เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 342 ทั้งประเทศมีที่นี่แค่ที่เดียว
ตอนที่ 342 ทั้งประเทศมีที่นี่แค่ที่เดียว
……….
ซ่งจื่อเซวียนทะเลาะกับใครไม่เป็น ไม่เคยเรียนศิลปะการต่อสู้เลยสักครั้ง
แต่ผ่านการตะลุมบอนกับฟางรุ่ยและซางเทียนซั่วมาหลายครั้งขนาดนี้ การลงมือจึงมั่นคง แม่นยำ และดุดัน
เทียบกันแล้ว ต่อให้เถียนซวี่หยางอยู่ในแวดวงสังคมเพียงไหน สุดท้ายเขาก็เป็นนักศึกษา
ต่อให้ซ่งจื่อเซวียนไม่ลงมือ เขาก็คงไม่กล้าเอาอิฐมาฟาดซ่งจื่อเซวียนจริงๆ
อีกทั้งต่อให้เขาฟาดใส่ ทันทีที่เห็นเลือดก็คงจะกลัวขึ้นมา
แต่ซ่งจื่อเซวียนไม่ใช่แบบนั้น ตอนแรกเกือบถูกฟางรุ่ยกับต้าลี่กระทืบปางตายที่โรงแรม เป็นเรื่องที่อยู่แขวนบนเส้นความเป็นความตายทั้งสิ้น
บวกกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพวกอย่างเสี่ยเฉิงปาและหวงฟาเข้าไป เมื่อเขาเห็นเลือดก็รู้สึกเฉยๆ แล้ว
ตอนนี้เอง ศีรษะของเถียนซวี่หยางก็มีเลือดไหลลงมาทันที เขากุมศีรษะไว้พลางชี้หน้าซ่งจื่อเซวียน
“แก…แกกล้าฟาดฉันเรอะ”
ซ่งจื่อเซวียนมองเขาแวบหนึ่ง พูดราบเรียบ “ตอนนี้ทางที่ดีที่สุดคือไปโรงพยาบาลนะ เลือดจะได้ไม่ไหลจนหมดตัวตาย”
ได้ยินประโยคนี้ เถียนซวี่หยางก็กลัวแล้วจริงๆ จะสนใจเรื่องแจ้งทางมหาวิทยาลัยหรือแจ้งความอะไรที่ไหน รีบให้ลูกน้องประคองเขาไปยังลานจอดรถทันที
ไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงสตาร์ทรถ เร่งเครื่องออกไปจากมหาวิทยาลัย
เถียนซวี่หยางที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังยังคงมีเลือดไหลออกมา ลูกน้องข้างๆ ใช้ผ้าช่วยซับบาดแผลให้อย่างกังวล
ส่วนหวังเจ๋อที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่หน้าต่างชั้นสองเห็นภาพนี้เข้าพอดี เขาเบิกตากว้าง รู้สึกโชคดีที่คนที่ถูกทุบตีไม่ใช่ตน
“พ่อลงมือโคตรดุเลย โชคดีที่วันนั้นฉันยอมจำนน นี่มันแม่ง…ผู้มีอิทธิพลจริงๆ”
ไม่นานนักก็ถึงเวลาเลิกเรียน นักศึกษาเดินออกมาจากอาคารเรียนทีละคน
พวกเขาเดินไปทางหอพักเป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่าก็มีพวกนักศึกษาที่เดินตรงไปที่โรงอาหารหรือด้านนอกมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน
ถังหย่าฉีเห็นซ่งจื่อเซวียนยืนรออยู่หน้าประตูก็แทบจะกระโดดโลดเต้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้สึกถึงการมีแฟนมารับ
ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้มีเพื่อนร่วมชั้นมากมายที่มีแฟนมารับ ต่อให้อยู่ในช่วงมัธยมปลายเธอก็อิจฉาคนอื่นแล้ว
อีกทั้งแฟนคนนี้ในสายตาของเธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้นเชียวนะ ย่อมดีใจเป็นบ้าเป็นหลังอยู่แล้ว
“โห ตรงเวลาจริง ไม่สายเลย!” ถังหย่าฉีพูดติดอ้อนเล็กน้อย
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม ยกมือขึ้นบีบที่จมูกเธอไปที “พูดแล้วก็ต้องทำได้ จะทำให้เธอผิดหวังไม่ได้หรอก เราไปกันเถอะ”
“อืม!”
ถังหย่าฉีตอบรับ ควงแขนซ่งจื่อเซวียนเดินไปด้านนอก
“หย่าฉี เธอ…ไม่กลัวว่าจะอายคนเหรอ”
“อายอะไร นายเป็นแฟนฉัน ฉันอยากให้ทุกคนรู้จะตายอยู่แล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็อบอุ่นหัวใจ ยิ้มออกมาทันที
“จริงสิ ไต้ทงล่ะ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
“อ้อ เกือบลืมไปเลย ฉันให้เขาขับรถไปที่สวนสวินเฟิงก่อน ส่วนเราสองคนจะเดินกลับไป”
“อืม!”
ถังหย่าฉีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาไต้ทง
ตอนนี้เอง พวกหวังเจ๋อก็เดินออกมาจากอาคารเรียนเช่นกัน แต่ละคนคาบบุหรี่ไว้ แตกต่างจากนักศึกษาคนอื่นๆ อย่างชัดเจน
เดิมเขานึกว่าซ่งจื่อเซวียนไปแล้ว ใครจะรู้ว่ายังอยู่ตรงนั้น ก็ก้มหน้าเดินผ่านไปทันที
คิดในใจว่าไม่เห็นก็ดีแล้ว
แต่ใครจะคิดว่าซ่งจื่อเซวียนก็หันมองไปเรื่อยเช่นกัน ทั้งสองจึงสบตากันพอดี…
หวังเจ๋อตึงเครียด ขมวดคิ้วทันที เดินไปหาซ่งจื่อเซวียน
“สวัสดีครับพ่อ”
พูดจบ หวังเจ๋อก็วิ่งแจ้นออกไป หน้าแดงก่ำไปหมด
ถึงจะเป็นนักศึกษา แต่อย่างไรก็เป็นเหมือนพวกพี่ใหญ่ อยู่ต่อหน้าลูกน้องแต่เรียกพ่อก็น่าขายหน้าเหลือเกิน
ดังนั้นเขาจึงกดเสียงต่ำ มั่นใจว่าเอาแค่ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็พอ เรียกเสร็จก็วิ่งหนี…
ซ่งจื่อเซวียนกับถังหย่าฉีอึ้งไปทันที…
“หย่าฉี ทำไมเพื่อนของเธอ…เกรงอกเกรงใจขนาดนี้ล่ะ”
ถังหย่าฉีกลั้นยิ้ม “นายลืมแล้วเหรอ วันนั้นรุ่ยจื่อจัดการเขาไปยกหนึ่ง ให้เขาเรียกนายว่าพ่อไง”
ซ่งจื่อเซวียนถึงนึกออก พยักหน้าหงึกหงัก “อ้อ…อย่างนี้นี่เอง เหอะๆ พวกเธอไม่ต่างกันเลยจริงๆ ชอบเรียกว่าพ่อกันหมด”
ถังหย่าฉียิ้ม แต่ก็ฉุกคิดขึ้นได้ทันทีว่าผิดปกติ เธอมองไปทางซ่งจื่อเซวียน
“อยากตายหรือไงซ่งจื่อเซวียน นายว่าใครน่ะ ใครเรียกว่าพ่อกัน”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะลั่น แต่ไม่ได้พูดอะไร ในโทรศัพท์เขายังมีวิดีโอที่ถังหย่าฉีเรียกพ่อไว้อยู่
ทั้งสองจูงมือกันเดินมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย ซ่งจื่อเซวียนยังเดินไปข้างหน้าต่อ ถังหย่าฉีกลับยืนรั้งเขาไว้ตรงนั้น
“หืม เป็นอะไรไป”
“เร็วขนาดนี้เชียว…”
“หา?” ซ่งจื่อเซวียนชะงัก
“เดินเล่นอีกรอบเถอะ นี่เป็นครั้งแรกที่นายมารับฉันนี่ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่มาเดินเล่นกับฉันในมหา’ลัยด้วย”
ขณะที่ถังหย่าฉีพูดก็หน้าแดงขึ้นมา เพราะเธอเป็นเด็กผู้หญิง เป็นฝ่ายเริ่มชวนผู้ชายก่อนก็รู้สึกค่อนข้างขัดเขิน
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด อย่างไรตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่ อีกทั้งซางเทียนซั่วก็เตรียมวัตถุดิบของน้ำแกงห้าสายไว้แล้ว
เขาจึงตอบรับ “ได้สิ เราสองคนมาเดินเล่นกัน ยังไงมหา’ลัยหนานกวนก็เป็นที่ชมวิวแห่งหนึ่งของตู้เหมิน ฉันยังไม่ได้เดินดูดีๆ เลย”
ถังหย่าฉีได้ยินก็ดีใจ ยิ้มพูด “ฮิๆ งั้นฉันเป็นไกด์ของนายแล้วกัน”
ทั้งสองกำลังจะหันหลังเดินกลับไป โทรศัพท์ของซ่งจื่อเซวียนก็ดังขึ้นมา
ตอนแรกเขาไม่อยากจะรับ ไม่อยากให้ใครมารบกวนเวลาส่วนตัวที่อยู่กับแฟน แต่เห็นว่าเป็นลู่ลี่จวินโทรมาจึงรับสาย
“ท่านอธิบดีลู่” ซ่งจื่อเซวียนทำท่าตั้งใจขึ้นมาทันที
“อ้อ จื่อเซวียน ยังจำที่เรื่องคราวก่อนที่ฉันพูดกับนายได้ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนจำได้อยู่แล้ว ที่ลู่ลี่จวินบอกว่าอยากให้รักษาอาการเบื่ออาหารของลูกสาวผู้นำเจ้า
ผู้นำเจ้าเป็นผู้นำระดับสูงของเมืองตู้เหมิน เรื่องนี้ซ่งจื่อเซวียนไม่มีทางลืมอยู่แล้ว
“แน่นอนครับท่านอธิบดีลู่ มีความคืบหน้าแล้วเหรอครับ”
“อืม ฉันเพิ่งประชุมในเมืองเสร็จ นัดเลขาถานของผู้นำแล้ว นาย…จัดการให้ฉันหน่อยได้ไหม ไปที่ร้านนายน่ะ”
พอซ่งจื่อเซวียนได้ยินว่าเป็นข่าวดีก็ตอบรับทันที
“ได้ครับ คุณจะมาถึงกี่โมงครับ”
“ที่นี่ไม่ไกลจากร้านนาย ประมาณสิบกว่านาทีก็ถึงแล้วล่ะ”
หลังจากวางสาย ซ่งจื่อเซวียนก็ทำได้แค่ยักไหล่ให้ถังหย่าฉี “เลขาของผู้นำเจ้าจะมา ดูท่าเราต้องเดินเล่นกันวันหลังแล้วล่ะ”
ถังหย่าฉีชะงัก “ผู้นำเจ้าเหรอ ข้าราชการของตู้เหมินผู้นำเจ้าคนนั้นน่ะเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ใช่ เธอรู้จักเหรอ”
“ไร้สาระน่า คนที่เคยอ่านข่าวมาก่อนก็รู้กันหมดนั่นแหละ ไปๆๆ รีบกลับกันเถอะ”
“หา? งั้น…ไม่เดินเล่นแล้วเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนพูดในใจ ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนใจเร็วจริงๆ…
“เดินเล่นน่ะเมื่อไรก็ได้ ถ้าชนชั้นผู้นำรู้จักร้านเรากันหมด เราก็จะโด่งดังจริงๆ แล้วไง!”
พูดจบ ถังหย่าฉีก็ลากซ่งจื่อเซวียนเดินกลับ
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม เด็กคนนี้หาเงินอย่างเอาเป็นเอาตายจริงๆ
ไม่นานนัก ลู่ลี่จวินและเลขาข้างกายผู้นำเจ้าก็มาถึงร้านสวนสวินเฟิง ซ่งจื่อเซวียนก็ไปต้อนรับด้วยตัวเองและพาไปยังห้องส่วนตัวที่ดีที่สุด
ส่วนอาหาร นอกจากซ่งจื่อเซวียนจะเสิร์ฟน้ำแกงห้าสายแล้ว ยังจัดอาหารจานหลักอย่างข้าวผัดจักรพรรดิให้ด้วย
พอลู่ลี่จวินเห็นอาหารก็เข้าใจเจตนาของซ่งจื่อเซวียน เจ้าเด็กคนนี้สมกับที่เป็นคนทำธุรกิจจริงๆ
เป็นเลขาของชนชั้นผู้นำ เส้นสายของเลขาถานเรียกได้ว่าไม่ใช่เล่นๆ ถ้าเขาถูกอาหารดึงดูด ฐานลูกค้าจะต้องกว้างขึ้นไม่น้อย
มีเขาอยู่ คงจะส่งผลต่อการพูดคุย
ในห้องส่วนตัว ลู่ลี่จวินยื่นแก้วสุราให้เลขาถานแก้วหนึ่งด้วยความเคารพ
สำหรับเขาแล้ว ความจริงการได้กินข้าวกับเลขาถานก็เป็นเกียรติอย่างหนึ่ง
อย่างไรผู้นำในเมืองก็มีอยู่เป็นโขยง แต่เขาเป็นเพียงอธิบดีคนหนึ่ง ได้กินข้าวกับเลขาคนใหญ่คนโต เดิมก็เป็นโอกาสที่หาได้ยาก
“เลขาถาน คุณลองชิมอาหารของที่นี่สิครับ ผมแนะนำจากใจจริงเลย”
เลขาถานยิ้มน้อยๆ มองอาหารบนโต๊ะก็ไม่ได้อยากอาหารอะไรมากนัก
อยู่กับผู้นำเจ้าทุกวัน จะไม่เคยกินอาหารหายากอะไรมาก่อนเหรอ อีกทั้งมองดูแล้วอาหารโต๊ะนี้ก็ไม่ได้หรูหราอะไร
งานเลี้ยงที่เขาเข้าร่วม จานไหนที่ไม่ใช่กุ้งมังกรและหอยเป่าฮื้อจะวางบนโต๊ะได้เหรอ
ดังนั้นเมื่อดูอาหารบนโต๊ะนี้แล้ว เลขาถานรู้สึกว่าลู่ลี่จวินค่อนข้างใจคอคับแคบ
“เหอะๆ ช่วงนี้ไม่ค่อยอยากอาหารอะไรเท่าไรครับ กินออเดิร์ฟเย็นนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ”
ได้ยินดังนั้น ลู่ลี่จวินก็เข้าใจความนัย ถ้าเป็นที่อื่น ปฏิกิริยาเช่นนี้ของเลขาถานคงทำให้เขากังวลจริงๆ
แต่ที่สวนสวินเฟิงนี้…เขามั่นใจมาก
ลู่ลี่จวินยิ้มพูด “เลขาถานจะกินแค่ออเดิร์ฟเย็นได้ที่ไหนกัน ไม่งั้นคุณลองชิมจานนี้ไหมครับ ข้าวผัดจักรพรรดิ คุณน่าจะเคยได้ยินมาก่อนนะครับ”
“อะไรนะ ข้าวผัดจักรพรรดิ? เป็นข้าวผัดจักรพรรดิที่โด่งดังที่สุดในเมืองตู้เหมินเหรอครับ”
ลู่ลี่จวินพยักหน้ายิ้มน้อยๆ “จานนี้แปดร้อยเก้าสิบเก้าหยวนนะครับ เถ้าแก่เป็นเพื่อนของผมเอง วันนี้ทำให้เราฟรีๆ เลย”
ลู่ลี่จวินพูดพลางตักให้เลขาถานถ้วยหนึ่ง
พูดตามตรง ก่อนหน้านี้เลขาถานไม่เคยชิมมาก่อน ทั้งวันตามติดอยู่กับผู้นำ จะเอาเวลาที่ไหนไปชิมอาหารเลิศรสในท้องที่
อีกทั้งเขาก็คิดว่าอาหารนี่เป็นแค่การโฆษณา จะอร่อยสักแค่ไหนกันเชียว ก็แค่ข้าวผัดธรรมดาๆ เท่านั้น
แต่พอข้าวผัดเข้าปาก เลขาถานก็อึ้งไป
เขาเบิกตากว้าง มองลู่ลี่จวินอย่างไม่อยากจะเชื่อ
และปฏิกิริยานี้ ลู่ลี่จวินก็เดาเอาไว้นานแล้ว เขายิ้มพูด “ไม่เลวเลยใช่ไหมครับ”
“ไม่เลวเลย ครับ เหอะๆ ร้านเล็กๆ นี่ค่อนข้างน่าสนใจจริงๆ”
เลขาถานค่อนข้างอวดดีเล็กน้อย ประการแรก ขนาดของสวนสวินเฟิงไม่ถือว่าเล็ก แม้จะไม่ถึงกับเป็นภัตตาคารใหญ่โต แต่หากพูดถึงด้านคลับเฮาส์อาหาร ที่นี่ก็ระดับสูงมากแล้ว
ประการที่สอง รสชาตินี้ในใจของเลขาถานไม่ใช่แค่ไม่เลวเท่านั้น แต่ต่อมรับรสเขาแทบจะระเบิดอยู่แล้ว
ลู่ลี่จวินย่อมฟังส่วนที่อวดดีออกอยู่แล้ว เขาตักน้ำแกงห้าสายให้อีกฝ่ายอีกถ้วยทันที
“เลขาถาน คุณอยู่ข้างกายผู้นำทั้งวัน เลยไม่ได้ทานอาหารเลิศรสในท้องที่พวกนี้ ทานเยอะๆ นะครับ”
เห็นน้ำแกงด้านหน้า เลขาถานก็พูดว่า “นี่มัน…ซุปอะไรครับ ดูพิถีพิถันมาเลย”
“นี่คือน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายครับ เป็นเมนูซิกเนเชอร์ของสวนสวินเฟิงเลย จานนี้อยู่ที่หนึ่งพันหกร้อยหยวนครับ”
เลขาถานเบิกตากว้างอีกครั้ง กุ้งมังกรสองตัวราคาแค่เท่าไรเอง
“เอ่อ…ราคาสูงเกินไปหน่อยหรือเปล่าครับ พวกคุณไม่สนใจธุรกิจเลยหรือไง” เลขาถานถาม
ลู่ลี่จวินเป็นผู้นำของหน่วยงานควบคุมตลาด เดิมก็มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว ประโยคนี้ของเลขาถานดูจะมีความนัยสื่อถึงเขาอยู่บ้าง
ลู่ลี่จวินยิ้ม คุณหมายถึงผมเล่นพรรคเล่นพวกกับสวนสวินเฟิงหรือไง
แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ อย่างไรเลขาถานก็ยังไม่ได้ชิม
เลขาถานใช้ช้อนตักเข้าปาก ปฏิกิริยาครั้งนี้ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม ถึงกับวางช้อนแล้วยกซดไปหลายอึกจนน้ำแกงหมดทั้งถ้วย
“เลขาถาน อาหารเมนูนี้ทั้งประเทศมีที่นี่แค่ที่เดียว ราคานี้ไม่เกินไปหรอกครับ”
เลขาถานพยักหน้า “อืม…ไม่เกินไป ไม่เกินไปเลย เอามาอีกถ้วย!”
ครั้งนี้เขาไม่รอลู่ลี่จวินแล้ว ตักเองถ้วยหนึ่ง
ลู่ลี่จวินเห็นท่าทางเช่นนี้ก็พยักหน้า เข้าประเด็นหลัก
“จริงสิ เลขาถาน ลูกสาวของผู้นำเจ้าเป็นยังไงบ้างครับ ได้ยินว่าสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไร”
เลขาถานได้ยินก็ถอนหายใจ แต่ยังดื่มน้ำแกงห้าสายอีกหนึ่งอึก
“ใครบอกว่าไม่ใช่ล่ะครับ ผู้นำร้อนใจจะตายแล้ว งานก็ยุ่งแบบนี้ทุกวัน แถมยังต้องเป็นทุกข์ กังวลเรื่องลูกสาวอีก เฮ้อ…”
“คุณว่า…ถ้าตอนนี้มีคนรักษาให้หายได้ จะเป็นเรื่องดีไหมครับ”
ได้ยินประโยคนี้ เลขาถานก็ชะงัก มองลู่ลี่จวินด้วยใบหน้ากระตือรือร้น
“หมายความว่ายังไง รีบพูดมาเถอะครับ”
………………………………………………..