เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 408 ทำลายให้สิ้นซาก
ตอนที่ 408 ทำลายให้สิ้นซาก
……….
เจ้าซิงหยิบผ้าเช็ดตัวที่เหมือนผ้าขี้ริ้วมาจากโต๊ะแล้วเช็ดหน้าจึงรู้สึกสดชื่นขึ้นมา
“พี่ใหญ่ เฉิงปาไปแล้ว แต่คราวนี้เหลืองานไว้ในหมู่บ้าน”
“หืม” เจ้าซิงชะงักและเลิกคิ้วมองฉินเอ้อร์ “หมายความว่ายังไง”
“ผมเพิ่งได้ยินเมียของคนพิการหลิวนั่นบอกว่าตอนนี้จู้จื่อกับกังจื่อกำลังทำงานเฝ้าบ้านให้เฉิงปา”
“เฝ้าบ้านเหรอ บ้านโทรมๆ หลังนั้นน่ะนะ”
เจ้าซิงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ตั้งแต่เขาต่อยฉันครั้งที่แล้ว…ก็ไม่มีใครไปที่นั่นเลย ทำไมถึงหาคนมาเฝ้าบ้านล่ะ”
“เห็นบอกว่าปลูกพืชน่ะ ต้องมีแผนชั่วอะไรสักอย่างแน่นอน ปลูกพืชในลานบ้านแล้วยังหาคนมาเฝ้าอีก…”
“เรื่องนี้…มันทะแม่งๆ ไป เราไปแอบดูกันหน่อยไหม”
พูดจบ เจ้าซิงก็ชะงักฝีเท้า “บ้าเอ๊ย แกแน่ใจนะว่าเฉิงปาไปแล้ว”
ฉินเอ้อร์พยักหน้าสุดแรง “ไม่ต้องห่วงพี่ใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านไปส่งพวกเขาถึงหน้าหมู่บ้านเลย”
เจ้าซิงจึงโล่งใจและพาฉินเอ้อร์เดินไปที่บ้านเก่าของเฉิงปา
เมื่อเขามาถึงบ้านเก่า ฉินเอ้อร์ก็เอ่ยว่า “พี่ ผมจะหมอบตัวให้พี่เหยียบขึ้นไปนะ”
เจ้าซิงขมวดคิ้ว “เลอะเทอะ เฉิงปาไม่อยู่จะกลัวอะไร ไอ้จู้จื่อนั่นยังกล้าล่วงเกินฉันเหรอ ไปทางประตู!”
“อย่านะพี่ หลังจากนี้ไม่ใช่ว่าเฉิงปาจะไม่กลับมาแล้ว เรารอดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกว่า”
เจ้าซิงได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าและรู้สึกว่าสมเหตุสมผล
อย่างไรหากต้องการทำอะไรบางอย่างก็ควรแอบทำจะดีกว่า
ไม่อย่างนั้นหากจู้จื่อ กังจื่อบอกเฉิงปาว่าตัวเองเคยมาที่นี่ พวกเขาจะไม่ถูกต่อยตีอีกเหรอ
จากนั้นเขาก็เหยียบไหล่ฉินเอ้อร์ เมื่อฉินเอ้อร์ยืนขึ้น เขาก็สูงกว่ากำแพงแล้ว
เขาเห็นกังจื่อและจู้จื่อกำลังยุ่งอยู่ในลานบ้าน คนหนึ่งกำลังขนดินไปที่ลานบ้าน อีกคนก็กำลังไถพลิกหน้าดิน
ลานบ้านนี้รกร้างมานานเกินไป หากไม่ปรับหน้าดินให้เรียบร้อยก็จะปลูกยาก
อีกด้านหนึ่ง จางตานและหลี่ฮุ่ยเจวียนต่างก็ยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดเช่นกัน
ตั้งแต่ในบ้านจนถึงลานบ้านกำลังยุ่งไปหมด
“เหอะๆ ไอ้แก่เฉิงปาคนนี้ยังมีความสามารถจริงๆ ลานบ้านเละๆ นี่…ยังปลูกพืชอีกงั้นเหรอ”
ไม่นานเขาก็เห็นว่าจู้จื่อไม่ได้ขนดินแล้ว แต่กำลังหว่านเมล็ดบนดินที่กังจื่อเพิ่งไถไป
“กังจื่อ วันนี้หว่านเมล็ดเสร็จแล้ว นายก็กลับบ้านได้เลยนะ เราจะทำกันคนละวัน”
“ได้ เชื่อพี่จู้จื่อแล้วกัน งานนี้ก็ดีเหมือนกัน ฉันไม่เคยหาเงินได้มากขนาดนี้มาก่อนเลย”
“ต้องบอกเลยว่าเป็นเถ้าแก่ใหญ่จากในเมืองถึงได้ใจกว้าง เราเฝ้าที่นี่หนึ่งวัน หนึ่งเดือนก็ได้สี่พันกว่าหยวนแล้ว”
เงินสี่พันกว่าหยวนสำหรับคนในเมืองนั้นถือเป็นเงินเดือนปกติ กระทั่งต่ำไปด้วยซ้ำ
แต่สำหรับชาวสวนเหล่านี้ถือว่าไม่ต่ำเลยจริงๆ
ต้องรู้ว่าปกติแล้วพวกเขาอยู่ได้ด้วยผลผลิตของตนเอง
“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าบอกว่าเราจะยุ่งก็คงเป็นเรื่องพรวนดินกับหว่านเมล็ดวันนี้ หลังจากนี้เราก็แค่เฝ้าทุกวันไม่ใช่เหรอ”
“ฮ่าๆ พรุ่งนี้พกกามาดื่มชากับสูบบุหรี่ สุขใจกว่าผู้ใหญ่บ้านอีก”
ขณะที่พูด ทั้งคู่ก็หัวเราะออกมา
แต่หลังจากได้ยินเช่นนี้ เจ้าซิงก็ขมวดคิ้วแน่น
สิ่งที่เขาไม่ชอบที่สุดคือการที่คนอื่นได้ดีกว่าเขา
จู้จื่อและกังจื่อเป็นสองคนที่ครอบครัวยากจนในหมู่บ้าน ตอนนี้นึกไม่ถึงเลยว่าจะผงาดขึ้นมาหาเงินได้เดือนละสี่พันกว่าหยวน
และเป็นเฉิงปาที่มอบงานให้…จุดนี้ทำให้เขาอารมณ์เสียจริงๆ
จากนั้นเขาก็ขยับตัว ฉินเอ้อร์จึงเข้าใจเจตนาและวางเขาลงทันที
“พี่ใหญ่ สิ่งที่ฉันพูดถูกใช่ไหม เขากำลังปลูกพืชในลานบ้าน” ฉินเอ้อร์เอ่ย
เจ้าซิงพยักหน้าช้าๆ “เป็นจริง แกคิดว่าเฉิงปา…วางแผนจะทำอะไร”
“ไม่ได้การ แม่งเอ๊ย ฉันจะโดนต่อยฟรีๆ ไม่ได้ ตอนนี้เป็นโอกาสแก้แค้น!”
ขณะที่พูด เจ้าซิงก็หรี่ตาและกัดฟัน
“พี่จะทำอะไร”
“ทำอะไรเหรอ ก็ทำลายมันให้หมดทุกอย่างไงวะ!”
“หา”
“จะหาทำไม ฟังนะ เราฉวยโอกาสตอนที่พวกเขาหลับแล้วมาที่นี่…”
เจ้าซิงโน้มตัวไปใกล้และกระซิบสองสามคำข้างหูฉินเอ้อร์ ฉินเอ้อร์ก็พยักหน้าช้าๆ “โอเค พี่ เดี๋ยวฉันจะไปทำ!”
กลับมาถึงในเมือง ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้กลับไปที่สวนสวินเฟิง
หลังจากส่งเสี่ยเฉิงปาเรียบร้อย เขาก็มาที่ห้องปฏิบัติการของตัวเอง
อันที่จริงวันนี้เป็นวันหยุดของถังหย่าฉีเธอจึงอยู่เฝ้าร้านได้ทั้งวัน ซ่งจื่อเซวียนก็ได้โอกาสหยุดพักอย่างหาได้ยากมา
เขาไม่ต้องตัวติดอยู่กับร้านก็สามารถจัดการธุระของตัวเองได้
แต่วันนี้เขาไม่คิดจะทำข้าวผัดจักรพรรดิหรือน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายที่เป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป
แต่เขาต้องการบ่มยาในกระทะเหล็กเมฆม่วง
จากเรื่องราวในอดีต มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่ใช้หนวดพญามังกรบ่มในกระทะ
หวังเฉิงยงเคยบอกเขาว่าพ่อครัวชื่อดัง ‘หวังผิง’ ได้เปลี่ยนจากการเป็นพ่อครัวร้านอาหารหมามาเป็นพ่อครัวอาหารบำรุงสุขภาพชื่อดัง
สิ่งที่เขาพึ่งพาอาศัยก็คือกระทะที่อุ่นไว้เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวัน
ส่วนขั้นตอนการอุ่น หวังเฉิงยงเคยบอกไว้ว่าน่าจะเป็นตัวพ่อครัวชื่อดังในตอนนั้นที่ประกาศออกมาเอง
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่เห็นด้วยกับวิธีการบ่มยาแบบนี้
ถ้าดองไว้สี่สิบเก้าวัน โสมก็อาจจะเน่าเสียไปแล้ว
หลังจากดองเป็นเวลานาน สรรพคุณของยาบางอย่างจะเข้าสู่กระทะ แต่ในขณะเดียวกันเนื่องจากโสมเน่าเสีย สารสกัดที่ไม่ต้องการจำนวนมากก็จะปรากฏขึ้นด้วย
ซ่งจื่อเซวียนแทบจะจินตนาการไม่ออกว่าเมื่อกลับมาที่ห้องปฏิบัติการอีกครั้งหลังจากแช่หนวดพญามังกรไว้ในกระทะสี่สิบเก้าวันแล้วจะเป็นอย่างไร
มันคงจะเหม็นมากจนไม่มีใครเข้ามาได้
ดังนั้นเขาจึงคิดว่าอาจมีวิธีอื่นในการบ่มยา
บางทีในตอนที่หวังผิงดองหนวดพญามังกรเขาอาจใช้ยาบางชนิดที่สามารถรักษาโสมไม่ให้เน่าเสีย
หรือบางทีสภาพแวดล้อมที่เขาใช้ดองอาจจะมีความพิเศษกว่าและสามารถรักษาหนวดพญามังกรไว้ได้
แน่นอนว่ายังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่พ่อครัวชื่อดังท่านนี้จะจงใจปล่อยข่าวปลอมเพื่อทำให้คนร่วมอาชีพเดียวกันสับสน
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับแน่วแน่มาก เขาไม่คิดจะดองมันไว้หลายวันขนาดนั้นเด็ดขาด
ซ่งจื่อเซวียนนั่งงีบอยู่บนเก้าอี้เกือบหนึ่งชั่วโมง
ในหัวของเขาคิดวิธีการบ่มยาในกระทะได้หลายวิธี แต่ไม่มีทางลองได้ทั้งหมด
ดังนั้นเขาจึงต้องใช้วิธีที่เชื่อถือได้และเด็ดขาดที่สุด
ไม่รู้ว่าซ่งจื่อเซวียนนั่งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน เพราะบนพื้นมีก้นบุหรี่อยู่นับไม่ถ้วน
ฟางรุ่ยไม่กล้าเข้ามาถาม เพราะกลัวจะรบกวนเขา
จู่ๆ มุมปากของซ่งจื่อเซวียนก็โค้งงอเล็กน้อย
“เหอะๆ ถูกแล้ว!
เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวันถูกแล้ว นี่มันสอดคล้องกับช่วงเวลาเภสัชศาสตร์และช่วงเวลาคัมภีร์อี้จิง!
เพียงแค่…ช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ทุกคนได้บิดเบือนคำพูดไปเสียอย่างนั้น”
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้าช้าๆ จากนั้นหันไปมองกระทะเหล็กเมฆม่วง
ความชอบของซ่งจื่อเซวียนที่มีต่อกระทะเหล็กเมฆม่วงนั้นชัดเจนมาก ตั้งแต่ตอนที่เขาได้มันมาก็หยิบออกมาดูนับครั้งไม่ถ้วน
เขาลูบไล้ผิวกระทะเบาๆ ทุกครั้ง จนกระทั่งวาดฝันภาพที่ได้ทำอาหาร
แต่เป็นเพราะว่าเขาชอบจึงไม่ยอมเอามันไปใช้
การทำอาหารครั้งแรกสำหรับกระทะนั้นก็เหมือนกับพิธีก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ซ่งจื่อเซวียนกำลังรอคอย…แต่กลับไม่ยอมปล่อยวาง
เขาลุกขึ้นและเดินไปมองกระทะเหล็กเมฆม่วงใกล้ๆ พักหนึ่ง ทุกครั้งที่มองก็ราวกับเป็นครั้งแรก
มันใหม่เอี่ยมขนาดนี้ เขาจึงชอบมาก
ต่อมาเขาก็วางกระทะลงแล้วหยิบหนวดพญามังกรที่ห่อด้วยผ้าสีแดงขึ้นมา
เมื่อคลี่ผ้าสีแดงก็เผยให้เห็นโสมที่อวบใหญ่
ซ่งจื่อเซวียนจึงเผยยิ้ม “มีตั้งกี่คนที่อยากได้เจ้าสิ่งนี้…”
ที่บอกว่าเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าไม่ได้หมายถึงสี่สิบเก้าวัน
แต่เป็นวิธีการพูดเจ็ดเจ็ดของคนสมัยก่อน
เหมือนกับเก้าเก้าแปดสิบเอ็ด ไม่ได้หมายถึงแปดสิบเอ็ดวันเสมอไป
และยังพูดกันอีกมากว่าเก้าเก้าคือการหวนคืนสู่ธรรมชาติ
หากหนวดพญามังกรดองไว้ในกระทะเจ็ดวัน บวกกับเปิดเครื่องปรับอากาศในห้องปฏิบัติการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
ถึงแม้จะเป็นฤดูร้อนก็จะไม่ดองจนเน่าเสีย
เมื่อผ่านไปเจ็ดวัน ให้ต้มน้ำและโสมในกระทะจนเดือดเพื่อให้สรรพคุณทางยาและสรรพคุณในการบำรุงดูดซึมในกระทะจนหมด
หากต้มจนเดือดแบบนี้ซ้ำเจ็ดครั้ง สรรพคุณทางยาและสรรพคุณในการบำรุงของโสมก็จะหมดไป
เมื่อถึงเวลานั้นแม้ว่าผิวกระทะจะดูดซับคุณสมบัติภายในโสมแล้ว แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์
ปล่อยทิ้งไว้เจ็ดวัน วิธีการบ่มแห้งจะช่วยให้ผิวกระทะกักเก็บคุณสมบัติได้อย่างสมบูรณ์
พูดให้ชัดเจนคือเป็นผลมาจากทฤษฎีจลน์ของแก๊ส เรื่องนี้ทำให้เขาตัดสินใจได้
นึกถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้าอย่างหนักแน่นและเริ่มเอาน้ำอุ่นมาล้างกระทะทันที
หลังจากขจัดฝุ่นออกแล้วก็ใส่หนวดพญามังกรลงในกระทะตามด้วยการเทน้ำเย็น
เหตุผลที่ต้องเทน้ำเย็นลงไปเพราะว่าใยอาหารของโสมจะไม่ถูกทำลายเร็วจนเกินไป ต้องสลายด้วยการแช่ไว้เล็กน้อย จะช่วยกระตุ้นคุณสมบัติทางยาและคุณสมบัติการบำรุงของโสม
เพียงสองขั้นตอนง่ายๆ ก้าวแรกของการบ่มกระทะก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว
ซ่งจื่อเซวียนยืนขึ้นมองแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉันจะมาดูแกในอีกเจ็ดวัน!”
จากนั้นเขาก็เปิดเครื่องปรับอากาศในห้องและลดอุณหภูมิให้ต่ำที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าโสมจะไม่เน่าเร็วจากการแช่น้ำ
ถึงตอนที่บ่มเสร็จแล้ว เปิดกระทะเรียบร้อยก็จะเป็นอันเสร็จสิ้น
การเปิดกระทะคือสิ่งที่ต้องทำครั้งแรกก่อนปรุงอาหารในกระทะที่ไม่ได้ใช้
แม้ว่ากระทะจะไม่สกปรก แต่ยังต้องเปิดกระทะแล้วใช้น้ำเดือดในการต้ม
แต่ขั้นตอนนี้เขากลับใช้น้ำโสมจากหนวดพญามังกรมาต้ม ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
ในอนาคตไม่ว่าจะปรุงยาหรือทำอาหารง่ายๆ กระทะเหล็กเมฆม่วงใบนี้จะมีคุณสมบัติในการบำรุงที่ยอดเยี่ยมแต่อ่อนโยน
……
ยามค่ำคืนในหมู่บ้านเสี่ยวเหอ
เจ้าซิงพาฉินเอ้อร์ไปที่บ้านเก่าของเฉิงปาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ฉินเอ้อร์มีบัวรดน้ำสีเขียวอยู่ในมือ
ภายใต้แสงจันทร์ เจ้าซิงเหยียบไหล่ของฉินเอ้อร์เพื่อปีนขึ้นไปบนกำแพงอีกครั้ง
ตอนนี้จู้จื่ออยู่ในลานบ้านเพียงลำพัง
หลังจากจางตานและหลี่ฮุ่ยเจวียนทำความสะอาดแล้ว ลานบ้านก็สะอาดมาก ในบ้านก็เช่นกัน
แม้ว่าเนื้อไม้ของวงกบประตูจะผุพัง แต่ตรงนั้นก็ไม่มีสนิมแล้ว
เวลานี้จู้จื่อกำลังนอนเฝ้าอยู่บนเก้าอี้ไผ่
อย่างไรก็เป็นหนึ่งวันที่ขนย้ายดิน พรวนดิน หว่านเมล็ด และทำความสะอาด เขาจึงหมดแรง
เมื่อได้ยินเสียงกรนเบาๆ ของจู้จื่อ เจ้าซิงก็หัวเราะและหันมาพูดว่า “เอาบัวรดน้ำมาให้ฉัน!”
ฉินเอ้อร์จึงยื่นบัวรดน้ำให้ทันที
เจ้าซิงคลี่ยิ้ม จากนั้นก็กดบัวรดน้ำแล้วเริ่มสาดเข้าไปข้างใน
“แม่ง ฉันยอมให้แกต่อยฉัน ยอมให้ต่อยงั้นเหรอ ข้าจะทำลายให้หมด!”
เจ้าซิงไม่รู้ว่าข้างในปลูกอะไรไว้ แต่ตราบใดที่เฉิงปาปลูก เขาจะทำลายให้สิ้นซาก
ดังนั้นจึงให้ฉินเอ้อร์นำกรดมา ตอนนี้กรดเหล่านี้ร่วงลงไปในดิน เมล็ดเหล่านั้นคงเติบโตไม่ได้แล้ว
อาจเป็นเพราะกลิ่นเปรี้ยวฉุนเกินไป จู้จื่อจึงลืมตาขึ้นมาทันที “กลิ่นอะไร…”
ได้ยินเสียงนี้ เจ้าซิงก็ร้อนรนจึงตกลงมาจากด้านบนแล้วเผ่นหนีไปพร้อมกับฉินเอ้อร์
เหลือเพียงจู้จื่อที่อยู่ในลานบ้านด้วยสีหน้าสับสน เขาเป็นชาวสวน เมื่อได้กลิ่นนี้เขาจึงเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น…
………………………………………………..
……….