แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 102 คู่ศิษย์อาจารย์ปริศนา
เมื่อถูกด่าทอสาดเสียเทเสียใส่หน้าอย่างกะทันหัน สีหน้าของผู้เฒ่าค่ายกลก็บิดเบี้ยวจนดูไม่ได้
ฮึ่ม ในเมื่อเจ้าเก่งนัก เหตุใดจึงไม่ลงมือทำลายค่ายกลด้วยตนเองเล่า ยังต้องให้ข้าลงมือทำไมอีก ข้าว่าเจ้าต่างหากที่เป็นสวะ
ยามนี้โทสะของผู้เฒ่าค่ายกลพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด เขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือแม้แต่เสวี่ยขวางผู้เป็นพี่ชายที่ยืนหนุนหลังเสวี่ยหนู่อยู่อีกต่อไป
เจ้ากล้าดูหมิ่นข้าหรือ ตายซะเถอะ เสวี่ยหนู่คำรามลั่น เงื้อดาบยักษ์ในมือขึ้นสูงแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่ผู้เฒ่าค่ายกลหมายจะสังหารให้ตกตาย
คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือไง ผู้เฒ่าค่ายกลก็ไม่ยอมจำนน รีบตั้งรับทันควัน
แม้เขาจะอยู่ในระดับ กายาบริสุทธิ์ แต่ก็เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับนี้ได้ไม่นาน มิหนำซ้ำเขายังเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญด้วยศาสตร์แห่งค่ายกล มิใช่วิถีแห่งยุทธ์โดยตรง
เมื่อวัดกันที่พลังการต่อสู้ จึงตกเป็นรองอยู่หลายส่วน
ครืนนน
วินาทีนั้น การปะทะกันอย่างดุเดือดของทั้งสองก็ระเบิดขึ้น
แสงดาบและพลังปราณสาดกระจายไปทั่วทิศ ทั้งสองต่างแลกกระบวนท่ากันอย่างสูสี
ส่วนแปลงสมุนไพรวิญญาณแห่งนั้น บัดนี้ไร้ซึ่งผู้คนเหลียวแล มันกลายเป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่า เพราะสมุนไพรล้ำค่าทั้งหมดถูกมู่เป่ยเฉินกวาดเรียบวุธไปจนหมดสิ้นแล้ว
ไม่มีใครสนใจการต่อสู้ระหว่างเสวี่ยหนู่และผู้เฒ่าค่ายกล ฝูงชนต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางเพื่อเสาะแสวงหาวาสนาอื่นๆ ต่อไป
เรื่องราว ณ จุดนี้จบลงแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรั้งรออยู่อีก
พวกเราก็ไปกันเถอะ เย่หนานหันไปเอ่ยกับกู้เฉิน
ขอรับ ท่านอาจารย์ กู้เฉินรับคำอย่างนอบน้อมพร้อมโค้งกายทำความเคารพ
ถ้อยคำของกู้เฉินทำให้ฮวาเหลียนที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับใจสั่นสะท้าน
เมื่อครู่นางหูฝาดไปหรือไม่
กู้เฉินเรียกเจ้าหนุ่มระดับกลั่นลมปราณผู้นี้ว่าท่านอาจารย์อย่างนั้นหรือ
ก่อนหน้านี้ฮวาเหลียนได้ยินบทสนทนาระหว่างหลิงหลงกับกู้เฉิน นางยังเข้าใจว่าเป็นเพียงรสนิยมแปลกประหลาดหรือคำเรียกเล่นๆ ของกู้เฉินเสียอีก
แต่คำว่าอาจารย์นั้น มิใช่ถ้อยคำที่จะนำมาเรียกขานกันเล่นๆ ได้โดยง่าย
ฮวาเหลียนหรี่ตามองแผ่นหลังของเย่หนานที่กำลังเดินนำกู้เฉินและหลิงหลงออกไป คราวนี้นางพินิจพิเคราะห์เขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่าเดิม
นางสงสัยมาตั้งแต่แรกแล้วว่า บุคคลที่สามารถรับยอดฝีมือระดับ นภาเร้นลับ และอัจฉริยะอย่างกู้เฉินเป็นศิษย์ได้ ย่อมต้องไม่ใช่คนธรรมดา
แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้กลับทำให้ฮวาเหลียนยิ่งสับสนงุนงง
นอกจากบุคลิกที่ดูหลุดพ้นจากโลกีย์วิสัยแล้ว เย่หนานก็ไม่มีสิ่งใดพิเศษอีกเลย เขาดูเหมือนผู้ฝึกตนระดับ กลั่นลมปราณ แบบเนื้อแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ประหลาดนัก หรือว่าพวกเขากำลังแสดงละครตบตาข้า ฮวาเหลียนครุ่นคิดในใจอย่างไม่เข้าใจ
แต่ในเมื่อตอนนี้นางกับกู้เฉินมีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกัน นางจึงทำได้เพียงเร่งฝีเท้าตามไป
เย่หนานไม่ได้ใส่ใจฮวาเหลียนที่เดินตามมาแม้แต่น้อย
ทว่าตลอดทาง สายตาของฮวาเหลียนมักจะลอบสังเกตเย่หนานอยู่เป็นระยะ ดูจากคิ้วที่ขมวดมุ่นของนางก็รู้ได้ทันทีว่า นางยังคงมองเย่หนานไม่ออก
เชอะ จ้องมองพี่หนานของข้าอยู่ได้ มีปัญหาอะไรหรือไง หลิงหลงที่เดินจูงมือเย่หนานอยู่เริ่มรู้สึกไม่พอใจ
นางหันขวับไปจ้องหน้าฮวาเหลียนด้วยแก้มที่พองลมอย่างแง่งอน
ท่านผู้อาวุโส ท่านเป็นอาจารย์ของกู้เฉินจริงๆ หรือเจ้าคะ ฮวาเหลียนเมินเฉยต่อท่าทีของหลิงหลง นางเลือกที่จะเอ่ยถามเย่หนานพร้อมกับทำความเคารพอย่างนอบน้อม
นางยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเย่หนาน หากเขาเป็นยอดคนผู้เร้นกายจริงๆ การแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องอาจนำมาซึ่งหายนะ
เพื่อความปลอดภัย การระมัดระวังตัวไว้ย่อมดีที่สุด
เย่หนานยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบ กู้เฉินก็สวนขึ้นด้วยความไม่พอใจ เจ้าหมายความว่าอย่างไร
ต้องขออภัย ข้าเป็นคนปากตรงกับใจ หวังว่าท่านผู้อาวุโสจะให้อภัย ฮวาเหลียนตอบกลับอย่างชาญฉลาด
นางกล้าถามออกไปตรงๆ เพราะหากเย่หนานเป็นยอดคนจริงๆ ย่อมไม่ถือสาหาความกับเด็กเมื่อวานซืนอย่างนาง
แม้เย่หนานจะดูเป็นคนไม่เอาถ่านในบางครั้ง แต่จิตใจของเขากระจ่างดั่งคันฉ่อง มีหรือที่เขาจะมองเจตนาของฮวาเหลียนไม่ออก
อย่างไรก็ตาม เย่หนานไม่ได้เก็บมาใส่ใจ มันก็แค่ลูกไม้ตื้นๆ เท่านั้น
ข้าเป็นอาจารย์ของพวกเขา มีอะไรแปลกงั้นรึ เย่หนานหันมายิ้มให้ฮวาเหลียน
เมื่อได้รับคำยืนยันจากปากเย่หนาน ประกอบกับปฏิกิริยาของกู้เฉินและหลิงหลง ฮวาเหลียนก็มั่นใจแล้วว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นความจริง
แต่ระดับการบำเพ็ญเพียรของเย่หนานนี่สิ คือสิ่งที่นางไม่อาจทำความเข้าใจได้
ยอดฝีมือบางคนอาจปกปิดหรือกดพลังฝึกตนเอาไว้ได้ แต่กลิ่นอายบนตัวของเย่หนานนั้นช่างดูสมจริงเหลือเกิน ราวกับว่าเขาไม่ได้กดพลังใดๆ ไว้เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กายเนื้อพิเศษของนางมีความไวต่อสัมผัสของบุคคลและวัตถุอย่างยิ่งยวด แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังจับพิรุธไม่ได้
ไม่ต้องเดาให้ปวดหัวหรอก ก็อย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ ข้าเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับ กลั่นลมปราณ เท่านั้น เย่หนานเอ่ยดักคอราวกับล่วงรู้ความคิด
คำพูดของเย่หนานทำให้หัวใจของฮวาเหลียนกระตุกวูบ
นางไม่คิดเลยว่าเขาจะอ่านใจนางได้ทะลุปรุโปร่งเช่นนี้
วินาทีนี้ ฮวาเหลียนไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเย่หนานอยู่แค่ระดับ กลั่นลมปราณ
เขาต้องใช้วิชาลับบางอย่าง หรือไม่ก็มีสมบัติวิเศษระดับตำนานปกปิดระดับพลังเอาไว้เป็นแน่ ถึงขนาดที่แม้แต่นางก็ยังไม่อาจตรวจสอบได้
สิ่งนี้ยิ่งทำให้ฮวาเหลียนสนใจในตัวกลุ่มศิษย์อาจารย์กลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น
พี่หนาน พาแม่นี่ไปด้วยทำไม ข้าไม่ชอบนางเลย หลิงหลงพูดโพล่งออกมาตามประสาคนตรงไปตรงมา
ได้ยินดังนั้น ทั้งเย่หนานและกู้เฉินต่างก็พูดไม่ออก
ศิษย์พี่หญิง หลังจากออกไปจากที่นี่ นางก็จะแยกทางกับพวกเราแล้ว กู้เฉินจำต้องอธิบายให้หลิงหลงเข้าใจ
เหตุผลหลักคือกู้เฉินต้องการฝึกฝนตนเอง แม้จะมีเย่หนานคอยคุ้มกะลาหัว แต่เขาก็อยากหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง การร่วมมือกับฮวาเหลียนก็นับเป็นการฝึกฝนรูปแบบหนึ่งและไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
แน่นอนว่าเย่หนานเองก็คิดเช่นนั้น เขามาที่นี่เพื่อเดินเล่นชมวิว ส่วนกู้เฉินจะได้ของดีอะไรกลับไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าตัว
แน่นอนว่า กรณีของมู่เป่ยเฉินนั้นถือเป็นข้อยกเว้น
เมื่อได้ยินกู้เฉินอธิบาย หลิงหลงจำต้องทำแก้มป่องแล้วถลึงตาใส่ฮวาเหลียนหนึ่งที ก็ได้ ครั้งนี้ข้าจะเห็นแก่หน้าศิษย์น้องก็แล้วกัน
ฮวาเหลียนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสาม แต่ก็ไม่ได้เอ่ยแย้งอันใด
ในขณะเดียวกัน ณ ภายนอกสุสาน
ชายชราผู้มีบุคลิกภูมิฐานดุจเซียนและเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินทอดน่องอย่างไม่รีบร้อน เบื้องหน้าไม่ไกลนักคือทางเข้าสุสานโบราณที่เพิ่งปรากฏขึ้น
ท่านอาจารย์ สุสานแห่งนี้ใหญ่โตมโหฬารยิ่งนักขอรับ เด็กหนุ่มหันไปกล่าวกับชายชรา
ฮ่าๆๆ แค่นี้จะนับเป็นอะไรได้ ข้าเคยเห็นที่ใหญ่กว่านี้มาแล้ว ชายชราหัวเราะร่า
ยังมีใหญ่กว่านี้อีกหรือขอรับ แล้วนั่นเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของยอดคนระดับไหนกัน เด็กหนุ่มถามด้วยความกระหายใคร่รู้
เฮ้อ สถานที่เหล่านั้นยังไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะเข้าไปได้ในตอนนี้ เจ้าหนู จงเข้าไปทดสอบฝีมือในสุสานแห่งนี้ก่อนเถิด กล่าวจบ ชายชราก็เดินนำมุ่งหน้าสู่สุสาน
เพียงครู่เดียว ทั้งสองก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูสุสานขนาดมหึมา
ท่านอาจารย์ เช่นนั้นข้าขอตัวเข้าไปก่อนนะขอรับ เด็กหนุ่มคารวะชายชรา
อืม เข้าไปเถอะ จำไว้ว่าอย่าได้ทำตัวเหลวไหล แต่หาก มีใครกล้าลงมือกับเจ้า ก็ไม่ต้องออมมือให้พวกมัน ชายชรามองศิษย์รักด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา
วางใจได้เลยขอรับ ท่านอาจารย์ กล่าวจบ เด็กหนุ่มก็เตรียมจะก้าวเท้าเข้าไป
ทว่าทันใดนั้น ร่างเงาหลายสายก็พุ่งเข้ามาขวางทางชายชราและเด็กหนุ่มเอาไว้
คนกลุ่มนี้มิใช่ใครอื่น แต่คือเสวี่ยขวางและเหล่าผู้นำสำนักต่างๆ
พวกเขามองระดับพลังของชายชราไม่ออก แต่กลับมองเห็นระดับพลังของเด็กหนุ่มได้อย่างชัดเจน
อายุยังน้อยเพียงนี้ แต่กลับมีตบะถึงระดับ ผสานแก่นแท้ ขั้นเก้า หากปล่อยให้เข้าไปข้างใน จะไม่เกิดเรื่องใหญ่หรือ
ศิษย์ของพวกเขาอย่างมากที่สุดก็อยู่แค่ระดับ ผสานแก่นแท้ ขั้นห้าหรือหก หากปล่อยเด็กหนุ่มผู้นี้เข้าไป วาสนาข้างในคงไม่ตกถึงมือศิษย์ของพวกเขาเป็นแน่
แม้ว่าภายในสุสานจะมีผู้ฝึกตนระดับ กายาบริสุทธิ์ อยู่ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นตาเฒ่าไม้ใกล้ฝั่งที่หวังเข้าไปเสี่ยงดวงหาทางรอดเฮือกสุดท้าย
เพราะผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์หน่อย ย่อมเข้าร่วมสังกัดขุมกำลังต่างๆ เพื่อความปลอดภัยและทรัพยากรไปนานแล้ว
ส่วนพวกตาเฒ่าเหล่านั้น ทั้งพลังการต่อสู้และกระบวนท่าล้วนเสื่อมถอย ภัยคุกคามต่อศิษย์ของพวกเขามีจำกัด อีกทั้งยังมีพวกเขาคอยคุมเชิงอยู่ด้านนอก คนเหล่านั้นย่อมไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
แน่นอน อาจมีบางคนที่จนตรอกจนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
แต่เรื่องพรรค์นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรก็เป็นเช่นนี้
ทว่าตอนนี้ กลับมีอัจฉริยะที่แข็งแกร่งกว่าศิษย์ของพวกเขาโผล่มาและกำลังจะเข้าไปข้างใน ทำให้เหล่าผู้นำสำนักนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไป
วินาทีนี้ ทั้งบรรดาสำนักใหญ่และยอดฝีมือไร้สังกัดอย่างเสวี่ยขวาง ต่างพร้อมใจกันยืนอยู่ฝั่งเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
พวกเขาล้วนไม่ต้องการให้เด็กหนุ่มผู้นี้ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน