แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 101 แม้แต่เศษดินก็ไม่มีเหลือให้กิน
พวกเจ้าจ้องหน้าข้าทำไม ข้ายังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าทำลายค่ายกลได้แล้ว เสียงเมื่อครู่นี้ไม่ได้ดังมาจากฝั่งข้าเสียหน่อย
ผู้เฒ่าค่ายกลถูกสายตาของผู้คนรุมจ้องจนรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ จึงได้แต่กล่าวแก้ต่างไปตามความจริง
เมื่อได้ยินคำยืนยันของผู้เฒ่าค่ายกล ฝูงชนต่างพากันมึนงงหนักกว่าเก่า
หากเสียงนั้นไม่ได้เกิดจากการทำลายค่ายกล แล้วสิ่งที่พวกเขาได้ยินเมื่อครู่คืออะไร เป็นไปไม่ได้ที่คนจำนวนมากขนาดนี้จะหูฝาดไปพร้อมกัน นั่นมันออกจะเหลือเชื่อเกินไป
เร็วเข้า ดูนั่น นั่นมันอะไรกัน
ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนตาดีคนหนึ่งก็ชี้นิ้วไปยังใจกลางแปลงสมุนไพรวิญญาณพร้อมตะโกนร้องเสียงหลง
สิ้นเสียงตะโกน สายตาทุกคู่ต่างพุ่งตรงไปยังทิศทางเดียวกันทันที
หากไม่มองก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อได้เห็นกับตา ทุกคนต่างต้องตกตะลึงพรึงเพริด
ปึง
เสียงกระแทกดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนได้ยินชัดเต็มสองหู และรู้แจ้งทันทีว่าต้นตอของเสียงมาจากที่ใด
แม้แต่เย่หนานและพวกพ้องก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองไปยังใจกลางแปลงสมุนไพรด้วยความฉงน
ปึง ปึง ปึง
เสียงทุบกระแทกดังรัวติดต่อกันเป็นจังหวะ
ท่ามกลางสายตาที่เบิกโพลงด้วยความตระหนกของฝูงชน พลั่วสีทองอร่ามด้ามหนึ่งก็แทงทะลุพื้นดินภายในแปลงสมุนไพรขึ้นมาอย่างดุดัน
เอ๊ะ เจ้าพลั่วนั่นทำไมดูคุ้นตานัก เย่หนานขมวดคิ้ว ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่กู้เฉินเองก็ยังรู้สึกเคลือบแคลงใจ เขามั่นใจว่าเคยเห็นพลั่วลักษณะนี้ที่ไหนสักแห่ง แต่ชั่วพริบตานั้นกลับนึกไม่ออก
ศิษย์พี่ นั่นมันพลั่วทองคำของศิษย์น้องไม่ใช่หรือเจ้าคะ มีเพียงหลิงหลงเท่านั้นที่จำพลั่วสีทองขนาดมหึมาด้ามนี้ได้ในปราดเดียว
หือ เย่หนานชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำทักท้วงของหลิงหลง
กู้เฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ พลันนึกขึ้นได้ จึงรีบกล่าวเสริมทันที จริงด้วย มิน่าล่ะข้าถึงว่าทำไมมันดูคุ้นตานัก
ฮ่าๆๆ เหนื่อยตายชัก ในที่สุดท่านปู่คนนี้ก็ขุดเข้ามาได้สักที
ทันทีที่พลั่วทองคำโผล่พ้นดิน ร่างของนักพรตเฒ่าในสภาพมอมแมมรุงรังก็มุดตามออกมาจากหลุม
บุคคลผู้นี้จะเป็นใครไปได้ หากมิใช่มู่เป่ยเฉิน
ในยามนี้ มู่เป่ยเฉินยังไม่ทันสังเกตว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนนับร้อยที่รายล้อมอยู่ภายนอกม่านพลัง จิตใจของเขาจดจ่ออยู่เพียงสิ่งเดียว นั่นคือสมุนไพรวิญญาณที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า
ฮ่าๆๆ รวยแล้ว คราวนี้รวยเละ สมุนไพรพวกนี้มากพอให้ข้าแลกเหล้าดื่มไปได้อีกครึ่งปีเลยทีเดียว
มู่เป่ยเฉินไม่รอช้า พูดจบก็ลงมือทันที เขาตบกระเป๋ามิติเรียกกระสอบป่านออกมาเป็นตั้ง จากนั้นก็เงื้อพลั่วทองคำขึ้นเตรียมขุดโกยอย่างบ้าคลั่ง
ภาพที่ปรากฏทำเอาเย่หนานและศิษย์ถึงกับมุมปากกระตุกด้วยความระอา
ไอ้สารเลว เจ้าเป็นใคร หยุดมือเดี๋ยวนี้นะ เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของเสวี่ยหนู่ดังทะลุม่านพลังเข้าไปถึงด้านใน
มู่เป่ยเฉินชะงักมือที่กำลังจะขุด พลางเงยหน้ามองหาต้นเสียง
ทว่าทันทีที่เงยหน้าขึ้น เขาก็ต้องสะดุ้งโหยง
อุ๊ยตายมารดาข้า ทำไมคนเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย เมื่อเห็นสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาด้วยความเคียดแค้น มู่เป่ยเฉินก็ถึงกับยืนงงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
แต่ด้วยความที่เป็นคนผ่านโลกมาโชกโชน เขาจึงดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
มู่เป่ยเฉินหันไปมองเสวี่ยหนู่ด้วยสายตาเหยียดหยาม ทำไม ที่นี่บ้านเจ้าหรือไง แน่จริงก็เข้ามาตีข้าสิ สั่งให้ข้าหยุดงั้นรึ ฝันไปเถอะ ท่านปู่คนนี้จะขุด เจ้าจะทำไม
สิ้นคำประกาศท้าทาย มู่เป่ยเฉินก็ลงมือขุดสมุนไพรวิญญาณขึ้นมาหนึ่งต้นหน้าตาเฉย มิหนำซ้ำยังชูขึ้นมาแกว่งยั่วยวนไปมา
เอ้า ขุดขึ้นมาแล้ว เจ้าจะทำอะไรข้าได้
พูดจบ เขาก็ยัดสมุนไพรต้นเดิมกลับลงหลุม แล้วกลบดินอย่างลวกๆ ก่อนจะขุดมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เอ้า ขุดขึ้นมาอีกแล้ว..ฝังกลับลงไปใหม่อีกรอบแล้ว แน่จริงก็เข้ามาสิ
กิริยาของมู่เป่ยเฉินในยามนี้ เรียกได้ว่ากวนโทสะจนเกินคำบรรยาย
เมื่อเห็นความหน้าด้านไร้ยางอายระดับปรมาจารย์ของมู่เป่ยเฉิน แม้แต่เย่หนานยังต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย
กู้เฉินและหลิงหลงเองก็หน้าดำคล้ำเครียด ภาวนาในใจอย่าให้ใครรู้เชียวว่าตาแก่เสียสตินั่นมีความเกี่ยวข้องกับพวกเขา ขายขี้หน้าประชาชีจนแทบอยากจะมุดดินหนี
ฝ่ายเสวี่ยหนู่ที่ถูกยั่วยุจนเส้นเลือดปูดโปน ตะโกนด่าทอด้วยความคลั่งแค้น เก่งนักนะไอ้สวะ มึงคอยดูเถอะ ถ้าข้าเข้าไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะสับร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้นเอาไปโยนให้หมากิน
เชอะ ต่อให้ข้าออกไปตอนนี้ ข้าตบเจ้าทีเดียวก็แบนแต๊ดแต๋แล้วไอ้หนู มู่เป่ยเฉินแคะขี้มูกอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะดีดนิ้วเป่าใส่ทางเสวี่ยหนู่อย่างดูแคลน
อ๊ากกก ข้าจะฆ่าแก ข้าต้องฆ่าแกให้ได้ เสวี่ยหนู่โกรธจนแทบกระอักเลือด ระดมฟันดาบใส่ค่ายกลป้องกันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง
ในเวลานั้นเอง ฮวาเหลียนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ก็จำมู่เป่ยเฉินได้ทันที
เขา เขาเข้าไปข้างในได้อย่างไร นางจ้องมองมู่เป่ยเฉินด้วยแววตาตื่นตะลึง
ข้าเองก็ไม่รู้ ประเดี๋ยวเจ้าค่อยไปถามเขาเอาเองแล้วกัน กู้เฉินตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
ความจริงแล้ว แม้แต่กู้เฉินเองก็ยังคิดไม่ตก ว่ามู่เป่ยเฉินที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับ
นภาเร้นลับจะสามารถเล็ดลอดผ่านค่ายกลระดับสูงเช่นนี้เข้าไปได้อย่างไร
แต่ทว่า เมื่อกู้เฉินเบนสายตาไปเห็นพลั่วทองคำในมือของอีกฝ่าย เขาก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ลางๆ ดูเหมือนปริศนาทั้งหมดจะอยู่ที่พลั่วด้ามนั้น
ที่แท้พวกเจ้าก็วางแผนกันมาแต่แรกแล้วสินะ ในเมื่อตอนนี้พวกเราเป็นพันธมิตรกัน สมุนไพรในนั้นข้าขอส่วนแบ่งสักสามส่วนคงไม่มากไปใช่ไหม ฮวาเหลียนเลิกหาเหตุผล นางสนใจแค่ผลประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า
ในเมื่อตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญระดับนภาเร้นลับอยู่ข้างใน แถมยังเป็นพวกเดียวกับกลุ่มของนาง การจะกอบโกยของล้ำค่าข้างในย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ยิ่งคิด ฮวาเหลียนก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
ช้าก่อน ศิษย์พี่หญิงอย่าเพิ่งเข้าใจผิด นั่นมันผลงานของเขา ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ อีกอย่าง เจ้าตกลงร่วมมือกับข้า ไม่ได้ร่วมมือกับเขา กู้เฉินรีบกล่าวตัดบททันควัน
ได้ยินเช่นนั้น คิ้วเรียวสวยของฮวาเหลียนก็ขมวดมุ่น
ของที่ข้าจะได้ในภายหลัง ข้าสามารถนำมาแลกเปลี่ยนกับเจ้าได้ มีสมุนไพรบางชนิดในนั้นที่จำเป็นต่อข้าจริงๆ ฮวาเหลียนยังไม่ยอมตัดใจง่ายๆ
เรื่องนี้ เอาไว้ข้าลองปรึกษากับศิษย์น้องของข้าดูก่อนแล้วกัน กู้เฉินไม่ได้ปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ก็ไม่ได้รับปากในทันที
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าฮวาเหลียนจะแสดงความจริงใจออกมามากน้อยเพียงใดหลังจากนี้
มีเพียงเย่หนานเท่านั้นที่ยืนสงบนิ่งไม่ได้เอ่ยปากแทรกบทสนทนา เขาเพียงยกมือขึ้นลูบคาง พลางทอดสายตามองดูมู่เป่ยเฉินที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำงานอย่างใช้แรงงาน
หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่ง มุมปากของเย่หนานก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ริมฝีปากขยับมุบมิบแผ่วเบา
ทันใดนั้น มู่เป่ยเฉินที่กำลังขุดดินอย่างเมามันก็ชะงักกึก
เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหูของเขาอย่างชัดเจน ศิษย์รักเอ๋ย สมุนไพรพวกนั้นเจ้าจงเก็บใส่มันอย่างทะนุถนอม แล้วอย่าลืมโกยหน้าดินพวกนั้นกลับมาให้หมดด้วยล่ะ ที่ลานบ้านข้ายังมีที่ว่างเหลืออยู่พอดี
ได้ยินประโยคนี้ มุมปากของมู่เป่ยเฉินกระตุกยิกๆ
น้ำเสียงเช่นนี้จะเป็นใครไปได้อีก นอกจากท่านอาจารย์เย่หนานผู้ประเสริฐ
โธ่เอ๊ย ค่าเหล้าครึ่งปีหลังของข้า บินหนีไปเสียแล้ว
แม้ปากจะบ่นอุบอิบและใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยราวกับจะร้องไห้ แต่มือของมู่เป่ยเฉินกลับไม่หยุดทำงานแม้แต่วินาทีเดียว เขายังคงทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
ท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวของฝูงชน สมุนไพรวิญญาณทีละต้นถูกมู่เป่ยเฉินขุดขึ้นมาอย่างชำนาญ
แต่สิ่งที่น่าคับแค้นใจที่สุดคือ เขาไม่ได้เอาแค่สมุนไพร แต่เล่นขุดลอกเอาหน้าดินที่มีอายุนับพันปีไปด้วยจนเกลี้ยง
เรียกได้ว่า แม้แต่จะกินดิน ก็ยังไม่มีเหลือให้คนข้างนอกได้ลิ้มรส
เย่หนานมองภาพนั้นพลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ผิดกับบรรดาผู้ฝึกตนรอบด้านที่แทบจะอกแตกตาย พวกเขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน หมายปองสมุนไพรวิญญาณเหล่านี้แทบขาดใจ แต่กลับต้องมาเห็นมันถูกขุดไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ทำอะไรไม่ได้
คนที่โกรธแค้นที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเสวี่ยหนู่
รองลงมาคือผู้เฒ่าค่ายกล เขาไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยว่ามู่เป่ยเฉินเข้าไปได้อย่างไร ค่ายกลนี้เชื่อมโยงกับปฐพีทั่วทั้งแปลงสมุนไพร หากไม่ทำลายค่ายกลจนสิ้นซาก ก็ไม่น่าจะมีหนทางอื่น
แต่ความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า บีบให้เขาต้องยอมจำนน
ในเวลาเพียงไม่นาน ภายในแปลงสมุนไพรก็เต็มไปด้วยกระสอบป่านนับร้อยใบที่อัดแน่นจนตุง
มีทั้งสมุนไพรล้ำค่า และดินวิญญาณชั้นเลิศ
มู่เป่ยเฉินกวาดทุกอย่างเข้าไปในแหวนมิติรวดเดียวจนเกลี้ยง
เมื่อเก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยมอ่อง เขาหันมาสำรวจความเรียบร้อยรอบๆ อีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น จากนั้นจึงมุดกลับลงไปในหลุมเดิมที่ขุดมา
บัดซบเอ๊ย ไอ้แก่ มัวทำบ้าอะไรอยู่ห๊ะ แค่ทำลายค่ายกลแค่นี้ทำไมถึงชักช้ายืดเยื้อนัก
เมื่อเห็นมู่เป่ยเฉินหอบสมบัติหนีไปจนลับตา เสวี่ยหนู่ก็ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เขาหันไปตะคอกใส่ผู้เฒ่าค่ายกลด้วยความเดือดดาลถึงขีดสุด