แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 124 คลังสมบัติว่างเปล่าอีกแล้ว
เจ้าเด็กโง่ เจ้าจะไปรู้อะไร ที่อาจารย์ทำไปทั้งหมดก็เพื่อไขว่คว้าวาสนาให้พวกเราทั้งนั้น ชางหยวนตวาดแว้ด มองค้อนศิษย์รักด้วยความหมั่นไส้
วาสนา ท่านอาจารย์ วาสนาอะไรหรือขอรับ ศิษย์มองไม่เห็นจะเข้าใจเลย ชางเนี่ยนเกาหัวแกรกๆ ด้วยความมึนงง
ช่างเถอะ พูดไปตอนนี้เจ้าก็คงไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าเจ้าจงจำใส่กะลาหัวเอาไว้ให้ดี ต่อไปภายหน้าหากได้พบท่านผู้นั้นบนยอดเขาอีก จงแสดงความเคารพยำเกรงให้มากกว่าที่ปฏิบัติต่ออาจารย์เสียอีก เข้าใจหรือไม่
หมั่นขึ้นไปเยี่ยมเยียนผูกมิตรกับศิษย์ของท่านผู้นั้นให้บ่อยเข้าไว้ มีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย ชางหยวนกำชับด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง
อ๋อ ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ ถ้าอย่างนั้น แสดงว่าตอนนี้พวกเรายังไม่กลับสำนักใช่ไหมขอรับ ชางเนี่ยนถามต่อซื่อๆ
โป๊ก
คำถามนั้นแลกมาด้วยมะเหงกชุดใหญ่จากชางหยวนที่เขกกะโหลกศิษย์รักจนเสียงดังสนั่น
เจ้าสมองทึบนี่ สอนเท่าไหร่ไม่รู้จักจำ ก็บอกอยู่หยกๆ ว่าให้หมั่นมาไปมาหาสู่ แล้วจะรีบกลับสำนักไปหาพระแสงอะไร การได้รู้จักกับตัวตนระดับท่านผู้นั้นคือกุศลผลบุญที่พวกเราสั่งสมมาหลายภพหลายชาติ นับแต่นี้ไป ท่านผู้นั้นไปที่ใด เราก็จะตามไปที่นั่น เข้าใจหรือยัง ชางหยวนกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นเปี่ยมความหวัง
ราวกับว่าเส้นทางสู่อนาคตอันรุ่งโรจน์ได้ปูลาดอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว
เข้าใจแล้วขอรับ ท่านอาจารย์ เจ็บจัง ชางเนี่ยนลูบหัวป้อยๆ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยใจ
สองศิษย์อาจารย์ไม่ได้เดินทางไปไหนไกล พวกเขาตัดสินใจปักหลักพักแรมที่โรงเตี้ยมแห่งหนึ่งในเมืองหยุน เพื่อรอโอกาสที่จะได้กลับขึ้นไปบนยอดเขาทักษิณอีกครั้ง
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ ยอดเขาทักษิณยังคงปกคลุมด้วยความวิเวกวังเวง
จนกระทั่งรุ่งอรุณมาเยือน
เย่หนานตื่นจากนิทราด้วยความสดชื่น ทว่าหลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ เขากลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
บรรยากาศรอบกายเงียบเชียบจนผิดวิสัย
แปลกจริง เย่หนานขมวดคิ้ว
ปกติเวลานี้จะต้องมีเสียงเจื้อยแจ้วของหลิงหลงดังมาให้ได้ยิน หรือไม่นางก็ต้องวิ่งตตื้อมาแย่งอ่างล้างหน้าเขาแล้ว แต่วันนี้กลับไร้เงา
ยัยเด็กนี่ เดี๋ยวนี้ชักจะขี้เกียจตัวเป็นขน นอนตื่นสายกว่าข้าเสียอีกรึ เย่หนานส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเดินไปที่ห้องของหลิงหลง
ทว่าเมื่อผลักประตูเข้าไป เย่หนานก็ต้องยืนตะลึงงัน
ภายในห้องว่างเปล่า ว่างเปล่าในที่นี้หมายถึงว่างเปล่าจริงๆ
อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่เตียงนอน โต๊ะ เก้าอี้ แจกัน หรือของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทุกอย่างหายวับไปกับตา เหลือไว้เพียงห้องโล่งๆ ที่มีแต่เสากับผนัง
เสี่ยวเฉิน หลิงหลงหายไปไหน เย่หนานรีบเดินดุ่มๆ ไปที่ห้องครัว ตะโกนถามกู้เฉินที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟ
อ้าว ท่านอาจารย์ตื่นแล้วหรือขอรับ ศิษย์พี่หญิงหลิงหลงออกเดินทางไปพร้อมกับท่านเจ้าสำนักยวี่เซียนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางแล้วขอรับ เห็นท่านอาจารย์กำลังหลับสนิท พวกนางเลยไม่อยากปลุก กู้เฉินรายงานตามความจริง
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่หนานถึงกับบางอ้อ
เขาจำได้ว่าเมื่อวานเป็นคนเอ่ยปากฝากฝังให้ยวี่เซียนพาหลิงหลงออกไปเปิดหูเปิดตาเอง
แต่ไม่คิดว่าแม่ตัวดีจะกระตือรือร้นขนาดนี้ รีบชิ่งหนีไปแต่เช้ามืดโดยไม่ร่ำลาเขาสักคำ
ยามนี้ บนยอดเขาทักษิณจึงเหลือเพียงเย่หนาน กู้เฉิน และ ซูเม่ยเอ๋อร์ที่ยังเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องพักแขก
ซูเม่ยเอ๋อร์ไม่ได้ติดตามหลิงหลงไป เป้าหมายของนางยังคงเป็นการสืบหาความจริงเกี่ยวกับตัวเย่หนาน
ทว่าในขณะที่นางกำลังวางแผนว่าจะเข้าหาเย่หนานอย่างไร หยกสื่อสารในอกเสื้อก็สั่นไหวขึ้นมา
ซูเม่ยเอ๋อร์หยิบหยกขึ้นมาดู สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางรีบเดินออกจากห้อง แล้วทะยานร่างออกจากเขตยอดเขาทักษิณไปอย่างเงียบเชียบ
เม่ยเอ๋อร์ ถึงเวลาต้องกลับตระกูลแล้ว
ทันทีที่นางออกมาพ้นเขตยอดเขา ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นขวางทาง
ท่านอาซูหมิง ข้ายังไม่อยากกลับเลย ข้าสงสัยว่า เย่หนานผู้นั้นอาจจะเป็นโอรสสวรรค์คู่แท้ตามคำทำนายของหลวงจีนเฒ่าก็ได้นะเจ้าคะ ซูเม่ยเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย
เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่อาจฟันธง แต่ความแข็งแกร่งของชายผู้นั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง แม้แต่ระดับพลังของเขา ข้าก็ยังมองไม่ออก ข้าจึงไม่กล้าผลีผลามเข้าไปใกล้ ต้องใช้วิธีเรียกเจ้าออกมาเช่นนี้ ซูหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
แต่ว่าเม่ยเอ๋อร์ ครั้งนี้เจ้าดื้อดึงไม่ได้แล้ว ทางตระกูลมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น เกี่ยวพันถึงเผ่าเก้าอเวจี เราจำเป็นต้องกลับไปหารือกันด่วน
เผ่าเก้าอเวจี พวกเขาเก็บตัวเงียบไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกมานานแล้วมิใช่หรือ แววตาของซูเม่ยเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที
เพราะแบบนั้นแหละ เรื่องนี้ถึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ซูหมิงเร่งเร้า
ก็ได้เจ้าค่ะ กลับก็กลับ ซูเม่ยเอ๋อร์ถอนหายใจ ยอมจำนนต่อสถานการณ์
ก่อนไป นางหันกลับไปมองยอดเขาทักษิณเป็นครั้งสุดท้าย มุมปากยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
โอรสสวรรค์ของข้า ฝากไว้ก่อนเถอะ เจอกันครั้งหน้า ข้าไม่ปล่อยท่านหลุดมือแน่
ฟุ่บ
สิ้นคำกล่าว ซูหมิงก็พาซูเม่ยเอ๋อร์เหาะเหินหายลับไปในท้องฟ้า
สำหรับเหตุการณ์นี้ เย่หนานไม่ได้รับรู้และถึงรู้ก็คงไม่ใส่ใจ
ตอนนี้ทั้งยอดเขาเหลือเพียงเขากับกู้เฉินสองคน เพราะแม้แต่ยวี่เซียวจื่อก็ลงไปจัดการธุระของสำนัก
ไม่นานนัก กู้เฉินก็ยกสำรับอาหารเช้าออกมาวาง
เย่หนานสังเกตเห็นศิษย์รักมีท่าทีอึกอัก สายตาล่อกแล่กไม่กล้าสบตา
เสี่ยวเฉิน เป็นอะไรไป มีอะไรจะพูดกับอาจารย์หรือเปล่า เย่หนานเอ่ยถามขณะคีบผักดองเข้าปาก
ท่านอาจารย์ คือว่า ศิษย์อยากจะขออนุญาตออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ข้างนอกบ้างขอรับ ศิษย์รู้สึกว่าตัวเองยังอ่อนด้อยนัก กู้เฉินรวบรวมความกล้าพูดสิ่งที่คิดออกมา
เอาสิ ลูกผู้ชายมันต้องออกไปท่องโลกกว้าง ถ้าเจ้าอยากไปก็ไปเถอะ อ้อ อย่าลืมแวะไปที่คลังสมบัติ เลือกหยิบของวิเศษติดตัวไปป้องกันตัวสักหน่อยนะ เย่หนานอนุญาตอย่างง่ายดาย
ทว่าเมื่อได้ยินคำว่าคลังสมบัติใบหน้าของกู้เฉินก็ดำคล้ำลงทันตา
เอ่อ ท่านอาจารย์ขอรับ คือว่า ในคลังสมบัติ มันไม่มีของเหลือแล้วขอรับ กู้เฉินตอบเสียงอ่อย
ห๊า ว่ากระไรนะ ไม่มีของเหลือ เย่หนานวางตะเกียบลงทันที ทำหน้าเหมือนเห็นผี
เกลี้ยงเลยขอรับท่านอาจารย์ กู้เฉินพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
เย่หนานใจหายวาบ รีบลุกพรวดพราดวิ่งไปที่คลังสมบัติหลังบ้าน
ทันทีที่เปิดประตู
เย่หนานถึงกับเข่าอ่อน
คลังสมบัติที่เคยอัดแน่นไปด้วยตำรา อาวุธ และของวิเศษ บัดนี้โล่งโจ้งจนหนูวิ่งแข่งกันได้ ไม่มีเหลือแม้แต่ฝุ่น
มันเกิดบ้าอะไรขึ้น ข้าจำได้ว่าเจ้าตัวตลกกับเจ้าอ้วนดำไม่ได้กลับมานี่นา เย่หนานหันไปถามกู้เฉินด้วยความมึนงง
ฝีมือศิษย์พี่หญิงหลิงหลงขอรับ นางกวาดไปหมดเกลี้ยงก่อนจะออกเดินทาง แถมยังฝากบอกไว้ด้วยว่าอีกสองสามวันท่านอาจารย์ก็เติมให้เต็มใหม่ได้เองแหละกู้เฉินถ่ายทอดคำพูดของหลิงหลงอย่างไม่ตกหล่น
เย่หนานหน้าดำคร่ำเครียด เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน
ยัยเด็กบ้า นี่เจ้าไปติดนิสัยโจรมาจากใครกัน อย่าให้ข้าจับตัวได้นะ จะตีให้ก้นลายเลยคอยดู เย่หนานกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
ก่อนหน้านี้ก็โดนเจ้าตัวตลกปล้นไปรอบหนึ่ง คราวนี้หลิงหลงเอาบ้าง
เขาคงต้องใช้เวลาเช็กอินอีกพักใหญ่กว่าจะเติมคลังให้เต็มได้
ถึงแม้ของพวกนั้นเขาจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการต่อสู้ แต่เขาก็เอามาใช้แทนเงินตรา หรือบางทีตำราพวกนั้นเขาก็เอามาใช้เป็นฟืนต้มน้ำชงชา นี่เล่นกวาดไปหมดแล้วเขาจะเอาอะไรมาเผาฟืน
เฮ้อ ช่างเถอะ หมดก็หมดไป ดูท่าข้าคงต้องออกเดินทางไปเปิดหูเปิดตาบ้างเสียแล้ว ขี้เกียจจะขึ้นเขาไปตัดฟืนเอง เย่หนานบ่นพึมพำกับตัวเอง
อ้อ เจ้าจะไปก็ไปเถอะ แต่จำไว้ ถ้าสู้ไม่ได้ให้รีบใช้วิชาลับที่ข้าสอนทันที เข้าใจไหม เย่หนานหันมากำชับกู้เฉิน
ทราบแล้วขอรับท่านอาจารย์ กู้เฉินรับคำอย่างแข็งขัน
หลังจากเก็บกวาดถ้วยชามเสร็จ กู้เฉินก็กราบลาอาจารย์และออกเดินทางลงจากเขาไป
เย่หนานยืนมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ สูดหายใจเข้าลึก
ได้เวลาออกไปท่องยุทธภพจริงๆ จังๆ สักที ไปดูให้เห็นกับตาว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงมันเป็นยังไง
หลังจากจัดแจงสัมภาระ เย่หนานก็เดินลงจากเขาอย่างสบายอารมณ์
ส่วนจะไปนานแค่ไหน เขาเองก็ยังไม่รู้ แต่ครั้งนี้ เขาตั้งใจจะไปให้ไกลกว่าเดิม ไปสู่ดินแดนที่กว้างใหญ่กว่าเดิม
เพราะตอนนี้สำนักยู่ฮวาเป็นปึกแผ่นและแข็งแกร่งที่สุดในย่านนี้แล้ว ไม่มีอะไรให้เขาต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป