เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 353 มาเยือนเป็นครั้งแรก
ตอนที่ 353 มาเยือนเป็นครั้งแรก
……….
ใกล้เขตชานเมืองตู้เหมิน
ภายในวิลล่า
ตู้อวิ๋นกังกับตู้เหวินจงสองพ่อลูกนั่งสบตากัน
เทียบกันแล้ว บาดแผลบนใบหน้าของคนทั้งสองนับว่าสูสีพอๆ กัน
ลูกน้องของเสี่ยเจียงยังพอยั้งมือบ้าง ขณะที่สร้างบาดแผลภายนอกให้ทั้งสองคนมากพอ ก็ไม่ได้ต่อยพวกเขาจนบาดเจ็บหนัก
หลิวฟางถือไข่ต้มเข้ามาถาดหนึ่ง ปอกเปลือกให้เรียบร้อยแล้ว “พวกคุณรีบใช้ไข่ประคบเถอะ”
ตู้อวิ๋นกังหยิบไข่ไก่ขึ้นมาประคบจุดบวมช้ำที่หางตา ไม่เพียงแต่ทำเสียงสะดุ้งเท่านั้น แต่สีหน้าของเขายังเปลี่ยนไปด้วยความเจ็บปวด
ตู้เหวินจงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เหมือนกัน เบะปากพูดว่า “แม่งเอ๊ย สองวันโดนต่อยสองครั้ง ผมไม่เคยซวยขนาดนี้มาก่อนเลย”
“พูดไร้สาระให้มันน้อยๆ หน่อย แม้แต่พ่อของแกก็ยังโดนต่อย เด็กอย่างแกรู้จักแต่หาเรื่อง!” ตู้อวิ๋นกังถลึงตาพูด
“ผม…”
“คุณไปว่าลูกทำไม เขาเจ็บไปหมดแล้ว คุณเก่งจริงก็ต่อยกลับไปสิ!”
หลิวฟางรีบลุกขึ้นยืนข้างๆ ตู้เหวินจงแล้วพูดทันที
“คุณ…”
ตู้อวิ๋นกังโมโห เดิมทีก็โดนต่อยอยู่แล้ว แถมยังถูกหลิวฟางว่าเช่นนี้ จึงโกรธบ้างเป็นธรรมดา
“ปกติก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว พอมีปัญหาคุณก็เอาแต่โมโหใส่ลูก ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!”
“คุณหุบปากไปเลย แม่ง ในบ้านหลังนี้ต้องอาศัยผมทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ถูกรังแกคุณดันมาพูดจาบั่นทอนกำลังใจอีก”
ตู้อวิ๋นกังตบโต๊ะด้วยหนึ่งฝ่ามือ ไข่ไก่ถูกตบจนแหลก
หลิวฟางก็ตกใจเหมือนกัน ร้องไห้ออกมาทันที
“คุณเก่งสักแค่ไหนเชียว รู้จักแต่ใส่อารมณ์พวกเราสองแม่ลูก ตู้อวิ่นกังคุณมันก็ได้แค่นี้!”
ตู้อวิ๋นกังสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นพยักหน้าทันที “โธ่เว้ย เหล่าเจียง สวนสวินเฟิง ครั้งนี้ฉันขอสู้ตายกับพวกแก!”
พูดจบ เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรออก
“อวิ๋นเลี่ยง!”
“พี่ชาย พี่นึกอะไรถึงโทรมาหาผมเนี่ย พ่อของพวกเราเป็นยังไงบ้าง” เสียงของผู้ชายดังมาจากปลายสาย
เสียงนี้มีหนากว่าเสียงของตู้อวิ๋นกังอยู่บ้าง และมีความแหบพร่าเล็กน้อย
“พ่อไม่เป็นไรหรอก อวิ๋นเลี่ยง ฉัน…เกิดเรื่องนิดหน่อย”
“หืม เกิดอะไรขึ้น มีปัญหาเรื่องทุนหมุนเวียนธุรกิจเหรอ ต้องใช้เงินเท่าไร”
ตู้อวิ๋นเลี่ยงถามโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
พี่ชายน้องชายตระกูลตู้เสียมารดาไปตั้งแต่ยังเด็ก จึงเติบโตมากับบิดา
แต่เนื่องจากบิดายุ่งแต่หาเงิน สองคนพี่น้องจึงต้องพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอด ตู้อวิ๋นเลี่ยงแทบจะโตมากับมือของตู้อวิ๋นกัง
และจากจุดนี้เอง แม้ตอนนี้น้องชายคนนี้จะเจริญก้าวหน้าแล้ว แต่เพียงแค่ประโยคเดียวของพี่ชาย เขาก็ยินดีเชื่อฟังทุกอย่าง
“อวิ๋นเลี่ยง ไม่ใช่เรื่องเงิน คือ…ฉันโดนคนอื่นรังแก,k”
ตู้อวิ๋นเลี่ยงได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง “รังแกงั้นเหรอ ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น”
“ที่ตู้เหมิน ฉันกับเหวินจงถูกคนซ้อมมา!”
ตู้อวิ๋นกังพูดจบ ตู้อวิ๋นเลี่ยงก็นิ่งอึ้งด้วยความงงงวย พลันเงียบไปสองสามวินาที
“แย่ แย่แล้วจริงๆ ใครเป็นคนทำ อาการหนักมากไหม”
“ไม่ถือว่าหนักมาก ไม่ได้บาดเจ็บภายใน แต่ฉันกับหลานของนายตอนนี้ออกจากบ้านด้วยใบหน้านี้ไม่ได้ มีแต่รอยช้ำเลือด”
ตู้อวิ๋นเลี่ยงฟังแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “โอเคพี่ชาย ผมเข้าใจแล้ว พี่กับหลานชายคนโตรอผมอยู่ที่บ้านนะ ผมจะกลับไปวันพรุ่งนี้!”
“นายจะกลับมาเหรอ ฉันคิดว่าถ้านายโทรศัพท์ไปแก้ไขปัญหาได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกลับมาหรอก” ตู้อวิ๋นกังรีบพูดทันที
อันที่จริงเขาก็รู้ว่าธุรกิจของน้องชายเป็นกิจการใหญ่โต ยุ่งมากทุกวัน ในใจจึงคิดว่าไม่อยากทำให้หน้าที่การงานของอีกฝ่ายล่าช้า
พอวางสาย หลิวฟางกับตู้เหวินจงต่างมองมาที่ตู้อวิ๋นกัง
พวกเขาเข้าใจ เรื่องใหญ่ที่สุดในบ้านหลังนี้ต้องบอกให้ตู้อวิ๋นเลี่ยงมาจัดการแน่นอน
“เป็นยังไงบ้าง เจ้ารองเขาพูดว่ายังไงคะ” หลิวฟางถาม
“อวิ๋นเลี่ยงบอกว่าจะกลับมาวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างรอเขากลับมาแล้วค่อยว่ากัน”
หลิวฟางมองตู้เหวินจง “วางใจได้ ถ้าอารองของลูกกลับมา คนพวกนั้นต้องตายแน่”
ตู้เหวินจงจึงพยักหน้า หึ ไอ้พวกร้านขยะ คราวนี้พวกแกซวยแน่!
…
หลังจากทำออร์เดอร์ช่วงกลางวันเสร็จแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็รออยู่ตลอด
ตอนกลางวันถังอย่าฉีก็ไม่อยู่ เวลาส่วนใหญ่ของเขาจึงแทบจะใช้ไปกับการอ่านตำราสูตรอาหาร
แต่วันนี้กลับไม่เหมือนเดิม เขาคาดหวังกับช่วงเวลาตอนดึกอย่างยิ่ง อยากไปดูตลาดมืดที่เสี่ยเจียงกล่าวถึง
อันที่จริงประเด็นสำคัญที่สุดคือคำว่าตลาดมืดนี้ดึงดูดซ่งจื่อเซวียนเป็นอย่างมาก
ร้ายขายยาและร้านสมุนไพรจีนทั่วไปไม่มีสมุนไพรตัวนี้ บางทีเขาอาจจะหามันเจอที่ตลาดแห่งนั้นก็เป็นได้
แต่เขาไม่รู้ว่า หญ้าสวินหย่งนับว่าเป็นสิ่งของล้ำค่าหายากหรือไม่
เพราะจากคำพูดของเสี่ยเจียง ที่นั่นไม่ขายของธรรมดาทั่วไป
แม้แต่โสมแปดร้อยปีก็ยังถือว่าเป็นของทั่วไปสำหรับที่นั่น อยากจะดูจริงๆ ว่าที่นั่นมีของมีค่าอะไรบ้าง
ตกเย็น ซ่งจื่อเซวียนจึงติดต่อเสี่ยเจียง นัดเจอกันหน้าร้านสวนสวินเฟิงเวลาสี่ทุ่มตรง
ถือว่าดีเหมือนกัน เพราะไม่รบกวนกิจการของร้านสวนสวินเฟิง
พอถึงเวลาสี่ทุ่ม ก็เห็นรถของเสี่ยเจียงขับมาตรงหน้าประตูร้านสวนสวินเฟิง ซ่งจื่อเซวียนโบกมือทักทาย
หลังจากจอดรถ เสี่ยเจียงก็รีบลงจากรถทันที กำหมัดประสานที่หน้าอกแล้วเดินมาข้างหน้า
“นายท่านรอง ฉันมาให้เร็วนิดหน่อย ไม่ได้ทำให้นายต้องเสียเวลาใช่ไหม”
หลังจากรับเงินสองครั้งเพื่อทำร้ายซ่งจื่อเซวียนที่ตลาดอาหารทะเลเขตเฉิงหนานกับร้านสวนสวินเฟิง เสี่ยเจียงก็มีท่าทีเกรงใจเป็นอย่างมาก
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้ายิ้มเล็กน้อย “ไม่ครับ ผมเพิ่งทำงานทางนี้เสร็จพอดี พวกเราไปเร็วหน่อยก็ดีครับ”
“เหอะๆ ใช่เลย หลักๆ แล้วพวกเราจะได้หาที่จอดรถดีๆ ได้”
ซ่งจื่อเซวียนชะงักไป “ที่จอดรถเหรอครับ”
“ใช่แล้ว ถ้าไปสายเกรงว่าจะต้องจอดรถไกลหน่อย นายท่านรอง พวกเราไปกันเถอะ นายขับตามรถของฉันมานะ”
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็พาซางเทียนซั่ว ฟางรุ่ยและเหลียงฮั่นขึ้นรถ
รถหนึ่งคันนั่งเต็มสี่ที่นั่ง โดยเฉพาะเหลียงฮั่นที่ตัวใหญ่เท่ากับคนสองคน ดังนั้นเขาจึงนั่งตรงตำแหน่งข้างคนขับ
เวลานี้รถราบนท้องถนนมีน้อยมากแล้ว ดังนั้นจึงสามารถขับเร็วได้บ้าง
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงสถานที่ที่เสี่ยเจียงบอกกล่าว
บ้านหลังเก่าๆ โทรมๆ บริเวณหนึ่งบนถนนริมทางหลวง
ไม่ได้มีเพียงแค่หลังเดียวเท่านั้น สามารถพูดได้ว่าเรียงติดกันเป็นแถว ทั้งหมดเป็นบ้านที่พังไปเกือบครึ่งหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าไม่มีคนอาศัยอยู่นานแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ซ่งจื่อเซวียนตกใจคือ เป็นอย่างที่เสี่ยเจียงพูดไว้จริงๆ มีรถหลายคันจอดเรียงรายอยู่ริมถนน
เปิดตลาดตอนห้าทุ่ม ตอนนี้ยังไม่ถึงสี่ทุ่มครึ่ง ก็มีรถมาจอดเรียงกันอย่างน้อยสามสิบสี่สิบคันแล้ว…
“ให้ตาย เป็นที่นิยมขนาดนี้เชียว อาจารย์ ดูเหมือนจะได้รับความนิยมกว่าตลาดนัดกลางคืนเสียอีก”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ “แต่ตลาดนัดกลางคืนมีคนนั่งแท็กซี่ไป มีคนนั่งรถเมล์ไป แต่นายดูที่นี่สิ”
ซางเทียนซั่วพยักหน้า “ก็จริงนะ รถดีโคตรจริงๆ โชคดีที่ผมไม่ได้ขับบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ห้ามา ขายหน้าตายเลย”
ในไม่ช้า สายของเสี่ยเจียงก็โทรเข้ามา
“นายท่านรอง นายขับตามรถของฉันมา อีกเดี๋ยวพวกเราลงจากรถก่อน แล้วให้คนขับรถไปหาที่จอดรถให้ดี”
“โอเคครับเสี่ยเจียง”
จากนั้น รถสองคันก็ขับมาจอดข้างๆ กัน
ตำแหน่งนี้อยู่ใกล้กับตลาดมืดมากที่สุด แต่ที่จอดรถไม่มีแล้ว
ลงจากรถเรียบร้อย ฟางรุ่ยก็ขับตามรถอีกคันหนึ่งไปหาที่จอดรถ ส่วนเสี่ยเจียงก็แนะนำให้ซ่งจื่อเซวียน
“นายท่านรอง สองสามกลุ่มนี้ที่นายเห็น บางคนมาด้วยกัน บางคนก็มาบ่อยจนสนิทกับที่นี่แล้ว
แต่พอจ่ายเงินที ก็ควักเงินจ่ายหลายหมื่นหยวนโดยไม่กะพริบตาตลอด”
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้ม หลายหมื่นหยวนงั้นเหรอ น่าจะเป็นจำนวนเงินเล็กน้อย เมื่อเจอของดี คนพวกนี้น่าจะยอมจ่ายหลายล้านโดยไม่เสียใจด้วยซ้ำ
ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ ก็เห็นรถคาดิลแลคสีขาวคันหนึ่งขับมาอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ประตูรถเปิดออก จึงเห็นผู้ชายใส่เสื้อสูทสีขาวตัวหนึ่งกับเสื้อเชิ้ตสีดำเดินลงมา
ผู้ชายคนนั้นมองสถานที่ตรงนี้แล้วยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกัดซิการ์ไว้ในปาก
“เหอะๆ ทุกคนมาไวมาก”
เวลานี้ มีคนคนหนึ่งเดินลงมาจากตำแหน่งข้างคนขับเหมือนกัน รูปร่างพอๆ กับเหลียงฮั่น ใส่ชุดวอร์มสีดำทั้งตัว
ด้วยรูปร่างของเขา ชุดสูทไม่น่าจะมีขนาดของเขาเหมือนกัน
เสี่ยเจียงพูดเสียงต่ำ “คนคนนี้คือท่านชายไป๋ เมื่อก่อนเปิดโรงแรม ต่อมาร่ำรวยจากตลาดมืด เลยเปลี่ยนอาชีพแล้ว”
คนสมดั่งชื่อจริงๆ ท่านชายไป๋ รถสีขาว สูทสีขาว แม่งดู…บ้านนอกจริงๆ
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “สงสัยอาชีพนี้จะได้กำไรมหาศาลจริงๆ ถึงขนาดไม่เปิดโรงแรมแล้ว”
“ใช่แล้ว มีคนมากมายร่ำรวยจากอาชีพนี้ ตลาดมืดเข้าสู่ตู้เหมินไม่ถึงครึ่งปี แต่มีคนร่ำรวยมั่งคั่งเป็นกอง”
ซ่งจื่อเซวียนมองบ้านเก่าๆ ที่อยู่ริมทาง เขารู้ว่าเป็นเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น
ทว่าด้านใน…น่าจะเป็นอีกโลกหนึ่ง
“นายท่านรอง นายดูทางนั้น คนคนนั้นชื่อหวังต้าลี่ เป็นเศรษฐีบ้านนอก”
แต่ก่อนเป็นนักเลง ต่อมาถูกล็อตเตอรี่ สุดท้ายก็มารวยที่นี่เหมือนกัน
ซ่งจื่อเซวียนมองไปตามทางที่เสี่ยเจียงชี้ แล้วจึงเห็นผู้ชายตัวใหญ่กำลังเดินเข้ามา
ผู้ชายตัวใหญ่ใส่เสื้อแขนสั้นสีดำรัดรูป ข้างหน้าประดับด้วยเลื่อมปักสีสันฉูดฉาด และยังเผยให้เห็นรอยสักที่อยู่ใต้เสื้อแขนสั้น
ทั้งยังมีลูกน้องอีกสองคนเดินอยู่ข้างหลังเขา แต่ลูกน้องสองคนนั้นดูแล้ว ไม่ดุดันเท่าพี่ใหญ่คนนี้
“เหอะๆ ดูท่าเวลามีคนมาก็จะพาลูกน้องมาด้วยตลอด”
เสี่ยเจียงยิ้มเล็กน้อย “ใช่แล้ว สถานที่แห่งนี้แข่งขันกันดุเดือดมาก บางครั้งซื้อของมีค่าจากข้างในได้แล้ว ใช่ว่าจะเอากลับบ้านได้”
“หืม? หมายความว่ายังไงครับ” ซ่งจื่อเซวียนถามด้วยความสงสัย
“เหอะๆ ออกมาก็มีคนขโมย อยากได้ของหรืออยากมีชีวิตล่ะ”
“โหดขนาดนี้เชียว ในคนรวยพวกนี้คงจะมีคนที่เอาของมาขายปั่นราคาทำกำไร และก็มีบางพวกที่มาขโมยอยู่หน้าประตูโดยเฉพาะ” ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
เสี่ยเจียงพยักหน้า “ยังไงนี่ก็คือโลกมนุษย์ มียุคไหนบ้างที่ไม่มีขโมย เพราะงั้นฉันจะไม่มาที่นี่กับหานเต๋อหมิง แต่จะพาลูกน้องที่เตะต่อยเก่งมาด้วย”
มองลูกน้องของเสี่ยเจียงแล้ว ซ่งจื่อเซวียนอยากจะหัวเราะอยู่นิดหน่อย พวกเขาพอมีท่าทางของนักเลงอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เรื่อง!
ทว่าชื่อเสียงของเสี่ยเจียงวางอยู่ตรงหน้า คนทั่วไปไม่กล้าทำอะไรแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายไม่อยากปรากฏตัวในตู้เหมินอีก
“ดูเหมือนหวังต้าลี่กับท่านชายไป๋จะไม่ค่อยถูกกัน เจอหน้ากันต้องแย่งสมบัติกันแน่นอน สงสัยวันนี้จะมีฉากสนุกให้ดูแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้ายิ้มเล็กน้อย แต่จู่ๆ เขาก็มีความรู้สึกบางอย่าง
นั่นก็คือในตลาดมืดแห่งนี้ ไม่เหมือนแบบปกติทั่วไปที่เขาเคยเห็น
ที่นี่มีผู้ที่แข็งแกร่งแน่นอน และศักยภาพของพวกเขาก็มาจากเงินและกำลังการต่อสู้
ไม่มีเงิน คุณก็ไม่ได้ของที่ดีที่สุด ไม่มีกำลัง คุณก็ปกป้องของมีค่าไม่ได้
ที่นี่ไม่มีเสี่ยหวง ไม่มีเสี่ยปา กระทั่งเสี่ยเจียงก็ยังไม่ทำตัวเป็นจุดเด่น หรืออาจจะเป็นเพราะ…
ที่นี่มีกฎของที่นี่อยู่แล้ว
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ ฟางรุ่ยก็จอดรถเรียบร้อยแล้ววิ่งซอยเท้าเข้ามา
และในขณะเดียวกัน เสียงของผู้คนที่พูดคุยกันก็พลันดังขึ้น และพวกเขาก็เดินไปที่บ้านหลังเก่าพร้อมกันทันที
เสี่ยเจียงเอ่ยว่า “เปิดตลาดแล้ว นายท่านรอง พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้เดินเบียดไปข้างหน้า แต่ต่อแถวอยู่ข้างหลังกลุ่มคนแล้วเดินตามเข้าไป
เพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรก เขารู้สึกว่าต้องพยายามไม่ทำตัวเป็นจุดเด่นเกินไป
………………………………………….
……….