เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 377 เรามาพนันกันเถอะ
ตอนที่ 377 เรามาพนันกันเถอะ
…………….
ตอนนี้ถังหย่าฉีค่อนข้างสับสน เพราะเธอไม่ได้เจอพ่อนานมากแล้ว
อีกทั้งถังหย่าฉีไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจกับการปรากฏตัวปุบปับของเขาแม้แต่น้อย พอได้ยินประโยคว่าจะให้ลาออก เธอยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่
ทำไมต้องลาออกด้วย
ถังจวิ้นก้าวไปข้างหน้าและลูบศีรษะถังหย่าฉี
“เด็กดี เชื่อฟังพ่อนะ เรากลับไปที่ปักกิ่งกันก่อนเถอะ”
สวี่หมิงเซินที่ยืนข้างๆ รีบกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม “ฮ่าๆ นั่นสิหย่าฉี ประธานถังติดต่อมหา’ลัยที่อเมริกาให้เธอแล้ว ที่จริง…การเป็นเด็กจบนอกก็มีข้อดีอยู่นะ”
“ไม่ครับท่านอธิการบดีสวี่ จากนี้ไปหย่าฉีจะไม่ใช่นักศึกษาจบนอกอีกแล้ว เธอจะอาศัยอยู่ที่อเมริกาเลย”
“อะไรนะคะ” ถังหย่าฉีตะลึง “ไปอยู่ที่อเมริกาเหรอ”
เธอรู้ว่าพ่อคะยั้นคะยอให้ตนไปเรียนต่างประเทศมาโดยตลอด แต่ไม่นึกเลยว่าถ้าไปแล้ว เธอจะไม่มีโอกาสกลับมาอีก…
เธอไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่นอน
“ถูกแล้วหย่าฉี พ่อเปิดร้านอาหารจานด่วนที่อเมริกาแล้ว หลังจากเรียนจบลูกก็จะได้ไปช่วยงานที่บริษัทของพ่อไง” ถังจวิ้นกล่าว
“ร้านอาหารจานด่วน? แล้วธุรกิจในประเทศละคะ…”
“หึๆ เรื่องนี้ลูกไม่ต้องห่วง ตอนนี้บริษัทถังกรุ๊ปมั่นคงดุจหินผาแล้ว พ่อบริหารธุรกิจที่นี่ได้สบายมาก”
ถังหย่าฉีส่ายศีรษะ “ไม่…ไม่ พ่อคะ หนูไม่ไป หนูไม่ไปไหนทั้งนั้น หนูจะไม่ไปต่างประเทศค่ะ”
“หือ? จนป่านนี้แล้ว ยังจะดื้ออีกเหรอ”
“ใช่ค่ะ พ่อคะหนูไม่คิดจะไปอเมริกา หนูจะอยู่ที่บ้านเกิดของหนู หนูจะเรียนที่มหาวิทยาลัยหนานกวนให้จบ”
ถังจวิ้นส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะเบาๆ “หย่าฉี ลูกควรจะโตได้แล้วนะ ไต้ทง ไปทำเรื่องลาออกกับท่านอธิการฯ เลย”
“ไม่ได้นะ!” ถังหย่าฉีโพล่งขึ้นมาทันที
แต่เนื่องจากช่วงนี้เขาติดตามถังหย่าฉีมาตลอด พูดตรงๆ ว่าเขาชินกับการรับคำสั่งจากถังหย่าฉีแล้ว
“ประธานถังครับ คือ…ลองรับฟังเหตุผลของหย่าฉีดูก่อนดีไหมครับ”
ถังจวิ้นปรายตามองไต้ทงอย่างเย็นชา “หน้าที่ของนายคือทำตามที่ฉันสั่ง ไม่ต้องมาอธิบายอะไรทั้งนั้น!”
ไต้ทงเงียบไป แต่ไม่กล้าขยับ ได้แต่เหลือบมองถังหย่าฉีเป็นพักๆ
“พ่อคะ หนูว่า…เราเปลี่ยนไปคุยที่อื่นแบบส่วนตัวดีกว่านะคะ”
“ได้ ก็คุยที่ห้องประชุมนี่แหละ พ่อจะให้คนอื่นออกไปให้หมด” ถังจวิ้นพูดพร้อมหันไปมองพวกสวี่หมิงเซิน
“งั้นประธานถังคุยกับหย่าฉีไปก่อนนะครับ พวกเราขอตัวไปทำงานก่อน”
สวี่หมิงเซินเป็นคนมีไหวพริบ เมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็พาคนอื่นๆ เดินจากไป
ถังหย่าฉีกลับทำสีหน้าเอือมระอา “พ่อคะ หนูไม่อยากคุยที่นี่ พ่อสั่งให้พวกเขาออกไป พวกเขาก็ไป ที่นี่เป็นที่ของพ่อ หนูอึดอัด”
“ฮ่าๆ ที่ของพ่องั้นเหรอ ลูกเข้าใจผิดแล้วหย่าฉี ลูกเรียนที่มหา’ลัยหนานกวน ที่นี่คือที่ของลูกต่างหาก”
ถังหย่าฉีส่ายหน้าและพูดว่า “ช่างเถอะค่ะ หนูไม่อยากเถียงกับพ่อเรื่องนี้ เราไปนั่งที่อื่นดีกว่านะคะ”
ลูกสาวพูดถึงขั้นนี้ ในที่สุดถังจวิ้นก็พยักหน้าตกลง
“โอเค แต่อย่านานเกินไปล่ะ เราต้องกลับปักกิ่งภายในวันนี้”
ถังหย่าฉีไม่ตอบโต้ เพียงแต่หันหลังแล้วเดินจากไป
เธอรู้จักพ่อของตนดี สิ่งที่ถังจวิ้นตัดสินใจไปแล้วไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงลูกสาวอย่างตนเช่นกัน
เมื่อก่อนเธอต้องเล่นบทเอาแต่ใจบ้าง ออดอ้อนบ้าง พ่อถึงจะยอมตามใจให้ทำอย่างที่ต้องการเป็นครั้งคราว
แต่ตอนนี้ ยิ่งเธอโตขึ้นมากเท่าไร คำพูดของถังจวิ้นยิ่งเหมือนคำสั่งเข้าไปทุกที เป็นประกาศิตที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
นี่เป็นสิ่งที่ถังหย่าฉีชื่นชอบน้อยที่สุด เธอเกลียดการต้องเชื่อฟังและการถูกบงการ มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ใช่คน แต่เป็นสิ่งของ
เมื่อเดินออกมาจากอาคารอธิการบดี ถังหย่าฉีก็เดินออกไปข้างนอกโดยไม่นั่งรถ
ถังจวิ้นได้แต่เดินตามลูกสาวไป เพราะสองพ่อลูกไม่ได้เดินด้วยกันหรือพูดคุยกันนานมากแล้ว
ถังหย่าฉีค่อนข้างเก็บตัวเวลาอยู่ที่หนานกวน อีกทั้งไม่ค่อยอยู่ในมหาวิทยาลัย แทบจะไม่มีใครรู้จักตัวตนหรือภูมิหลังของเธอเลย
แต่พอมาเห็นตอนนี้ เธอดูน่าทึ่งสุดๆ
เธอเดินเคียงข้างกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ด้านหลังมีชายในชุดสูทเดินตามมาเป็นพรวน และยังมีรถหรูระดับไฮเอนด์ขับรั้งท้ายอีกถึงสามคัน
ในหมู่คนเหล่านี้มีเถียนซวี่หยางอยู่ด้วย
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เถียนซวี่หยางก็ถึงกับตะลึงงันไปในทันที
ชั่วขณะนั้นเอง เขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมหวังเจี้ยนหวาถึงบอกว่าอย่าไปยุ่งกับถังหย่าฉี
แม้ว่าจะไม่มั่นใจในสถานะของชายวัยกลางคน แต่รัศมีจากการก้าวเดินก็ดูไม่ธรรมดาเสียแล้ว
บวกกับบรรดาลูกน้องที่เดินตามมา…
ต่อให้เป็นเถียนซวี่หยางเอง พ่อของเขาก็ไม่มีทางแผ่รัศมีได้ขนาดนี้
เมื่อก้าวพ้นเขตมหาวิทยาลัยหนานกวนแล้ว ถังจวิ้นก็เอ่ยถาม “หย่าฉี พวกเราจะไปไหนกัน”
ขณะที่พูด เขาก็มองนาฬิกาข้อมือไปด้วย “เราอย่าเสียเวลามากไปจะดีกว่านะ”
ถังหย่าฉีพลันยิ้มออกมา “พ่อคะ แค่เดินเล่นกับลูกสาวยังเอาแต่ดูนาฬิกา หนูน้อยใจแล้วนะ”
“เอ่อ…สิ่งสำคัญคือเราต้องกลับปักกิ่ง ไว้กลับไปแล้ว เราค่อยคุยกันไม่ได้เหรอลูก”
“เหอะๆ กลับไปแล้วค่อยคุยเหรอคะ กลับไปพ่อก็ต้องไปที่บริษัทใช่ไหมคะ แถมยังมีธุระให้ต้องจัดการใช่ไหมล่ะ”
ถังหย่าฉีเอ่ยพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
ได้ยินดังนั้นถังจวิ้นก็ชะงักไป แล้วจึงพยักหน้า “งั้นก็ได้ วันนี้พ่อจะฟังลูก แต่อย่าให้นานนักล่ะ”
ถังหย่าฉีไม่ได้สนใจ เธอชี้ไปยังร้านสวนสวินเฟิงที่อยู่อีกฝั่งของถนน
“พ่อคะ ที่นั่นเป็นไงคะ เราไปนั่งกันนะ”
ถังจวิ้นยกมือขึ้นบังแดด แล้วมองตรงไป
“สวนสวินเฟิง? มันเป็นที่แบบไหนกัน”
“หึๆ ไม่ได้มาตู้เหมินนาน มีที่แบบนี้ด้วย ข้างนอกก็ดูหรูหราดีนะ แต่ว่า…”
“แต่อะไรคะ”
ถังหย่าฉีถาม อันที่จริงเธอแอบกังวลใจว่าพ่อจะคิดอย่างไรกับสวนสวินเฟิง
“แต่ป้ายร้านใช้ไม่ได้เลย มองผ่านๆ ไม่รู้ว่าเป็นสโมสรอาหารด้วยซ้ำ”
ได้ยินประโยคดังกล่าว ถังหย่าฉีก็ยิ้มเรียบๆ
ว่ากันตามเหตุผล ถังจวิ้นก็พูดถูก
การทำธุรกิจต้องคิดให้รอบคอบ ยกตัวอย่างเวลาเปิดร้านค้า โดยเฉพาะร้านอาหารจัดเลี้ยง ต้องคำนึงถึงความสะดุดตา
ต้องมีป้ายแขวนไว้ ให้มองปราดเดียวแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นร้านอะไร
แต่สวนสวินเฟิง…เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นเช่นนั้น
แต่ถังหย่าฉีเข้าใจดีว่า ถังจวิ้นไม่เข้าใจคำว่าหรูหราในความคิดของซ่งจื่อเซวียน
เทียบกับคนที่แสร้งทำตัวหรูหรา ความหรูหราของซ่งจื่อเซวียนเรียกได้ว่าเป็นความหรูหราที่แท้จริง
หลังจากเดินข้ามถนน มาถึงหน้าร้านสวนสวินเฟิงแล้ว ถังจวิ้นก็เงยหน้ามองไปรอบๆ
“หย่าฉี ลูกมาที่นี่บ่อยไหม”
“ก็พอสมควรค่ะ ที่นี่อาหารอร่อย ว่ากันว่าเถ้าแก่ที่นี่รวยมากนะคะ” ถังหย่าฉีพูด
ถังจวิ้นได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา “หย่าฉี นี่แหละเหตุผลที่พ่ออยากส่งลูกไปต่างประเทศ”
“คะ?”
“หึๆ ในประเทศแบบนี้น่ะ ลูกเห็นร้านแบบนี้แล้วก็คิดว่าร้านต้องทำกำไรได้งั้นเหรอ นี่แหละคือทัศนวิสัยที่คับแคบ พ่ออยากให้ลูกมองภาพให้กว้างกว่านี้ ไกลกว่านี้”
ถังหย่าฉียิ้ม “พ่อคิดว่าร้านแบบนี้ต้องไปถึงระดับไหนคะถึงจะเรียกว่าทำกำไรได้”
“ร้านค้าร้านหนึ่ง…ต่อให้ดังแค่ไหน ขนาดของมันก็มีจำกัด ถ้าวันหนึ่งหาเงินได้สักหมื่นสองหมื่นหยวน หลังจากหักต้นทุนแล้ว กำไรต่อเดือนสูงสุดน่าจะอยู่ที่หลักหมื่นหยวน”
“แล้วถ้าเกิดว่ากำไรต่อเดือนมากกว่าห้าแสนหยวนล่ะคะ”
ความจริงที่ถังหย่าฉีพูดมาก็ไม่ผิด
ลำพังแค่เมนูน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสาย แต่ละวันก็ทำเงินได้กว่าสามหมื่นหยวนแล้ว
ด้วยราคา 1,488 หยวน แต่ออร์เดอร์ยังล้นทะลักทุกวันไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป
บวกกับรายได้จากอาหารรัสเซีย และยังมีรายได้จากอาหารอื่นที่พ่วงมากับน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสาย
แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายวัตถุดิบ แรงงานและค่าน้ำค่าไฟเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐาน แต่ก็ทำกำไรเกือบล้านหยวนได้โดยไม่มีปัญหา
ทว่าในความคิดของถังจวิ้น มันเป็นเรื่องน่าขำสิ้นดี
เขาพูดแกมหัวเราะว่า “ฮ่าๆๆ ลูกสาวของพ่อ ลูกจะบอกว่าระดับการบริโภคของคนในตู้เหมินทิ้งห่างปักกิ่งไปไกลแล้วงั้นเหรอ”
ถังหย่าฉีไมได้อธิบายต่อ แต่ผลักประตูเข้าไปทันที
ถังจวิ้นสั่งให้ลูกน้องยืนรออยู่ข้างนอก นานๆ ทีจะได้คุยกับลูกสาว เขาไม่อยากให้คนอื่นเข้ามารบกวน
ในตอนนี้เองถังหย่าฉีก็ขยิบตาให้กับบริกร แสร้งทำเป็นไม่รู้จัก แล้วเอ่ยขึ้น “พนักงานคะ ฉันของห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง”
ปกติบริกรมักจะถูกฝึกฝนโดยถังหย่าฉี จึงเข้าใจโดยปริยาย และจัดห้องส่วนตัวให้ทันที
ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนไม่อยู่ที่ร้าน กำลังไปส่งอาหารให้เจ้าถิงถิงที่บ้านผู้นำเจ้า
แต่ถึงกระนั้น ถังหย่าฉีก็เดินก้มหน้ารีบเข้าห้องส่วนตัวไป เพราะซางเทียนซั่ว คนปากสว่างอยู่ที่ร้านด้วย
ถ้าเขาเห็นเข้าล่ะก็ ไม่มีทางปิดเป็นความลับได้
หลังจากเข้ามาในห้องส่วนตัวแล้ว บริกรก็เอ่ยถาม “คุณผู้ชาย คุณผู้หญิง จะสั่งอาหารเลยไหมครับ หรือว่าจะรอก่อน”
ถังหย่าฉีกล่าว “หนูเริ่มหิวแล้ว พ่อคะ เราสั่งอะไรมากินสักหน่อยดีไหมคะ”
“ตามใจเลย หิวก็กินสักหน่อยเถอะ แต่ช่วงนี้พ่อกินอะไรไม่ค่อยลงเลย”
ถังหย่าฉียิ้ม แล้วสั่งอาหารสองสามจาน ซึ่งเป็นเมนูค่อนข้างขึ้นชื่อของสวนสวินเฟิง หนึ่งในนั้นมีน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายด้วย
เธอหวังว่าถังจวิ้นจะลองชิมอาหารของสวนสวินเฟิงและให้คะแนนดู
ขณะที่สั่งอาหาร ถังหย่าฉีถือโอกาสส่งข้อความวีแชตให้กับซางเทียนซั่ว
เนื่องจากเวลากระชั้นชิด จึงบอกเป็นประโยคสั้นๆ ว่าตอนที่เจอหน้ากัน ให้ทำเป็นไม่รู้จักกันซะ
หลังจากสั่งอาหารเสร็จ ถังจวิ้นก็มองสภาพภายในห้องส่วนตัว และพยักหน้าช้าๆ
“จะว่าไป การตกแต่งในร้านเล็กๆ แบบนี้ถือว่ามีเอกลักษณ์ แถมดีไซน์ไม่เหมือนใครด้วย”
ถังหย่าฉียิ้ม “พ่อคะ ช่วงนี้พ่ออาจจะดูงานต่างประเทศมากเกินไป ที่จริงในประเทศของเราก็พัฒนาไปเร็วมากเหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร”
“หึๆ ลูกอยากจะพูดอะไร จะบอกว่าร้านอาหารแบบนี้เทียบกับธุรกิจของบ้านเราได้อย่างนั้นเหรอ”
ถังจวิ้นส่ายหน้ายิ้มๆ “หย่าฉี อย่าโง่ไปหน่อยเลย ลูกเห็นอะไรๆ แค่เล็กน้อย ที่นี่เทียบไม่ได้กับร้านอาหารระดับกลางที่ปักกิ่งด้วยซ้ำ”
“พ่อหมายถึงกำลังซื้อ หรือว่ารสชาติละคะ”
“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตู้เหมินเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับอาหาร ถือเป็นเป็นหนึ่งในเมืองที่ดีที่สุดของประเทศด้านรสชาติอาหาร แต่ลูกต้องเข้าใจว่านี่คือธุรกิจ
ตราบใดที่มันเป็นธุรกิจ สิ่งที่นักธุรกิจอย่างเราสนใจคือมูลค่า แล้วมูลค่าคืออะไร”
ถังหย่าฉีเอ่ย “พ่อก็คิดถึงแต่กำไรนี่คะ”
“แน่นอน นี่คือคำตอบเพียงหนึ่งเดียว อย่างร้านอาหารร้านนี้ดูเผินๆ อาจจะแปลกใหม่ แต่ก็มีคอขวดอยู่”
“คอขวดเหรอคะ เหอะๆ พ่อคิดว่าเท่าไรละคะ”
ถังจวิ้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ประมาณเจ็ดแปดหมื่น กำไรต่อปีเจ็ดถึงแปดแสนหยวน อยู่ในระดับที่พอเลี้ยงครอบครัวได้”
เจ็ดถึงแปดหมื่นหยวน…ถังหย่าฉีแอบขำในใจ นี่ยังไม่เท่ากำไรต่อเดือนของสวนสวินเฟิงด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้ถังหย่าฉีเชื่อว่าในวงการอาหาร พ่อของเธอคือบุคคลระดับพระเจ้า
แต่ตอนนี้เธอไม่คิดเช่นนั้นแล้ว อาจจะเป็นเพราะการปรากฏตัวของซ่งจื่อเซวียนที่เปลี่ยนความคิดของเธอ
นอกจากนี้พ่อยังคำนวณผิดไปไกลลิบ นี่อาจจะเป็นช่องว่างระหว่างเขากับซ่งจื่อเซวียน
“พ่อคะ เรามาพนันกันไหมคะ”
“พนัน? พนันอะไร” ถังจวิ้นถามด้วยความสนใจ
“พนันผลกำไรของร้านนี้ ถ้าพ่อทายผิด ก็ห้ามส่งหนูไปต่างประเทศ”
ถังจวิ้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฮ่าๆ ถ้าเถ้าแก่เจ้าของร้านเขาเต็มใจจะเปิดเผยข้อมูลจริงๆ นะ พ่อว่าพ่อเดาไม่ผิดหรอก!”
…………………………………..
…………….