เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 404 ตะหลิวน้อยหวังหมาน้อยหวัง
ตอนที่ 404 ตะหลิวน้อยหวังหมาน้อยหวัง
……….
ถึงซ่งจื่อเซวียนจะไม่เคยกินอาหารที่หวังเฉิงยงทำมาก่อน
แต่อาศัยความเข้าใจในการประกอบอาหารของเขา บวกกับการเก็บรักษาเครื่องครัวล้ำค่าและมีชื่อพวกนั้น ก็รับรู้ได้ว่าฝีมือของเขาไม่ธรรมดาแน่นอน
“แปลกใหม่จริง ปกติไม่เห็นคุณทำอาหาร ทำไมวันนี้ถึงคิดมาปรึกษาผมล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยรอยยิ้ม เทสุราให้หวังเฉิงยงแก้วหนึ่ง
หวังเฉิงยงโบกมือ “ไอ้หนูนี่อย่าขัดจังหวะสิ ปกติไม่ทำเพราะข้าไม่อยากกินอะไรต่างหาก แต่ว่าจู่ๆ คืนนั้นก็คิดเมนูหนึ่งได้น่ะ”
“อาหารอะไรล่ะครับ”
“เกี๊ยวน้ำ”
พรูด!
ซ่งจื่อเซวียนแทบจะพ่นสุราออกมา พูดมาตั้งนานเป็นแค่เกี๊ยวเนี่ยนะ
“เอ่อ…เกี๊ยวน้ำมีอะไรให้ปรึกษาด้วยเหรอครับ”
“เด็กอย่างนายจะเข้าใจกับผีสิ เกี๊ยวน้ำดีๆ ไม่ได้ทำง่ายๆ นะเว้ย ที่ขายตามตลาดข้าไม่เคยกินเลย ลองก็ไม่ลอง”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “เอาเถอะ ผมจะเข้าใจอะไร ผมไม่ต้องพูดหรอก งั้นคุณจะมาปรึกษาอะไรผมล่ะ”
“พูดไร้สาระให้มันน้อยๆ หน่อยน่า ข้าถามก็คือให้เกียรตินายอยู่ รีบคิดให้ฉันเร็วๆ”
หวังเฉิงยงคีบออเดิร์ฟเย็นเข้าปาก พูดพลางเคี้ยว “คนจีนโดยเฉพาะทางเหนือน่ะพิถีพิถันเรื่องไส้ที่กิน
ไส้นี่มีหลากหลายมาก ไส้อะไรก็มีหมด ประเด็นคือไส้อะไรที่เหมาะกับซุป”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็ขมวดคิ้วน้อยๆ “เสี่ยหวัง นี่คุณ…หมายความว่ายังไง”
“ไม่ได้หมายความว่ายังไง วันๆ ฉันกินอะไรนายก็รู้ ดื่มเหล้าเล็กน้อย กินถั่วลิสงนิดหน่อย มากสุดก็บะหมี่แห้งชามหนึ่ง”
“แล้วจู่ๆ ก็อยากกินเกี๊ยวขึ้นมา แถมยังเป็นเกี๊ยวน้ำอีก อายุมากแล้ว มาแปลกไปหน่อยนะครับ”
“เหอะๆ เกี๊ยวธรรมดาคือกินเกี๊ยวจิ้มจิ๊กโฉ่วไง สุดท้ายพอสั่งเกี๊ยวน้ำ ก็อยากกินแบบซุปดั้งเดิมขึ้นมา ไม่ได้หรือไง”
หวังเฉิงยงส่ายหน้าพูด “ฉันแก่มากแล้ว และเป็นคนพิถีพิถันด้วย แต่ช่วงนี้ฉันอยากกินเกี๊ยวน้ำไง”
“เอ่อ…”
ซ่งจื่อเซวียนอดทำสีหน้าเหยเกไม่ได้ เขาไม่รู้จะพูดอย่างไรจริงๆ เหตุผลง่ายมาก ในหนังสือสูตรอาหารราชวงศ์ชิงมันไม่มีเกี๊ยว…
“เอ่ออ่าอะไร ช่วยฉันคิดหน่อย ถึงตอนที่ข้าห่อเสร็จแล้วจะเอาให้นายกินด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มแหยพลางพูด “เอาล่ะ เพื่อเกี๊ยวมื้อนี้ของคุณ ผมคงต้องเปลืองแรงแล้วจริงๆ”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิดแล้วพูดว่า “เกี๊ยวน้ำน่ะทางใต้กินเป็นส่วนใหญ่ ทางเหนือหลักๆ จะอยู่ที่ซีเป่ย ส่วนที่ตู้เหมิน ปักกิ่ง ตงไห่ จะไม่กินเกี๊ยวใส่น้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เพราะงั้นผมคิดว่า จะทำเกี๊ยวน้ำต้องทำตามวิธีของอาหารทางใต้หรืออาหารซีเป่ย”
หวังเฉิงยงกลอกตาใส่เขา “ไร้สาระกับฉันไปก็ไม่มีประโยชน์ พูดเนื้อๆ มาเลย ไส้อะไรซุปอะไร”
ที่จริงประโยคนี้ของหวังเฉิงยงก็ฟังความพิถีพิถันออกได้
เกี๊ยวน้ำ โดยทั่วไปลูกค้าจะให้ความสำคัญแค่ไส้ แต่จะละเลยรสชาติซุป
แม้จะให้ความสำคัญ ก็คงไม่ไปคิดว่าไส้กับน้ำซุปเข้ากันหรือไม่
ระหว่างที่ซ่งจื่อเซวียนคิด จู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดที่ตาเฒ่าเคยพูดเอาไว้ออก
“ไส้คือความหอมของของสดสามอย่าง แต่รสไม่หนักเท่ากุ้ยช่ายจีน กินรสหนักมากเข้าก็จะอยากกินรสอ่อน
รสอ่อนนี่จะใช้ผักประเภทใบไม่ได้ มีเพียงสองไส้ที่รสอ่อนที่สุดก็คือพริกหยวกและรากบัว”
เมื่อคิดว่าหวังเฉิงยงอายุปูนนี้ อีกทั้งกินอาหารมานับไม่ถ้วน เขาจะต้องอยากกินรสอ่อนที่สุดแน่
ซ่งจื่อเซวียนพูด “เสี่ยหวัง ไส้ควรจะรสอ่อนเล็กน้อย พริกหยวกหรือรากบัว ไส้เนื้อน้อยๆ ก็ใส่กับรากบัว มากก็ใส่กับพริกหยวก แก้เลี่ยน”
หวังเฉิงยงพยักหน้าน้อยๆ “น่าสนใจอยู่นะ พูดต่อสิ”
“รากบัวต้องใส่กับเนื้อน้อยๆ ไม่อย่างนั้นถ้าใส่กับเนื้อมากๆ จะเลี่ยนไปกันใหญ่ ส่วนซุป…ไม่เหมาะกับซุปรสเปรี้ยว”
“หืม แต่ซุปรสเปรี้ยวนับว่าเป็นหลักไม่ใช่เหรอ”
แต่ถ้าไส้รสอ่อน ซุปรสเปรี้ยวจะยิ่งเพิ่มรสชาติอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งจะได้ผลตรงข้ามแทน”
หวังเฉิงยงครุ่นคิด พยักหน้าพลางพูด “หมายความอย่างนั้นนี่เอง งั้นนายว่าใช้อะไรดีล่ะ”
“ซุปอ่อนที่ไม่อ่อน ซุปกบน้ำใส สดชื่นและหอมอ่อนๆ ต้นหอมสับน้อยๆ ผักชีมากๆ สุดท้ายก็ใส่พริกไทยขาว”
ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนพูด ภาพวิธีทำอาหารทุกอย่างก็ราวกับฉายเป็นภาพยนตร์ในสมองของหวังเฉิงยง
ไม่นานนัก หน้าของหวังเฉิงยงก็แย้มยิ้ม
“ใช้ได้ ใช้ได้นี่ ไอ้หนู ช่วงนี้มีประสบการณ์สูงนี่ พิจารณาได้รอบคอบมาก”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มแหย “คุณก็อย่าตัดบทผมสิ ผมมันก็แค่นี้ เทียบกับคุณไม่ติดหรอก”
“เสแสร้งกับข้าให้มันน้อยๆ หน่อย แต่พูดตามตรงเลยนะไอ้หนู วิธีคิดอาหารของนายไม่เหมือนนายมีอายุเท่านี้เลยนะ นายไปเรียนจากที่ไหนมา”
หวังเฉิงยงพูดพลางดื่มสุราอึกหนึ่ง “เรียนกับอาจารย์หรือว่ากับสูตรอาหาร”
“หา? ผม…”
เห็นได้ชัดว่าซ่งจื่อเซวียนค่อนข้างลังเล
กับคนอื่น น้อยมากที่เขาจะเปิดเผยไปว่าเรียนมาจากอาจารย์ ต่อให้ผู้อาวุโสอย่างหลิงเจิ้น เฉิงหวาลี่เป็นคนถาม เขาก็จะบอกว่าอาจารย์รักสันโดษ
แต่หวังเฉิงยง…
สนิทสนมกันมาก เขาไม่รู้จะพูดอย่างไรจริงๆ
พูดโกหกไป เขาก็ยังไม่ถึงขั้นหลอกลวงเสี่ยหวัง บอกปัดๆ…เขาก็ทำไม่ลง
พอครุ่นคิด ซ่งจื่อเซวียนก็พูด “เรียนกับอาจารย์ครับ”
“อาจารย์ของนายเป็นใครกัน อยู่ที่ตู้เหมินเราหรือเปล่า” หวังเฉิงยงถามโพล่งออกมา
“ครับ อาจารย์ผมอยู่บ้านตัวเอง ปกติก็ไม่ให้คนอื่นรบกวนเท่าไร”
ได้ยินดังนั้น หวังเฉิงยงก็มองซ่งจื่อเซวียน “แม่ง นี่นายหมายความว่ายังไงเนี่ย ฉันก็อายุปูนนี้แล้ว ยังสงสัยว่าฉันจะไปแอบคารวะอาจารย์อีกหรือไง”
“ใช่ที่ไหนเล่า ประเด็นคืออาจารย์ผมเงียบมาก ผมกลัวว่าคุณจะสงสัยไง…”
หวังเฉิงยงแค่นหัวเราะ
“ชมนายแค่ประโยคเดียวนายก็อึดอัดแล้วหรือไง ข้าก็แค่ไม่รู้ว่าจะกินอะไรถึงได้ถาม ตอนที่ข้าคารวะอาจารย์ อาจารย์นายยังไม่ได้เป็นเชฟเลยมั้ง”
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตา ตาแก่นี่พูดจาไม่กลัวลิ้นฉีกเลย ถ้าเทียบเรื่องอายุ ทางฟางจิ่งจือก็แทบเป็นคนแก่อายุเกือบร้อยปีแล้ว
ตอนที่คุณคารวะอาจารย์เหรอ ตาเฒ่าน่าจะห้าสิบหกสิบแล้ว
“ทำไม นายไม่เชื่อหรือไง เอาอย่างนี้ ไอ้หนู ฉันไม่ไปท้าทายอาจารย์นายแน่นอน นายลองบอกชื่อผู้อาวุโสมาซิ”
เห็นท่าทางไม่ชอบใจของซ่งจื่อเซวียน หวังเฉิงยงก็พูดทันที
ซ่งจื่อเซวียนเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “เอาล่ะๆ ตาแก่หวัง คุณก็กลับบ้านไปกินเกี๊ยวดีๆ เถอะ จะมาดื่มเหล้าที่นี่ก็ตามใจ แต่อย่าไปรบกวนอาจารย์ผมเลย”
“ดูนายซิ…ฉันไม่ไปหาเขาอยู่แล้วน่า”
หวังเฉิงยงพูดพลางขยับเข้าใกล้ซ่งจื่อเซวียน “ไหนลองพูดมาซิ พูดไหม ฉันคนนี้ก็ช่างใส่ใจ ถ้านายไม่พูด คืนนี้ฉันน่าจะนอนไม่หลับ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็ยิ้ม “งั้นคุณก็อย่านอนเลย ผมไม่พูดแน่นอน”
“โธ่ นายนี่มัน นายเอาตะหลิวเหล็กเขียวมาคืนฉันเลย”
หวังเฉิงยงพูดพลางดึงแขนซ่งจื่อเซวียนไว้
ซ่งจื่อเซวียนชะงัก รีบหลบไปด้านหลัง “อะไร…ตะหลิวอะไร อย่ามาล้อเล่นนะ ของที่ให้แล้วไม่ให้คืน ขี้โกงนี่!”
“ไม่ต้องมาพูดเลยมันไม่มีประโยชน์ งั้นก็บอกฉันมาว่าอาจารย์นายเป็นใคร ไม่งั้นนายก็เอากระทะตะหลิวคืนฉันมาให้หมด”
ซ่งจื่อเซวียนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ “ผมไม่พูด ถ้าผมบอกคุณก็ไปแน่”
“ดูถูกใครน่ะ ขอแค่อาจารย์นายอยู่ที่ตู้เหมินตลอด ก็ต้องรู้จักฉันแน่นอน ถึงตอนนั้น…หึ บางทีเขาอาจต้องมาเยี่ยมเยือนฉันก็ได้!”
เห็นสีหน้าอวดดีของหวังเฉิงยง พูดอย่างกับเป็นเรื่องจริง ซ่งจื่อเซวียนก็อดบุ้ยปากไม่ได้
“โอ้โห คุณมันเจ๋งจริงๆ คุณยอดเยี่ยมที่สุด งั้นก็ยิ่งอย่าถามเลยว่าอาจารย์ผมเป็นใครน่ะ!”
หวังเฉิงยงตบอก “เอาอย่างนี้ นายกลับไปบอกเขา ตอนนั้นคนเรียกฉันว่าตะหลิวน้อยหวัง นายก็บอกไปว่าเป็นลูกศิษย์ของยอดเชฟหลี่!”
“ยอดเชฟหลี่? อะไรล่ะนั่น”
“ไร้สาระน่า ยอดเชฟยังจะทำอะไรได้อีก ถ้าบอกว่าขัดห้องน้ำนายเชื่อไหมล่ะ”
หวังเฉิงยงเหลือบมองซ่งจื่อเซวียนแล้วพูดว่า “นั่นคืออาจารย์ของฉันเอง ตายไปเมื่อสามปีก่อน ถ้ายังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ก็แปดสิบแล้ว!”
ซ่งจื่อเซวียนลอบยิ้ม งั้นเทียบกับผู้เฒ่าฟางแล้วท่าทางจะเกิดที่หลังนะ ทั้งสองคนห่างกันรอบหนึ่ง
“ทำไม ฉันจะหลอกนายทำไม นายยังไม่เชื่ออีกเหรอ” หวังเฉิงยงพูด
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ แค่ว่า…”
เขาพูดพลางหัวเราะแห้งๆ แล้วส่ายหน้า “ไม่พูดแล้วๆ”
ยิ่งซ่งจื่อเซวียนเป็นแบบนี้ หวังเฉิงยงก็ยิ่งสงสัย
เขาวางตะเกียบลง ย้ายเก้าอี้ไปหาซ่งจื่อเซวียน
“ไอ้หนู เลิกเล่นตัวได้แล้ว อาจารย์ของนายเป็นยอดเชฟของทั้งประเทศงั้นเหรอ จะพูดไม่พูด”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้าไม่พูดอะไร
“เอาล่ะ กลัวแล้ว ช่างเถอะ ฉันก็จะคิดว่าอาจารย์นายไม่ดัง ถ้านายพูดออกมาคงกลัวอับอายขายขี้หน้าสินะ!”
เห็นได้ชัดว่าหวังเฉิงยงเห็นว่าเค้นแบบนุ่มนวลไม่ได้ผลจึงใช้แบบรุนแรงเสียเลย
ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่สนใจ
“ใช่ๆๆ ผมกลัวจะอายคน คุณก็อย่าไปนึกถึงเลย ดื่มเหล้าของคุณไปเถอะ”
“ถุย ทำไมถึงหัวแข็งเนี่ย กลับไปถามเขาด้วยว่ารู้จักตะหลิวน้อยหวังอย่างฉันไหม!”
ซ่งจื่อเซวียนอยากจะหัวเราะ หวังเฉิงยงอายุปูนนี้แล้ว อีก…อีกทั้งตะหลิวน้อยหวัง…ชื่อนี้ก็แม่งโคตรน่ารักเลย
เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่พูดอะไร หวังเฉิงยงก็กระแอมไอเบาๆ สองครั้ง
“อะแฮ่มๆ…เอาอย่างนี้ ฉันมีโถดินเผาเล็กๆ โถหนึ่ง เป็นของในวัง ถ้านายยอม…”
“คุณต้องเอามาให้ผมดูก่อน!”
ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดด้วยซ้ำ
หวังเฉิงยงยิ้ม “ได้สิ ไม่มีปัญหา!”
จากนั้นหวังเฉิงยงก็หยิบโทรศัพท์ออกมา ให้ซ่งจื่อเซวียนดูรูปสองสามรูป
เรื่องด้านนี้ซ่งจื่อเซวียนเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เขา หวังเฉิงยงรวมถึงตาเฒ่าฟางก็มีงานอดิเรกเดียวกัน
นั่นก็คือเก็บสะสมของ
ของเล่นแบบนี้ไม่ได้หามาไว้ในมือเพื่อหาเงิน ไม่มีทางขาย เป็นเพราะชอบล้วนๆ
ดูรูปแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็มั่นใจได้ว่าเป็นของในยุคเฉียนหลง
เขาเงยหน้าขึ้นมองหวังเฉิงยง “ตาแก่ ของชิ้นนี้เป็นของคุณเหรอ คงไม่ใช่รูปในอินเทอร์เน็ตหรอกใช่ไหม”
หวังเฉิงยงขมวดคิ้ว “ล้อเล่นกับใครอยู่
เราอายุขนาดนี้แล้วไม่สนใจจะหลอกคนอื่นหรอก ต้องสาบานเหรอ
เพ้อเจ้ออะไร ข้าเก็บมาได้สิบกว่าปีแล้ว ถ้าวันนี้ไม่บีบคั้นข้าขนาดนี้ ฉันคงไม่ให้นายหรอก”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “เจอคนเจอของไหมล่ะ”
“ขอแค่บอกว่าอาจารย์นายเป็นใคร ฉันก็จะให้นาย แต่ต้องเป็นเรื่องจริงนะ นายจะมาหลอกว่าเป็นนายจางซานนายหลี่ซื่ออะไรงี้ไม่ได้นะ”
หวังเฉิงยงพูด
“ฮ่าๆ แน่อยู่แล้ว ให้คุณเจอเลยก็ได้”
ก่อนหน้านี้ซ่งจื่อเซวียนที่ยังมั่นคงกับหลักการ ได้เห็นโถเล็กๆ นี่ก็หวั่นไหวจริงๆ
“ตกลง งั้นก็ตามนี้!”
คืนนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ไปที่บ้านของฟางจิ่งจืออีกครั้ง
จุดประสงค์ชัดเจนมาก คือให้หวังเฉิงยงเจออีกฝ่ายสักครั้ง จากนั้นโถเล็กก็จะเป็นของเขา
อีกทั้งซ่งจื่อเซวียนก็คิดว่าจะปรึกษาตาเฒ่าสักหน่อย ว่าทำอย่างไรถึงจะปลูกยี่หร่าเก้าเซียนได้
ถ้าได้ คราวหลังก็สามารถใช้ถั่วปากอ้าภูเขาได้บ่อยๆ แล้ว
พวกถังหย่าฉีคุยกันอยู่ข้างนอก ส่วนซ่งจื่อเซวียนก็ตั้งโต๊ะร่ำสุรากับตาเฒ่า
ฟางจิ่งจือเหลือบตาขึ้นมามองซ่งจื่อเซวียน “ไอ้หนู มาดื่มเหล้ากับฉันติดกันสองวันแบบนี้ จะเอาอะไร”
“โอ้โห ปู่ก็คือปู่ ผมอยากสืบข่าวคราวคนคนหนึ่งกับปู่น่ะ”
“ว่ามา!”
“ปู่รู้จักตะหลิวน้อยหวังไหม”
ฟางจิ่งจือได้ยินก็เลิกคิ้ว “ข้ารู้จักที่ไหนล่ะ ตะหลิวน้อยหวังหมาน้อยหวังอะไร ไม่รู้จัก…”
ซ่งจื่อเซวียนเกือบสำลัก หมาน้อยหวัง ชื่อเรียกแบบนี้ต้องให้หวังเฉิงยงรู้ คงอายจนหน้าแดงแน่
“ฮ่าๆๆ งั้นยอดเชฟหลี่ล่ะปู่รู้จักไหม”
ได้ยินชื่อนี้ ฟางจิ่งจือก็อึ้งไปเล็กน้อย
……………………………………………..
……….