เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 451 ดูอะไรบางอย่าง
ตอนที่ 451 ดูอะไรบางอย่าง
………………..
เฉิงหวาลี่พยักหน้าช้าๆ จากนั้นจึงเงียบต่อ
หลินอู๋ซิ่วกล่าวว่า “ผอ.เฉิง วิทยาเขตตะวันตกและตะวันออกทั้งสองแห่งของเรากำลังจะมีการเลือกตั้งหัวหน้าอาจารย์ มีอาจารย์แบบนี้อยู่…เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการบริหารหัวหน้าอาจารย์ในอนาคต”
“อืม…อู๋ซิ่ว นายพูดมีเหตุผล แต่การตักเตือนบทลงโทษรุนแรงเกินไปหรือเปล่า”
“หา? ผอ.เฉิง นี่คือเบามากแล้วครับ ถ้าไม่เห็นว่าเขาเป็นอาจารย์ที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่งใหม่ เกรงว่าคงจะโดนไล่ออกไปแล้วครับ”
เฉิงหวาลี่พลางครุ่นคิด “อู๋ซิ่ว เรื่องนี้…ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเลย นายลองเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟังอีกรอบเถอะ
เล่ามา ว่าทำไมพวกเขาต้องไปต่อยคนที่วิทยาเขตตะวันตก อาจารย์ได้ลงมือหรือเปล่า”
ได้ยินดังนั้น หลินอู๋ซิ่วก็ชะงักไป เห็นได้ชัดว่าเขาโดนถามแล้ว
เมื่อครู่เขาพูดวางมาดใหญ่โตใครก็ห้ามไม่อยู่ แต่ก็เป็นการบิดเบือนข้อมูลจริงๆ
เขาพูดแค่ว่าซ่งจื่อเซวียนไปก่อเรื่องที่วิทยาเขตตะวันตก แต่กลับไม่ได้พูดถึงการปะทะกันที่โรงอาหาร และวิธีการของหยางจวิ้นเย่
แน่นอนว่า เขาไม่คิดจะพูดออกมา
เพราะแค่พูดถึงวิธีการของหยางจวิ้นเย่ ก็ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง
อย่างแรกปกป้องนักเรียนของตัวเองในโรงอาหาร จากนั้นพอเห็นข่งเซ่าหลงล้ม เฉินเจี๋ยหมดสติไป เขาในฐานะอาจารย์กลับทำเป็นมองไม่เห็น
เรื่องนี้หากข้างนอกรู้เข้า จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของวิทยาลัยอย่างไม่ต้องสงสัย
“เอ่อ…ผอ.เฉิง ผมยังไม่ได้สืบเรื่องพวกนี้เลยครับ”
เฉิงหวาลี่ยิ้มบางๆ “อู๋ซิ่ว พวกเราเป็นถึงผอ. พวกเขาเป็นอาจารย์ ทุกคนมีหน้าที่เป็นของตัวเอง
แน่นอนว่า ทำผิดต้องลงโทษก็คือกฎ แต่อย่าลืมว่า ต้องสืบเรื่องให้ชัดเจนก่อน นี่คือความรับผิดชอบของพวกเรา”
หลินอู๋ซิ่วพูดไม่ออกไปชั่วขณะ รีบพยักหน้าทันที “ใช่ครับ ผอ.เฉิง ผมจำไว้แล้วครับ ผมจะสืบเรื่องนี้ให้ชัดเจนแน่นอนครับ
แต่…เรื่องนี้เกิดผลกระทบมากเกินไปจะไม่ดีนะครับ ผู้อำนวยการ ผมยังหวังว่าจะตัดสินให้หยุดพักงานก่อนนะครับ”
ฉันไม่ตอบตกลงแน่นอน โดยเฉพาะซ่งจื่อเซวียน หากเป็นเขาจริง ลงโทษพักงานไป…แล้วใครจะดูแลห้องหกของวิทยาเขตตะวันออกเล่า
ทว่าหลินอู๋ซิ่วฝืนดื้อดึงขอร้องเช่นนี้ เฉิงหวาลี่รู้สึกลำบากใจเหมือนกัน
เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็ยากที่จะตัดสินใจจริงๆ
ขณะที่กำลังรู้สึกลำบากใจอยู่ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังเข้ามาสองสามที
เฉิงหวาลี่เผยสีหน้าดีใจออกมา เพราะมีคนเข้ามาช่วยแล้ว
ทว่าหลินอู๋ซิ่วกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางพูดในใจว่าใครไม่ดูตาม้าตาเรือ เข้ามาวุ่นวายเวลานี้
“เชิญเข้ามา…”
เฉิงหวาลี่เอ่ยปากพูด ประตูถูกผลักออก คนที่เดินเข้ามาคือหยางจวิ้นเย่อาจารย์ห้องสามของวิทยาเขตตะวันตก
“หยางจวิ้นเย่ คุณเข้ามาทำอะไรที่นี่”
หลินอู๋ซิ่วพูดอย่างไม่คอยพอใจนัก
“ผอ.หลิน ผมมีเรื่องด่วนมาหาคุณ เมื่อกี้ไปที่ห้องทำงานแล้ว ผู้ช่วยบอกว่าคุณอยู่กับผอ.เฉิงน่ะครับ
สถานการณ์เร่งด่วน ผมจำเป็นต้องรายงานคุณครับ”
ขณะพูด หยางจวิ้นเย่พลางมองเฉิงหวาลี่
หลินอู๋ซิ่วโกรธแล้ว คนไม่รู้จักกฎระเบียบและมารยาท เข้ามาแล้วกลับไม่ทักทายผอ.เฉิง…
และมองเฉิงหวาลี่ตอนนี้หมายความว่าอย่างไร หรือว่ามีเรื่องอะไรต้องพูดลับหลังผู้อำนวยการ
ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้จริง ก็ไม่ควรแสดงตัวออกมา
“เรื่องเร่งด่วนอะไรคุณรีบพูดมา จะได้รายงานให้ผอ.เฉิงทราบด้วย!”
ขณะพูด หลินอู๋ซิ่วถลึงตาใส่หยางจวิ้นเย่หนึ่งที
หยางจวิ้นเย่รีบพยักหน้าทันที “ครับๆ ผอ.เฉิง ผอ.หลิน ซ่งจื่อเซวียนเขา…เขาต่อยคนครับ!”
ได้ยินดังนั้น เฉิงหวาลี่รับไม่ได้จริงๆ ไอ้หมอนี่ไปทำอะไรกันแน่
เรื่องที่หลินอู๋ซิ่วพูดถึงเมื่อครู่น่าจะเป็นเขาแน่นอน ตอนนี้ต่อยคนอีกแล้ว…
และเมื่อวานก็ยังข้ามวิทยาเขต ถ่อไปถึงวิทยาเขตตะวันตกเพื่อต่อยเขา…
หลินอู๋ซิ่วกลับแอบดีใจ สงสัยเรื่องนี้จะเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกแล้ว
“พูดมา เกิดอะไรขึ้น” หลินอู๋ซิ่วพูด
“เมื่อกี้พวกเราไปห้องทำอาหาร แต่มีแค่ห้องทำอาหารหมายเลขสี่เท่านั้นที่ว่างอยู่ พวกเราสองคนเลยลงทะเบียนพร้อมกัน
ผมบอกว่าวิทยาเขตตะวันตกได้สิทธิ์ก่อน เพราะนี่คือธรรมเนียมที่วิทยาเขตตะวันตกของเราปฏิบัติตามมาตลอด หลักๆ แล้วเพื่อปลูกฝังวิทยาเขตตะวันตก
ผลปรากฏว่าไอ้หมอนี่เข้าไปเบียดด้านใน สั่งให้พวกนักเรียนเข้าไปในห้องทำอาหารเลย พวกเราอยากจะเจรจา ตอนนั้นเขาก็เรียกผู้ช่วยมาชกคนแล้วครับ!”
หลินอู๋ซิ่วฟังและมองเฉิงหวาลี่ไปพลางๆ
“ผอ.เฉิง คุณดูสิครับ…วิทยาลัยของเรากำลังจะเปลี่ยนไปเหรอครับ
นับตั้งแต่ที่เขาเข้ามา มีกฎเกณฑ์อะไรพูดได้บ้างครับ ระเบียบวินัยจะมีประโยชน์อะไร ตอนนี้ทำกันอย่างกับไม่มีขื่อมีแป!”
เฉิงหวาลี่มองหลินอู๋ซิ่ว แล้วมองหยางจวิ้นเย่อีกครั้ง จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“ดูสิอู๋ซิ่ว เมื่อกี้คำแนะนำของนายดีมากเลยนะ สงสัยคงต้องเพิ่มห้องทำอาหารแล้ว”
หลินอู๋ซิ่วพยักหน้า “ครับ ผอ.เฉิง ห้องทำอาหารไม่พอดีกับความต้องการ ทำให้เกิดการปะทะกันได้ง่ายจริงๆ ครับ แต่พวกเขาก็จะทำตัวเป็นนักเลงแบบนี้ไม่ได้นะครับ”
“นายพูดถูก ต้องจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว อู๋ซิ่ว เริ่มปฏิบัติงานได้เลย ด้านการจัดซื้อไปรายงานที่วังเหว่ย อ้อไม่สิ ฉันไปคุยกับเขาด้วยตัวเองดีกว่า”
ขณะพูด เฉิงหวาลี่ก็ลุกขึ้น “เริ่มงานทันที ก่อนสิ้นเดือนนี้ ฉันหวังว่าจะได้เห็นห้องทำอาหารที่ใช้งานได้เพียงพอทั่วทั้งวิทยาลัย”
“เข้าใจแล้วครับ”
หลินอู๋ซิ่วอยากจะพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่ใครจะไปรู้ว่าเฉิงหวาลี่กลับเดินออกไปข้างนอกแล้ว
“ผอ.เฉิง เอ่อ…”
“เรื่องด่วนขนาดนี้ แน่นอนว่าฉันต้องรีบไปคุยกับวังเหว่ยแล้ว พวกนายก็แยกย้ายกันไปทำงานเถอะ อู๋ซิ่วต้องเร่งทำเวลานะ”
เขารู้ว่าหลินอู๋ซิ่วกับวังเหว่ยไม่ถูกกัน ตอนนี้ท่าเรือหลบภัยที่ดีที่สุดก็คือห้องทำงานของวังเหว่ย หลินอู๋ซิ่วจะไม่มีทางตามมา
พอเฉิงหวาลี่จากไป หยางจวิ้นเย่ก็เอ่ยว่า “ผอ.หลิน เรื่องนี้…จะทำยังไงครับ ซ่งจื่อเซวียนคนนั้นเราจำเป็นต้องจัดการนะครับ!”
ได้ยินดังนั้น หลินอู๋ซิ่วพลันรู้สึกโกรธ เขาหันไปถลึงตาใส่หยางจวิ้นเย่ทันที
“ทำยังไงเหรอ เอาอะไรมาทำล่ะ”
หยางจวิ้นเย่อึ้งไป ถอยหลังหนึ่งก้าวทันที
“หยางจวิ้นเย่คุณคิดยังไง ถึงมาหาผมที่ห้องทำงานของผอ.เฉิง คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า”
“แต่ว่าผอ.หลิน…”
“แต่ว่าอะไรอีกล่ะ” หลินอู๋ซิ่วถลึงตาทันที ราวกับว่าจะลงความโกรธมาที่ตัวของหยางจวิ้นเย่ “ถ้าคุณไม่มา ตอนนี้ผอ.เฉิงก็น่าจะลงโทษซ่งจื่อเซวียนไปแล้ว!
คุณกลับทำเรื่องดี พอคุณมา สหายเก่าก็หาเหตุผลเจอจนได้ บอกว่าอะไรนะ ต้องรีบสร้างห้องทำอาหาร…
นี่คือประเด็นในวันนี้ไหม เขาอยากจะปกป้องซ่งจื่อเซวียนชัดๆ ไม่รู้ว่าจริงๆ ว่าเขาคิดอะไรอยู่”
หลินอู๋ซิ่วพูดพร้อมกับถอนหายใจยาว
หยางจวิ้นเย่ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก เขายืนอยู่ที่เดิม ปล่อยให้หลินอู๋ซิ่วตะคอกใส่ต่อไป
“หยางจวิ้นเย่ ถ้าผมไม่เห็นว่าคุณเป็นลูกศิษย์ของพ่อครัวขั้นเทพ ผม…ผมจะย้ายคุณไปอยู่แผนกอื่นแล้ว!”
หยางจวิ้นเย่ทำสีหน้ากระอักกระอ่วน “ครับ ผอ.หลิน คุณใจเย็นๆ ก่อนนะครับ แล้วตอนนี้จะทำยังไงดีครับ”
หลินอู๋ซิ่วพลันครุ่นคิด “ไม่มีทางอื่น รอให้ผมหาโอกาสได้แล้วค่อยว่ากัน ผมจะไปดูอาคารหลังเล็กทางทิศเหนือก่อน วาดแบบห้องทำอาหารใหม่ออกมาแล้วค่อยคุยกันอีกที”
พูดจบ หลินอู๋ซิ่วก็เดินออกไป
หยางจวิ้นเย่ยืนอยู่ที่เดิมด้วยความเก้ๆ กังๆ สุดขีด เสียใจที่ตัวเองอดทนไม่มากพอ หากรอหลินอู๋ซิ่วอยู่ในห้องทำงาน บางทีเรื่องราวอาจจะไม่บานปลายขนาดนี้ก็เป็นได้
…
ห้องทำอาหารทุกห้องมีพื้นที่ประมาณสามร้อยตารางเมตร พร้อมกันนั้นยังมีเตาและอุปกรณ์ทำครัวเรียงกันสามแถว
แต่ละแถวสามารถวางเตาได้ถึงสิบห้าตัว
เตาวางเรียงติดต่อกันและยังมีเคาน์เตอร์ ดูเบียดกันแน่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าใช้งานคนเดียวล่ะก็ ถือว่ามีพื้นที่ใช้สอยอย่างพอเพียง
เวลานี้นักเรียนของห้องหกกำลังยืนอยู่หน้าเตา กำลังทำอาหารตามสูตรในตำราอาหาร
จุดประสงค์ของซ่งจื่อเซวียนคือตัดสินระดับทักษะฝีมือการทำอาหารของทุกคน ดังนั้นตำราการทำอาหารจึงเป็นข้อมูลอ้างอิงที่ดีที่สุด
นักเรียนของห้องหกไม่ได้เข้ามาฝึกวิชาภาคปฏิบัติในห้องทำอาหารเกือบหนึ่งปีเป็นอย่างน้อย
ดังนั้น คนที่ทักษะการทำอาหารย่ำแย่ ซ่งจื่อเซวียนจะให้พวกเขาค่อยๆ จับความรู้สึกในการทำอาหาร
สำหรับการจับความรู้สึกเช่นนี้ วิธีที่ดีที่สุดย่อมเป็นการจับกระทะให้มากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
และคนที่มีทักษะดีหน่อย ซ่งจื่อเซวียนวางแผนจะเลือกอาหารผัดมาสอนพวกเขาโดยเฉพาะ
อาหารในตำราสูตรอาหารราชวงศ์ชิงไม่เหมาะสมกับพวกเขาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เรียนกับหยางต้าฉุยในอดีต รวมถึงการขอคำชี้แนะจากท่านผู้เฒ่าหลิงแห่งตงไห่ อะไรพวกนี้สามารถถ่ายทอดให้กับนักเรียนที่มีพื้นฐานดีได้ทั้งสิ้น
แต่ในระหว่างนี้ ซ่งจื่อเซวียนพบว่า ความสามารถโดยรวมของห้องหกนั่นล้วนอยู่ระดับแย่
นั่นไม่ใช่แค่แย่เล็กน้อย…แต่แย่มากจริงๆ
เหมือนกับคนที่ทำอาหารไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ
สำหรับนักเรียนของวิทยาลัยอาหาร ฝีมือการทำอาหารเช่นนี้คือความอับอายอย่างหนึ่ง
ซ่งจื่อเซวียนจดบันทึกอย่างจริงจัง ระบุระดับการทำอาหารไว้หลังชื่อของทุกคน
เขาพบว่า ระดับของเจ้าอี้โจวถือว่าไม่เลว ทิ้งทักษะการใช้มีดออกไปก่อน เขาน่าจะอยู่ในระดับสูงสุดของห้องแล้ว
เรื่องทักษะการใช้มีด ไม่มีใครเทียบซางเทียนซั่วได้แน่นอน บวกกับที่เขาคอยช่วยทำน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายมาก่อนหน้านี้ ทักษะการใช้มีดจึงพัฒนาขึ้นไม่น้อย
และเมื่อได้จับตะหลิวเป็นประจำ ได้ปลูกฝังความรู้สึกของการทำอาหารที่ไม่เลว ก็ถือว่าราบรื่นตลอดทั้งกระบวนการ
ส่วนสมาชิกเดิมของห้องหก คนที่สามารถเอามาพูดได้มีไม่เกินหกคน
หนึ่งในนั้นที่พอจะหยิบออกมาโชว์ได้เห็นทีจะเป็นข่งเซ่าหลงคนเดียว ถึงแม้เขาจะก่อเรื่องวุ่นวายกับเฉิงฮ่าวทุกวัน แต่ฝีมือการทำอาหาร…ถือว่าใช้ได้
แต่เรื่องสมรรถภาพทางร่างกายเกรงว่าจะเป็นจุดด้อยที่ร้ายแรงของทุกคน เวลาที่ยืนอยู่หน้าเตา เมื่อเจออุณหภูมิสูงก็ทำให้พวกเขามีเหงื่อไหลเต็มหลังอย่างรวดเร็ว มีบางคนหลังจากยืนได้พักหนึ่งแล้วก็หมดแรงอย่างเห็นได้ชัด
ต้องรู้ไว้ว่า การทำอาหารเป็นงานที่สูญเสียพลังทางร่างกายสูง
ดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงตัดสินใจ จะเพิ่มการฝึกร่างกายให้กับทุกคน นอกจากการฝึกซ้อมในสนามทุกวันแล้ว ยังต้องเพิ่มการฝึกสมรรถภาพของร่างกายเข้าไปด้วย
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนจึงกำหนดหัวหน้าและรองหัวหน้าของวิชาภาคปฏิบัติทันที โดยแบ่งเป็นข่งเซ่าหลงและเจ้าอี้โจวตามลำดับ
สาเหตุที่กำหนดเช่นนี้ หนึ่งเพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นของข่งเซ่าหลง ในฐานะหัวหน้าห้อง ต่อไปจะยิ่งทำอะไรมั่วซั่วไม่ได้ และทักษะการทำอาหารของเขาก็อยู่ขอบบนของห้องหก
ส่วนเจ้าอี้โจวนั้น เนื่องจากเขาเป็นคนละเอียดและเคร่งกับตัวเองสูง ในจุดนี้จึงเหมาะที่จะเป็นผู้ช่วยของข่งเซ่าหลง และยังช่วยดำเนินการตรวจสอบได้
…
ห้องทำงานของรองผู้อำนวยการ
เฉิงหวาลี่จุดบุหรี่หนึ่งมวน เอ่ยว่า “ผอ.วัง ฉันคิดว่า…เรื่องนี้นายต้องเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยหน่อย”
“เหอะๆ ผอ.เฉิง ผมก็ทราบเรื่องนี้แล้วเหมือนกันครับ ซ่งจื่อเซวียนทำเกินไปจริงๆ” วังเหว่ยกล่าว
เฉิงหวาลี่พยักหน้าช้าๆ “ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเพราะสาเหตุใด ก็ไม่ควรไปต่อยคนที่วิทยาเขตตะวันตกของพวกเขา
แต่ยังไงฉันก็เป็นคนมอบสิทธิพิเศษให้เขาเอง ฉันกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดคิดว่าสิทธิพิเศษนี้ทำให้เขาต่อยตีคนในวิทยาลัยได้ตามอำเภอใจ”
วังเหว่ยฟังแล้วพลันยิ้มออกมา ลุกขึ้นเอ่ยว่า “ผอ.เฉิง เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ผมจะให้คุณดูอะไรบางอย่าง”
เฉิงหวาลี่มองสีหน้าอันลึกลับของวังเหว่ย แล้วอดไม่ได้ที่จะทำสีหน้าสงสัยอยากรู้ขึ้นมา
…………………………………………………
………………..