เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 450 จำเป็นต้องลงโทษ
ตอนที่ 450 จำเป็นต้องลงโทษ
………………..
ซ่งจื่อเซวียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและหันกลับมอง
ในห้องโถง ไม่ได้มีแค่นักเรียนห้องหกวิทยาเขตตะวันออก แต่ยังมีนักเรียนห้องสามวิทยาเขตตะวันตกรออยู่ด้วย
เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนลำบากใจ หยางจวิ้นเย่ก็ยิ้มน้อยๆ
“ทำไม ยังไม่ลงทะเบียนอีกเหรอ ผมรอใช้อยู่นะ”
หยางจวิ้นเย่เร่งเร้าเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนจนสับสน นี่ควรจะให้ใครลงทะเบียนดีล่ะ
ซ่งจื่อเซวียนหันกลับมา “นายนี่น่าสนใจแฮะ ฉันกำลังจะลงทะเบียนแล้วนายมาแย่งซึ่งๆ หน้าเนี่ยนะ”
“เหอะๆ อย่าตื่นเต้นไปเลยอาจารย์ซ่ง วิทยาลัยของเรามีธรรมเนียมอยู่ใช่ไหมว่าวิทยาเขตตะวันตกดีกว่าวิทยาเขตตะวันออก”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็หรี่ตาลงเล็กน้อย “ฉันไม่เข้าใจหรอก แต่ฉันรู้ว่ามาก่อนน่ะได้ก่อน”
หยางจวิ้นเย่มองซ่งจื่อเซวียน แล้วพยักหน้า “ดูเหมือนว่า…นายจะต้องเผยแพร่กฎพวกนี้ให้รู้กันทั่วแล้วล่ะ”
“กฎเหรอ นายเป็นคนตั้งหรือเปล่า เหอะๆ หรือว่าผู้อำนวยการล่ะ”
“ซ่งจื่อเซวียน ฉันไม่ได้เป็นคนกำหนดธรรมเนียมนี้ แต่มันเป็นแบบนี้มาตลอด นายอย่าแส่หาเรื่อง!”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็เงยหน้าขึ้น “ในเมื่อไม่ได้กำหนดก็หลีกไป ตอนนี้ฉันต้องใช้ห้องทำอาหาร”
“นาย…”
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบก็หันหน้าไปมองหน้าจอลงทะเบียน “รบกวนลงทะเบียนต่อด้วยครับ”
หยางจวิ้นเย่เห็นก็หายใจเข้าลึกๆ “ได้ ในเมื่อนายไม่ปฏิบัติตามกฎก็อย่าโทษฉันเลย!
ห้องสาม ขึ้นไปชั้นบนกับฉัน!”
เมื่อหยางจวิ้นเย่พูดจบ แถวจากห้องสามก็เดินเข้ามา
แน่นอนว่าซ่งจื่อเซวียนเข้าใจดีว่าสิ่งนี้ต้องแย่งชิงกัน
ปฏิกิริยาแรกของเขาคือการตามหาเฉิงหวาลี่ นี่คือวิทยาลัย คำพูดของอีกฝ่ายถือเป็นคำขาดและตัดสินผิดถูกได้เช่นกัน
นึกถึงตรงนี้ เขาก็ตะโกน “ข่งเซ่าหลง ซางเทียนซั่ว เจ้าอีโจว พาคนอื่นๆ ไปหยุดพวกเขา!”
“ครับอาจารย์!”
ทันทีที่เขาพูดจบ เด็กห้องหกก็รีบวิ่งกรูไปพร้อมกับเสียงคำราม
ไม่มีการเข้าแถวใดๆ พวกเขาล้อมเด็กห้องสามทันทีราวกับว่ากำลังมีเรื่องกับพวกอันธพาล
หยางจวิ้นเย่ตะโกน “ซ่งจื่อเซวียนนายจะทำอะไร อยากต่อต้านงั้นเหรอ”
มองไปยังหยางจวิ้นเย่ จู่ๆ ซ่งจื่อเซวียนก็นึกถึงตอนที่อยู่ในเขตป่าวันนั้น
ดูเหมือนว่าตอนนั้นหยางจวิ้นเย่…สมควรได้รับการยกย่องอยู่บ้าง เขาแย่งกับสี่คนด้วยตัวคนเดียว แม้ว่าจะไม่สำเร็จ แต่นับว่ากล้าหาญไม่น้อย
แต่ตอนนี้ หลังจากเข้ามาในวิทยาลัยได้ไม่นาน ซ่งจื่อเซวียนก็มีความรู้สึกแบบเดียวกับที่เกลียดหลงรื่อเยวี่ย
เมื่อคิดว่าอาจารย์ของวิทยาเขตตะวันตกอยู่เหนือกว่า อีกฝ่ายจึงลืมไปว่าทุกคนเท่าเทียมกัน
ในเวลานี้ซ่งจื่อเซวียนลงทะเบียนเสร็จแล้ว และเขาก็เดินเข้ามาพร้อมกับบัตรลงทะเบียน
“ต่อต้านเหรอ หยางจวิ้นเย่ คำว่าต่อต้านนี้หมายความว่าไงเหรอ”
ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนพูด สายตาก็เย็นชามากราวกับว่าแค้นใจมาก ทำให้หยางจวิ้นเย่อึ้งเล็กน้อย
“ซ่งจื่อเซวียนนายจะทำอะไร…”
ซ่งจื่อเซวียนเมินและพูดว่า “ฉันถามนายว่าต่อต้านหมายความว่าไง!”
ซ่งจื่อเซวียนจ้องเขม็งไปที่หยางจวิ้นเย่ รัศมีของเขาบดบังอีกฝ่ายทันที
นักเรียนห้องหกตื่นเต้นกันมาก ตั้งแต่เข้ามาเรียนในวิทยาลัย พวกเขาไม่เคยเห็นอาจารย์วิทยาเขตตะวันออกกล้าลองดีอาจารย์วิทยาเขตตะวันตกมาก่อน
และนี่คืออาจารย์ของตัวเองจะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไง
“ซ่งจื่อเซวียน หยุดเสแสร้งที่นี่ได้แล้ว วิทยาเขตตะวันตกเหนือกว่าตะวันออก แล้วฉันจะบอกนายว่าวันนี้ฉันตัดสินใจจะใช้ห้องทำอาหาร!”
“เหอะๆ อย่างมากก็แค่บอกเรื่องนี้กับผอ.หลิน คงต้องให้เขามาตัดสินเรื่องนี้สินะ”
ซ่งจื่อเซวียนยักไหล่ เห็นได้ชัดว่าตามใจเลยว่าจะบอกเขาหรือเปล่า โทรไปเลยสิ
หยางจวิ้นเย่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรออก แต่ถูกตัดสายทันที
สิ่งนี้ทำให้เขาชะงัก อย่างไรเขายังเป็นอาจารย์คนใหม่ หรือว่าไม่ควรโทรหาผอ.หลินตอนนี้
เมื่อวานเขารายงานหลินอู๋ซิ่วว่าซ่งจื่อเซวียนมาทำร้ายคนที่วิทยาเขตตะวันตก เป็นไปได้ไหมว่าผอ.หลินจะรำคาญเขาแล้ว
คิดถึงจุดนี้ เขาก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “โทรเสร็จแล้วเหรอ”
“ผอ.หลินอาจจะมีธุระเลยไม่ได้รับสาย” หยางจวิ้นเย่กล่าว
“เอาล่ะ ห้องหกขึ้นไปชั้นบนแล้วเข้าไปในห้องทำอาหารหมายเลขสี่!”
เมื่อซ่งจื่อเซวียนพูดจบ นักเรียนห้องหกก็เริ่มเดินขึ้นไป
หยางจวิ้นเย่พูดขึ้นทันที “ห้องสามทุกคนขึ้นไปที่ห้องหมายเลขสี่ด้วย!”
“รุ่ยจื่อ หยุดพวกเขาไว้!”
หลังจากสิ้นเสียงของซ่งจื่อเซวียน ฟางรุ่ยก็รีบวิ่งมาจากมุมห้องโถงและยืนอยู่ตรงหน้าเด็กห้องสามทุกคนทันที
ตามกฎระเบียบของวิทยาลัย ผู้ช่วยอาจารย์สามารถเข้าห้องเรียน ห้องทำอาหารและสถานที่อื่นๆ พร้อมกับอาจารย์ได้
แต่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน
ดังนั้นปกติฟางรุ่ยจึงเว้นระยะห่างจากซ่งจื่อเซวียน และจะรออยู่ที่ประตูระหว่างเข้าคาบ
แต่ยังเรียกหาได้ทุกเมื่อ
เมื่อเห็นฟางรุ่ย นักเรียนห้องสามก็ยังคงไม่หยุด คนที่อยู่ข้างหน้าสุดก็รีบพุ่งขึ้นไปทันที บางคนถึงกับยกหมัดขึ้น
เพราะพวกเขาก็ล้วนเป็นนักเรียน จึงโมโหอยู่ไม่น้อย
แต่นักเรียนเหล่านี้เป็นเหมือนเป้าในสายตาของฟางรุ่ย คนทั้งซ้ายมือและขวามือถูกโยนกลับเข้าไปในกลุ่ม
ถูกโจมตีอย่างน้อยสามถึงสี่คน
ซ่งจื่อเซวียนยักไหล่ “แน่นอนว่าไม่ เขาแค่หยุดคนที่ไม่ทำตามกฎ แล้วก็…นักเรียนของเขา”
“นาย…จะหยุดฉันเหรอ หึ นักเรียนฉันบาดเจ็บแล้ว”
“รุ่ยจื่อ นายมือหนักไปหรือเปล่า” ซ่งจื่อเซวียนมองไปที่ฟางรุ่ย
“นายท่านรอง ผม…ผมออมมืออยู่นะ”
“ทำร้ายนักเรียนไม่ได้ คนที่ก่อเรื่องก็ต้องรับผิดชอบเองสิ อาจารย์เป็นคนทำผิดก็ต้องลงมือกับอาจารย์ใช่ไหม”
ผัวะ!
ฝ่ามือหนึ่งตบเข้าไปที่ปาก ฝีมือของหยางจวิ้นเย่นั้นไม่เลว เขาได้แสดงให้เห็นแล้วตอนอยู่ในเขตป่า
แต่เมื่อเจอการตบกะทันหันของฟางรุ่ย เขาจึงตอบสนองไม่ได้แม้แต่ครึ่งหนึ่ง
“นายท่านรอง แบบนี้ถูกไหม”
ซ่งจื่อเซวียนมีสีหน้าและรอยยิ้มพึงพอใจ
“ซ่งจื่อเซวียนนาย…”
“พาเด็กของนายออกไป ไม่งั้น…จะโดนซ้อมอีกนะ!”
น้ำเสียงของซ่งจื่อเซวียนนิ่งมาก พูดแล้วก็หันหลังเดินขึ้นไปชั้นบน
แต่ฟางรุ่ยยังยืนอยู่ที่เดิม เมื่อเห็นยอดฝีมือท่านนี้ก็ไม่มีใครกล้าก้าวไปข้างหน้าสักคน
หยางจวิ้นเย่ชี้นิ้วไปที่ฟางรุ่ย แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นหันกลับมาพูดว่า “กลับ!”
นี่เป็นครั้งแรกที่ห้องสามวิทยาเขตตะวันตกถูกรังแกแบบนี้ ดังนั้นนักเรียนจึงโยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปที่อาจารย์
เจ้าจัวเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์หยาง เรา…กลับไปทั้งแบบนี้เหรอครับ”
“ใช่ครับอาจารย์ เราถูกวิทยาเขตตะวันออกรังแก ถ้าเรื่องนี้กระจายไปที่วิทยาเขตตะวันตก เราจะขายหน้าคนอื่นนะครับ”
“แม่เจ้า ขายขี้หน้ามาก นึกไม่ถึงว่าจะถูกเด็กห้องหกวิทยาเขตตะวันออกรังแก ห้องพวกมันมีคนที่กระดกกระทะเป็นบ้างหรือเปล่า”
หยางจวิ้นเย่ได้ยินก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ห้องทำงานผู้อำนวยการ
เฉิงหวาลี่รินชาให้หลินอู๋ซิ่วแล้วคลี่ยิ้ม
“อู๋ซิ่วเอ๊ย งานสอนปีนี้หนักมาก ฉันหวังว่าเด็กที่เรียนจบจะมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานการประเมินมากขึ้น
เรื่องนี้…นายต้องทำงานหนักขึ้นนะ”
หลินอู๋ซิ่วพยักหน้า “ไม่ต้องห่วงครับผอ. นี่เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง แต่บางทียังต้องการแรงสนับสนุนจากผอ.เฉิงเช่นกันครับ”
“นายกำลังพูดถึงเรื่องเงินงบประมาณเหรอ”
“ครับ ผอ.เฉิง ตอนนี้ห้องทำอาหารของเรามีสี่ห้อง ซึ่งเป็นขนาดหนึ่งชั้นเรียน ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องขยายให้ใหญ่อีกหน่อยครับ”
เฉิงหวาลี่ครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ก็รู้สึกว่าแน่นไปจริงๆ ตอนนี้มีนักเรียนเยอะกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า แต่ห้องทำอาหารยังไม่ได้ขยาย
นายมีพื้นที่ที่เล็งไว้อยู่หรือยัง”
“มีครับ ผอ.เฉิง อาคารเล็กทางทิศเหนือยังไม่ได้ใช้งาน พื้นที่ก็ใหญ่พอที่จะใช้เป็นห้องทำอาหารได้ครบครัน ห้องทำอาหารหนึ่งห้องสามารถใช้ได้สองถึงสามชั้นเรียนพร้อมกัน แบบนี้จะหลีกเลี่ยงการแย่งกันใช้งานได้ครับ”
เฉิงหวาลี่พยักหน้า “โอเค ฉันจะประสานงานเรื่องนี้กับวังเหว่ย แล้วต้องมุ่งเน้นไปที่การลงมือปฏิบัติจริง และชั้นเรียนของพวกนายต้องใช้เขตป่าให้เกิดประโยชน์”
“เข้าใจแล้วครับผอ.เฉิง ช่วงนี้เรากำลังมุ่งเน้นไปในด้านนี้ สัปดาห์นี้เราได้ไปที่เขตป่ามาครั้งหนึ่ง และการเลือกวัตถุดิบของนักเรียนก็พัฒนาขึ้นด้วยครับ
แต่…ผอ.เฉิง ผมมีอีกเรื่องที่ต้องรายงานให้คุณทราบ”
“หืม? ว่ามาสิ” เฉิงหวาลี่หยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ
“วิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกจะบริหารแยกกันเสมอและจะไม่เข้าไปในพื้นที่ของอีกฝ่าย แต่เมื่อวานนี้…มีเรื่องรุนแรงเกิดขึ้นครับ”
ขณะที่หลินอู๋ซิ่วพูดก็แสร้งทำเป็นไม่สบายใจ
“รุนแรงเหรอ เกิดอะไรขึ้น”
“อาจารย์จากวิทยาเขตตะวันออกพานักเรียนของเขาเข้าไปในอาคารหอพักวิทยาเขตตะวันตก แถมยังทำร้ายนักเรียนจนบาดเจ็บ”
ในฐานะที่เฉิงหวาลี่เป็นผู้อำนวยการ สิ่งที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดคือมีใครได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า โดยเฉพาะนักเรียน
“เจ้าจัวจากห้องสามได้รับบาดเจ็บครับ ถึงจะไปทายาที่ห้องพยาบาลแล้ว แต่หน้าเขามีแผลฟกช้ำ”
“นี่มันร้ายแรงมาก เป็นการทะเลาะกันธรรมดาๆ หรือเปล่า” เฉิงหวาลี่ถาม
“ผอ.เฉิง นี่จะเป็นการทะเลาะธรรมดาๆ ได้ยังไงครับ ถ้าพวกเขาลงไม้ลงมือในพื้นที่ส่วนกลางก็คงไม่เป็นไร
แต่พวกเขาเข้าไปทำร้ายคนในวิทยาเขตตะวันตก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ…อาจารย์เป็นคนพาพวกเขาไป ลักษณะของเรื่องนี้จึงเปลี่ยนไป”
หลินอู๋ซิ่วกล่าว
เฉิงหวาลี่ครุ่นคิดอยู่นาน และนึกถึงอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทันที
นอกจากซ่งจื่อเซวียนหรือท่านเป้ยเล่อ ก็ไม่มีใครแล้ว…
แต่ในใจของเฉิงหวาลี่ยังปกป้องทั้งสองคนนี้อยู่
ในฐานะผู้อำนวยการ เขามีความเป็นกลางและไม่ให้ท้ายใครได้
แต่เพื่อวิทยาลัย เขามีความจำเป็นต้องปกป้องซ่งจื่อเซวียนและท่านเป้ยเล่อ
ทักษะการทำอาหารของซ่งจื่อเซวียน และทรัพยากรของท่านเป้ยเล่อล้วนเป็นประโยชน์กับวิทยาลัยมาก
ตอนนี้อาจจะมองไม่เห็น แต่เมื่อมองการณ์ไกลจะมีผลต่อการพัฒนาแน่นอน หลังจากดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมาหลายปี เฉิงหวาลี่ยังมีวิสัยทัศน์และการคิดวิเคราะห์เช่นนี้
ดังนั้นเขาจึงไม่เอ่ยปากพูด แต่รอให้หลินอู๋ซิ่วมาพูด
เมื่อเห็นว่าเฉิงหวาลี่นิ่งเงียบไปนาน หลินอู๋ซิ่วจึงพูดว่า “ผอ.เฉิง ถ้ายังไม่ควบคุม เรื่องแบบนี้คงจะร้ายแรงขึ้นในอนาคต แล้วจะมีระเบียบวินัยได้ยังไงกัน”
เฉิงหวาลี่พยักหน้า “อู๋ซิ่ว นายคิดเห็นยังไงบอกมาสิ”
“ถ้าอาจารย์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ นักเรียนก็จะยิ่งเลยเถิด ดังนั้นเราต้องเข้มงวดโดยเริ่มจัดการที่อาจารย์ครับ”
หลินอู๋ซิ่วรับผิดชอบด้านหลักสูตรการสอน วังเหว่ยรับผิดชอบด้านการบริหาร และโหย่วไท่รับผิดชอบด้านบุคลากร
สิ่งสำคัญก็คือโหย่วไท่เป็นคนดื้อรั้น และไม่เหมือนคนอย่างหลินอู๋ซิ่ว
ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่หลินอู๋ซิ่วบอกเรื่องนี้กับเฉิงหวาลี่โดยตรง ไม่อย่างนั้นเกรงว่าโหย่วไท่อาจจะลงโทษซ่งจื่อเซวียนไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว
“เข้มงวด…ต้องเข้มงวดยังไง”
หลินอู๋ซิ่วเข้าใจความหมายของเฉิงหวาลี่ นั่นคือเขาต้องการลงโทษด้วยตัวเอง
จะเห็นได้ว่าเฉิงหวาลี่อาจจะรู้แล้วว่าอาจารย์คนนั้นเป็นใคร แต่ไม่พูด…ชัดเจนว่าเขาออกตัวปกป้องอยู่
“ยังไงเขาก็เป็นอาจารย์มาใหม่ การไล่ออก…อาจจะต้องปรึกษากันอีกครั้ง แต่จะต้องมีการตักเตือน และเขาต้องถูกพักงานเพื่อสำนึกผิด!”
…………………………………………………….
………………..