เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 521 อนาคต (จบบริบูรณ์)
ตอนที่ 521 อนาคต
………………..
ได้ยินคำยั่วยุของหลิงเจิ้น มินามิโนะ เคอิก็โมโห จ้องพวกโอโนะ โจอิจิด้วยโทสะ
พวกลูกศิษย์ก็ทำได้แค่ก้มหน้า
เป็นเพราะทางซ่งจื่อเซวียนรวดเร็วเกินไป ทางพวกเขายังทำอยู่ แต่อีกฝ่ายทำอาหารเสร็จแล้ว
มินามิโนะ เคอิใบหน้าเขียวคล้ำ เอ่ยว่า “ในเมื่ออาหารเสร็จแล้ว ก็อธิบายได้แค่ว่ารวดเร็วใช่ไหมล่ะ ทางพวกเราก็ยังทำอาหารต่อได้เหมือนเดิม”
“ใช่ๆๆ งั้นพวกคุณทำต่อไปเลย ฮ่าๆ ชิมอาหารกันเถอะครับ!”
“ขอบคุณครับท่านผู้เฒ่าหลิง”
ตอนนี้ควันดำตลบ ซ่งจื่อเซวียน ท่านเป้ยเล่อและเฉิงฮ่าวยกอาหารสามอย่างไปเสิร์ฟที่ด้านหน้าผู้ตัดสินทั้งสี่
จากนั้นก็แบ่งออกเป็นสี่ที่
อย่างแรก เป็นอาหารจีน
ตอนที่ผู้ตัดสินทั้งสี่ชิมอาหาร ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาแทบจะเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน แม้แต่มินามิโนะ เคอิ ก็มีสีหน้าแบบนั้นเช่นกัน
ยังไม่พูดถึงเรื่องความสดของวัตถุดิบ เพียงแค่ซุปนี่ก็เพียงพอที่จะทำให้ตกตะลึงได้ จากปลายลิ้นจนเข้าสู่ลำคอ รสชาติก็กระตุ้นต่อมรับรสได้เหมาะสมที่สุด
“จื่อเซวียน นี่…น่าจะเป็นอาหารที่นายถนัดที่สุดใช่ไหม” โอวหยางเฟิ่งเหยาเอ่ยถาม
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “คุณโอวหยางชมเกินไปแล้วครับ ที่จริง…จื่อเซวียนคิดว่าไม่มีอาหารเมนูไหนที่ถนัดครับ ใช้ใจทำ อาหารทุกอย่างจะแสดงความงดงามของตัวมันเองออกมาได้อยู่แล้วครับ
อาหารเมนูนี้มีชื่อว่ามังกรทะยานสี่ย่านน้ำ วัตถุดิบเติมเต็มชื่ออาหาร ปลาฉืออร่อย กุ้งมังกรสดและนุ่ม น้ำซุปติดอยู่ที่ลิ้น นี่นับว่าเป็นน้ำซุปที่อร่อยที่สุดที่ตาแก่อย่างฉันเคยกินมา” หลิงเจิ้นเอ่ยประเมิน
โอวหยางเฟิ่งเหยาพยักหน้า “อาหารเมนูนี้ฉันให้สิบคะแนนได้เลย”
มินามิโนะ เคอิและนากาตะมองหน้ากัน สีหน้าปั้นยากเล็กน้อย
พวกเขาไม่อยากให้คะแนนสูง แต่รสชาตินี้ ให้คะแนนเต็มก็ไม่เกินไป
สุดท้าย มินามิโนะ เคอิก็เชิดหน้าเอ่ย “ผมให้เก้าคะแนน”
“ผมก็ให้เก้าคะแนน”
หลิงเจิ้นยิ้ม “มินามิโนะ ผมหวังว่าคุณจะให้คะแนนดีๆ นะครับ จะตัดคะแนนก็ต้องบอกเหตุผล ไม่งั้น…อาหารหลังจากนี้ ผมจะให้อาหารของพวกคุณทุกจานเป็นศูนย์คะแนน พวกคุณก็แพ้แน่นอนแล้ว”
“คุณ…”
มินามิโนะ เคอิครุ่นคิด เอ่ยว่า “สิบคะแนน!”
ไม่ใช่เพราะเขายอมจำนน แต่หากต้องบอกเหตุผล ในฐานะที่เป็นนักชิมอาหารที่อายุมากคนหนึ่ง เขาบอกเหตุผลไม่ได้
ตอนนี้ ทีมโอโนะ โจอิจิก็ทำอาหารเสร็จแล้ว ยกอาหารทั้งสามมา
สาเหตุที่พวกเขาทำอาหารอย่างรวดเร็วนั้นง่ายมาก เมนูแรกเป็นอาหารประเทศตัวเองอย่างซูชิ การทำอาหารเมนูนี้ไม่ได้ซับซ้อน
ข้อดีของซูชิก็คือการแสดงความสดใหม่ของวัตถุดิบ วัตถุดิบบางอย่างกระทั่งเป็นของดิบ ไม่เปลืองเวลา
จากนั้น พวกเขาก็ชิมซูชิ
หลิงเจิ้นสูดลมหายใจอย่างจนหนทาง “ถึงการทำซูชิจะง่าย แต่จากข้าว ของดิบจนถึงผัก ทุกขั้นตอนพลาดไปนิดเดียวก็ไม่สมบูรณ์แบบแล้ว ซูชินี้เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ผมให้สิบคะแนนได้เลย”
หลิงเจิ้นให้คะแนนเต็มอย่างยุติธรรม
มินามิโนะ เคอิก็พยักหน้าพอใจอย่างหาได้ยาก “ไม่เลว โจอิจิ แกควบคุมแก่นแท้ของการทำอาหารประเทศญี่ปุ่นได้ อาจารย์ไม่เห็นปัญหาอะไรในซูชินี่ ให้สิบคะแนน!”
ได้ยินคำชมของอาจารย์ พวกโอโนะ โจอิจิถึงถอนหายใจออกมาได้
ที่ญี่ปุ่น แนวคิดเรื่องระดับชั้นสำคัญมาก รวมถึงอันดับผู้อาวุโส ดังนั้นปกติมินามิโนะ เคอิจะหน้าบูดบึ้งอย่างเดียว
วันนี้เห็นรอยยิ้ม พวกลูกศิษย์ก็ไม่กล้าดีใจ มากสุดก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เมนูที่สองคืออาหารนานาชาติ ทางซ่งจื่อเซวียนทำสเต็กเนื้อ ส่วนทีมโอโนะ โจอิจิทำฟัวกราสไตล์ฝรั่งเศส
ทุกคนชิมฟัวกรา สีหน้าพึงพอใจ
โอวหยางเฟิ่งเหยาเอ่ย “ฟัวกราสดและนุ่ม การเลือกวัตถุดิบเรียกได้ว่าเลือกฟัวกราได้ดีเป็นระดับต้นๆ เลยทีเดียว สิ่งที่สำคัญที่สุดสองจุดของฟัวกราก็คือน้ำหนักและสี หากมีพลาดไปเล็กน้อยก็ไม่ควรเลือกใช้”
หลิงเจิ้นพยักหน้า “ถูกต้อง รสสัมผัสของฟัวกรานี้ละมุนและหอม เลือกใช้เนยคุณภาพดี และแอปเปิลย่างกำลังดี ช่วยตัดเลี่ยน ให้คะแนนเต็มได้”
จากนั้น ทั้งสี่ก็ชิมสเต็กเนื้อต่อ
ต้องพูดเลยว่า ทั้งสี่ถูกทำให้ตกตะลึงอีกครั้ง
สเต็กเนื้อนี้ไม่ใช่ต้นตำรับในสมัยนี้อย่างแน่นอน รสสัมผัสของมันและสเต็กเนื้อของยุโรปถึงขั้นต่างกันมากด้วยซ้ำ
แต่ความต่างนี้…คือความอร่อยของมันอยู่ในร้านอาหารระดับมิชลินได้เลย อีกทั้งไม่ใช่ระดับน้อยๆ ด้วย
มินามิโนะ เคอิขมวดคิ้วเล็กน้อย “ซ่งจื่อเซวียน ฉันกับนายนับว่ามีอาจารย์เดียวกัน แต่ฉันไม่เห็นจำได้ว่าอาจารย์ฟางทำอาหารตะวันตกได้”
ซ่งจื่อเซวียนไม่เย่อหยิ่งไม่ถ่อมตัว ตอบกลับไป “แต่ปู่กลับเคยบอกว่าถึงวิธีการทำอาหารนานาชาติจะแตกต่าง แต่ก็บรรลุเป้าหมายเดียวกัน ถ้าเข้าสู่เส้นทางของเชฟแล้วแต่ยังจะแบ่งแยกสาขาอาหารที่เรียนชัดเจนขนาดนั้น แบบนั้นก็อธิบายได้แค่ว่ายังไม่ถึงระดับสุดยอด!”
คำตอบของซ่งจื่อเซวียนทำให้หลิงเจิ้นและโอวหยางเฟิ่งเหยาฮึกเหิมขึ้นมาทันที มีแค่คำเดียวเท่านั้น เท่!
ตอนนี้ เสียงปรบมือดังไปทั่ว จุดนี้ทำให้ทั้งวงการอาหารของจีนได้หน้าอย่างแท้จริง!
อาหารสองเมนูก่อนหน้าได้คะแนนเต็มทั้งหมด แต่ที่จริงผู้ตัดสินทั้งสี่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าอาหารของซ่งจื่อเซวียนเหนือกว่า
โดยเฉพาะมังกรทะยานสี่ย่านน้ำ ชวนให้รู้สึกทึ่งจริงๆ
พูดได้แค่ว่าอาหารของโอโนะ โจอิจิก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเทียบกัน ระดับชั้นต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ถึงเมนูสุดท้าย
คิดไม่ถึงว่าอาหารของทั้งสองฝ่ายจะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ล้วนเป็นเกี๊ยวทั้งคู่
ทางซ่งจื่อเซวียนเป็นเกี๊ยวน้ำ ส่วนทีมโอโนะ โจอิจิเป็นเกี๊ยวทอด
เทียบกันแล้ว เกี๊ยวทอดนับว่าเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น ส่วนร้านเกี๊ยวน้ำแทบจะไม่มีเลย
ทั้งสี่ชิมรสชาติ โอโนะ โจอิจิทำไส้หมูดั้งเดิม
แต่ไม่ได้ทำไส้หยาบๆ ไม่รู้ว่าเนื้อที่ใช้ผ่านการทุบมากี่ครั้ง นุ่มละมุนแต่ไม่เสียความเหนียวไป
ถ้ากินเดี่ยวๆ เนื้อสัมผัสน่าจะพอๆ กับการกินแกงกะหรี่ลูกชิ้นปลาชื่อดังของฮ่องกง อร่อยเด้งสู้ฟัน
หลิงเจิ้นยิ้มเอ่ย “มินามิโนะ เคอิ ผมไม่สนว่าคุณจะให้คะแนนยังไง แต่ผมพูดได้แค่ว่า อาหารญี่ปุ่นมีต้นกำเนิดมาจากจีน ส่วนผสมอื่นๆ ก็ช่างมันไปเถอะ แต่เกี๊ยว…คนจีนมีสิทธิ์ที่จะพูดเสมอ!
แป้งเหนียวเด้งไม่เละ ไส้ใช้วัตถุดิบเยอะแต่ไม่ตีกัน อร่อยกลมกล่อม เหอะๆ ท่านผู้เฒ่าหลิง ผมคิดว่าเกี๊ยวนี่ผมกินได้หลายตัวเลย”
โอวหยางเฟิ่งเหยายิ้มเอ่ย
มินามิโนะ เคอิเอ่ย “แล้วยังไงล่ะ ถึงจะเป็นแบบนั้น ผมก็ต้องให้คะแนนทั้งสองเมนูเต็มสิบ ท่านผู้เฒ่าหลิง ผมเชื่อว่าพวกคุณก็ให้ได้นะครับ”
หลิงเจิ้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “มันแน่อยู่แล้วครับ เกี๊ยวทอดที่โอโนะทำรสชาติดีมาก กระทั่งไม่มีปัญหาอะไรเลย”
“งั้นครั้งนี้….นับว่าเราทั้งสองทีมเสมอกันใช่ไหมครับ” มินามิโนะ เคอิเอ่ย
ที่จริงนี่ก็เป็นผลที่เขาอยากได้ที่สุดตอนนี้
ไม่ใช่เพราะพวกโอโนะไม่เก่งพอ ประเด็นคือ…เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคู่ต่อสู้ในครั้งนี้จะแข็งแกร่งขนาดนี้
เทียบกับที่เขาแพ้การแข่งขันให้กับโอวหยางเฟิ่งเหยาครั้งนั้น หากครั้งนี้ไม่ได้มีผู้ตัดสินสี่คนแต่เป็นจำนวนเลขคี่ พวกเขาก็ต้องแพ้แน่นอน!
หลิงเจิ้นหัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆ ในประวัติศาสตร์ที่อาหารจีนเป็นแหล่งกำเนิด นี่เป็นเรื่องที่พวกคุณจะท้าดวลได้เหรอ เสมอ? ล้อเล่นอะไร มินามิโนะ เคอิ วันนี้ไม่ได้แข่งแพ้ชนะด้วยระดับความต่าง แต่อาศัยแค่ความเร็วในการทำอาหารของซ่งจื่อเซวียน ก็ชนะพวกคุณเหมือนกัน!”
ทุกคนในที่นั้นตะโกนตาม
“ซ่งจื่อเซวียนชนะ!”
“ซ่งจื่อเซวียนชนะ!”
“ซ่งจื่อเซวียนชนะ!”
สีหน้าของมินามิโนะ เคอีเขียวคล้ำ พูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว แน่นอนว่านี่ก็คือกฎ
สุดท้าย การแข่งขันครั้งนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็เป็นฝ่ายชนะ
พิจารณาจากคะแนน อาจจะดูอะไรไม่ออก แต่คนที่เคยชิมมาก่อนรู้กันหมดว่าการแข่งขันครั้งใหญ่ครั้งนี้ ถือว่าบดขยี้จนเละ!
หลังจากผ่านการแข่งขันครั้งใหญ่ไป ทีมมินามิโนะ เคอินับว่าคอตกกลับประเทศ ไม่เสียเวลาแม้แต่ครึ่งวัน กลับไปคืนนั้นทันที
ส่วนทางวิทยาลัยนอกจากจะฉลองให้พวกซ่งจื่อเซวียนแล้ว เฉิงหวาลี่ก็ประกาศให้ซ่งจื่อเซวียนเป็นหัวหน้าอาจารย์ของทั้งวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกของวิทยาลัยอาหารปักกิ่ง
อีกทั้งเพิ่มหลักสูตรใหม่ อาหารจานสร้างสรรค์
ซ่งจื่อเซวียนรับผิดชอบวิชานี้เป็นหลัก
แต่ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้รับงานทันที เขาคิดจะหยุดพักก่อน
กลับไปอยู่กับแม่ที่ตู้เหมิน รวมถึงดูร้านอาหารร่ำรวย สวนสวินเฟิงและหอจิ่วเฟิ่ง
กิจการของบริษัทถังกรุ๊ปอยู่ในขาขึ้นอย่างสมบูรณ์ ในที่สุดถังจวิ้นก็ตัดสินใจขยายกิจการ
กำไรที่ได้ตอนนี้มหาศาล เขาสร้างโรงงานแปรรูปอาหารของถังกรุ๊ปทันที เมื่อเป็นแบบนี้ ก็จะบรรลุเป้าหมายของสายการผลิตและการจำหน่ายสินค้าแล้ว
ไม่ใช่แค่กำไรจะสูงขึ้นเท่านั้น ระดับความน่าเชื่อถือของบริษัทก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะเห็นขนาดของบริษัทอย่างชัดเจน
ถังหย่าฉีขอลาพักร้อนกับพ่อกลับมาที่ตู้เหมินโดยเฉพาะเพื่อจะใช้เวลาอยู่กับซ่งจื่อเซวียน
ที่หอจิ่วเฟิ่ง ซ่งจื่อเซวียนต้อนรับเหล่าเพื่อนๆ อย่างยอดเชฟจากทางเหนือและทางใต้ หวังเฉิงยงและท่านเป้ยเล่อ หลินเทียนหนานอย่างกระตือรือร้น
เรียกได้ว่ากินดื่มทั้งวัน ครื้นเครงมากๆ
แต่การจากไปของฟางจิ่งจือก็เป็นสิ่งที่เขาปล่อยวางไม่ได้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ
ในช่วงนี้ เขาจะไปคุยกับชายชราเป็นประจำ ดื่มไปหลายแก้ว
มีสองครั้งที่ดื่มหน้าหลุมศพมากเกินไป เป็นถังหย่าฉีที่พาฟางรุ่ยไปรับเขากลับมา
ได้ดื่มกับเพื่อนทุกคนด้วยสุราชั้นดีวันนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็ยืนขึ้นดื่มสุราอวยพรทุกคนหนึ่งแก้ว
“ท่านผู้เฒ่าหลิง คุณโอวหยาง เสี่ยหวัง เพื่อนๆ ทุกคน ที่ซ่งจื่อเซวียนมีวันนี้ได้ก็ไม่พ้นได้ความช่วยเหลือจากทุกคน ขอดื่มเหล้าแก้วนี้อวยพรให้แด่ทุกๆ ท่าน!”
“ดี!”
ทุกคนพูดพร้อมกันว่าดี!
“หย่าฉี หนาวหรือเปล่า”
“ไม่หนาวเลย มีนายอยู่ฉันไม่มีทางหนาวหรอก” ถังหย่าฉีเอ่ยอย่างมีความสุข
“ช่วงนี้ดื่มเหล้าบ่อย ไม่โกรธกันใช่ไหม” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยถาม
ถังหย่าฉียิ้ม “เอาเถอะ จื่อเซวียน ฉันรู้ว่านายเหนื่อย ก็ควรจะปลดปล่อยออกมาบ้าง นายจำไว้นะ ขอแค่มีฉันอยู่ นายจะดื่มเท่าไรก็มีฉันคอยดูแลนายเสมอ”
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขาโอบถังหย่าฉีเข้ามาในอ้อมอก
“จื่อเซวียน ท่านผู้เฒ่าหลิงกับคุณโอวหยางประกาศแล้วว่ายอดเชฟทางเหนือและทางใต้จะกลับบ้านไปปลีกวิเวก อนาคตประเทศจีนจะมีนายเป็นยอดเชฟคนเดียวแล้วนะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “เรื่องนี้ไม่สำคัญเลย ฉันจำคำพูดของปู่ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเชฟ ก็คือการทำอาหารรับใช้เสี่ยรับใช้นายท่าน
รับใช้ทุกท่านแล้ว ก็ถือว่าเป็นยอดเชฟเจ้าเหรียญทอง!”
ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางมองออกไปไกลๆ
“ปู่ครับ ไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับพวกเพื่อนเก่าของปู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงหลานนะ…”
ถังหย่าฉีได้ยินก็น้ำตาคลอหน่วย ซุกอยู่ในอ้อมอกของซ่งจื่อเซวียน
เธอมีความสุขมาก ผู้ชายของตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังจิตใจดี เป็นลูกผู้ชายตัวจริง
ส่วนซ่งจื่อเซวียนที่มองไปยังที่ไกลๆ ก็ทำท่าเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่
ราวกับตอนนี้ทุกอย่างในสายตาของเขาเป็นความว่างเปล่า
สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงแค่อนาคตเท่านั้น
อนาคตของตนเอง อนาคตของหย่าฉี อนาคตของวิทยาลัยอาหารปักกิ่ง…
และ…
อนาคตของวงการอาหารจีน!
(จบบริบูรณ์)
………………..