แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 127 วิชาตีนผีหลุดโลก
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
ในเวลานี้ เย่หนานพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังควบคุมไม่ได้
ร่างของเขาทะลวงผ่านป่าเขาอย่างบ้าคลั่ง ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขวางทางถูกชนหักโค่นราบเป็นหน้ากลองไม่รู้กี่ต้นต่อกี่ต้น
ทว่าสำหรับเย่หนานแล้ว แรงกระแทกเหล่านี้กลับไม่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดหรือระคายผิวแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเขายังค้นพบว่า ทุกครั้งที่ระดับพลังของเขาเพิ่มขึ้น กายเนื้อของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งทนทานมากขึ้นตามไปด้วย
โอ๊ย เร็วน่ะมันก็เร็วอยู่หรอก แต่ทำไมข้ารู้สึกเหมือนขากู่นี้มันไม่ฟังคำสั่งข้าเลยฟะ เย่หนานบ่นพึมพำขณะที่สองขายังคงสับไวกระจาย
ขาของเขาในยามนี้ดูเหมือนจะมีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง มันเคลื่อนไหวรวดเร็วจนเกิดภาพติดตา ทิ้งไว้เพียงเงาจางๆ แม้ว่าเย่หนานจะยังพอใช้จิตสำนึกกำหนดทิศทางได้บ้าง แต่การจะหยุดหรือชะลอความเร็วนั้นแทบเป็นไปไม่ได้
ระบบ ไอ้สกิลท้าทายสวรรค์บ้านี่มันไม่มีผลข้างเคียงอะไรใช่ไหม เย่หนานเอ่ยถามในใจด้วยความกังวล
ทว่าเขารออยู่ครู่ใหญ่ ระบบก็ยังคงเงียบกริบไร้เสียงตอบรับ
เฮ้อ ไอ้ระบบหมาเวร ค้างอีกแล้วสินะ เย่หนานได้แต่สบถอย่างหัวเสีย
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
ความเร็วของเย่หนานนั้นเรียกได้ว่าเหนือจินตนาการ เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ เขาก็วิ่งข้ามภูเขาไปได้ทั้งลูก
ตลอดเส้นทางที่ผ่านไป ล้วนเกิดความโกลาหลวุ่นวาย สัตว์อสูรแตกตื่นหนีตายจ้าละหวั่น แม้แต่เย่หนานเองก็ยังมองทิวทัศน์รอบข้างไม่ทัน เห็นเพียงภาพต้นไม้ที่พุ่งถอยหลังไปอย่างรวดเร็วราวกับเส้นแสง
ในขณะเดียวกัน ณ อีกฟากหนึ่งของป่า
ฮ่าๆๆ ดี ดีมาก ศิษย์รักทั้งสองของข้าช่างขยันขันแข็งยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่ผู้ฝึกตนแถวนี้มีน้อยเกินไป ไม่พอยาไส้ข้าเลย
ชายชราผมสีแดงเพลิง ใบหน้าบิดเบี้ยวดูดุร้ายน่ากลัว กำลังยืนหัวเราะร่าด้วยความพึงพอใจ เบื้องหน้าของเขาคือเด็กหนุ่มและเด็กสาวคู่หนึ่งที่กำลังก้มหน้าด้วยความเคารพ
รอบกายของพวกเขาเต็มไปด้วยศพของผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ที่นอนตายเกลื่อนกลาด ที่ลำคอของทุกศพมีรอยกรีดลึกเป็นทางยาว โลหิตไหลนองพื้น
ชายชราผมแดงแลบลิ้นเลียคราบเลือดที่มุมปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความสุขสมราวกับเพิ่งลิ้มรสอาหารอันโอชะ
ท่านอาจารย์ แถบนี้เหลือผู้ฝึกตนเพียงเท่านี้จริงๆ เจ้าค่ะ ส่วนพวกที่แข็งแกร่งกว่านี้ พวกศิษย์จนปัญญาจะจัดการไหว หลานเซียงเงยหน้าขึ้นตอบชายชราอย่างนอบน้อม
เด็กหนุ่มสาวคู่นี้มิใช่ใครอื่น แต่คือ หลานเฟิง และ หลานเซียง สองพี่น้องตระกูลหลานที่หนีเตลิดเปิดเปิงมาก่อนหน้านี้
หลังจากหนีตายมาอย่างหัวซุกหัวซุน โชคชะตาก็พาพวกเขามาพบกับชายชราผู้นี้ ชายชราเห็นว่าทั้งคู่มีพรสวรรค์พอตัว จึงรับไว้เป็นศิษย์
ช่างเถอะ จะโทษพวกเจ้าก็ไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ ข้าอยากรู้มากกว่าว่า ใครมันบังอาจมาถล่มสำนักภูตคร่ำครวญของข้า ไม่ว่ามันจะเป็นขุมกำลังใด หรือยอดฝีมือหน้าไหน รอให้ข้าฝึกวิชามารโลหิตจนสำเร็จ ข้าจะตามไปล้างโคตรพวกมันเก้าชั่วโคตร ชายชราผมแดงคำรามลั่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
เขาผู้นี้คือ บรรพชนของสำนักภูตคร่ำครวญ ที่เร้นกายออกไปแสวงหาวาสนาเพื่อทะลวงขอบเขตพลัง
แต่ใครจะคาดคิดว่าเพิ่งออกมาได้ไม่นาน ก็ได้รับข่าวร้ายว่าสำนักที่ตนสร้างมากับมือถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก
ท่านอาจารย์ หลังจากท่านแก้แค้นให้สำนักแล้ว ได้โปรดช่วยล้างแค้นให้ตระกูลหลานของพวกเราด้วยเถิดเจ้าค่ะ หลานเซียงกล่าวด้วยความอาฆาตมาดร้าย
ภาพใบหน้าของจูหลานยังคงตามหลอกหลอนในความคิดของสองพี่น้อง หากไม่ได้ฆ่าจูหลาน จิตใจของพวกเขาคงไม่มีวันสงบ
วางใจเถอะ ก็แค่พวกมดปลวก รอข้าจัดการเรื่องของสำนักเสร็จ ข้าจะแวะไปจัดการให้พวกเจ้าเอง ชายชราผมแดงโบกมืออย่างไม่ยี่หระ
ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้น
สัญชาตญาณของชายชราผมแดงก็กรีดร้องเตือนถึงบางสิ่งที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง
เขาขมวดคิ้ว หันขวับไปมองทางต้นเสียง
ตูม
ยังไม่ทันจะได้เห็นว่าเป็นอะไร ร่างของชายชราผมแดงก็ระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา
เลือดเนื้อและเศษอวัยวะสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วร่างของหลานเฟิงและหลานเซียง
สองพี่น้องยืนตัวแข็งทื่อ สมองว่างเปล่า มองเห็นเพียงเงาสีขาววูบหนึ่งพุ่งผ่านไป แล้วอาจารย์ผู้ทรงพลังของพวกเขาก็ ตัวแตกตายไปแล้ว
พวกเขายังไม่ทันได้กราบไหว้ปรนนิบัติอาจารย์ให้ครบเดือนด้วยซ้ำ อาจารย์ก็มาด่วนจากไป (อย่างอนาถ) เสียแล้ว
ส่วนเงาสีขาวนั้นไม่ได้หยุดชะลอแม้แต่น้อย พริบตาเดียวก็หายลับไปจนสุดสายตา พวกเขามองไม่ทันด้วยซ้ำว่าเป็นคนหรือผี
หือ เมื่อกี้เหมือนจะเห็นคนแฮะ เย่หนานที่วิ่งผ่านไปแคะขี้มูกไปพลาง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ช่างเถอะ สงสัยจะตาฝาด เฮ้อ วิ่งมาตั้งนานชักจะหิวแล้วสิ สงสัยต้องหาที่แวะโซ้ยแหลกสักหน่อยแล้ว เย่หนานส่ายหน้าไล่ความคิด
พอคิดถึงของกิน เย่หนานก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ดูเหมือนสองขาของเขาจะรับรู้อารมณ์ของเจ้านาย มันจึงเร่งความเร็วขึ้นไปอีกขั้น
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
ประกายไฟแลบแปลบปลาบตามทางที่วิ่งผ่าน ไม่รู้ว่าวิ่งมาไกลแค่ไหนแล้ว
โครม
ในที่สุด เย่หนานก็พุ่งเข้าชนกับสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาเข้าอย่างจัง
แรงกระแทกส่งผลให้เขาทะลุผ่านสิ่งก่อสร้างนั้นไปจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
โอ๊ย เจ็บชะมัด เย่หนานยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่ปูดบวม รู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ
เมื่อตั้งสติได้ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่ตนเพิ่งวิ่งชน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือกระบี่หินขนาดยักษ์ที่สูงเสียดฟ้า มันคือภูเขาทั้งลูกที่ถูกแกะสลักหรือก่อตัวขึ้นเป็นรูปทรงกระบี่ ดูยิ่งใหญ่อลังการและน่าเกรงขาม
มิหนำซ้ำ เมื่อมองไปรอบๆ เขาไม่ได้เห็นแค่เล่มเดียว แต่มองเห็นภูเขารูปทรงศาสตราวุธเรียงรายสุดลูกหูลูกตา
เสียงหึ่งๆ ดังแว่วออกมาจากภูเขากระบี่เหล่านั้น ราวกับเสียงร้องของศาสตราวุธที่กำลังสั่นพ้อง
ท้องฟ้าเบื้องบนมืดครึ้มหม่นหมอง เมฆดำปกคลุมต่ำ สร้างบรรยากาศกดดันที่ชวนให้อึดอัดหายใจไม่ออก
นี่ข้าวิ่งมาโผล่ที่ไหนกันเนี่ย เย่หนานกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความฉงน
ช่างเถอะ มาถึงแล้วก็เข้าไปดูหน่อยแล้วกัน ตามคติมาแล้วอย่าให้เสียเที่ยว
เย่หนานตัดสินใจเดินลึกเข้าไปข้างใน
ทว่าเพิ่งก้าวเท้าไปได้เพียงก้าวเดียว ภูเขากระบี่ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ส่งเสียงคำรามกึกก้อง แรงกดดันอันแหลมคมพุ่งตรงเข้าใส่เย่หนานทันที
มันไม่ใช่แค่แรงกดดันธรรมดา แต่มันแฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ที่เฉียบคม ราวกับต้องการจะหั่นร่างผู้บุกรุกให้เป็นชิ้นๆ
จะแข่งแรงกดดันกับข้าเรอะ เย่หนานแสยะยิ้มมุมปาก
ฮึ่ม
ตูม
เย่หนานปลดปล่อยแรงกดดันของตนเองสวนกลับไปทันที
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ
วินาทีที่แรงกดดันของเย่หนานเข้าปะทะ ภูเขากระบี่ยักษ์ก็เริ่มเกิดรอยแตกร้าวลามไปทั่วตัวภูเขา
ครืนนน
ในที่สุด มันก็ไม่อาจต้านทานอำนาจของเย่หนานได้ ภูเขาทั้งลูกพังทลายลงมากลายเป็นกองเศษหิน
นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็แค่ของเก๊ เย่หนานเบะปากอย่างดูแคลน
เย่หนานเตรียมจะหันหลังเดินต่อ แต่แสงสว่างวาบหนึ่งจากกองซากปรักหักพังดึงดูดสายตาเขาไว้
นั่นมันตัวอะไร
ขณะที่เย่หนานกำลังจะเดินเข้าไปดู
วูบ
แสงสว่างนั้นก็พุ่งทะยานออกมา ลอยมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าเย่หนานกลางอากาศ
เมื่อเพ่งมองชัดๆ เย่หนานก็ทำหน้าเซ็ง
มันคือกระบี่เล่มงามที่แผ่ไอสังหารรุนแรง สำหรับคนอื่นนี่อาจเป็นสุดยอดสมบัติวิเศษ แต่สำหรับเย่หนาน ให้เขาได้น่องไก่สักน่องยังจะดีใจเสียกว่า
เอาเถอะ ของฟรีไม่ควรปฏิเสธ เย่หนานจำใจเก็บกระบี่ลงแหวนมิติ
อย่างน้อยเอาไปขายแลกข้าวแลกเหล้ากินก็น่าจะได้หลายตังค์อยู่
เย่หนานเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ
ยิ่งลึก เขาก็ยิ่งพบภูเขาศาสตราวุธหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่กระบี่ แต่ยังมีดาบ หอก ทวน และอาวุธแปลกตาอีกมากมาย
และทุกครั้งที่มีภูเขาลูกไหนกล้าส่งแรงกดดันมาข่มขู่เขา เย่หนานก็จะโต้ตอบด้วยการบดขยี้ภูเขาลูกนั้นจนพังพินาศ
และแน่นอน ทุกภูเขาที่พังทลาย ย่อมมีสมบัติวิเศษพุ่งออกมาเสนอหน้าให้เขา
ส่วนใหญ่เป็นอาวุธประเภทดาบและกระบี่ ประเภทอื่นๆ มีบ้างประปราย
เย่หนานกวาดเรียบทุกชิ้น พวกมันต่างแย่งกันบินเข้ามาหาเขาอย่างกับรู้หน้าที่
เก็บๆ ไปก่อน ไว้เอาไปแจกเพื่อนแจกศิษย์ก็แล้วกัน เย่หนานคิดในใจพลางเก็บของมือเป็นระวิง
แต่เมื่อเดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ ภูเขาที่ถูกทำลายกลายเป็นซากปรักหักพังกองพะเนิน เจตจำนงแห่งอาวุธที่เคยครอบงำพื้นที่ค่อยๆ เลือนหายไป
จนถึงจุดหนึ่ง ของที่ได้มามันเยอะจนล้นแหวนมิติ เย่หนานจึงเริ่มเรื่องมาก
อันนี้ไม่สวย ทิ้ง อันนี้สนิมเขรอะ ทิ้ง อันนี้ดูลิเกไปหน่อย ทิ้ง
เย่หนานเริ่มคัดเลือกเฉพาะชิ้นที่ดูดีมีราคา ส่วนชิ้นไหนไม่ถูกใจก็โยนทิ้งข้างทางเหมือนขยะ