เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 445 จับเขาทุ่มเลย
ตอนที่ 445 จับเขาทุ่มเลย
………………..
เช้าวันถัดมา
ฟางรุ่ยเห็นว่าแปดโมงแล้วซ่งจื่อเซวียนยังไม่ออกจากห้อง ก็ไปเรียกที่หน้าประตูทันที
ตอนนี้ อาจารย์คนอื่นไปที่ห้องเรียนกันหมดแล้ว
เมื่อก่อน พอเจ็ดโมงซ่งจื่อเซวียนก็ตื่นแล้ว วันนี้มาแปลก
ฟางรุ่ยก็งุนงง เมื่อวานนายท่านรองนอนไม่หลับเหรอ
แต่เขากำลังจะเคาะประตู ก็เห็นว่าประตูเปิดแล้ว
ซ่งจื่อเซวียนแต่งตัวเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เพิ่งตื่นนอน
“นายท่านรอง แปดโมงแล้ว ไปห้องเรียนไหมครับ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม โบกมือ “ไม่รีบ ฉันเพิ่งคุยกับหย่าฉีไป ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย เราไปโรงอาหารกันเถอะ”
ฟางรุ่ยชะงัก นี่ไม่ใช่นายท่านรองตามปกติ
“หา? นายท่านรอง เดี๋ยวก็เข้าเรียนแล้วนะครับ”
“เหอะๆ วันนี้ในห้องน่าจะไม่มีคน ไป ไปกินข้าวเช้ากันเถอะ จริงสิ เรียกเทียนซั่วกับอีโจวมาด้วยนะ”
ฟางรุ่ยรู้สึกงงงวย แต่ก็ทำตามคำสั่ง
สถานะของเขาในวิทยาลัยคือผู้ช่วยอาจารย์ ก็ต้องมีเบอร์โทรศัพท์ของนักเรียนบางคนในห้องอยู่แล้ว จึงแจ้งได้ทันที
เดิมซางเทียนซั่วเพิ่งจะตื่นนอน เข้าเรียนแปดโมงครึ่งทุกวัน แปดโมงกว่าคนคนนี้ถึงจะตื่นนอน
จากนั้นก็ไม่กินข้าว ตรงไปที่ห้องเรียนเลย
สำหรับเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่าการนอนสำคัญกว่าอาหารเช้า
แต่เจ้าอีโจวมาถึงห้องเรียนตั้งแต่เช้า ตอนนี้กำลังอ่านสูตรอาหารอยู่
ได้รับสายจากฟางรุ่ย เขาก็ปฏิเสธทันที อย่างไรเขาก็กินข้าวเช้าไปแล้วเมื่อเจ็ดโมงกว่า
พวกนักเรียนไม่มา อาจารย์ก็ไม่ได้มา…
หรือว่าอาจารย์ซ่งรู้อยู่แล้ว
จากนั้น เขาก็ลุกขึ้นเดินไปตรงหน้าต่างแล้วมองไปด้านนอก เห็นว่ามีคนยี่สิบกว่าคนในสนาม เป็นนักเรียนห้องหกทั้งสิ้น
คนพวกนี้บ้างก็ยืน บ้างก็นั่ง เจ้าอีโจวนึกถึงเรื่องเมื่อคืนได้ทันที
นี่ถือว่า…เป็นการท้าทายอาจารย์ซ่งหรือเปล่า รวมตัวกันไม่เข้าห้องเรียน
……
ในโรงอาหาร ซ่งจื่อเซวียนสั่งอาหารเช้ามาเต็มโต๊ะ
ปกติเขาจะกินง่ายๆ สักหน่อยแล้วไปที่ห้องเรียน แต่วันนี้…
มองคร่าวๆ ก็มีสี่ห้าอย่างแล้ว
เต้าฮวย ซุปเกอต่า[1] เกี๊ยวน้ำ โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว…
ซาลาเปา ปาท่องโก๋ โร่วหลง[2] แพนเค้กทอด ไข่คน เต้าหู้ยี้ สิ่งที่ควรจะมีก็มีครบทั้งหมด
มองโต๊ะนี้จากที่ไกลๆ คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเป็นอาหารเย็นมื้อใหญ่
แต่ในโต๊ะมีแค่สามคน ซ่งจื่อเซวียน ฟางรุ่ยและซางเทียนซั่ว ตอนนี้ทั้งสามกำลังกินอย่างเงียบๆ
“อาจารย์ กินโร่วหลงสักชิ้นสิ รสชาติไม่เลวเลย” ซางเทียนซั่วพูดพลางเคี้ยวอาหารคำใหญ่
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม กินโจ๊กในถ้วยเสร็จก็ดูเวลา
“ฉันอิ่มแล้ว พวกนายค่อยๆ กิน ยังมีเวลาอยู่”
“หืม อาจารย์ นี่มันหมายความว่ายังไงเนี่ย นี่เกือบจะเก้าโมงแล้วนะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มพูด “ฉันพนันว่าในห้องไม่มีคน เชื่อไหมล่ะ”
“นายท่านรองหมายถึง…ไอ้เด็กพวกนั้นเริ่มแข็งข้อแล้ว วันนี้เลยตั้งใจไม่มาเรียนใช่ไหม”
“เหอะๆ แน่นอน เมื่อวานเทียนซั่วกับอีโจวปลอดภัยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอดทนมาแสดงท่าทีวันนี้
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน เจ้าอีโจวก็วิ่งเข้ามาในโรงอาหารอย่างรวดเร็ว
“อา อาจารย์ซ่ง ทำไมพวกคุณยังกินข้าวที่นี่กันอยู่อีก ที่ห้องเกิดเรื่องแล้ว” เจ้าอีโจวพูดอย่างร้อนรน
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ “นักเรียนในห้องไม่มาเรียนใช่ไหม”
เจ้าอีโจวอึ้ง “หืม คุณรู้ได้ยังไง ตอนนี้พวกเขาอยู่ในสนาม ผมว่าบางคนมีอาวุธในมือด้วยนะ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็มองเจ้าอีโจวแวบหนึ่ง คลี่ยิ้มปลื้มใจ
“เหอะๆ นี่นับว่านายแอบส่งข่าวให้ฉันหรือเปล่า ทำไม ไม่เกลียดฉันแล้วเหรอ”
เจ้าอีโจวถอนหายใจ “กี่โมงกี่ยามแล้ว อาจารย์ซ่ง คุณคิดจะคุยเล่นชิลๆ อยู่ที่นี่หรือไง”
“ไม่รีบ คุยเล่นกันสักหน่อยก็ไม่มีปัญหา รอพวกเทียนซั่วกินเสร็จ เราค่อยไปดู”
จากนั้น ที่โต๊ะอาหารจากที่มีอยู่สามคนก็เปลี่ยนเป็นสี่คน
คนหนึ่งกิน สามคนกำลังรอ
แม้แต่คนงานในโรงอาหารที่เห็นก็ค่อนข้างงงงวยกันหมด นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว อาจารย์ยังพานักเรียนมากินข้าวที่นี่อยู่อีกเหรอ
…
ในสนาม
พระอาทิตย์แผดเผาลงกลางศีรษะ
นักเรียนห้องหกยืนๆ นั่งๆ กันอยู่ตรงนี้
พวกเขามารวมตัวกันที่นี่ตั้งแต่แปดโมงแล้ว ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
แต่พระอาทิตย์กลับยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนเหงื่อชุ่มโชกไปทั้งหลัง นักเรียนบางคนที่นั่งอยู่กับพื้น เม็ดเหงื่อหยดย้อยลงดิน
อีกทั้งสนามของวิทยาเขตตะวันออกไม่เหมือนกับวิทยาเขตตะวันตก พื้นที่สีเขียวจะอยู่รอบๆ ไม่มีร่มเงาอยู่ตรงไหนเลย
เดิมคนพวกนี้แข็งกร้าวกันทั้งนั้น คิดจะประลองกับอาจารย์ที่มาใหม่คนนี้สักหน่อย
แต่ตอนนี้…มีคนนึกเสียใจแล้ว ประเด็นคือโคตรร้อนเลย…
ข้างๆ สนามมีรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่
ข่งเซ่าหลงและตู้หมิงนั่งอยู่ด้านหน้า นั่งอยู่ในรถ ใจเย็นกว่าคนที่นั่งอยู่ด้านนอกมาก
“พี่ฮ่าว ทำไมถึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยล่ะ”
“รีบทำไม นั่งอยู่นี่แหละ” เฉิงฮ่าวปรือตาพูด
“ฉันไม่ได้รีบ พี่ฮ่าว พวกเด็กๆ ด้านนอกจะทนไม่ไหวแล้ว วันนี้สามสิบเจ็ดองศานะ”
เฉิงฮ่าวได้ยินก็สูดลมหายใจลึกๆ อดเดาะลิ้นไม่ได้ เผยท่าทีอัดอั้นเล็กน้อย
“อาจารย์ใหม่คนนี้ใจเย็นจริงๆ เหอะๆ ท่าทางฉันจะประเมินเขาต่ำไป”
เฉิงฮ่าวพูดพลางดูนาฬิกา ตอนนี้เก้าโมงครึ่งแล้ว
ตู้หมิงพูด “เขาคงไม่ได้สอนคนไม่กี่คนนั่นจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย”
“ถ้าใช่…ก็ช่างสิ ทางโรงเรียนจะต้องมาหาเขาแน่”
พูดจบ เฉิงฮ่าวก็พิงไปด้านหลัง ปรือตาอีกครั้งคิดจะงีบสักหน่อย
อย่างไรเขาก็อยู่ในรถ ไม่ได้สนใจความร้อนด้านนอกอยู่แล้ว
แต่คนในสนามทรมานแล้ว
ตอนที่เพิ่งมา สภาพจิตใจทุกคนต้องดีอยู่แล้ว ทั้งยังมีพูดคุยหยอกล้อกันด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ แต่ละคนห่อเหี่ยวกันหมด
บางคนนั่งหายใจทางปากอยู่กับพื้น แต่ต่อให้เป็นอย่างนี้ ก็ยังรู้สึกว่าสูดคลื่นความร้อนเข้ามาอยู่ดี
ใบหน้าเปียกชุ่มไปหมด เหงื่อไหลหยดลงมาตามเส้นผมและคาง
อีกทั้งบางจุดเป็นรอยไหม้แล้ว เห็นได้ชัดว่าโดนแดดเผา
ทั้งยังมีบางคนเดินไปข้างสนาม ยืนอยู่ใต้ร่มเงาที่ครอบคลุมไม่ถึงครึ่งลำตัวนั่น แต่ได้ชัดว่ายังร้อนอยู่ แต่ก็สามารถหาสิ่งปลอบประโลมใจได้
ผ่านไปอีกสิบกว่านาที
พวกนักเรียนเริ่มกระสับกระส่าย ภายใต้แสงแดดแผดทำให้พวกเขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
บางคนเริ่มบ่น จากเสียงเบาๆ จนเสียงดังขึ้น
“ฉันอยากกลับไปอาบน้ำ แล้วค่อยนอนเปิดแอร์”
“โชคร้ายจริงๆ พูดจริงๆ นะเพื่อนๆ ฉันเสียดายว่ะ ในห้องเรียน…อย่างน้อยก็เย็นแหละวะ”
“ใครบอกว่าไม่ล่ะ ไม่รู้ว่าคิดยังไงจริงๆ แถมยังบอกว่าประท้วงอาจารย์ ไม่เห็นเขาจะมาเลย”
“ปัดโธ่ ยังไงเขาก็เป็นอาจารย์ ใครจะสนใจพวกเราล่ะ”
“ฉันอยากดื่มอะไรเย็นๆ…”
……
เห็นดังนั้น เฉินเจี๋ยก็วิ่งไปที่รถบอกเล่าสถานการณ์ให้เฉิงฮ่าวฟัง
“พี่ฮ่าว จะแตกหักแบบนี้ไม่มีประโยชน์ ทุกคนร้อนจะตายแล้ว”
เฉิงฮ่าวครุ่นคิด “หึ ประเมินพวกมันต่ำไปจริงๆ เอาอย่างนี้ ให้พวกเขาแยกย้ายกันไปก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้อยู่ที่หอ ไม่ต้องเข้าเรียน”
“ได้ เดี๋ยวฉันจะไปแจ้งพวกเขาให้”
จากนั้น เฉินเจี๋ยก็วิ่งไปบอกทุกคน
รู้ว่าเฉิงฮ่าวให้แยกย้าย ทุกคนก็ดีใจ แต่ละคนรีบลุกขึ้น เตรียมกลับไปที่หอพัก
อยู่ท่ามกลางความร้อนจัดหนึ่งชั่วโมงกว่า อีกทั้งรออยู่เฉยๆ ความรู้สึกแบบนั้นแค่คิดก็รู้แล้ว
และตอนที่ทุกคนจะแยกย้าย ก็เห็นคนสี่คนกำลังเดินเข้ามาในสนาม
คนที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดก็คือซ่งจื่อเซวียน
ฟางรุ่ย ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวเดินตามเขามาติดๆ
เทียบกันแล้ว ทั้งสี่คนนี้พลังงานเต็มเปี่ยม ต้องรู้ไว้ว่า พวกเขาได้กินข้าวเช้าทั้งช่วงเช้า จากนั้นก็ดื่มเครื่องดื่มก่อนออกมาไม่น้อย
เห็นพวกซ่งจื่อเซวียน ทุกคนก็ชะงัก
เฉิงฮ่าวก็เห็นพวกเขาจากหน้าต่างรถเช่นกัน
“คนที่เดินอยู่หน้าสุดนั่นอาจารย์เหรอ”
ข่งเซ่าหลงพยักหน้าทันที “ใช่แล้ว เขานั่นแหละ ซ่งจื่อเซวียน!”
“ได้ พี่ฮ่าว!”
จากนั้น ข่งเซ่าหลงกับตู้หมิงก็ลงมาจากรถ เดินไปทางกลุ่มคน
ด้วยการจัดระเบียบของข่งเซ่าหลง ไม่นานทุกคนก็ยืนอยู่ด้วยกัน เผชิญหน้ากับพวกซ่งจื่อเซวียน
เดินเข้ามาใกล้ ซ่งจื่อเซวียนก็กวาดตามองทุกคนในสนามครู่หนึ่ง หัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างอดไม่อยู่
“พวกนาย…คิดยังไงกันเนี่ย ไม่ไปเรียนกันเหรอ”
ข่งเซ่าหลงเชิดหน้า “อาจารย์ซ่ง จะเข้าหรือไม่เข้าเรียนเป็นสิทธิ์ของพวกเรา เราชอบมาอยู่ที่นี่ ทำไมเหรอครับ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็ยิ้ม “เหอะๆ ก็ไม่ทำไมหรอก อากาศร้อนๆ แบบนี้…ในห้องเรียนมีแอร์ แค่กลัวพวกนายจะเป็นลมแดดกันน่ะ”
ได้ยินคำพูดนี้ คนไม่น้อยก็ก้มหน้า
อย่างไร…ตอนนี้ใจของทุกคนอาจจะไม่ได้เอนเอียงไปทางเฉิงฮ่าว พวกเขาจะเกรียมกันอยู่แล้ว…
ข่งเซ่าหลงกำลังจะเอ่ยปาก ซ่งจื่อเซวียนก็ยกมือหยุดเขา
“เอาเถอะ ในเมื่อข่งเซ่าหลงบอกว่านี่เป็นสิทธิ์ของพวกนาย ชอบอยู่ที่นี่…”
พูดถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หยุดไปครู่หนึ่ง
“เอาอย่างนี้ ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าจะวางหลักสูตรด้านสมรรถภาพร่างกายให้ห้องเราพอดี วันนี้ไม่ทำในห้องออกกำลังกาย ก็ทำข้างนอกเลยก็แล้วกัน
ลู่วิ่งสนามนี้สี่ร้อยเมตร สิบรอบ ปฏิบัติ!”
“อะไรนะ สิบรอบ?”
“วิ่งสิบรอบเรอะ พูดผิดหรือเปล่า พวกเราร้อนมาชั่วโมงกว่าแล้วนะ ตอนนี้จะวิ่งไหวที่ไหนล่ะ”
“นั่นสิ ตลอดทั้งสายยังไม่ได้กินน้ำสักหยด วิ่งเรอะ จะเอาให้ตายหรือไง!”
ข่งเซ่าหลงก้าวไปด้านหน้า “อาจารย์ซ่งอย่าให้มันเกินไปนะ ตอนนี้ทุกคนอยู่ในสภาพนี้จะวิ่งกันยังไง แถมยังสิบรอบด้วย? ล้อเล่นอะไรกัน!”
“ที่ล้อเล่นมันพวกนายไม่ใช่หรือไง มารับความร้อนกันที่นี่ตั้งแต่เช้า ฉันไม่ได้ให้พวกนายมาสักหน่อย”
ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางก้าวไปด้านหน้ากลุ่มคน
“ฉันเป็นอาจารย์ คำพูดของฉันถือเป็นคำขาด!
วิ่งสิบรอบ ปฏิบัติ!”
ซ่งจื่อเซวียนตะโกนขึ้นเสียง
รัศมีของอาจารย์ปะทุออกมาในพริบตา
เห็นดังนั้น คนไม่น้อยก็เริ่มก้าวเท้าโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะพูดอย่างไร พวกเขาก็เป็นแค่นักเรียนเท่านั้น
เชื่อฟังคำพูดของอาจารย์ นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาควรจะทำ
เห็นทุกคนคิดจะวิ่ง ข่งเซ่าหลงก็ตวาด “มันบอกว่าวิ่งก็วิ่งเหรอ ฉันบอกว่าไม่ต้องวิ่ง! ใครกล้าวิ่งฉันจะคอยดู!”
สิ้นเสียงของข่งเซ่าหลง ทุกคนก็ชะงักฝีเท้า
ซ่งจื่อเซวียนมองข่งเซ่าหลงอย่างเย็นชา พูดว่า “รุ่ยจื่อ จับเขาทุ่มเลย!”
………………………………………………
[1] ซุปเกอต่า เป็นซุปที่ใส่แป้งสาลีปั้นเป็นก้อนเล็กๆ หรือเป็นเส้นสั้นๆ คล้ายลอดช่อง ใส่ในซุปมะเขือเทศหรือซุปใสก็ได้
[2] โร่วหลง เป็นอาหารที่นิยมในปักกิ่ง เทียนจิน และทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ทำมาจากแป้งที่รีดเป็นแผ่นบางๆ จากนั้นใส่ไส้ที่ทำจากเนื้อลงไป เกลี่ยให้ทั่วแผ่นแป้งและม้วน จากนั้นก็นำไปนึ่ง
………………..