แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 130 อานุภาพแห่งคมดาบ
เดี๋ยวก่อนไอ้หนู เจ้าเหมือนจะลืมอะไรบางอย่างหรือเปล่า เสียงเยาะเย้ยของตงหมิงดังขึ้นอีกครั้ง ขณะที่เย่หนานกำลังจะหมุนตัวเดินจากไป
เย่หนานชะงักฝีเท้า ค่อยๆ หันกลับมามองด้วยสีหน้าที่บอกบุญไม่รับอย่างชัดเจน
เจ้าหมายความว่าไง เย่หนานถามเสียงขุ่น
เหมียวอินเองก็ขมวดคิ้ว ตงหมิง ท่านจะเอายังไงอีก
แม่นางเหมียวอิน ข้าบังเอิญถูกใจแหวนมิติของมันเข้า ตั้งใจจะเอาไปเป็นของขวัญให้คนสำคัญน่ะ ตงหมิงยิ้มประจบประแจง
ที่แท้คือปิงเสวียนนั่นเองที่จ้องแหวนมิติสีม่วงทองบนนิ้วเย่หนานตาเป็นมัน
นางกระซิบบอกตงหมิงตั้งนานแล้วว่าอยากได้ ตงหมิงเห็นว่าเป็นแค่ของผู้ฝึกตนระดับต่ำ ก็เลยรับปากส่งเดชไป
เมื่อทุกคนเพ่งมองไปที่นิ้วของเย่หนาน ก็ต้องยอมรับว่าแหวนวงนั้นช่างวิจิตรบรรจง มีประกายแสงสีทองไหลเวียนอยู่ภายในราวกับมีชีวิต
แหวนสวยจริงๆ ด้วย แม้แต่เหมียวอินยังอดชื่นชมไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้คิดอยากแย่งชิง
พ่อหนุ่ม ให้พวกเขาไปเถอะ แล้วข้าจะหาแหวนวงใหม่มาชดเชยให้เจ้าเอง อย่าเอาชีวิตมาทิ้งเพราะของนอกกายเลย เหมียวอินกระซิบเตือนเย่หนานด้วยความหวังดี
ให้มารดาเจ้าสิ เย่หนานสบถลั่นด้วยความเหลืออด
เสียงตวาดก้องของเขาทำเอาเหมียวอินสะดุ้งโหยง
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ตั้งตัว
วิ้ง
กลุ่มก้อนแสงสีทองปรากฏขึ้นในมือของเย่หนาน
ดาบมา เย่หนานคำรามลั่น
ครืนนน
แสงสีทองในมือขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว กลายสภาพเป็นดาบยักษ์ความยาวกว่าพันเมตร พุ่งเสียดแทงขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับจะท้าทายสวรรค์
กลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกมาจากตัวดาบ กดดันจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
นั่นมัน ทุกคนยืนอ้าปากค้าง จ้องมองดาบยักษ์เสียดฟ้าด้วยความตื่นตะลึง
ฟุ่บ ฟุ่บ
วินาทีนั้น ยอดฝีมือผู้พิทักษ์ประจำตระกูลที่ซ่อนตัวอยู่ รีบพุ่งออกมาคว้าตัวเทียนหลินและตงหมิงอย่างรวดเร็ว
นายน้อย หนีเร็ว
องค์รัชทายาท รีบเสด็จหนีพะยะค่ะ
ผู้พิทักษ์ทั้งสองสัมผัสได้ถึงอันตรายระดับวิกฤติทันทีที่เย่หนานชักดาบ พวกเขาไม่รีรอที่จะพาเจ้านายหนีตาย
คิดจะหนี ด่าข้าแล้วคิดว่าจะลอยนวลไปได้ง่ายๆ งั้นรึ เย่หนานเงื้อดาบยักษ์พันเมตรขึ้นสูง แล้วฟาดฟันลงมาเต็มแรง
ตายซะ
เปรี้ยง
คลื่นดาบมหาศาลกวาดผ่านอากาศ พุ่งตรงไปยังเรือเหาะของเทียนหลินและตระกูลตง
ผู้พิทักษ์ของเหมียวอินและอีกสองตระกูลที่เหลือ ต่างรีบกางม่านพลังป้องกันเจ้านายของตน แต่ก็ยังช้ากว่าคลื่นพลังมหาศาลที่แผ่กระจายออกมา
ตูม
แรงอัดกระแทกส่งร่างของพวกเขาปลิวว่อนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
แต่ที่น่าประหลาดคือ กลุ่มของเหมียวอินและอีกสองตระกูลที่ไม่เกี่ยวข้อง กลับไม่ได้รับอันตรายใดๆ จากคมดาบโดยตรง มีเพียงแรงลมกรรโชกเท่านั้น
เมื่อคมดาบฟาดฟันลงมาถึงพื้น
โครม
เรือเหาะอันวิจิตรตระการตาของเทียนหลินและตงหมิง ถูกผ่าแยกออกเป็นสองซีกราวกับแตงโมที่ถูกมีดคมกริบเฉือน
ไม่เพียงเท่านั้น แผ่นดินเบื้องหน้าเย่หนานยังถูกผ่าแยกออกเป็นหุบเหวลึกยาวเหยียดนับพันเมตร
เหล่าผู้ติดตามและศิษย์ของทั้งสองตระกูลที่หนีไม่ทัน ต่างตกตายภายใต้คมดาบนี้จนหมดสิ้น
หนี
แม้จะหวาดผวาเพียงใด แต่ผู้พิทักษ์ทั้งสองก็ยังกัดฟันพาเทียนหลินและตงหมิงเหาะหนีต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต
จะไปไหนพ้น เย่หนานแสยะยิ้มเหี้ยม
วิ้ง
ดาบยักษ์ในมือสลายกลายเป็นแสง แล้วก่อตัวใหม่กลายเป็นคันธนูสีทองขนาดมหึมา
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหมียวอินและทุกคน เย่หนานง้างสายธนูจนสุด
ลูกศรแสงสีทองสองดอกก่อตัวขึ้นบนคันธนู
ฟิ้ว ฟิ้ว
เย่หนานปล่อยสายธนู ลูกศรพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วแสง ไล่ล่าเป้าหมายที่กำลังหนีตาย
พวกท่านหนีไปก่อน ข้าจะต้านมันไว้เอง
ผู้พิทักษ์ทั้งสองรู้ตัวว่าหนีไม่พ้น จึงตัดสินใจผลักเทียนหลินและตงหมิงออกไปให้พ้นทาง แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับลูกศรมรณะ หวังจะใช้ชีวิตแลกชีวิต
ฉึก ฉึก
แต่ทว่า ความพยายามของพวกเขาสูญเปล่า ลูกศรแสงทะลวงผ่านร่างของยอดฝีมือระดับ นภาเร้นลับ ทั้งสองไปอย่างง่ายดายราวกับกระดาษบางๆ
เป เป็นไปไม่ได้ ทั้งสองเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน สิ้นใจตายคาที่
เมื่อเห็นผู้พิทักษ์ผู้เก่งกาจตายตกในพริบตา เทียนหลินและตงหมิงถึงกับสติแตก
ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจจนแข้งขาอ่อนแรง เพิ่งจะตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่าคำเตือนของเย่หนานเมื่อครู่ ไม่ใช่คำคุยโวโอ้อวด
แต่ความสำนึกผิดมักมาช้าเกินไปเสมอ
ม่ายยย
ลูกศรทั้งสองดอกไม่ได้หยุดยั้ง มันพุ่งเข้าเสียบร่างของเทียนหลินและตงหมิงจนทะลุ
ร่างของทั้งสองระเบิดออกเป็นหมอกเลือด ดับสูญไปจากโลกนี้อย่างถาวร
ลูกศรยังคงพุ่งต่อไป ปะทะเข้ากับภูเขาสองลูกเบื้องหลังจนเกิดระเบิดตูมตาม ภูเขาถล่มลงมาทับถมร่างไร้วิญญาณ
วูบ
เย่หนานสลายอาวุธในมือ เฮ้อ จบเรื่องจบราวสักที
จากนั้นเขาก็หันขวับไปมองกลุ่มคนจากตระกูลเซวียและตระกูลหงที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่
ถึงพวกเจ้าจะไม่ได้ลงมือกับข้า แต่ดูโหงวเฮ้งแล้วก็คงไม่ใช่คนดีเด่นอะไรนักหรอก
สิ้นคำพูดของเย่หนาน
ตุบ ตุบ ตุบ
คนจากทั้งสองตระกูลพร้อมใจกันทิ้งเข่าลงกระแทกพื้น หมอบกราบขอชีวิตกันระนาว
ท่านผู้อาวุโส ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย พวกข้ามีตาหามีแววไม่ ขอท่านโปรดเมตตา ผู้พิทักษ์ของทั้งสองตระกูลโขกศีรษะกับพื้นจนเลือดซึม
แม้แต่ผู้พิทักษ์ของเหมียวอินเองก็ยังคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว พร้อมกับสะกิดชายเสื้อเหมียวอินยิกๆ
เหมียวอินได้สติ รีบทรุดตัวลงเตรียมจะคุกเข่าบ้าง
แต่ทว่า พลังที่มองไม่เห็นสายหนึ่งกลับพยุงร่างของนางไว้ไม่ให้แตะพื้น
เจ้าไม่ได้ทำผิดอะไร จะคุกเข่าทำไม เย่หนานเอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนลง
ท่าน ท่านผู้อาวุโส ข้า เหมียวอินที่เคยเยือกเย็นสง่างาม บัดนี้พูดจาตะกุกตะกักทำตัวไม่ถูก
เอาล่ะๆ เดี๋ยวค่อยคุยกัน ข้าขอเคลียร์กับเจ้าพวกนี้ก่อน เย่หนานโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
เอาล่ะ พวกเจ้าสองตระกูล ข้าไม่ใช่คนโหดร้ายอำมหิตอะไรนักหรอก ทำตามที่ข้าบอก ทิ้งสมบัติและของมีค่าทั้งหมดไว้ที่นี่ แล้วไสหัวไปซะ เย่หนานสั่งเสียงเฉียบขาด
ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ขอบคุณท่านผู้อาวุโส
เหล่าผู้รอดชีวิตรีบปลดแหวนมิติและข้าวของมีค่าออกมาวางกองไว้อย่างรวดเร็ว เสียงโลหะกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง
เสร็จแล้วก็ไปได้ เย่หนานไล่อย่างหมูอย่างหมา
ขอรับ ขอรับ
คนจากตระกูลเซวียและตระกูลหงรีบวิ่งหนีกันป่าราบ ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง
เย่หนานกวาดตามองกองสมบัติและเรือเหาะที่ถูกทิ้งไว้ด้วยความพอใจ เขาโบกมือวูบหนึ่ง ทุกอย่างก็ถูกดูดหายเข้าไปในแหวนมิติของเขา
การกระทำที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เหมียวอินและผู้ติดตามเห็นว่า ชายหนุ่มตรงหน้ามีแหวนมิติระดับสูงที่บรรจุของได้มหาศาลเพียงใด
หลังจากเก็บกวาดเสร็จ เย่หนานก็หันกลับมาฉีกยิ้มกว้างให้เหมียวอิน
แม่นางเหมียวอิน การค้าของเรายังดำเนินต่อไปใช่หรือไม่
ท่าทีที่เปลี่ยนจากมัจจุราชกลับมาเป็นพ่อค้าหน้าเลือดในพริบตา ทำเอาเหมียวอินปรับอารมณ์ตามไม่ทัน
อะ เอ๊ะ จ เจ้าค่ะ แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าซื้อ ข้าซื้อทั้งหมด เหมียวอินรีบพยักหน้ารัวเร็ว
นางกลัวจนตัวสั่น หากปฏิเสธไป เกรงว่าจุดจบของนางคงไม่ต่างจากเทียนหลินและตงหมิงเป็นแน่