เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 349 เล่นตานี้ให้จบก่อน
ตอนที่ 349 เล่นตานี้ให้จบก่อน
……….
ผู้เฒ่าเฉินตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังยอกย้อนเขา
ตู้เหวินจงจึงตะโกนใส่ “เป็นเขานี่แหละ อาเฉิน วันนั้นที่ทะเลาะกันเขาก็อยู่ด้วย!”
ผู้เฒ่าเฉินพยักหน้า “ในเมื่อมารังแกนาย งั้นก็ต้องกระทืบ!”
ขณะที่พูด ผู้เฒ่าเฉินก็ก้าวเท้าเล็กน้อย จากนั้นร่างกายของเขาก็พุ่งไปข้างหน้าราวกับดาบอันคมกริบ
ฟางรุ่ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและมองดูฝีเท้าของคู่ต่อสู้ จากนั้นหัวเราะเบาๆ “กังฟูไม่เลว แต่น่าเสียดายที่ตกยุค!”
เมื่อสิ้นเสียง ขณะที่ฟางรุ่ยผลักซางเทียนซั่วให้หลบ เขาก็เตะกวาดออกไปทันที
ผู้เฒ่าเฉินไม่มีเวลาตอบโต้จึงถูกขัดขาล้มลงกับพื้นอย่างแรง
นอกจากนี้เขายังเอาหน้าลงกับพื้นก่อน แก้มของเขาจึงเกิดรอยช้ำทันที
ซางเทียนซั่วหัวเราะชอบใจ “ฮ่าๆๆ ตาแก่ผมสั้น ใช่สิ ไม่ยักรู้ว่านายจะมีคุณสมบัติของสัตว์ร้ายหน้าเขียว[1]ด้วย”
จากนั้นผู้เฒ่าเฉินก็เงยหน้ามองซางเทียนซั่ว ต้องบอกว่าชายชราคนนี้ยังมีสายตาพิฆาตอีกด้วย
ดวงตาที่เฉียบคมในเวลานี้ทำให้ซางเทียนซั่วหุบยิ้มฉับพลัน
จากนั้นเขามองไปยังฟางรุ่ยพร้อมกัดฟันพูด “พ่อหนุ่ม ใช้ได้เลย”
ฟางรุ่ยพูดอย่างสุขุม “คุณอ่อนแอเกินไปต่างหาก”
“นาย…”
เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ตู้อวิ๋นกังที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้น “ผู้เฒ่าเฉิน ลุกขึ้น จัดการมันสิ!”
ผู้เฒ่าเฉินค่อยๆ พยุงตัวพร้อมเชิดคางขึ้น “คิดไม่ถึงว่าจะมียอดฝีมือในร้านเล็กๆ แบบนี้ด้วย”
ทันใดนั้นก็มีอีกเสียงหนึ่งเอ่ยออกมา
“ร้านเล็กๆ งั้นเหรอ เปิดเองได้ไหมล่ะ”
คนที่พูดย่อมเป็นซ่งจื่อเซวียน ขณะนี้เขาเดินลงมาจากบันไดและมีเหลียงฮั่นเดินตามหลัง
ตู้อวิ๋นกังจึงมองไปที่ซ่งจื่อเซวียนทันที และเห็นได้ชัดว่าเขาไม่เคยเห็นชายหนุ่มคนนี้มาก่อน
แม้ว่าตู้อวิ๋นกังจะไม่รู้จักคนที่มีชื่อเสียงทั้งหมดในเมืองตู้เหมิน แต่ส่วนใหญ่เขาก็เคยเจอมาแล้ว
อย่างเช่นหวงฟา เสี่ยเฉิงปารวมถึงเคอซาน เขาก็เคยพบมาก่อน แม้กระทั่งเสี่ยเจียงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะค่อนข้างสนิทสนมกัน
ตู้อวิ๋นกังหัวเราะเบาๆ “ดูเหมือนว่าคนแก่ๆ พวกนี้ของเราจะไม่ทันระวังถึงได้ตกใจที่มีคนรุ่นหลังโผล่ออกมาหลายคน ไอ้หนู นายซ้อมลูกชายฉันเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนมองตู้อวิ๋นกังอย่างเย็นชา “ใช่ เขาสมควรโดนซ้อม ต้องอบรมสั่งสอน!”
“แก…ไอ้เด็กเลว อย่าจองหองให้มาก!” ตู้เหวินจงตะโกน!
ตู้อวิ๋นกังยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้ม “อบรมสั่งสอน…นั่นเป็นหน้าที่ฉัน คงไม่ต้องให้นายมาสอนมั้ง”
“วันนี้คุณมาที่นี่เพื่อต่อปากต่อคำกับผมเหรอ ผมไม่ว่าง อยากลงมือก็ทำได้ตามสบายหรือไม่งั้นก็ออกไป!”
ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนพูดก็หาเก้าอี้นั่งแล้วเริ่มจุดบุหรี่
เมื่อเห็นท่าทางจองหองของซ่งจื่อเซวียน ตู้อวิ๋นกังก็โกรธมากเช่นกัน
“ไอ้หนู ดูเหมือนนายจะไม่เข้าใจกฎในวงการสินะ”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะเบาๆ “กฎในวงการเหรอ เหอะๆ คุณกำลังพูดถึงกฎของคุณหรือกฎของผมล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ตู้อวิ๋นกังก็ชะงัก เขาไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งจะมีแรงกดดันแบบนี้ได้อย่างไร
เท่าที่เขาเคยเผชิญมา ไม่มีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กหนุ่มวัยยี่สิบคนหนึ่ง
“เอ่ยเรื่องกฎต่อหน้าฉันเหรอ เหอะๆ ไอ้หนุ่ม นายไม่ค่อยรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำสินะ”
ซ่งจื่อเซวียนเหลือบมองเขา “รุ่ยจื่อ เหลียงฮั่น ส่งแขก!”
“นาย…”
ก่อนที่ตู้อวิ๋นกังจะพูดจบ ฟางรุ่ยและเหลียงฮั่นก็เดินเข้ามาแล้ว
“ไม่ได้ยินว่าส่งแขกหรือไง ยังไม่ไปอีก!” ซางเทียนซั่วกล่าว
ตู้อวิ๋นกังหัวเราะเยาะ “ตอนแรกกะจะคุยกับนายดีๆ แต่ดูเหมือนว่าไม่ต้องคุยแล้วมั้ง”
ซ่งจื่อเซวียนคร้านจะสนใจ
ตู้อวิ๋นกังเอ่ยต่อ “ดี ได้รู้เรื่องจริงๆ แล้ว งั้นคงไม่ต้องพูดกันแล้ว!”
หลังจากพูดเช่นนั้น ตู้อวิ๋นกังก็พลิกโต๊ะทันที
แต่ก่อนที่โต๊ะจะพลิก มือใหญ่ของเหลียงฮั่นก็กดเอาไว้แล้ว ตู้อวิ๋นกังออกแรงอีกครั้ง แต่โต๊ะก็ไม่ขยับเลยสักนิด
“มาสิ มาสู้กับฉัน!”
เดิมทีตู้อวิ๋นกังไม่ใช่สุภาพบุรุษแต่อย่างใด เมื่ออีกฝ่ายพูดมาขนาดนี้แล้วจึงทำได้เพียงแค่ต่อสู้!
เมื่อเขาพูดจบ ผู้เฒ่าเฉินและลูกน้องหลายคนก็รีบกระโจนเข้ามา
ตู้เหวินจงพูดอย่างเย็นชา “หึ ลองดีกับฉันเหรอ ข้าจะทำให้พวกแกเสียใจทีหลังไม่ทันเลยคอยดู!”
ผัวะ!
ทันทีที่เขาพูดจบก็มีมือหนึ่งฟาดเข้ามา ตู้เหวินจงรู้สึกว่าใบหน้าของเขาร้อนผ่าว
คนที่ต่อยเขาคือซางเทียนซั่ว
“แกแม่งกล้าต่อยฉันเหรอวะ”
“แม่งเอ๊ย ข้าจะต่อยแก!”
ผัวะ!
โดนไปอีกหนึ่งหมัด
ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ลูกน้องทั้งหมดที่ตู้อวิ๋นกังพามาก็ล้มลงกับพื้น ทุกคนโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
รวมถึงผู้เฒ่าเฉินด้วย ในตอนนี้ฟางรุ่ยวางศอกบนคอของเขา เขาขยับเขยื้อนไม่ได้ราวกับถูกตอกตะปูกับผนังไว้
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตามองไปที่ตู้อวิ๋นกัง “ทำตามกฎของผมเถอะ”
ตู้อวิ๋นกังเฝ้าดูลูกน้องทั้งหมดของเขาล้มลง และก่นด่าพวกไร้ประโยชน์เหล่านี้ในใจ แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกพวกอีกฝ่ายจัดการไปแล้ว เขายังจะพูดอะไรได้อีก
“ไอ้หนุ่ม นายทำแบบนี้โดยไม่คิดถึงผลที่ตามมาเหรอ” ตู้อวิ๋นกังเอ่ยถาม
“ผลที่ตามมาเหรอ ผมรออยู่พอดี!”
“นาย…ได้ นายได้เห็นดีแน่!”
ขณะที่พูด ตู้อวิ๋นกังก็มองไปที่คนอื่นๆ “ไป พวกเรา!”
หลายคนจึงรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นและตามเขาออกไป ฟางรุ่ยก็ปล่อยผู้เฒ่าเฉินไปด้วย
เขารู้ว่าชายชราคนนี้มีฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็น่าเสียดายที่รับใช้เจ้านายผิดคน
แต่ซางเทียนซั่วรู้สึกหงุดหงิด เมื่อเขาเห็นหลายคนออกไป เขาก็เตะไปที่ก้นของตู้เหวินจงอีกครั้ง
ตู้เหวินจงหันกลับมาทันที “แก…”
“แกอะไร ถ้าไม่ยอมข้าจะเตะเอ็งอีก ไอ้เหี้* ไปเลื่อนรถเอาเอง ถ้ากล้าแตะรถข้า ข้าเอาเอ็งตายแน่ ไอ้เหี้*!”
แน่นอนว่าตู้อวิ๋นกังและคนอื่นๆ ไม่ได้ขับรถออกไป แต่เรียกแท็กซี่ริมถนนแทน
อย่างไรเขาก็ไม่อยากมีเรื่องขัดแย้งอะไรอีก ไม่อย่างนั้นเกรงว่าวันนี้เขาอาจต้องทนกับการโดนซ้อม
ระหว่างทาง ตู้อวิ๋นกังไม่ได้พูดอะไร ไฟโกรธในใจลุกลามไปถึงหน้าผากของเขาแล้ว
เขาท่องยุทธภพไปทั่วทุกสารทิศมานานหลายปี เคยเกิดเรื่องที่น่าอับอายเช่นนี้มาก่อนหรือเปล่า เคยเสียเปรียบแบบนี้หรือเปล่า
เขาถูกชายหนุ่มวัยยี่สิบปีชี้นิ้วสั่งสอน เฝ้าดูลูกชายตัวเองและลูกน้องโดนซ้อม สุดท้ายก็เดินซึมจากไปอย่างนั้น…
เขาไม่สามารถกลืนน้ำลายนี้ลงได้!
“บัดซบ อับอายขายหน้าไปถึงตระกูลแล้ว แต่ละคนก็ใช้การไม่ได้ จะยอมให้คนมารังแกจนตายหรือไง!”
ตู้เหวินจงบ่นด้วยความโกรธ
“หุบปาก ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กไม่เอาไหนอย่างแก ฉันจะต้องโกรธแบบนี้ไหม”
ตู้อวิ๋นกังตะโกนใส่
จู่ๆ บรรยากาศในรถก็อึมครึม
ตู้เหวินจงจึงไม่กล้าพูดอีก ผู้เฒ่าเฉินที่อยู่เบาะหน้าก็เงียบเช่นกัน แม้แต่คนขับรถแท็กซี่ก็ยังรู้สึกตัวสั่น
ในตอนนี้เขาก็ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีกกับเสียงตะโกนของตู้อวิ๋นกัง
“เราจะปล่อยให้เรื่องนี้เป็นแบบนี้ไม่ได้ โชเฟอร์ กลับรถไปที่โรงแรมเยี่ยนหวาทางเฉิงหนาน!”
“ครับผม” คนขับรถรีบตอบตกลงทันที
…
ทุกอย่างในสวนสวินเฟิงดำเนินไปตามปกติราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
นอกจากนี้พนักงานบริการทุกคนก็มีแรงฮึดมาก
เป็นเรื่องน่าฮึกเหิมมากที่ได้เห็นเถ้าแก่ไล่พวกอันธพาลออกไปอย่างหนักแน่นในตอนเช้า
หลังจากที่ซางเทียนซั่วเตรียมวัตถุดิบแล้ว เขาก็ไปพักที่ห้องทำงานของซ่งจื่อเซวียนโดยมองไปที่รถชั้นล่างเป็นครั้งคราว
เขาโล่งใจเมื่อเห็นว่ารถของอีกฝ่ายยังจอดอยู่ที่เดิม
“อาจารย์ คนพวกนี้ทำอะไรมาเหรอ พอเข้ามาก็หาเรื่องเลย เมื่อวันก่อนพวกอาจารย์ซ้อมเด็กน้อยคนนั้นเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ฟัง
ซางเทียนซั่วหัวเราะครืนใหญ่ “ฮ่าๆ ทำดีมาก ไอ้หมาหัวเน่า กล้าดียังไงมาขวางอาจารย์ของฉัน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันจะไปที่หน้ามหา’ลัยหนานกวนทุกวัน พอเจอหน้าก็จะต่อยเข้าให้!”
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตามองเขา “ไม่ช้าก็เร็วฉันจะให้นายลงมืออยู่แล้ว ใจเย็นๆ หน่อยเถอะ ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาคงไม่ปล่อยให้เรื่องเป็นแบบนี้หรอก”
“หืม ทำไมล่ะ สู้แพ้แล้วยังไม่ยอมจำนนอีกเหรอ”
“พ่อของเด็กนั่นดูเหมือนจะมีอำนาจอยู่บ้าง คิดว่าเขาน่าจะรีบทำอะไรสักอย่าง” เมื่อซ่งจื่อเซวียนพูดจบก็สูบบุหรี่เข้าลึกๆ
ขณะที่กำลังคุยกัน โทรศัพท์ของซ่งจื่อเซวียนก็ดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นสายจากหลิงเข่อเอ๋อร์ เขาก็เผยรอยยิ้มอย่างหาได้ยากออกมา
“เข่อเอ๋อร์ สุขภาพของท่านผู้เฒ่าหลิงเป็นยังไงบ้าง”
“อาจารย์ ปู่ของฉันไม่เป็นอะไรแล้ว ตู้ปั๋วก็ฟื้นตัวได้ดี ปู่ยังบอกอีกว่าต้องขอบคุณยาจากอาจารย์น่ะค่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “คนกันเองไม่ต้องเกรงใจ ถ้าท่านผู้เฒ่าหลิงไม่เป็นอะไรแล้วฉันก็โล่งใจ
เข่อเอ๋อร์ เธอไม่ต้องรีบกลับมาหรอก ดูแลคุณปู่ให้ดี”
“ฮ่าๆ อาจารย์พูดจบ ฉันก็ถึงร้านอาหารร่ำรวยพอดีเลยค่ะ!”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็ชะงักไป “ยัยเด็กคนนี้ แม้แต่ข้อความก็ไม่ส่งมาแล้วกลับมาที่นี่เลยเหรอ”
“เฮ้ ช่วยไม่ได้นี่ ฉันรู้ว่าพอบอกอาจารย์ปั๊บ อาจารย์ต้องไม่ให้ฉันกลับมาแน่นอน ฉันก็เลยทำก่อนแล้วค่อยแจ้งทีหลัง”
ซ่งจื่อเซวียนมึนงงไปแล้ว แต่นี่ก็สมกับนิสัยของยัยเด็กคนนี้…
“ก็ได้ กลับมาก็แล้วไป ตอนนี้อยู่ที่ร้านไปก่อน ฉันจะไปรับเธอหลังเลิกงาน”
“ได้เลยอาจารย์ ฉันจะจัดการเรื่องบัญชีให้เรียบร้อย หยางกังทำจนยุ่งวุ่นวายไปหมดเลย!”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม ยัยเด็กคนนี้ไม่เหมือนใครจริงๆ
เขาวางแผนไว้แล้วว่าจะให้หลิงเข่อเอ๋อร์ไปอยู่ที่บ้านใหม่ ดังนั้นหลังเลิกงานจึงรับเธอเพื่อไปดูห้องส่วนตัวของเธอว่าพอใจหรือไม่
…
โรงแรมเยี่ยนหวา
เป็นโรงแรมที่ไม่ได้โดดเด่นในเมืองตู้เหมิน
โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โต เป็นโรงแรมที่บริการรวดเร็วและสะอาดมาก
แต่ไม่มีใครรู้ว่าด้านล่างชั้นหนึ่งของโรงแรมแห่งนี้เป็นบ่อนใต้ดิน
บ่อนมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีโต๊ะพนันกว่าสิบโต๊ะ เน้นการเล่นโดมิโนและโป๊กเกอร์เป็นหลัก
เพียงแต่ไม่สามารถใช้ลิฟต์ลงไปที่ชั้นใต้ดินได้ แต่มีประตูอยู่ใต้พรมในห้องควบคุมแทน
จากประตูนี้สามารถลงไปที่ชั้นใต้ดินได้
ที่แห่งนี้คือถิ่นของเสี่ยเจียงในทางเขตเฉิงหนาน
หลังจากตู้อวิ๋นกังคุยโทรศัพท์กับเสี่ยเจียง เขาก็พาตู้เหวินจงเข้าไปที่บ่อน ส่วนผู้เฒ่าเฉินและคนอื่นๆ ก็ปล่อยให้พวกเขากลับไปก่อน
ขณะเดียวกันตู้อวิ๋นกังยังสั่งให้พวกเขาอย่าลืมไปเอารถตอนค่ำกว่านี้ด้วย
จนถึงตอนนี้รถยังถูกซางเทียนซั่วขวางไว้อยู่หน้าสวนสวินเฟิง
เมื่อเข้าไปในบ่อน ตู้อวิ๋นกังและลูกชายต่างก็เก็บอาการไม่น้อย
คนที่นั่งอยู่บริเวณโต๊ะพนันที่นี่ แต่ละคนล้วนเป็นพวกโหดร้ายและดูเหมือนพวกอันธพาล
แม้ว่าจะมีคนที่ดูสุภาพเรียบร้อยสักหนึ่งหรือสองคนก็ยังมีชายร่างใหญ่ยืนคุมอยู่ข้างหลังพวกเขา แถมยังมีบุคลิกที่ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป
“เหวินจง อีกเดี๋ยวไม่ต้องพูดนะเข้าใจไหม”
ตู้เหวินจงมองไปรอบๆ และพยักหน้าราวกับว่าเขาไม่กล้าพูดอะไร
ไม่นานนักก็มีชายสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำคนหนึ่งเดินเข้ามา
เสื้อเชิ้ตของชายคนนั้นปลดกระดุมออกสามสี่เม็ด เผยให้เห็นขนหน้าอกกว้างเท่าฝ่ามือ
“มาเล่นอะไรเหรอ” ชายคนนั้นถามอย่างเรียบง่าย
“เรา…มาหาเสี่ยเจียง นัดไว้แล้ว ฉันแซ่ตู้”
ชายคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย และมองพิจารณาตู้อวิ๋นกัง “อ๋อ ตามฉันมา”
ชายคนนั้นพาพวกเขาไปที่หน้าห้องส่วนตัวด้านใน จากนั้นก็เคาะประตู
ในห้องมีสี่คนนั่งอยู่รอบโต๊ะไพ่นกกระจอก คนที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็คือเสี่ยเจียง
“เสี่ย คนแซ่ตู้มาพบคุณครับ”
เสี่ยเจียงไม่แม้แต่จะยกเปลือกตาขึ้น “รอเล่นตานี้ให้จบก่อน”
…………………………………………………….
[1] สัตว์ร้ายหน้าเขียว หมายถึงฉายาของตัวละครหยางจื้อในวรรณกรรมจีนเรื่องซ้องกั๋ง
……….