เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 407 ตกใจแทบตาย ..........
ตอนที่ 407 ตกใจแทบตาย
……….
จูโหยวซานรีบเก็บเอกสารบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นเอกสารที่เพิ่งออกโดยหมู่บ้าน หากเฉิงปามาก่อเรื่องกลัวว่าจะถูกฉีกเสียหายจนหมด
หลังจากที่สือเลี่ยงรายงานเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ เขาก็หันหลังคิดจะจากไป แสดงให้เห็นว่าชื่อเสียงของเฉิงปาเป็นอย่างไรในหมู่บ้านนี้
“สือเลี่ยง นายจะไปไหน” จูโหยวซานรีบห้ามเขา
ยังไม่ต้องพูดว่าสือเลี่ยงอยู่ต่อแล้วจะมีประโยชน์หรือเปล่า จูโหยวซานแค่ไม่อยากเผชิญหน้ากับเฉิงปาเพียงลำพัง
“หา? ผู้ใหญ่บ้าน เฉิงปามาแล้ว ผมก็เผ่นสิจะได้ไม่เจ็บตัว”
จูโหยวซานโกรธจนใช้ฝ่ามือตบลงบนโต๊ะ
“นายจะหนีทำบ้าอะไร! ไอ้เด็กเปรตจะหนีไปแล้วทิ้งคนแก่ไว้ที่นี่คนเดียวเหรอ ไอ้สารเลว นั่งลงเดี๋ยวนี้!”
สือเลี่ยงดูมีสีหน้าลำบากใจ ในเมื่อเฉิงปามาที่นี่เขาก็ไม่อยากอยู่ต่อจริงๆ แค่มองอีกฝ่ายแวบเดียวก็กลัวแล้ว
แต่เขาต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่บ้านคนนี้ สมาชิกหมู่บ้านไม่ใช่จะเป็นได้สุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าเขาไม่เชื่อฟังตอนนี้…คงต้องถอนตัว?
แต่เขาไม่ต้องลำบากใจอีกแล้ว ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เฉิงปาก็ผลักประตูเข้ามาแล้ว
“แม่งเอ๊ย จูโหยวซาน นายไม่ต้อนรับฉัน แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินใช่ไหม”
ทันทีที่เฉิงปาเข้ามา จูโหยวซานก็รีบเด้งตัวขึ้น “โอ๊ะๆๆ เสี่ยปานี่เอง ฉันมัวแต่ยุ่งจัดการกับเรื่องอื่นอยู่เลยไม่ได้สังเกตว่านายมา”
เสี่ยเฉิงปายิ้มเยาะ จากนั้นลากเก้าอี้มาสองตัวและนั่งลง ขณะเดียวกันก็ให้ซ่งจื่อเซวียนนั่งลงด้วย
เขานั่งไขว่ห้าง จุดบุหรี่แล้วพูด “เหล่าจูหนอเหล่าจู ช่วงนี้หมู่บ้านของเรายังสงบสุขดีใช่ไหม”
“อืมๆ ก็ดี เหอะๆ ไม่ได้มีเรื่องใหญ่โตอะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้าน”
เสี่ยเฉิงปาพยักหน้าช้าๆ “อ๋อ…งั้นก็ดี ถ้าใครสร้างปัญหาอีกก็บอกฉันแล้วกัน ฉันจะจัดการมันให้!”
จูโหยวซานมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ให้บอกนายเหรอ
นายมาก็ไม่ใช่แค่จัดการมันง่ายๆ เท่านั้นแล้ว
ครั้งหนึ่งในหมู่บ้านเคยมีปัญหากับหมู่บ้านใกล้เคียง จูโหยวซานจึงวานให้เสี่ยเฉิงปาจัดการเรื่องนี้จริงๆ
แต่หลังจากเสี่ยเฉิงปาทำให้คนเหล่านั้นตกใจกลัว เขาก็หันกลับมาและขอเงินจูโหยวซานสามแสนหยวน
จูโหยวซานจะมีให้ได้อย่างไร สุดท้ายชาวบ้านก็ระดมเงินกันหนึ่งแสนหยวนเพื่อยุติปัญหา
ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าเชิญพระรูปนี้มาจริงๆ
เขาถึงไม่ได้พูดอะไร
“จริงสิจูโหยวซาน มีเรื่องบางอย่างที่ฉันอยากให้นายทำ!”
เมื่อเห็นว่าจูโหยวซานไม่ตอบกลับ เสี่ยเฉิงปาจึงพูดออกมาทันที
“หา? ให้ฉันทำเหรอ คงไม่ใช่เรื่องระดมเงินหรอกใช่ไหม”
จูโหยวซานถูกงูกัดครั้งหนึ่งจึงกลัวเชือกไปเป็นสิบปี[1] ถ้าให้เขาระดมเงินอีกคงไม่สามารถทำได้แล้ว
ครั้งนั้นชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย
แต่เฉิงปาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก พวกเขาไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้ามีปากเสียง
เสี่ยเฉิงปาโบกมือ “ไม่ใช่ ฉันไม่ได้ร้อนเงิน คืออย่างนี้ บ้านเก่าของฉันหลังนั้นน่ะ…ตอนนี้ยกให้หนุ่มคนนี้แล้ว นายช่วยฉันหาคนหน่อย”
“หืม จะต่อเติมบ้านเหรอ” จูโหยวซานถาม
“เปล่า ไปหาคุณยายมาปัดกวาดลานบ้านให้สะอาดก่อนเถอะ เท่าไรฉันจะจ่ายให้”
“แล้วนายก็หาผู้ชายให้ฉันอีกสองคน ให้ผลัดกันดูแลลานบ้าน มีค่าจ้างให้”
ได้ยินแบบนี้ จูโหยวซานก็ดีใจ
เฉิงปามาเพื่อจัดหางานให้หมู่บ้าน
สำหรับพื้นที่ชนบท รายได้ที่สูงที่สุดของชาวสวนมาจากการทำไร่เพาะปลูกจริงๆ
บางครอบครัวมีรายได้น้อย แต่พึ่งพาตนเองได้
หากเฉิงปาสามารถจัดหางานให้กับคนเหล่านี้ได้ก็เท่ากับช่วยแก้ปัญหาให้หมู่บ้าน
เป็นเรื่องที่ดีแน่นอน!
“ไม่มีปัญหา เสี่ยปา ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง นายต้องการคนแบบไหนล่ะ”
เสี่ยเฉิงปาจึงมองไปที่ซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนพูด “ผู้ใหญ่บ้านจู ผมแค่อยากใช้ลานบ้านของเสี่ยปาปลูกพืชพิเศษบางอย่าง แค่หาคนมาเฝ้าดูก็พอ”
“ปลูกพืชเหรอ ในหมู่บ้านเรามีชาวสวนปลูกพืชนะ ถ้างั้น…คุณลองดูแล้วซื้อเลยก็ได้”
แน่นอนว่าจูโหยวซานหวังดี หากเถ้าแก่ใหญ่จากในเมืองมาซื้อผัก เหล่าชาวบ้านก็จะมีรายได้ที่ตรงสายอาชีพ
แต่ทันทีที่เขาพูดจบ เสี่ยเฉิงปาก็ตะโกนว่า “อะไรของแกวะ บอกให้หาคนมาดูแลลานบ้าน นายก็หามาสิจะให้ซื้ออะไรวะ”
“ครับ ผมก็แค่ถาม…”
จูโหยวซานจึงเก็บอารมณ์ทันที
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ถ้าราคาผักในหมู่บ้านเราสมเหตุสมผล เราค่อยปรึกษาหารือกันทีหลังก็ได้ครับ”
“จริงเหรอ งั้นดีเลย ผมจะเรียกคุณว่ายังไงดี”
ไม่รอให้ซ่งจื่อเซวียนพูด เสี่ยเฉิงปาก็พูดว่า “เรียกว่านายท่านรองก็ได้”
“ครับๆ นายท่านรอง ผมจะเชื่อฟัง พวกเราเป็นชาวบ้านยากจน ถ้าคุณรับไปพิจารณาได้จริงๆ จะถือเป็นการทำบุญแน่นอน”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้ายิ้ม “ได้ เรื่องนี้ผมจะกลับมาคุยกับคุณโดยเฉพาะ แต่ตอนนี้ผมต้องการคนสองคน
เป็นชายหนุ่ม ทำงานได้ ปัดกวาดเช็ดถูได้เรียบร้อย ขยัน แล้วก็แข็งแรงพอมีบ้างไหม”
“มีๆ มีแน่นอน ผมจะหาให้คุณ ในหมู่บ้านยังปกป้องลานบ้านนั้นเป็นพิเศษได้ด้วยนะ และรับรองว่าจะไม่มีใครมาก่อกวนคุณปลูกพืชเลย!”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจเมื่อได้ยิน
จากนั้นจูโหยวซานก็ให้สือเลี่ยงไปตามคนมา
เมื่อเดินออกมาจากห้องทำงานผู้ใหญ่บ้าน ในที่สุดสือเลี่ยงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้ว่าเฉิงปาจะไม่ได้สนใจเขา แต่ความกดดันนั้น…ใหญ่หลวงมาก
สือเลี่ยงกลั้นผายลมอยู่ภายในห้อง ไม่กล้าปล่อยออกไปเพราะกลัวจะเกิดเสียง ตอนนี้เมื่อเขาออกมาจึงปวดท้อง
ประมาณสิบนาที สือเลี่ยงก็พาคนสี่คนมา
“นายท่านรอง นี่คือจู้จื่อ กังจื่อ จางตานและหลี่ฮุ่ยเจวียน”
ซ่งจื่อเซวียนมองดูพวกเขา อันที่จริงผู้หญิงไม่สำคัญ ทำความสะอาดได้ก็พอ และเป็นงานที่ทำเพียงครั้งเดียว
สิ่งสำคัญคือผู้ชายสองคนนี้มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบสูง
พวกเขาต้องไม่ปล่อยให้คนอื่นมาก่อกวนหรือขโมยสมุนไพรไปได้ ต้องรู้ว่ายี่หร่าเก้าเซียนนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่เก็บมาจากวิทยาลัยอาหาร
หากไปขายในตลาดมืดคงมีราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้าน
อย่างไรก็เป็นของล้ำค่า เจ้าสิ่งนี้ยากจะได้พบเห็น
พิจารณาดูชายทั้งสอง พวกเขาดูแข็งแรงและคมเข้ม เพียงแต่ไม่ค่อยพบเห็นในท้องตลาดมากนัก สีหน้าของพวกเขาดูมึนงงเล็กน้อย
ซ่งจื่อเซวียนมองไปยังเสี่ยเฉิงปาแล้วถาม “เสี่ยปา คุณว่าผู้ชายสองคนนี้ใช้ได้ไหม”
เสี่ยเฉิงปาเหลือบมองพวกเขา “น่าจะได้ ผู้ชายในหมู่บ้านก็เหมือนกันหมด ไม่ค่อยรู้เรื่องกังฟู อาศัยแค่พละกำลัง”
“งั้นก็ดี ลองดูก่อนก็ได้” ซ่งจื่อเซวียนพูด
จากนั้นเสี่ยเฉิงปาก็ให้จูโหยวซานอธิบายงานให้พวกเขาฟัง จู้จื่อและกังจื่อมีหน้าที่ดูแลลานบ้าน โดยแต่ละคนทำงานเป็นกะวันละสิบสองชั่วโมง
นั่นหมายความว่าทั้งสองคนต้องทำงานครึ่งวันไปทุกวัน
เมื่อพูดถึงค่าจ้าง ซ่งจื่อเซวียนให้เงินคนละสี่พันหยวน ซึ่งอันที่จริงจำนวนนี้เป็นเงินเฉลี่ยในเมืองตู้เหมิน
แต่จูโหยวซานได้ยินก็รู้สึกดีใจมาก ดีเลย ทั้งคู่ได้ค่าจ้างสี่พันหยวน
ดูเหมือนพวกเขาจะมาจากครอบครัวยากจนทั้งหมด แต่ตอนนี้พวกเขากลายเป็นคนที่มีรายได้สูงแล้ว
“ผู้ใหญ่บ้านจู ค่าจ้างที่ผมให้เหมาะสมหรือเปล่า”
“เหมาะสม เหมาะสมสิ เหมาะสมมาก นายท่านรองใจกว้างจริงๆ!” จูโหยวซานรีบพยักหน้าและโค้งคำนับ
เสี่ยเฉิงปาพูด “งั้นคุณยายสองคนนั้น ไปทำความสะอาดบ้านให้เอี่ยมอ่องให้นายท่านรองหน่อย”
“เร็วๆๆ เสี่ยปาพูดแล้ว พวกเธอรีบไปเร็วเข้า!”
จูโหยวซานไล่ผู้หญิงสองคนออกไป ตอนนี้เสี่ยเฉิงปาไม่ได้ล็อกประตูบ้าน พวกเธอจึงเข้าไปทำความสะอาดได้เลย
ต่อมาเขาก็เดินไปอยู่ข้างหน้าจู้จื่อและกังจื่อ
“ท่านนี้คือเถ้าแก่นายท่านรอง พวกนายจำไว้หรือยัง”
“ครับ จำไว้แล้ว”
พรืด!
ซ่งจื่อเซวียนแทบจะพ่นน้ำลายออกมา ‘เถ้าแก่นายท่านรอง…อะไรกันเนี่ย’
“ไอ้หนู ต่อจากนี้ได้เงินสี่พันต่อเดือน อย่ามัวแต่ดีใจแล้วทำงานให้นายท่านรองซะ” จูโหยวซานกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มและยืนขึ้นพูด “อันที่จริงงานง่ายมาก ฉันจะปลูกพืชในลานบ้าน พวกนายมีหน้าที่แค่ช่วยฉันดูแลลานบ้าน
ดูแลรักษาความสะอาดทุกวัน รดน้ำ ในวันที่ฝนตกก็กางเต็นท์ ทำได้ไหม”
“ได้ครับ!” ทั้งสองคนพูดพร้อมกัน
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ อันที่จริงสองคนนี้แข็งแรงดีทีเดียว มีผู้ชายแบบนี้ในหมู่บ้านก็น่าจะเพียงพอแล้ว
อย่างไรก็ไม่น่ามีใครจงใจมาก่อกวน ซ่งจื่อเซวียนจึงวางใจในเรื่องนี้
จากนั้นจูโหยวซานและทุกคนก็ไปที่บ้านเก่าของเสี่ยเฉิงปาด้วยกัน
ซ่งจื่อเซวียนทิ้งเมล็ดพืชไว้ให้จู้จื่อกับกังจื่อ และบอกให้พวกเขารีบขุดดินและหว่านเมล็ด
เขาหวังว่าครั้งต่อไปที่มาจะมีความคืบหน้า
จู้จื่อและกังจื่อเป็นชาวสวนอยู่แล้ว งานเกษตรเหล่านี้จึงไม่มีปัญหา พวกเขารีบรับปากทันที
ตอนจะจากไป เสี่ยเฉิงปาก็เอ่ยขึ้น “นายท่านรอง น่าจะไม่มีปัญหาแล้วล่ะ ยังไงที่นี่ก็เป็นชนบท พวกเขาไม่มีอะไรอยู่แล้ว ปลูกพืชแล้วไม่มีใครมาก่อกวนแน่นอน”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้มและขึ้นรถโดยไม่พูดอะไรอีก
จูโหยวซานแทบจะมาส่งถึงทางเข้าหมู่บ้าน เขาเฝ้าดูรถจากไปและโบกมือไม่หยุด
ในฐานะผู้ใหญ่บ้านเขาย่อมมีความสุขที่ได้บรรเทาความยากจนในหมู่บ้าน
อีกทั้งนายท่านคนนี้ต้องรวยแน่นอน หากอีกฝ่ายซื้อพืชผักอะไรไป คงไม่ถึงขั้นทำให้ชาวบ้านเป็นเศรษฐีได้ แต่ชาวสวนในหมู่บ้านบางคนคงจะสลัดความจนทิ้งได้
ฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน
ในบ้านมีเสียงร้องดังราวกับฟ้าร้อง
มีชายเปลือยท่อนบนนอนมึนเมาอยู่บนเตียง พุงพลุ้ยที่อยู่เหนือเข็มขัดส่งเสียงร้องคำราม
ขนหน้าอกที่กว้างเท่าฝ่ามือแทบจะเปียกชุ่มและเกาะติดกับแผงอก
วันที่อากาศร้อนและไม่มีเครื่องปรับอากาศในห้อง มีเพียงพัดลมแบบเก่าที่ยังหมุนอยู่
แต่หมุนได้ไม่เร็วนักจนมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดอยู่เป็นระยะ และมีสนิมบางจุด
เดิมทีชายคนนี้เป็นคนบ้าอำนาจในหมู่บ้านเสี่ยวเหอ แต่เขาถูกเสี่ยเฉิงปาจัดการไปเมื่อครั้งก่อนจึงล้มโงหัวไม่ขึ้น
เพราะถูกต่อยหน้ามาจึงเจียมตัวไม่น้อย
แน่นอนว่าไม่อาจแน่ใจว่าเขายังมีสัมพันธ์กับแม่ม่ายกี่คน
เจ้าซิงคือคนที่ยึดบ้านของเฉิงปาไปเพื่อเลี้ยงดูแม่ม่าย
ปังๆๆๆ!
เสียงเคาะประตูสั้นๆ ขัดขวางการนอนของเจ้าซิง
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เช็ดน้ำลายข้างปากและขมวดคิ้ว “แม่งเอ๊ย ใครวะ ข้าจะนอน ออกไป!”
“พี่ใหญ่ ผมเอง ฉินเอ้อร์!”
“ไม่ว่าใครก็ไสหัวไปให้หมด ออกไป!”
ฉินเอ้อร์เป็นคนที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยเช่นกัน เขาไม่ได้ทำงานอะไร ทำเพียงแค่ติดตามเจ้าซิง
ไม่มีเหตุผลอื่นใด หากเขาเข้าหาคนบ้าอำนาจในหมู่บ้าน อย่างน้อยเขาก็จะไม่ถูกรังแก
แน่นอนว่าบางครั้งเขาก็ฉวยโอกาสเล่นสนุกกับสาวรุ่นใหญ่คนสองคนที่เจ้าซิงเหลือไว้ได้
“พี่ใหญ่…ฉะ เฉิงปากลับมาแล้ว…”
ทันทีที่เขาพูดประโยคนี้ เจ้าซิงก็ลุกขึ้นนั่งราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง แม้ว่าในดวงตาจะแดงก่ำ แต่ความง่วงกลับหายไปในฉับพลัน
“เฉิงปา…”
เขาพึมพำบางอย่าง จากนั้นก็รีบลุกขึ้นไปเปิดประตู “แม่งเอ๊ย เกิดอะไรขึ้น ตัวเขาล่ะ”
“ไปแล้ว เพิ่งไป…”
เจ้าซิงรู้สึกว่าได้ยกภูเขาออกจากอก แต่เขาก็รีบยกมือขึ้นต่อยทันที
ผัวะ!
ฉินเอ้อร์จับใบหน้าด้วยสีหน้าน้อยใจ “พี่ใหญ่ ต่อยผมทำไม…”
“เลอะเทอะ ไปกันหมดแล้วแกจะตะโกนทำไม แม่งเอ๊ย ตกใจแทบตาย!”
ขณะที่เจ้าซิงกำลังพูด จู่ๆ ก็มีเหงื่อไหลอาบไปทั้งตัว จะเห็นได้ว่าเขาหวาดกลัวแค่ไหน…
…………………………………………..
[1] ถูกงูกัดครั้งหนึ่งจึงกลัวเชือกไปเป็นสิบปี ใช้เปรียบเทียบเมื่อเจอกับความยากลำบากครั้งหนึ่ง ต่อมาจึงเกิดความหวาดกลัวในเรื่องคล้ายกัน
……….