เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 376 หนูไม่ลาออก
ตอนที่ 376 หนูไม่ลาออก
…………….
ผู้นำหลี่ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของลู่ลี่จวินอย่างไรดี เขาเอื้อมมือไปลูบถ้วยน้ำชาเพื่อบรรเทาความกระอักกระอ่วนใจ
“คือ…หลักๆ ก็มาดูว่าพวกนายทำงานเป็นยังไงกันบ้าง ยังไงซะ การตรวจสอบตลาดก็เป็นงานที่สำคัญมาก”
ลู่ลี่จวินพยักหน้าช้าๆ “ใช่ครับ คุณพูดถูก เช่นนั้นท่านผู้นำได้โปรดให้คำชี้แนะด้วยเถอะครับ”
ลู่ลี่จวินข่มน้ำเสียงเอาไว้ ป่านนี้ต่งหมิงยังไม่กลับมา เขาเองก็พอจะรู้สาเหตุว่าทำไม
เขาแอบชื่นชมการทำงานที่มีประสิทธิภาพของซ่งจื่อเซวียนในใจ
จากเหตุการณ์นี้ก็เห็นได้ชัดว่า ซ่งจื่อเซวียนคนนี้ไม่ใช่คนที่จะประมาทได้เลย
เขาใช้ความสามารถของตัวเองรักษาลูกสาวของผู้นำเจ้าให้หายดีได้ แถมยังใช้เส้นสายทางสังคมสั่งสอนบทเรียนให้กับต่งหมิง
การยืนเคียงข้างคนเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
ประโยคนี้ทำเอาผู้นำหลี่นิ่งอึ้งไป เขามาที่นี่เพื่อถามหาความรับผิดชอบจากลู่ลี่จวิน แต่ตอนนี้ต่งหมิงไม่อยู่ อีกฝ่ายยังมาขอคำชี้แนะจากเขาอีก…
เขาไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจสักนิด
แต่ในตอนนี้เอง ประตูห้องประชุมก็เปิดออก และต่งหมิงก็เดินเข้ามา
ทว่าการปรากฏตัวของต่งหมิงสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน
เขามีพลาสเตอร์ปิดที่หางตาด้านซ้าย มุมปากเป็นสีม่วงเข้ม และมีรอยฟกช้ำที่แก้ม…
มีเพียงลู่ลี่จวินเท่านั้นที่ลอบหัวเราะเงียบๆ พลางคิดในใจว่าเจ้าซ่งจื่อเซวียนคนนี้ทำงานได้เนี้ยบนัก
ต่งหมิงถูกต่อยตี มีบาดแผลภายนอก แต่ไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรง นี่แหละคือผลลัพธ์ที่เขาต้องการ
ถ้าซ้อมต่งหมิงแต่มองไม่เห็นบาดแผล ก็เท่ากับเสียแรงเปล่า แต่ถ้าทำร้ายจนเขาบาดเจ็บเกินไป ก็เกรงว่าจะถูกฟ้องร้อง กลายเป็นเรื่องวุ่นวายไปแทน
“ท่านผู้นำ คะ…คุณก็มาด้วยเหรอครับ” ต่งหมิงกล่าวด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
เขาไปทำแผลที่โรงพยาบาลตอนเช้า พอหมอถามว่าเขาบาดเจ็บได้อย่างไร เขาตอบแค่ว่าสะดุดล้มมา
ขณะเดียวกันเขาก็ยังกำชับกับคนขับรถ ว่าไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด
คนระดับผู้นำนั้นต่างออกไป ต่อให้โดนซ้อมอย่างไรก็ต้องกัดฟันทน ไม่กล้าที่จะตอบโต้ ไม่กล้าแม้แต่จะพูดออกไป เพราะอย่างไรแล้วหน้าตาสำคัญที่สุด
ผู้นำหลี่ที่เห็นใบหน้าบอบช้ำของต่งหมิงก็ได้แต่ตกตะลึง นี่…มันเกิดอะไรขึ้น
“อธิบดีต่ง นี่นาย…”
“อ๋อ เมื่อวานที่บ้านผมไฟดับน่ะครับ ก็เลยสะดุดล้มตรงทางเดิน”
เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครในที่นี้เชื่อคำพูดของเขา สะดุดล้มอย่างไรให้หน้าเป็นแผลถึงสามแผลไม่ซ้ำที่แบบนี้
เห็นๆ กันอยู่ว่าโดนซ้อมมา
เพราะก็เป็นระดับผู้นำ บางทีอาจจะดื่มมากเกินไป และเผลอไปทำตัวเจ๊าะแจ๊ะกับผู้หญิงที่ไหน จนแฟนของอีกฝ่ายประเคนหมัดเข้าให้
คำแก้ตัวแบบนี้ยังฟังขึ้นมากกว่า
ฝั่งลู่ลี่จวินกำลังสะใจ เพราะที่ทำงานเขาก็ไม่ค่อยถูกกับต่งหมิงอยู่แล้ว พอเห็นสภาพที่โดนซ่งจื่อเซวียนอัดจนยับเยิน ก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที
“อธิบดีต่ง อายุเราก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ ระวังๆ หน่อย” ลู่ลี่จวินกล่าวขึ้นมาทันควัน
อธิบดีต่งได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโมโหขึ้นมา
ปกติเขาชอบแต่งตัว ทำตัวให้สะอาดสะอ้านดูดี แต่ครั้งนี้สภาพดูไม่จืด
ถึงจะโกรธ แต่ก็แสดงออกไปไม่ได้ เขาพยักหน้า “ครับ ท่านอธิบดีลู่พูดถูก”
ผู้นำหลี่กระแอมไอแล้วพูด “เอาล่ะ ไหนๆ มาแล้วก็นั่งเถอะ อันที่จริงที่ฉันมาคราวนี้ ก็หวังว่าจะได้พูดคุยกับทุกคน
เมื่อเร็วๆ นี้ ในหลายๆ ระบบของเมืองเรา มีการติดต่ออย่างใกล้ชิดระหว่างบรรดาผู้นำและนักธุรกิจ ฉันหวังว่าทุกคนจะมองว่าเรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือน”
ผู้นำหลี่พูดจบ ลู่ลี่จวินก็เข้าใจในทันที ว่านี่เป็นการดับเครื่องชน
“หึๆ ผู้นำหลี่ ถ้าเป็นแบบนี้หน่วยงานของเราก็แย่สิครับ พวกเราทำงานด้านธุรกิจอุตสาหกรรม การตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร ถ้าไม่ติดต่อกับพวกนักธุรกิจแล้วจะทำงานกันยังไงล่ะครับ”
ลู่ลี่จวินตอบกลับทันควัน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่พูดแบบนี้ต่อหน้าผู้นำหลี่
ไม่ว่าท่านผู้นำจะพูดอะไร ก็ต้องพยักหน้าและตอบตกลงเท่านั้น คิดอธิบาย…ก็เท่ากับขัดขืนต่อผู้บังคับบัญชาอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว ในเมื่อมีไพ่เด็ดเป็นซ่งจื่อเซวียน เขาก็ไม่คิดจะทนเสียเปรียบอีกต่อไป เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังไพ่เด็ดใบนี้คือผู้นำเจ้า
ผู้นำหลี่ได้ยินดังนั้นก็หันไปมองลู่ลี่จวิน “อธิบดีลู่ ฉันหมายถึงการติดต่อกันอย่างลับๆ ไม่ได้ห้ามไม่ให้ติดต่อกันเลยสักหน่อย นายเข้าใจหรือเปล่าเนี่ย”
คำพูดของผู้นำหลี่นั้นค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ค่อยสบอารมณ์เพราะคำอธิบายของลู่ลี่จวิน
ทว่าลู่ลี่จวินกลับไม่สนใจ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ที่ท่านผู้นำพูดมาก็ถูกครับ แต่คุณต้องช่วยพวกผมรายงานสถานการณ์กับเบื้องบนด้วย
แม้ว่าเราจะอยู่ภายใต้สังกัดของสำนักงานควบคุม แต่จุดประสงค์ของพวกเราคือการให้บริการนักธุรกิจและวิสาหกิจ ไม่ใช่นั่งวางมาดอยู่ในสำนักงาน เบ่งอำนาจไปวันๆ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือการให้บริการอย่างกระตือรือร้น เป็นมิตรกับพวกเขา ดูแลอย่างจริงใจ คุณว่าจริงไหมครับ”
ปกติลู่ลี่จวินไม่ใช่คนที่จะพูดมากในที่ประชุม ผู้นำหลี่เองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนฝีปากคมคายเช่นนี้
ประโยคที่กล่าวมา ทำเอาผู้นำหลี่หาทางตอบโต้ไม่ได้
เขาพยักหน้า “สถานการณ์ที่อธิบดีลู่แจ้งมา ฉันจะรายงานไปตามความจริง แต่…ที่ฉันพูดถึงคือการติดต่อลับๆ ที่ไม่ได้ทำไปเพื่อสร้างมิตรเท่านั้น”
“ครับ? ท่านผู้นำช่วยขยายความด้วยครับ”
“ฮืม ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยกำลังสมรู้ร่วมคิดกับนักธุรกิจ ใช้อำนาจหาผลประโยชน์ส่วนตัว นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ”
เมื่อผู้นำหลี่พูดจบ เขาก็หันไปมองลู่ลี่จวิน สื่อถึงร้านสวนสวินเฟิง
“อ้อ…อย่างนี้นี่เอง เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเรามีคนสารพัดรูปแบบ แต่นี่เป็นเรื่องที่ต้องพึ่งเหล่าท่านผู้นำให้เป็นผู้ตรวจสอบนะครับ”
ผู้นำหลี่พยักหน้าช้าๆ “ต้องตรวจสอบอยู่แล้วล่ะ และจะตรวจสอบแบบเข้มข้นด้วย ต้องไล่คนแบบนั้นออกไปจากหน่วยงานของเราให้หมด”
“ที่ท่านผู้นำพูดนั้นถูกต้องเลยครับ แต่…ถ้าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ มันจะไม่กระทบกับงานของพวกเราเหรอครับ
เพราะงานของพวกเรามีลักษณะพิเศษ อย่างอธิบดีต่งที่ดูแลกิจการขนาดใหญ่หลายสิบบริษัทในตู้เหมิน แค่นี้ก็ส่งผลกระทบแล้วนะครับ…”
ลู่ลี่จวินโยนหัวข้อนี้ไปให้ต่งหมิงทันที เป็นการเดินเกมที่เฉียบแหลม ต่อให้เป็นผู้นำหลี่อย่างคุณ ก็ดึงหัวข้อสนทนากลับมาไม่ได้ใช่ไหมล่ะ
ถ้าทำได้ แสดงว่าพวกคุณสองคนรู้เห็นเป็นพวกเดียวกัน
ผู้นำหลี่มองไปทางต่งหมิง “อธิบดีต่ง นายเองก็ต้องมีวินัยในตัวเองด้วย ยิ่งนายรับผิดชอบหน้าที่นี้ ยิ่งต้องใส่ใจกับคำพูดและการกระทำของตัวเองให้มากขึ้น
“ครับๆ ท่านผู้นำกล่าวถูกต้องเลยครับ”
ต่งหมิงตอบรับ และนิ่งเงียบต่อไป
ผู้นำหลี่โมโหมาก ไอ้โง่ ทำไมแกถึงไม่ลุกมาเถียงลู่ลี่จวินสักคำวะ ปล่อยให้ฉันฉายเดี่ยวคนเดียวเนี่ย
“ดี รู้แล้วก็ดี!”
พูดจบ ผู้นำหลี่ก็ยืนขึ้น และเดินออกจากห้องประชุมไป
ทุกคนต่างงุนงง ท่านผู้นำทำอะไรของเขา
ท่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่คนนี้เข้ามาแจ้งข่าวแค่เรื่องเดียวเนี่ยนะ นี่เราต้องวิ่งตามไปหรือเปล่า ส่งแฟ็กซ์มาก็พอแล้ว…
ต่งหมิงยังคงตะลึงงัน ดูเหมือนว่าสุดท้าย…ท่านผู้นำจะมาลงความโกรธที่เขาซะแล้ว…
แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือก เขายังจดจำคำพูดของเหลยจื่อเมื่อวานนี้ได้ขึ้นใจอยู่เลย
อยู่เฉยๆ อย่าสร้างปัญหา อย่ายุ่งกับคนที่ไม่ควรยุ่ง ไม่งั้นคนในครอบครัวเขาจะไม่ปลอดภัย
ช่างมันเถอะ ยอมๆ มันไปแล้วกัน!
ตราบใดที่เขาไม่ถูกซ้อม ครอบครัวยังปลอดภัยดี แค่คำบ่นของผู้นำหลี่เขายอมได้อยู่แล้ว
คนเดียวที่แอบนั่งหัวเราะคือลู่ลี่จวิน ต่งหมิงพ่ายแพ้หมดรูป ส่วนผู้นำหลี่ก็ไม่ได้เบ่งอำนาจอย่างใจหวัง
หมากตานี้…ยอดเยี่ยม!
“เร็วเข้า ไปส่งท่านผู้นำ!”
เมื่อผู้นำหลี่เดินออกจากห้องประชุมไป ลู่ลี่จวินก็แสร้งลุกขึ้นพูดอย่างรีบร้อน
บนรถ ผู้นำหลี่หอบหายใจเกือบตลอดทาง
เขาไม่รู้ว่ามันเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร จู่ๆ ต่งหมิงก็เปลี่ยนไป ทำให้เขาโกรธยิ่งกว่าเดิม
ตัวเองเป็นถึงรองอธิบดี แต่ดันหน้าฟกช้ำมาทำงาน แถมทิ้งเขาไว้ตามลำพังตั้งครึ่งชั่วโมง และที่สำคัญที่สุด…คือนิสัยของเขาเปลี่ยนไป
ตนพยายามถามคำถามในที่ประชุม เพื่อพุ่งเป้าไปที่ลู่ลี่จวิน แต่ต่งหมิงกลับไม่ให้ความร่วมมือเลย
เหอะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่สนใจเรื่องของสำนักงานอีกแล้ว!
…
มหาวิทยาลัยหนานกวน
หลังเลิกเรียน นักศึกษาบางส่วนก็จับกลุ่มพุดคุยกันประมาณสามถึงห้าคน บางคนก็เดินเตร็ดเตร่ไปมา
เนื่องจากเป็นคลาสเรียนในมหาวิทยาลัย เวลาเรียนจึงค่อนข้างนาน
ถังหย่าฉีนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง พูดคุยกับซ่งจื่อเซวียน
ตั้งแต่คบกัน ถังหย่าฉีมักจะหาโอกาสคุยกับซ่งจื่อเซวียนแทบทุกครั้งหลังเลิกเรียน
ทุกวันซ่งจื่อเซวียนจะมารับถังหย่าฉีหลังเลิกเรียน นอกเสียจากว่าเขาจะมีธุระไม่อยู่ที่สวนสวินเฟิง
เว้นแต่ตอนที่แยกกันกลับบ้านตอนกลางคืน ทั้งสองคนก็แทบจะเป็นคนคนเดียวกันอยู่แล้ว
ในระหว่างพูดคุยกัน เพื่อนร่วมโต๊ะของเธอก็สะกิดเธอ “หย่าฉี ตรงนั้น กำลัง…เรียกเธออยู่นี่”
ถังหย่าฉีมองไป ก็เห็นเป็นอธิการบดีสวี่หมิงเซินจริงๆ!
ด้านหลังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของมหาวิทยาลัยหลายคนตามมา ตอนนี้แม้แต่อาจารย์หลายคนก็ล้อมวงเข้ามาด้วย
สำหรับอาจารย์เหล่านี้ ถ้ามีโอกาสพวกเขาก็อยากจะพูดคุยสนทนากับท่านอธิการบดีให้มากขึ้น
ตอนนี้สวี่หมิงเซินกำลังกวักมือเรียกเธออยู่
“ฮ่าๆ หย่าฉี เรียนเหนื่อยไหม” สวี่หมิงเซินเอ่ยถามด้วยความสอพลอ
แต่ถึงอย่างไร เขาก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ของอธิการบดีอยู่ จึงไม่กล้าออกตัวแรง ทว่าการกระทำแบบนี้…เขาไม่เคยปฏิบัติกับนักศึกษาคนไหนมาก่อน
“ก็ดีค่ะ ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร ท่านอธิการฯ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ…”
“มา ไปกับฉันหน่อย ฉันจะพาไปพบใครสักคน!”
ถังหย่าฉีมึนงง แต่ก็เดินตามสวี่หมิงเซินไปยังสำนักงานอธิการบดี
แต่เธอกลับพบว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงยังเดินตามมาด้วย นี่มัน…ประชุมรวมเหรอ
แล้วจะลากเธอไปด้วยทำไม
เมื่อเดินเข้าไปในตึกบริหาร สิ่งที่ทำให้ถังหย่าฉีต้องแปลกใจคือ พวกเขาไม่ได้ไปที่สำนักงานของอธิการบดี
แต่กลับไปยังห้องประชุมใหญ่
วินาทีที่เข้าไปในห้องประชุม ถังหย่าฉีก็ต้องตกตะลึง
ในห้องประชุมมีคนอยู่ประมาณห้าถึงหกคน ส่วนใหญ่ต่างสวมชุดสูท ท่าทางการยืนไม่มีความผ่อนคลายเลยสักนิด
มีเพียงชายวัยกลางคนที่ก้าวไปข้างในสองสามก้าว จากนั้นก็หยุดฝีเท้าและเงยหน้ามองภาพเขียนพู่กันบนผนัง ราวกับกำลังจมจ่อมในห้วงคำนึง
สูทของชายคนนั้นเรียบกริบ แค่มองจากด้านหลังก็สัมผัสได้ถึงรัศมีที่ไม่ธรรมดา
คนรอบข้างอาจจะจำไม่ได้ แต่ถังหย่าฉีแค่มองแผ่นหลังของชายผู้นั้นเธอก็จำได้ทันที
เธอไม่แต่แปลกใจเพียงแต่ยังตื่นตระหนกอีกด้วย
สวี่หมิงเซินกล่าว “ประธานถังครับ ผมพาหย่าฉีมาหาแล้วครับ”
ชายวัยกลางคนหันกลับมา ชายฉกรรจ์ในวัยใกล้ห้าสิบปี เรือนผมดำขลับ ใบหน้าหล่อเหลา ผิวพรรณได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม
เขาสวมแว่นตากรอบทอง ดูเป็นงานประณีต
เขาคือพ่อของถังหย่าฉี ประธานบริษัทถังกรุ๊ป ถังจวิ้นนั่นเอง
เมื่อเห็นถังหย่าฉี เขาก็ยิ้มออกมา “หย่าฉี คิดถึงพ่อหรือเปล่า”
ถังจวิ้นเอ่ย ทั้งอธิการบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงต่างก็พยักหน้าพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ราวกับว่าเขาพูดอะไรก็ถูกไปหมดทุกอย่าง
แม้ว่าประโยคนี้จะไม่ถูกหรือผิดก็ตาม…
ถังหย่าฉีไม่ได้มีปฏิกิริยาใหญ่โต เธอก้าวไปข้างหน้าช้าๆ “พ่อมาถึงเมื่อไรคะ”
“มาถึงปักกิ่งเมื่อวานนี้ ไปจัดการธุระนิดหน่อยแล้วก็มารับลูกไง” ถังจวิ้นตอบ
“คะ? มารับหนู? มารับหนูไปไหนคะ”
ถังจวิ้นยิ้มบางๆ “ก็มารับลูกไปปักกิ่งไง อีกสักพักถ้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พ่อจะส่งลูกไปอเมริกา”
“อะไรนะคะ พ่อ หนูยังเรียนอยู่เลยนะคะ!”
“ฮ่าๆ ที่มาคราวนี้ก็จะมาทำเรื่องลาออกให้ลูกนี่แหละ”
“ลาออก? หนู…หนูไม่ออกค่ะ!”
…………………………………………………
…………….