งที่เหมาะสมกับคุณกว่านี้สักหน่อยแล้วกันนะครับ”
“หา?”
หวังเจี้ยนหวาก็มึนงงไปทันที ปลดตนออกจากตำแหน่งงั้นเหรอ
ยัยเด็กตัวแสบคนนี้เป็นใครกันแน่ ทำไมอธิการบดีสวี่ต้องปกป้องเธอขนาดนี้ กระทั่งปลดตนออกจากตำแหน่งอย่างไม่เสียดาย…
แต่ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ตนเล่นผิดคนแล้ว
เดิมทีเขาคิดว่าถังหย่าฉีเป็นเด็กที่มีฐานะทางบ้านไม่เลวคนหนึ่ง แต่ใครจะคิดว่าดีถึงขนาดนี้
เขารู้สึกนึกเสียดาย ขณะเดียวกันก็ก่นด่าสาปแช่งเถียนซวี่หยางนับครั้งไม่ถ้วนด้วย
เถียนซวี่หยางหนอเถียนซวี่หยาง ไอ้เด็กเวร ล่อข้าเกือบตาย
“ท่านอธิการครับ ช่วยพิจารณาอีกรอบได้ไหมครับ ผมรับใช้ใกล้ชิดมานานปีขนาดนี้ ไม่มีความดีความชอบก็ตรากตรำทำงานหนักนะครับ”
สวี่หมิงเซินไม่สนใจ มองไปทางถังหย่าฉี
การตัดสินใจของเขาย่อมขึ้นอยู่กับถังหย่าฉี ถ้าถังหย่าฉีบอกว่ายกโทษให้ เขาก็จะยกโทษให้ ถ้าไม่อย่างนั้น เขาก็หมดหนทางเช่นกัน
แต่ท่าทางของถังหย่าฉียังคงเดิม
สวี่หมิงเซินพูดในใจว่า หวังเจี้ยนหวาอย่างคุณฉลาดมาทั้งชีวิตก็มีช่วงที่โง่เขลาจริงๆ
คิดไม่ถึงว่าคุณจะยั่วยุตระกูลถังที่ร่ำรวย ครั้งนี้ผมช่วยคุณไม่ไหวหรอกนะ
“อธิการสวี่ ผมก็ต้องเลี้ยงดูทั้งครอบครัวนะครับ คุณจะปลดผมแบบนี้ไม่ได้หรือเปล่าครับ”
สวี่หมิงเซินยังคงไม่เปิดปากพูดอะไร แต่ครั้งนี้ถังหย่าฉีกลับเผยท่าทีเกลียดชัง
“น่ารำคาญเป็นบ้า ไต้ทง ให้เขาไปไกลๆ จากฉันหน่อย”
“ครับ”
ไต้ทงตอบรับเสียงหนึ่ง ก็คว้าคอเสื้อของหวังเจี้ยนหวาไว้ ฉุดกระชากลากถูดึงไปที่โถงบันได
“ปล่อยฉัน!
ฉันจะแจ้งตำรวจ!
ไอ้กุ๊ย ฉันจะบอกแกให้นะ ที่นี่คือมหา’ลัย ไม่ใช่ที่ที่พวกแกจะมาทำตัวกร่างได้!”
ผัวะ!
หลังฟาดไปหนึ่งที โลกก็สงบสุข…
เห็นประตูโถงบันไดปิดลง สวี่หมิงเซินก็ส่ายหน้า
“หย่าฉี ช่วงนี้อาคารเรียนฝั่งตะวันตกของมหา’ลัยกำลังปรับปรุงอยู่ รอเสร็จทางนั้นแล้วอาจะจัดการหวังเจี้ยนหวาคนนี้อีกทีนะ”
ถังหย่าฉีพยักหน้า “อธิการสวี่ งั้นก็เป็นเรื่องของทางมหา’ลัยแล้วค่ะ ว่าง่ายๆ ฉันคิดว่าหวังเจี้ยนหวาไม่ค่อยเหมาะสมกับตำแหน่งโตๆ แบบนี้จริงๆ”
“เหอะๆ เมื่อก่อนก็ไม่ได้คิดแบบนี้หรอก เรื่องนี้ทำอาตกใจจริงๆ”
“เอาเถอะค่ะอธิการสวี่ งั้นฉันกลับไปเรียนก่อน เมื่อกี้ก็ขอบคุณอาด้วยนะคะ”
“เอาล่ะๆ ไปเรียนก่อนเถอะ มีเรื่องอะไรก็มาหาอานะ”
จากนั้น ไต้ทงก็ขับรถไปส่งถังหย่าฉีกลับอาคารเรียน
ในสวนดอกไม้หน้าตึกสำนักงาน หวังเจี้ยนหวานั่งอยู่ที่โต๊ะหิน กำหมัดสองมือแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ
ยิ่งคิดยิ่งโมโห เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเถียนซวี่หยาง
ถึงตอนนี้จะเป็นเวลาเรียน แต่ด้วยนิสัยของเถียนซวี่หยางที่หวังเจี้ยนหวารู้ ปกติเด็กคนนี้ไม่เข้าเรียนอยู่แล้ว
ในตอนนี้ ใครจะรู้ว่าไปเที่ยวเล่นไหนต่อไหนแล้ว
ตามคาด เมื่อรับสาย อีกฝั่งของสายโทรศัพท์ก็มีเสียงภายนอกแทรกเข้ามา เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ห้องเรียน
“ซวี่หยาง แกอยู่ไหน”
“อ้อๆ อาหวังเหรอครับ ผมอยู่ร้านนั่งชิลน่ะครับ”
หวังเจี้ยนหวารู้ว่าร้านอาหารนั่งชิลนี้ เป็นร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยหนานกวน
ในมหาวิทยาลัยหนานกวนไม่ได้มีแค่ย่านที่อยู่อาศัย ยังมีพวกตลาดสดและร้านอาหารด้วย
สถานที่หรูหราที่สุดก็คือร้านนั่งชิลร้านนี้ อาหารมื้อหนึ่งในร้านก็อย่างน้อยสี่ร้อยถึงห้าร้อยหยวน
สำหรับลูกผู้ดีแล้วไม่นับเป็นอะไร แต่นักศึกษาทั่วไปนั้นไม่ไหวแน่นอน
ในร้านตกแต่งอย่างเรียบหรู อีกทั้งขอแค่เปิดร้านก็เปิดเพลง ชวนให้รู้สึกสบายใจ
“ไม่ต้องกินแล้ว ตอนนี้แกมาที่ห้องทำงานฉันหน่อย”
“หา? ผมนั่งอยู่ที่นี่กับคุณชายตู้น่ะครับ อาหวังพูดมาเลยเถอะ”
หวังเจี้ยนหวาได้ยินก็ชะงัก ตู้เหวินจงเหรอ
เขารู้จักคุณชายตู้คนนี้ ที่บ้านก็เป็นผู้ลงทุนของมหาวิทยาลัยหนานกวนเช่นกัน แต่นอกจากจุดนี้ ตัวคุณชายตู้มีเส้นสายไม่น้อย กระทั่งรู้จักกับพวกคนในวงการใต้ดิน
พิจารณาถึงจุดนี้ หวังเจี้ยนหวาก็ตัดสินใจไม่รบกวนอาหารมื้อนี้ของพวกเขา
“โอเค งั้นฉันจะคุยกับแกทางโทรศัพท์แล้วกัน เรื่องนั้นที่แกบอกมาฉันน่าจะจัดการให้ไม่ได้แล้วนะ”
“อะไรนะ จัดการไม่ได้เหรอครับ หมายความว่ายังไงครับอาหวัง อารับปากผมเองนะ” เถียนซวี่หยางพูด
“ฉันรู้ แต่ฉันไม่มีความสามารถจริงๆ เมื่อกี้ฉันไปหาถังหย่าฉีมาแล้ว เด็กคนนั้นไม่น่าไปยุ่งด้วยเลย”
“หา? ฮ่าๆๆ ถังหย่าฉีไม่น่าไปยุ่งด้วยเลยเหรอครับอาหวัง หมายความว่ายังไงกัน ผู้หญิงคนเดียวอายังจัดการไม่ได้เลยเหรอ”
เถียนซวี่หยางหัวเราะ “แล้วก็นะครับอาหวัง ผมแค่อยากให้อาไปถามมาว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ไม่ได้ให้อาไปทำอะไรสักหน่อย”
“เพ้อเจ้อ เรื่องแบบนี้อาหวังของแกจะไม่เข้าใจได้ยังไง แต่ฉันพูดแค่นี้แล้วกัน แกก็ไปยุ่งกับพวกเขาให้น้อยๆ หน่อย นี่ฉันยังทำตัวไม่ถูกเลย”
เถียนซวี่หยางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มจนใจ คิดในใจว่าไอ้แก่นี่ เป็นผอ.ฝ่ายวิชาการเสียเปล่า แม่งไม่มีประโยชน์เลยจริงๆ
“ทำไมล่ะครับ หรือให้ตายยังไงถังหย่าฉีก็ไม่ยอมพูดเหรอครับ” น้ำเสียงเถียนซวี่หยางติดเล่นอยู่บ้าง
ตัวติดกับตู้เหวินจงตลอด พูดคุยกันเรื่องทางสังคมไม่น้อย เขาก็รู้เรื่องรู้ราวอยู่มาก
ตอนนี้ได้ยินว่าหวังเจี้ยนหวาจัดการเรื่องเล็กขนาดนี้ไม่ไหว เขาก็คิดว่าไร้สาระเกินไป
“เรื่องนี้ฉันยังไม่แน่ใจ รอฉันดูสถานการณ์ก่อนค่อยบอกแกอีกที ง่ายๆ คือแกจำไว้ ฟังอาหวังของแกว่าอย่าไปยุ่งกับพวกเขา”
ได้ยินดังนั้น เถียนซวี่หยางก็คร้านจะใส่ใจอีก ไม่ได้พูดอะไรก็วางสายไปทันที
ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา ดูอายุประมาณยี่สิบปี สวมชุดเดนิมทั้งตัว ผมสั้นสะอาดตา หน้าตาละเอียดลออ กระทั่งค่อนข้างคล้ายผู้หญิง
แต่ท่าทางกลับวางก้ามมาก กระทั่งค่อนข้างโอเวอร์ไปเล็กน้อย
คือตู้เหวินจง ทายาทรุ่นสองอันดับหนึ่งแห่งมหาวิทยาหนานกวนนั่นเอง
ที่บ้านตู้เหวินจงทำธุรกิจก่อสร้างมานานปีแล้ว เนื่องจากลูกคนที่สองของตระกูลตู้เป็นผู้มีอิทธิพล จึงหากินในตลาดก่อสร้างได้
จากนั้น ธุรกิจก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รวบงานรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่หลายแห่งมาได้จนร่ำรวย และเปลี่ยนอาชีพเป็นวิศวกรโยธาแทน
ตอนนี้ธุรกิจตระกูลตู้ในตู้เหมินก็ราบรื่นดีมาก ไม่ใช่แค่นี้ ยังมีธุรกิจอารองของตู้เหวินจงที่อยู่หลานหยวนเช่นกัน
ส่วนตู้เหวินจงก็เริ่มเสวยสุขอยู่ในโลกของทายาทรุ่นที่สองในเมืองตู้เหมิน
ไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยหนานกวนเลย ต่อให้อยู่ในแวดวงสังคม คนไม่น้อยก็ต้องเรียกเขาว่าคุณชายตู้
ขอแค่เป็นสถานที่เที่ยวเล่น คุณชายตู้ไปถึงไหน ที่นั่นจะต้องต้อนรับอย่างดีตั้งแต่ไกลๆ ไม่ใช่เหรอ
ตอนนี้ ตู้เหวินจงวางน้ำอัดลมในมือ มองไปทางเถียนซวี่หยาง
“มีเรื่องอะไร”
“เฮ้อ หวังเจี้ยนหวาโทรมาหาฉันน่ะสิ ฉันโดนรังแกเมื่อสองสามวันก่อนที่มหา’ลัย เลยให้เขาไปสืบนิดหน่อย” เถียนซวี่หยางพูด
ตู้เหวินจงขมวดคิ้วเล็กน้อย “นาย…โดนรังแกเหรอ ฉันไม่รู้เรื่องเลย”
“ฮ่าๆ เรื่องเล็กน่า ช่วงนี้คุณชายตู้ก็ไม่ได้มหา’ลัย ต้องไม่รู้อยู่แล้วล่ะ”
“แต่นี่เพิ่งเปิดเทอมนี่ ที่นายพูดถึงเป็นช่วงวันหยุดเหรอ” ตู้เหวินจงถาม
เถียนซวี่หยางโบกมือ “เอาเถอะ คุณชายก็อย่าถามเลย พูดไปก็อายคน”
ตู้เหวินจงพยักหน้าน้อยๆ “โอเค ฉันไม่ถามเรื่องนี้ก็ได้ แต่นายต้องอธิบาย ไม่อย่างนั้นคนที่ติดตามตู้เหวินจงโดนรังแก…มันน่าอาย รู้ไหม”
“วางใจเถอะ ฉันอธิบายได้อยู่แล้ว”
เถียนซวี่หยางพูดพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนกำลังคิดว่าจะชำระแค้นนี้อย่างไรดี
…
พอช่วงบ่าย ซ่งจื่อเซวียนดูเวลา อย่างไรก็รับปากถังหย่าฉีไว้แล้วว่าจะไปรับเธอหลังเลิกเรียน จึงไม่กล้าชักช้า
กระทั่งจะดูสูตรอาหารเขาก็ไม่กล้าดำดิ่งเกินไป เพราะปกติตอนที่เขาศึกษาสูตรอาหาร ก็ไม่มีเวลาคิดอย่างอื่นเลย
พอเห็นว่าเกือบห้าโมงแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็ปิดหนังสือสูตรอาหาร ล็อกประตูห้องทำงานเรียบร้อยแล้วก็เดินลงมาด้านล่าง
“นายท่านรองจะออกไปข้างนอกเหรอครับ” ฟางรุ่ยถาม
“อืม ไปรับถังหย่าฉีตอนเลิกเรียนน่ะ ไม่ไกลหรอก ฉันจะไปเดินเล่นด้วย”
“หา? ให้ผมไปกับคุณเถอะครับ นายท่านรอง มหา’ลัยนี้มีเด็กเปรตอยู่เยอะนะครับ”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้ม “ไม่ต้องหรอก มีเรื่องอะไรเดี๋ยวฉันโทรเรียก ใกล้แค่นี้เอง กลัวอะไร”
ถึงฟางรุ่ยจะไม่วางใจ แต่ก็ไม่ตามไป อย่างไรก็เป็นอย่างที่ซ่งจื่อเซวียนพูด มหาวิทยาลัยหนานกวนก็อยู่แค่ตรงข้ามนี้เอง
ไม่นานนัก ซ่งจื่อเซวียนก็เดินข้ามถนนไปที่หน้ามหาวิทยาลัยหนานกวน
เนื่องจากมหาวิทยาลัยหนานกวนเปิดให้เข้าออกอยู่ตลอด เขาจึงเดินตรงเข้าไป คิดจะไปรับถังหย่าฉีที่หน้าอาคารเรียน
แต่ตอนนี้เอง เถียนซวี่หยางก็พาพวกสองสามคนมาเดินเล่นแถวนี้พอดีเช่นกัน
เพิ่งจะเดินไปส่งตู้เหวินจง เขาก็เดินมาเอากระเป๋าหนังสือที่อาคารเรียน
ปกติเขาก็เป็นแบบนี้ ช่วงสายเอากระเป๋าหนังสือมาวางไว้ที่ห้องเรียน จากนั้นก็ออกไปเที่ยว ใกล้เลิกเรียนค่อยกลับไปเอากระเป๋าหนังสือ
แต่เพิ่งเดินไปถึงหน้าอาคารเรียน เถียนซวี่หยางก็หยุดฝีเท้า แล้วเดินไปทางซ่งจื่อเซวียน
“โอ๊ะโอเชี่ยเอ๊ย ใครล่ะเนี่ย นี่มันคู่เต้นของถังหย่าฉีวันนั้นไม่ใช่เหรอวะ”
ซ่งจื่อเซวียนกวาดตามองเถียนซวี่หยาง คิดในใจว่าโลกนี้มันกลมจริงๆ
เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจ เถียนซวี่หยางก็แค่นหัวเราะ ไอ้หมอนี่ไม่ได้พาลูกน้องมาด้วย จัดการเขาได้พอดี
อีกทั้งเขาก็รับปากกับตู้เหวินจงไว้แล้วว่าต้องกู้หน้ากลับมาให้ได้ ดูท่าตอนนี้จะเป็นฤกษ์งามยามดี
เขาก้าวไปหาก้าวหนึ่ง “ไอ้หนู แกยังจีบถังหย่าฉีอยู่จริงๆ ใช่ไหมเนี่ย แกนี่มันไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเลย แกคู่ควรหรือไง”
เถียนซวี่หยางพูดพลางยกมือขึ้นตบหน้าซ่งจื่อเซวียนสองสามที
ซ่งจื่อเซวียนหรี่ตามองเขาเล็กน้อย “แกหาที่ตายหรือไง”
“โอ้โห แกแม่งยังพูดได้อยู่อีกเหรอ ฉันนึกว่าเป็นใบ้ไปแล้ว”
เถียนซวี่หยางพูดพลางยกอิฐที่พื้นขึ้นมา
“ไอ้หนู เรื่องคราวก่อนไม่มีทางจบแค่นี้แน่ ฉันตามหาแกมาหลายวันละ วันนี้เรามาคิดบัญชีกันเถอะ”
ซ่งจื่อเซวียนมองเถียนซวี่หยาง สีหน้าไร้อารมณ์
ทันใดนั้น เขาก็เผยยิ้มเย็น แย่งอิฐในมือเถียนซวี่หยางมา ฟาดไปที่ศีรษะของอีกฝ่ายทันที
……………………………………………..