เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 350 เอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้
ตอนที่ 350 เอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้
……….
โชคไม่ดีที่ตู้อวิ๋นกังมาที่นี่ในตอนนี้ เสี่ยเจียงกำลังมือขึ้นและชนะติดต่อกันห้าหกตา
นอกจากนี้ไพ่นกกระจอกในท้องถิ่นเมืองตู้เหมินนั้นวางเดิมพันหนักมาก ได้รับเงินหลายหมื่นหยวนจากการชนะในแต่ละตา
แล้วเขาจะยอมให้คนมาขัดขวางได้อย่างไร
วันนี้เสี่ยเจียงมือขึ้นดีจริงๆ คนก่อนหน้ายังทิ้งไพ่ให้เขาเก็บอย่างต่อเนื่อง
เขาบอกว่ารอให้จบตานี้ก็หมายถึงเล่นต่อเนื่องหกตาถึงค่อยหยุด
และในตาที่ผ่านๆ มา เสี่ยเจียงแทบจะเป็นเจ้ามือเกือบทุกตา
ตู้อวิ๋นกังและตู้เหวินจงรออยู่ข้างนอกมาสามชั่วโมงแล้ว
ตู้เหวินจงซื้อเครื่องดื่มสี่ขวดที่บาร์ จากนั้นดื่มจนหมดและทิ้งขวดสุดท้ายลงในถังขยะ
“พ่อ เสี่ยเจียงนี่กำลังเล่นตลกกับเราอยู่หรือเปล่า”
ตู้อวิ๋นกังหาที่นั่งและหลับตาพักผ่อน
เขาได้ยินก็เหลือบมองตู้เหวินจง “อย่าพูดซี้ซั้ว รอไปนั่นแหละ”
“แต่เรานัดกันไว้แล้วนะ ทำไมไม่ทำตามที่พูดล่ะ แล้วเมื่อกี้พอผู้ชายคนนั้นผลักประตูเข้าไปผมเห็นชัดเลยว่าเขาเล่นไพ่นกกระจอกอยู่”
“แล้วยังไงล่ะ” ตู้อวิ๋นกังถาม
“แล้วยังไงเหรอ หน้าใหญ่เกินไปหรือเปล่า เขาเล่นให้เรารอเก้อเหรอ นัดช้ากว่านี้ยังดีกว่า”
ตู้เหวินจงพูดด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
“ทำไมแกถึงพูดซี้ซั้วนัก ฉันจะบอกให้นะว่าหน้าตาของเสี่ยเจียงก็ใหญ่เบอร์นี้แหละ!”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ชายที่สวมเสื้อเชิ้ตสีดำก็เดินเข้ามาอีกครั้ง
“เฮ้ เสี่ยเรียกให้พวกนายเข้าไป เข้าไปคนเดียวก็พอแล้ว”
“หา ทำไมล่ะ ทำไมเข้าไปทั้งหมดไม่ได้” ตู้เหวินจงถาม
ตู้อวิ๋นกังรีบเอ่ย “ได้ ฉันเข้าไปแล้วกัน พี่ชายนำทางด้วย”
เมื่อพูดจบ เขาก็หันกลับมาและจ้องตู้เหวินจงเขม็ง
ตู้เหวินจงจึงรูดซิปปาก ราวกับรู้สึกได้ถึงความจริงจัง พ่อของเขาเรียกคนพาลคนนี้ว่าพี่ชายงั้นเหรอ
นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
ตู้อวิ๋นกังเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวที่เสี่ยเจียงอยู่ และในตอนนี้ทุกคนก็แยกย้ายกันไปแล้ว
ในห้องส่วนตัวเหลือเพียงเสี่ยเจียงที่กำลังนับเงินอยู่ที่โต๊ะและลูกน้องแข็งแกร่งสองคนที่อยู่ข้างหลังเขาเท่านั้น
“เสี่ย!” ตู้อวิ๋นกังตะโกนเรียกด้วยความเคารพ
เสี่ยเจียงไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง อย่างไรตอนนี้เขาก็ชอบดูเงินมากกว่าตู้อวิ๋นกัง
หลังจากนับชิปที่มีมูลค่าเกือบหนึ่งแสนหยวนแล้ว เสี่ยเจียงก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจ
จากนั้นเขาก็เงยหน้ามองตู้อวิ๋นกัง
“อ้อ เหล่าตู้นี่เอง ไม่ได้เจอกันมาสักพักแล้ว ทำไมวันนี้ถึงคิดมาที่นี่ล่ะ เมื่อกี้ได้เล่นบ้างหรือเปล่า”
ตู้อวิ๋นกังมีสีหน้าขมขื่น “เหอะๆ เสี่ยเจียง ดูคุณพูดสิ ผมจะอารมณ์ดีแบบนั้นได้ยังไง ผมมาหาคุณครั้งนี้เพราะมีเรื่องบางอย่างครับ”
“เอ๋? ว่ามาสิ”
เสี่ยเจียงพูดแล้วยื่นชิปในมือให้ลูกน้อง “ไปที่โต๊ะแลกเหรียญแล้วให้พวกเขาเอาเข้าบัญชี”
ลูกน้องจึงรีบรับชิปแล้วเดินออกไป
ตู้อวิ๋นกังกล่าว “เสี่ยครับ มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ”
“เรื่องเล็กน้อยอะไรนายก็บอกมาสิ”
ขณะที่เสี่ยเจียงพูดก็หยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องที่ตู้อวิ๋นกังพูดอย่างจริงจัง
“คือแบบนี้ครับเสี่ยเจียง ลูกชายผมถูกรังแกที่มหา’ลัย ผมเลยไปหาคนคนนั้นแล้วพูดคุยกับเขา ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายจะใช้กำลังใส่”
เสี่ยเจียงพยักหน้าช้าๆ “นายโดนทุบตีมาเหรอ”
“ลูกน้อง? พวกนายโดนรังแกที่ไหนมา”
เสี่ยเจียงเงยหน้ามองตู้อวิ๋นกัง
“ตอนแรกเป็นเรื่องทะเลาะกันของนักศึกษาที่หน้ามหา’ลัยหนานกวน แต่ไอ้เด็กนั่นไม่ใช่นักศึกษา มันเป็นเชฟของสวนสวินเฟิง”
“เชฟ? พวกนายโดนเชฟคนหนึ่งเล่นงานมาเหรอ”
ตู้อวิ๋นกังหน้าแดงเล็กน้อย “ไม่ครับๆๆ เสี่ย ผู้ช่วยของเชฟนั่นเก่งและมีทักษะกังฟูอยู่บ้าง”
เสี่ยเจียงกระตุกยิ้ม “แปลว่า…นายพาคนไปที่สวนสวินเฟิงแล้วถูกไล่ออกมาใช่ไหม”
“ใช่ๆๆ เป็นแบบนั้นแหละครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เสี่ยเจียงก็กลอกตามองตู้อวิ๋นกังแล้วแสยะยิ้ม
“หึ ตู้อวิ๋นกังหนอตู้อวิ๋นกัง นี่นายถูกรังแกเหรอ เห็นๆ กันอยู่ว่านายรังแกคนอื่นชัดๆ!
อ้อ นายพาลูกน้องไปที่นั่น มันหมายความว่าอะไรล่ะ พาลูกน้องไปแล้วยังเรียกว่าเจรจาพูดคุยกันอีกเหรอ
เห็นได้ชัดว่านายอยากไปข่มขู่คนอื่นแต่ไม่สำเร็จ!”
ตู้อวิ๋นกังได้ยินเช่นนี้ก็หวั่นใจ
เพราะเสี่ยเจียงมีฐานะอยู่ในตู้เหมิน เขาจึงไม่สบายใจ ตู้อวิ๋นกังกลัวว่าจะไปล่วงเกินเสี่ยเจียงเข้า
“เสี่ยครับ เรื่องนี้คุณพูดถูก แต่ถ้ามีใครมารังแกลูกชายผม ผมคงนั่งอยู่เฉยๆ โดยไม่สนใจไม่ได้หรอกครับ”
“งั้นถ้านายมีความสามารถก็จัดการเขาสิ พอจัดการไม่ได้ก็มาบอกฉันว่าถูกรังแกเหรอ” เสี่ยเจียงถาม
“เอ่อ…”
ตู้อวิ๋นกังพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง
“เสี่ย ทุกอย่างที่คุณพูดถูกหมด ตอนนี้ก็แค่ผมมาขอความช่วยเหลือจากคุณ ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ” ตู้อวิ๋นกังก้มหน้าลงอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นเช่นนี้ เสี่ยเจียงก็ไตร่ตรองอยู่นาน
“อีกฝ่ายมีเบื้องหลังยังไงล่ะ”
“ผมไม่รู้ ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเป็นเด็กหนุ่ม แล้วก็…ไม่คุ้นหน้า” ตู้อวิ๋นกังตอบ
“ไม่คุ้นหน้าเหรอ หึ ในสังคมแบบนี้มีเด็กเปรตออกมาอยู่บ้าง…
เหล่าตู้ เสี่ยไม่ได้พูดเล่นกับนายนะ กำจัดคนต้องมีค่าใช้จ่าย!”
ตู้อวิ๋นกังพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เสี่ย ผมเข้าใจ คุณบอกตัวเลขที่เหมาะสมมาเลย ผมจะจ่ายให้!”
“ต้องจัดการกี่คน ต้องใช้กี่คนล่ะ”
“มีทั้งหมดสามคน อ้อไม่สิ สี่คน ยังมีเด็กนั่นที่มาขวางรถผมแล้วไม่ยอมให้ผมออกไปอีก”
“ดูสภาพนายสิ!” เสี่ยเจียงพูด
“แล้วจะต้องใช้กี่คน…ขึ้นอยู่กับความเห็นของคุณแล้วครับ”
เสี่ยเจียงพยักหน้าช้าๆ “เอาล่ะ งั้นใช้แปดคนแล้วกัน ฉันขอถามเต๋อหมิงก่อน ร้านนั้นชื่ออะไร”
“สวนสวินเฟิงครับ”
จากนั้นเสี่ยเจียงกดกดเบอร์โทรไปหาหานเต๋อหมิง
หานเต๋อหมิงเป็นมือขวาของเสี่ยเจียง และเป็นคนสนิทของเขา
ทุกวันนี้กิจการมากมายให้หานเต๋อหมิงมาจัดการโดยตรง ในขณะที่เสี่ยเจียงแค่ดื่มชาและเล่นไพ่พร้อมเก็บเงินอย่างสบายใจ
เมื่อหานเต๋อหมิงจัดการอยู่เบื้องหน้า เขาจึงไม่มีอะไรต้องกังวล
แต่หลังจากโทรไปสองสายก็ไม่มีใครรับโทรศัพท์ เสี่ยเจียงจึงพูดง่ายๆ “เอาล่ะ นายจ่ายมาสามแสนแล้วกัน”
“สะ…สามแสนเหรอครับ” ตู้อวิ๋นกังไม่คิดว่าเสี่ยเจียงจะเสนอราคานี้จริงๆ
เสี่ยเจียงต้องการเงินไม่น้อย ครั้งที่แล้วที่เขาช่วยเฮ่อเหว่ย เขาพาคนไปยี่สิบคนและเรียกแค่สี่แสนหยวนเท่านั้น
ค่าใช้จ่ายสามแสนหยวนกับการพาไปแปดคนค่อนข้างหลอกลวงตู้อวิ๋นกังอยู่บ้าง
เสี่ยเจียงเหลือบมองเขา “แพงไปเหรอ”
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังใช้สายตาข่มขู่ ตู้อวิ๋นกังจะกล้าพูดว่าแพงได้อย่างไร ถ้าคนของตัวเองจัดการไม่ได้ก็ต้องยืมมือเสี่ยเจียง การเสียเงินจึงเป็นเรื่องจำเป็น
“ไม่ ไม่เลยครับ เสี่ยเจียง สามแสน ผมจะทำตามที่คุณบอก!”
เสี่ยเจียงส่ายหน้า “ไม่ต้องบอกว่าจะทำตามฉัน เป็นความยินยอมจากนายเองต่างหาก”
“ถูกต้องครับเสี่ย ผมยินดีจ่ายสามแสนเพื่อจบเรื่องนี้”
เสี่ยเจียงพยักหน้า “โอเค เมื่อไรล่ะ”
“เร็วเท่าไรยิ่งดีครับ พวกมันทำร้านอาหารแบบคลับเฮาส์ ถ้าเราไปก่อเรื่องคืนนี้เลยยิ่งดี!”
เสี่ยเจียงใคร่ครวญ เดิมทีเขาอยากถามหานเต๋อหมิงก่อนแล้วค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้หานเต๋อหมิงไม่รับสาย…
อีกอย่างก็ถือโอกาสรับเงินมาสามแสน…
“โอเค เดี๋ยวฉันจะไปที่นั่นเอง พวกลูกน้องจะได้กินข้าวเย็นที่นั่นฟรีๆ สักมื้อ”
ตู้อวิ๋นกังคลี่ยิ้ม “เหอะๆ เสี่ยครับ คุณออกหน้าเองคงไม่มีปัญหา”
เสี่ยเจียงคิดในใจ ข้าออกหน้าเนี่ยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเงินสามแสนหยวน ข้าคงไม่ออกหน้าแล้ว
…
คืนนั้น สวนสวินเฟิงปกติเหมือนทั่วๆ ไปและขายน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายได้รวดเร็วมาก
ซ่งจื่อเซวียนกลับไปที่ห้องทำงาน แต่วันนี้แทนที่จะอ่านหนังสือสูตรอาหาร เขากลับคิดว่าจะรักษาอาการของเจ้าถิงถิงอย่างไร
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาแน่ใจว่าเจ้าถิงถิงเป็นโรคเบื่ออาหาร
แต่โชคดีที่ยังอยู่ในระยะแรก หากไปถึงระยะท้ายๆ ก็แทบจะรักษาให้หายขาดไม่ได้
แม้ว่าจะค่อยๆ ประคองอาการกลับมาได้ แต่ผลกระทบต่อร่างกายไม่มีทางชดเชยได้ ดังนั้นตอนนี้ยังต้องมองในแง่ดีไว้ก่อน
แต่วิธีปรับเปลี่ยนความอยากอาหารของเจ้าถิงถิงกลับเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้
หากไม่ได้สรรพคุณของยา ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่กล้ารับประกันว่าน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายจะเปลี่ยนความอยากอาหารของเจ้าถิงถิงได้
ถึงแม้ว่าจะใช้โต้วหลงเหมิน เขาก็ไม่ได้มั่นใจมากนัก
แต่เมื่อกล่าวถึงเรื่องยา ความสามารถของเขายังไม่ถือว่าใช้ได้นัก บางทีอาจจะต้องถามชายชราตอนค่ำ
ช่วงนี้ซ่งจื่อเซวียนก็คิดที่จะรับชายชราไปอยู่กับเขาด้วย
เพียงแต่ว่าชายชราชินกับการอยู่คนเดียว ดังนั้นอย่างน้อยก็ควรให้บ้านเล็กๆ แก่เขา
ซ่งจื่อเซวียนจึงวางแผนที่จะซื้อบ้านชั้นเดียวอีกหลังที่ใกล้บ้านใหม่ของเขา
ในเวลาเดียวกัน รถสองคันก็มาจอดที่หน้าสวนสวินเฟิงอีกครั้ง
รถคันแรกเป็นบีเอ็มดับเบิลยู ตามมาด้วยรถตู้
คนที่ท่าทางเหมือนนักเลงแปดคนลงจากรถตู้ทีละคน
เสี่ยเจียงแหงนหน้ามอง “เอ๋ คลับนี้ไม่ใช่เล็กๆ เลยนะ ไม่รู้เลยว่ามีร้านแบบนี้มาเปิดที่หนานเฉิง เข้าไปดูกันเถอะ”
ขณะที่พูด เสี่ยเจียงก็เดินเข้าไปในสวนสวินเฟิงด้วยไม้เท้า
ตู้อวิ๋นกัง ตู้เหวินจง และพวกนักเลงแปดคนก็ตามหลังเขาเข้ามาด้วย
เมื่อเดินเข้ามา ลูกค้าบางคนก็มองมาและหลายคนก็มีสายตาที่หวาดกลัวไม่น้อย
อย่างไรท่าทางเช่นนี้คงไม่ได้มาที่นี่เพื่อทานอาหาร
พนักงานบริการรีบเดินเข้ามาทันที “สวัสดีค่ะ คุณต้องการสั่งอาหารอะไรดีคะ”
“หืม กินอะไรดีงั้นเหรอ เหอะๆ ไปบอกเถ้าแก่ของพวกเธอว่าเสี่ยเจียงจากหนานเฉิงมาแล้ว ให้เขาลงมารับข้า!”
คำพูดบ้าอำนาจของเสี่ยเจียงทำให้ตู้อวิ๋นกังและตู้เหวินจงฮึกเหิมด้วยความตื่นเต้น นี่ถึงจะเป็นเจ้าพ่อสินะ
จากนั้นพนักงานบริการก็ตกใจและรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน
เสี่ยเจียงยิ้มและนั่งลงอย่างไม่รีบร้อน ไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาก็ชินกับการถูกต้อนรับอย่างดีแล้ว
เสี่ยเจียงมาเยือน แต่เถ้าแก่กล้าไม่ออกมารับเหรอ ตลกแล้ว!
วันนี้ข้าจะสอนบทเรียนให้นาย อุดหนุนพวกนาย แล้วก็ซ้อมพวกนาย!
ฉันกินอาหารของพวกนายก็ถือว่าไว้หน้าแล้ว และซ้อมพวกนายเพื่อเงินสามแสนหยวน!
ขณะนี้เอง โทรศัพท์ของเสี่ยเจียงก็ดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นหานเต๋อหมิง เขาก็รับสาย
“เสี่ยครับ เมื่อกี้ผมอยู่ที่ไซต์ก่อสร้าง ไม่ได้พกมือถือมาด้วย คุณตามหาผมอยู่เหรอครับ”
เสี่ยเจียงพยักหน้า “เต๋อหมิง ฉันอยากถามอะไรหน่อย ถิ่นของเรามีร้านสวนสวินเฟิงอยู่ด้วย นายรู้จักไหม”
หานเต๋อหมิงยิ้มตอบ “รู้จักแน่นอนครับเสี่ย นั่นคือธุรกิจของนายท่านรองไงครับ”
เสี่ยเจียงได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “นายท่านรอง? นายท่านรองคนไหน”
แต่ก่อนที่หานเต๋อหมิงจะตอบกลับ เสี่ยเจียงก็ดูเหมือนจะจำได้แล้ว
ในปีที่ผ่านมาคนที่ถูกขนานนามว่านายท่านรองในตู้เหมินจะเป็นใครเสียอีก
“นายท่านรองซ่งไงครับ เสี่ยก็จำได้ ผมยังเคยบอกว่าถ้ามีโอกาสเราก็ไปอุดหนุนบ้าง!”
เสี่ยเจียงวางสายโดยที่ไม่ได้ตอบกลับอะไรและหันกลับไปมองตู้อวิ๋นกังกับตู้เหวินจงทันที
ทั้งคู่มีรอยยิ้มประจบสอพลอบนใบหน้า แต่เสี่ยเจียงกลับแอบก่นด่า ‘แม่งเอ๊ย ไอ้โง่ไปแหย่ซ่งจื่อเซวียนมาเหรอ’
ทันใดนั้นก็มีเสียงมาจากขั้นบันได “ฮ่าๆ เสี่ยเจียงมาแล้ว แน่นอนว่าผมต้องมาทักทายด้วยตัวเอง!”
เสี่ยเจียงตอบสนองอย่างไว เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว หันกลับมาแล้วชี้ไม้เท้าไปที่ตู้อวิ๋นกังและลูกชาย
“นายท่านรอง ผู้เฒ่ามาอุดหนุนเลยถือโอกาสเอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ด้วย ไม่รู้ว่าจะถูกใจหรือเปล่า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พ่อลูกตระกูลตู้ก็ตกตะลึงตาค้าง…
……………………………………………….
……….