เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 352 หญ้าสวินหย่ง
ตอนที่ 352 หญ้าสวินหย่ง
……….
ฟางจิ่งจือหยิบถั่วลิสงต้มใส่ปากหนึ่งเม็ด เคี้ยวพลางมองซ่งจื่อเซวียน
แต่เขาไม่ได้พูดอะไร ใบหน้าที่มีรอยยิ้มบางๆ นั้นเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นนับไม่ถ้วน
เห็นแววตาของฟางจิ่งจือ ซ่งจื่อเซวียนก็อึ้งงันไป
“ผมว่านะปู่ พวกเราอย่าลีลากันเลย ผมขอคำชี้แนะอย่างคนถ่อมตัว”
“แกอย่ามาพูดจาไร้สาระกับฉัน ขอคำชี้แนะอย่างถ่อมตัวงั้นเหรอ แกเคยเห็นคนขอคำชี้แนะอย่างถ่อมตัวที่ไหนมามือเปล่าบ้างล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนถึงนึกออกว่าตัวเองเดินเข้ามามือเปล่า จึงได้แต่ยิ้มแหยๆ ออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“เหอะๆ ปู่ รีบไปหน่อยน่ะเลยลืมซื้อมา”
ฟางจิ่งจือเหลือบตามองเขาหนึ่งที “ช่างมัน เหมยจื่อ เหล้าของพวกเรายังพอไหม”
“พอค่ะปู่”
ซ่งจื่อเซวียนรีบถลึงตาใส่เหมยจื่อทันที “วันหลังซื้อเหล้าให้ปู่น้อยๆ หน่อย อย่าตามใจเขาสิ”
เหมยจื่อรีบสำรวมทันที “ค่ะพี่จื่อเซวียน คราวหน้าฉันจะระวังค่ะ”
เหมยจื่อเป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบเจ็ดปี มาจากชนบท ซ่งจื่อเซวียนได้ตัวเธอมาผ่านศูนย์คนดูแล
เธอเป็นคนไร้เดียงสา ไม่ค่อยมีเรื่องวุ่นวาย ชายชราก็ไม่ได้รังเกียจเธอ ซ่งจื่อเซวียนจึงยอมให้ทำงาน
“เหอะๆ ปู่ ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะรับปู่ไปอยู่กับผม ดีไหม”
“บ้านใหม่ของแกงั้นเหรอ อย่าเลย ฉันพักบนตึกไม่ไหว บ้านชั้นเดียวดีกว่า” ฟางจิ่งจือพูด
“เปล่าสักหน่อย บ้านชั้นเดียวต่างหาก ผมของผมเป็นคนติดดิน ไม่ซื้อห้องตึกครับ”
ฟางจิ่งจือครุ่นคิด จากนั้นมองเหมยจื่อ “เหมยจื่อ ถ้าเป็นบ้านชั้นเดียว…พวกเราจะลองพิจารณาไหม”
“ได้ค่ะปู่ ปู่บ่นคิดถึงพี่จื่อเซวียนทุกวัน ถ้าได้อยู่ใกล้กันหน่อย เขาจะได้ประหยัดเวลามาเยี่ยมปู่ไงคะ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินเช่นนั้นจึงอุ่นใจ ช่วงนี้เวลามาเยี่ยมชายชรามีน้อยมากจริงๆ
ฟางจิ่งจือโบกมือทันที “ใครบอกคิดถึงเขากัน ไอ้หลานเวรคนนี้ ไม่มาก็ดี พวกเราจะได้สงบ”
“ใครไม่มาก็ดีเหรอ ปู่ไม่ต้อนรับผมขนาดนี้เชียว!”
ฟางจิ่งจือเพิ่งจะพูดจบ เสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังมาจากข้างนอกประตู ฟังแค่เสียงอย่างเดียว ก็ทำให้คนรู้สึกสดชื่นแล้ว
ต่อจากนั้น หลิงเข่อเอ๋อร์ก็เดินถือเหล้าเหมาไถเข้ามาสองขวดพร้อมกับรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า
“อ้าวนึกว่าใครมา หลานสาวคนโตของฉันไม่ใช่เรอะ!”
ซ่งจื่อเซวียนชะงักไป “อย่านะปู่ นี่ลูกศิษย์ของผม ไม่ใช่หลานสาวของปู่สักหน่อย การเรียงลำดับญาติมันสับสนไปแล้วนะ”
“เหอะๆ แล้วแต่ พวกแกนับถือแบบของพวกแก พวกเรานับถือแบบของพวกเรา ใช่ไหมหลานสาวคนโต!”
“ใช่ค่ะปู่!”
หลิงเข่อเอ๋อร์เป็นคนปากหวานจริงๆ ขณะพูด เธอถือเหล้าเหมาไถมาตรงหน้าฟางจิ่งจือพร้อมกับนั่งยองๆ
“ปู่คะ พวกเรานับญาติแบบของพวกเรา ไม่ต้องสนอาจารย์ของหนูหรอกค่ะ”
“ใช่ ไม่ต้องสนเขา!” นานๆ ทีฟางจิ่งจือจะดีใจมีความสุขแบบนี้
อย่างไรพออายุมากขนาดนี้ ควรจะมีลูกหลานห้อมล้อมนานแล้ว แต่เขากลับอยู่ตัวคนเดียว
ปกติสิ่งที่คาดหวังมากที่สุดก็คือมีคนมาเยี่ยมเขา นานๆ จะมีคนเยอะแยะแบบนี้ เขาจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“ปู่คะ หนูเอามาขอโทษแทนอาจารย์ของหนูค่ะ ปู่บอกว่าไม่ควรมาบ้านปู่มือเปล่าใช่ไหมคะ”
“ใช่ ไอ้เด็กคนนี้ไม่ประสีประสาอะไร สาวน้อยคนนี้รู้ความมากกว่า” ฟางจิ่งจือเอ่ยยิ้มๆ
ซ่งจื่อเซวียนกลับพยักหน้ายิ้มอย่างมีความสุข หากวันนี้ไม่มีเข่อเอ๋อร์ คงจะผ่านด่านนี้ของชายชราได้ยากจริงๆ
หากไปคาดหวังกับฟางรุ่ยจะต้องหมดหวังแน่นอน ไอ้หมอนี่ไม่สั่งงานก็ไม่ขยับ
และหากพูดถึงความมีไหวพริบ ฟางรุ่ยอ่อนกว่าพวกหลิงเข่อเอ๋อร์และซางเทียนซั่วอยู่หลายเท่า
“สาวน้อย อย่าเพิ่งมาวุ่นวาย ฉันกำลังคุยเรื่องจริงจังกับท่านผู้เฒ่าอยู่ ไปเล่นตรงโน้นก่อน”
“อ้อ…” หลิงเข่อเอ๋อร์เบ้ปาก เดินไปข้างๆ
“หืม ปู่ช่วยชี้แนะด้วยสิ”
เห็นฟางจิ่งจืออารมณ์ดียอมกลับเข้าประเด็น ซ่งจื่อเซวียนก็รีบขอคำชี้แนะทันที
“ตำราสูตรอาหารเป็นของตาย แต่คนมีชีวิต เบื่ออาหาร…ต้องใช้ยา ยาก็จำเป็นต้องมีตัวกระตุ้น”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ อันที่จริงตัวเองก็นึกถึงจุดนี้เหมือนกัน
เขารู้สึกว่าถึงแม้จะเป็นโต้วหลงเหมินก็ยังยากที่จะทำให้เจ้าถิงถิงอ้าปาก แต่หากมียาสมุนไพรเป็นตัวกระตุ้นยา อาจจะดีมากกว่าเดิม
“แต่ว่านะปู่ ผมไม่รู้ว่าควรใช้ยาอะไรก่อนที่เธอจะกินอาหาร”
“ไม่ต้องใช้อะไรทั้งนั้น!”
ฟางจิ่งจือส่ายหน้า ดื่มเหล้าต่อ
ซ่งจื่อเซวียนหงุดหงิดแล้ว คนที่บอกว่าใช้ก็คือปู่ คนที่บอกว่าไม่ใช้ก็คือปู่ ไม่มีคนอื่นแล้วเนี่ย…
“เอ่อ…ปู่ ผมไม่เข้าใจ ช่วยสอนอีกทีหน่อย”
“โง่!”
ฟางจิ่งจือวางแก้วเหล้าลง เงยหน้ามองสภาพแวดล้อมในลานบ้านแล้วเอ่ยว่า “แกดูดอกไม้พวกนั้น ต้องรดน้ำไหม”
ซ่งจื่อเซวียนรีบพยักหน้าทันที
“ต้องใส่ปุ๋ยไหม”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าอีก
“ต้องมีแสงแดดไหม”
“ปู่ พวกเราอย่าพูดเล่นอีกเลย ต้องการทั้งหมดนั่นแหละ อย่ามัวแต่ถามทีละคำถามเลย”
ฟางจิ่งจือพยักหน้าช้าๆ “อืม ถ้างั้นฉันต้องรดน้ำมันก่อน จากนั้นค่อยใส่ปุ๋ย จากนั้นค่อยย้ายไปตากแดดข้างนอกใช่ไหม”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย…
“ปู่กำลังบอกให้ผมเปลี่ยนสูตรอาหารงั้นเหรอ”
ฟางจิ่งจือยิ้มบางๆ “เยี่ยม ไอ้หนู พอมีสมองอยู่บ้าง ไม่โง่มาก”
“ปู่ แปลว่าความหมายของปู่คือ ใช้ยาเป็นตัวกระตุ้นยา แต่ไม่จำเป็นต้องทำทีละขั้นตอน ใส่ลงเข้าไปในโต้วหลงเหมินได้เลย แต่รสชาตินั่น…”
“เหอะๆ ถ้าแกเอาอยู่ เพิ่มยาอีกสองสามชนิด แล้วโต้วหลงเหมินจะกินไม่ได้งั้นเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “แต่ว่ายา…”
“แห้ว ใบเลม่อน หญ้าสวินหย่ง ต้นฝิ่น”
ฟางจิ่งจือพูดพลางใช้นิ้วมือเคาะโต๊ะสองสามที “ต้มยาไม่เกินสองนาทีครึ่ง แล้วเจือจางอีกครั้ง
หลังจากนั้นกรองให้ได้ประมาณครึ่งถ้วย เทใส่น้ำแกงโต้วหลงเหมิน ขณะเดียวกันก็ตุ๋นปลาฉือ”
“ต้นฝิ่น…ปู่ นั่นเป็นของต้องห้ามนะ”
ฟางจิ่งจือกลอกตาใส่เขาหนึ่งที “แกคิดจะใส่ให้เธอหนึ่งตันเรอะ ใส่นิดเดียวจะเป็นของต้องห้ามได้ยังไง
อีกอย่างนะ นี่ก็เพื่อปรับให้อยากอาหารมากขึ้น ไม่ได้ปล่อยให้เธอกินทั้งชีวิตสักหน่อย”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ ก็จริงอยู่ หากใช้เป็นตัวกระตุ้นยาเฉยๆ ก็ไม่ถือว่าเป็นของต้องห้ามอะไร
“ตัวแห้วเป็นของกินได้อยู่แล้ว ใบเลม่อนช่วยทำให้สดชื่น ต้นฝิ่นก็ทำให้รสชาติเข้มข้น…”
ขณะพูด ซ่งจื่อเซวียนมองไปที่ฟางจิ่งจือ “แต่ว่า…หญ้าสวินหย่งคืออะไรน่ะ ปู่ ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
“หญ้าสวินหย่งนี้ฉันเพิ่มตัวยาให้แกต่างหาก ซึ่งหายากเหมือนกัน ราคาก็อาจจะแพง แต่ผลลัพธ์กลับดีเป็นที่หนึ่งเชียว
แกลองพิจารณาตามสถานการณ์ดูนะ ถ้าคนคนนั้นเป็นโรคเบื่ออาหารแบบไม่รุนแรง ก็ไม่ต้องใส่”
ซ่งจื่อเซวียนพูดในใจ จะไม่รุนแรงได้ยังไง ไม่กินอาหารมากี่วันแล้ว ตอนนี้ถึงขั้นฉีดสารอาหารเข้าไปแล้วด้วยซ้ำ
ดูท่าจำเป็นจะต้องเพิ่มหญ้าสวินหย่งเข้าไป
“ปู่ ผมจะจำไว้ แต่รสชาติจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า”
ฟางจิ่งจือพลันยิ้ม “ต้องเปลี่ยนเป็นธรรมดา แต่คนทั่วไปชิมไม่ออกหรอก แต่ถ้าเบื่ออาหารจริงๆ จะไวต่อรสชาติยาพวกนี้เป็นอย่างมาก”
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็นั่งคุยเป็นเพื่อนฟางจิ่งจืออยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งเวลาห้าทุ่มกว่า เขาก็ออกจากบ้านตระกูลฟางไป
ฟางจิ่งจือกลับไม่ยินยอม ทว่าซ่งจื่อเซวียนบังคับให้เขาพักผ่อน เมื่อหลายคนกลับไปแล้ว ชายชราก็ทำได้เพียงแต่นอนพักผ่อน
ฟางรุ่ยขับรถตรงกลับบ้าน พอเข้ามาในบ้าน หานหรงกับซ่งอีหนานก็เดินออกมาต้อนรับ
“อ้าว เข่อเอ๋อร์กลับมาแล้วนี่!”
“คุณย่า ครั้งนี้กลับไปนานมาก คิดถึงมากเลยค่ะ”
การพูดลำดับญาติต่อหน้าชายชราก่อนหน้านี้เป็นการพูดล้อเล่น แต่เมื่อเห็นหานหรง หลิงเข่อเอ๋อร์ก็ต้องเรียกเธอว่าคุณย่า
“ดีๆ อาจารย์ของเธอก็คิดถึงเธอเหมือนกัน มาลูก มาดูห้องของเธอกัน”
“ห้อง…ของหนูเหรอคะ”
หลิงเข่อเอ๋อร์อึ้งไป เมื่อก่อนเธอพักอยู่ที่ร้าน ซ่งจื่อเซวียนรับเธอมา เธอก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่พอถึงบ้านหลังใหม่ และยังได้ยินว่ามีห้องของตัวเอง หลิงเข่อเอ๋อร์ก็เบ้าตาแดงทันที
“อาจารย์…” หลิงเข่อเอ๋อร์พูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้นเล็กน้อย
“อย่ามัวแต่พูดอาจารย์ๆ เลย รีบเข้าไปดูเร็ว ขาดเหลืออะไรก็บอกฉัน หรือไม่เธอก็ไปซื้อของตกแต่งที่ตัวเองชอบก็ได้”
หลิงเข่อเอ๋อร์ฟังแล้วก็ซุกหน้าเข้าอ้อมอกของซ่งจื่อเซวียน พร้อมกับร้องไห้ออกมา
ช่วงนี้ มีความกดดันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คุณปู่ป่วยหนัก ตระกูลหลิงเงียบสงัด สำหรับสาวน้อยคนหนึ่งแล้ว เหมือนเป็นภูเขาลูกใหญ่จริงๆ
พอกลับมาที่ตู้เหมิน อยู่ในอ้อมแขนของอาจารย์ หลิงเข่อเอ๋อร์จึงปลดปล่อยออกมาได้ในที่สุด
“พอแล้วสาวน้อย ไม่ต้องร้องไห้หรอก ฉันรู้ว่าช่วงนี้เธอลำบากมาก ตอนนี้คุณปู่ก็ดีขึ้นแล้ว เธอก็กลับมาแล้ว น่าจะดีใจสิ”
หานหรงเดินไปข้างหน้าพร้อมกับพูดปลอบ
หลิงเข่อเอ๋อร์ถึงพยักหน้า “หนูรู้ค่ะคุณย่า หนูแค่กลั้นไม่อยู่”
หานหรงพลันยิ้ม “ครั้งหน้าต้องควบคุมให้ได้นะ ถ้าปล่อยให้หย่าฉีมาเห็นเข้าจะไม่แย่เหรอ”
ทุกคนได้ยินแล้วก็หัวเราะออกมา
จากนั้น หลิงเข่อเอ๋อร์จึงเดินไปที่ห้องของตัวเอง ฟางรุ่ยก็รีบไปล้างหน้าแปรงฟันนอนพักผ่อน
ตกดึก ซ่งจื่อเซวียนย้อนนึกถึงคำพูดของฟางจิ่งจืออยู่ในหัวไม่หยุด
ซึ่งรวมถึงวัตถุดิบสองสามชนิดกับวิธีการทำอาหาร
ทว่าเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างชัดเจนแล้ว มีเพียงอย่างเดียวคือหญ้าสวินหย่งที่ทำให้เขาจนปัญญาจริงๆ
เช้าตรู่ ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ไปที่ร้านสวนสวินเฟิง แต่หลังจากส่งหลิงเข่อเอ๋อร์ที่ร้านอาหารร่ำรวยแล้ว เขาก็สั่งให้ฟางรุ่ยขับวนดูร้านยาสองสามแห่ง
ขณะเดียวกัน เขาก็ปลุกซางเทียนซั่วที่นอนหลับฝันอยู่ บอกให้ไปเฝ้าร้านกับเหลียงฮั่นตั้งแต่เช้าตรู่
ใครจะไปรู้ว่าจนกระทั่งเวลาสิบเอ็ดโมงเช้า ทั้งสองคนเที่ยวดูเกินครึ่งเมืองตู้เหมินแล้ว ร้านขายยาและร้านยาสมุนไพรจีนเกือบสิบร้าน ไม่มีหญ้าสวินหย่งเลย
ร้านขายยาส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อสมุนไพรตัวนี้มาก่อน
ซ่งจื่อเซวียนร้อนใจ แต่ในเวลานี้เอง จู่ๆ เขาก็นึกอะไรออก จากนั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรออก
“เสี่ยเจียง ผมซ่งจื่อเซวียนครับ”
“อ้อๆ นายท่านรองเหรอ เช้าขนาดนี้ เมื่อวานต้องขอบคุณเหล้าของนายท่านรองด้วยนะ”
“ไม่เป็นไรครับเสี่ยเจียง ผมมีเรื่องอยากรบกวนคุณหน่อยครับ”
“นายท่านรองเกรงใจเกินไปแล้ว พูดมาเลย!”
“เมื่อวานคุณพูดว่ามีตลาดมืดใช่ไหมครับ ผมอยากจะไปดูหน่อย” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย
“หืม นายท่านรองอยากไปงั้นเหรอ ไม่มีปัญหา เย็นนี้ฉันจะพานายไป”
ซ่งจื่อเซวียนพูด “เย็นนี้เหรอครับ เกรงว่าผมจะรอไม่ไหว เสี่ยเจียง ผมอยากไปดูตอนนี้ได้ไหมครับ”
“นายท่านรอง ไม่ใช่ฉันไม่อยากรับปากนะ ประเด็นคือที่นั่นน่ะ…เปิดตอนห้าทุ่ม แล้วปิดตลาดตอนตีห้า”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงตกตะลึงเล็กน้อย มีการทำธุรกิจแบบนี้ด้วยเหรอ
คนอื่นทำธุรกิจตอนกลางวัน พักผ่อนตอนกลางคืน แต่สถานที่แห่งนี้กลับทำตรงกันข้าม
“โอเคครับ ถ้างั้นคืนนี้ผมจะติดต่อเสี่ยเจียงอีกทีนะครับ”
“ได้เลยนายท่านรอง ฉันจะรอนายติดต่อมานะ!”
ซ่งจื่อเซวียนก็จนใจเหมือนกัน อย่างไรก็เปิดตลาดตอนกลางคืน เขาจึงทำอะไรไม่ได้
“คืนนี้แหละ ถ้าเจอหญ้าสวินหย่ง ฉันมั่นใจว่ารักษาเจ้าถิงถิงได้แน่นอน!”
…………………………………..